นายวสันต์ได้กล่าว ว่า ในวันเกิดเหตุนั้น “มีทั้งทหารยิงจากแนวสูง คือบนรางรถไฟฟ้า และมีทหารในแนวราบ คือเดินเท้าเข้าทั้งนั่งปืนประทับบ่ายิง และยืนยิงในแนวราบ ไม่ใช่เพียงแค่ในแนวสูงเท่านั้น นางสาวกมนเกด หมอบคลานอยู่ในเต้น ตั้งแต่โดนยิงนัดแรกเวลาประมาณ 17.00 น. จนแน่นิ่งไป ผมพยายามหาวิธีจะเข้าไปเพื่อลากเธอออกมา แต่เข้าไปไม่ได้ เพราะมีทหารแนวราบเดินเท้ายิงแนวราบเข้ามาจนผมต้องถอยหนีหลบเข้าไปในวัด หลังจากนั้น ทหารทยอยยิงถี่ห่างไปเป็นระยะจนประมาณ 21.00 น. จึงสามารถคลานเข้าไปยังเต้นท์ได้ พบว่าทั้งนางสาวกมนเกด และนายอัครเดช ถูกยิงเสียชีวิตแล้วทั้งคู่ จึงลากศพเข้ามาภายในวัดปทุมฯ
นายวสันต์ ยืนยันว่า ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เย็นถึงสองทุ่ม ทหารได้สาดกระสุนเข้ามาทั้งสองระนาบ ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงว่า เมื่อนางสาวกมนเกดโดนยิงล้มฟุบ แล้วนายอัครเดชคลานเข้ามาช่วย เมื่อทหารในแนวราบเห็น “วัตถุเคลื่อนไหว” ภายในเต้นท์ จึงอาจไม่แน่ใจ จึงยิงซ้ำเข้ามาเพื่อเคลียพื้นที่ จึงทำให้เกิดกระสุนในแนวราบตามที่นายศิริโชค พยายามจะกล่าวหาว่า “เป็นพิรุธ”
ส่วนกรณี “เสื้อกาชาดบนศพ” นายวสันต์กล่าวว่า ตอนที่นางสาวกมนเกด ถูกยิงไม่ได้ใส่เสื้อกั๊กพยาบาล เมื่อพาศพนางสาวกมนเกดเข้ามาได้ ปรากฏว่าเสื้อผ้าสีขาวของนางสาวกมนเกดเป็นรอยกระสุนฉีกขาดและเลือดไหลอาบ เป็นที่ที่อุจาด ไม่สวยงามอีกทั้งเพราะเป็นเพศหญิง จึงไม่ควรให้ศพถูกทิ้งไว้เสื้อผ้าขาด จึงได้นำ “เสื้อกาชาด” มาคลุมศพเธอไว้ ไม่ใช่เอามาใส่จัดฉากตามที่นายศิริโชคใส่ร้าย

http://www.go6tv.com...log-post_4.html
เลวได้ถ้วยจริง ๆ ศิริโชค

