ทักษิณ ไม่เคยทิ้ง กทม. หาคนมาให้เลือก 2 คนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาว กทม. ช่วยกันเลือกด้วยนะครับ
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 08:59
ทักษิณ ไม่เคยทิ้ง กทม. หาคนมาให้เลือก 2 คนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาว กทม. ช่วยกันเลือกด้วยนะครับ
If you try hard enough, you can be whatever you want to be.
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 09:10
สงสัยจะ "ขี้ข้า" ไอ่เหลี่ยม
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 09:11
อดีตโฆษิต เป็นผู้ขายเครื่องกันขโมย(จำยี่ห้อไม่ได้)
ยุวดีเคยทำงานไทยรัฐ(ป๊ะ กำพลโปรดมาก) ขายโฆษณาเก่งจนมาเปิดบริษัทเองเกี่ยวกับรายการทางทีวี
รักและแต่งงานกับยุวดี (สงสัยว่าคงไปขายโฆษณา)
หลังจากนั้นมีเดียออฟมีเดียเริ่มบูมมากกกกกกกกกก ก็เพราะสามีที่มาผลักดัน
นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีทั้งรายการทีวี ค่ายเพลง และอื่นๆ หุ้นจากราคาพาร์ 10 บาท ก็ล่อไปเป็นร้อย
หลังจากนั้นธุรกิจก็เริ่มทรุด เพราะขยายมากจนเกินไป สามีก็วิ่งเข้าหานักการเมือง หลักๆ ก็สุดารัตน์ เพราะมีเดียฯ อยู่ในพื้นที่ของเจ๊แก
สุดท้ายหุ้นเหลือราคาที่ขนาด มาม่า ยังแพงกว่าก็ต้องปล่อยให้คนอื่นมาช้อนซื้อไป ก็คือกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯ นั้นเอง
คนเคยมีก็นะ แถมเคยเป็นคนคอยสนับสนุนนักการเมืองมาอีก ทำไงละร้อยทั้งร้อยก็ต้องวิ่งหาไอ้แม้วกันทั้งนั้น
ก็เพื่อจะกลับมามั่งมามี มารุ่งเรืองเหมือนเก่า ไปเอาเงินคนโน้น คนนี้มาลงขันทำสปิรงส์นิวส์ใช้เงินคนอื่น
แต่การบริหารทั้งเงิน ทั้งข่าว ก็ไม่ใช่ตัวเองอีกเนอะ
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 11:18
คนเสื้อแดงช่วยกันเลือกหน่อยนะ เลือกไม่ถูกเลย ไหนจะ จูดี้, เสรี อีก งั้นก็กาสามเบอร์ไปเลยนะพี่น้อง
เจตนารมณ์ส่วนตัว
- ไม่ใช้ถ้อยคำที่คำหยาบคาย
- ไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่มีเหตุผล
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 11:26
ให้ทักษิณจูงพาเดินทั้งผัวทั้งเมีย เหมือนหมาเลยโว้ยเฮ้ย
ขาดแค่สายจูง
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 12:30
คงภูมิใจที่เมียไปเดินควงแขนชายอื่นอย่างใกล้ชิด
ประชาธิปไตยก็เหมือนส้วมสาธารณะแบบนั่งเต็มตูด ควายนับถือศาสนาชินวัตรใช้แล้วสกปรกชิบเป๋ง
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 12:32
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 12:50
รู้สึกว่าแบ๊คกราวด์ป้ายหาเสียงก็แดงเถือกเลยนะ ก็ขอให้เสื้อแดงแบ่งคะแนนจากจูดี้ไปให้โฆษิตบ้างแล้วกัน
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 12:51
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 13:39
จ่ายเงินเดือน เงินชดเชย แก่ลูกจ้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตครบทุกคนหรือยัง?
Edited by ม่านน้ำ, 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 13:41.
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 14:21
ทักษิณและทีมงานคิดว่า.....
ไพร่เสื้อแดงไม่ปันใจไปเลือกคนอื่น.....
คนที่ไม่ใช่ไพร่เสื้อแดงจะเลือกตามสายสัมพันธ์กับผู้สมัคร......!
ปล."สุหฤทธ์ สยามวาลา" จะเป็นตัวตัดคะแนนคุณชาย"สุขุมพันธุ์"......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
Edited by ปุถุชน, 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 14:26.
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 14:39
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 14:47
โสภณ พรโชคชัย
http://webboard.seri...-หลงทางหาทางเข/
If you try hard enough, you can be whatever you want to be.
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 14:49
สุหฤท สยามวาลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา จำกัด ผู้นำในธุรกิจครื่องเขียน เครื่องใช้สำนักงาน ชื่อดัง และในอีกบทบาทการเป็นนักร้อง ดีเจ นักแต่งเพลง ขวัญใจเด็กแนว เจ้าของฉายา "พ่อมดอิเล็กทรอนิกส์" ผู้แนวคิด การแต่งกาย และสไตล์การแต่งตัวที่แตกต่างไปจาก ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
http://www.matichon....pid=03&catid=03
If you try hard enough, you can be whatever you want to be.
ตอบ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 - 15:30
อยู่อิสระตรงไหนเนี่ย แค่นี้ก็ไม่จริงใจกับคน กทม แล้ว
แค่ออกตัวก็ล้อหลุดแล้ว
ตอบ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 - 00:27
ผัวยุวดี
ตอบ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 - 00:58
ไม่ได้ให้ราคาอยู่แล้ว ผู้สมัครรายนี้ ส่วนตัวยังจำ "ตู่ ติงลี่" กับ "วรัญชัย โชคชนะ"
ได้มากกว่าซะอีก เพราะลงทุกรอบ ยอมรับในความอึดของทั้งคู่จริงๆ
ถ้าเอาคะแนนมาให้โฆษิต สู้เอามาให้คนอึดคู่นี้ยังดีกว่า ถึงเสียคะแนนเปล่าๆก็เถอะ
ตอบ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 - 09:06
จะเห็นว่าคราวนี้เพื่อไทยส่งผู้สมัครลงมาในนามอิสระ แล้วทำแอ๊บมาเพื่อตัดคะแนนปชป.
โสภณ พรโชคชัย: เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้องTue, 2011-06-14 03:31
ดร.โสภณ พรโชคชัย
http://www.facebook.com/pornchokchai
ในระบอบประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง คือเสียงสวรรค์ แต่พวกเผด็จการทรราชพยายามบิดเบือนสัจธรรมข้อนี้อยู่เสมอ เรามายืนยันความถูกต้องกันเถิด เสียงส่วนใหญ่คือสัจธรรม หรือสัจธรรมยืนอยู่ข้างคนส่วนใหญ่ การตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ย่อมไม่ผิดพลาด ย่อมถูกต้องเสมอ ในกรณีของผู้เขียนซึ่งประกอบอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินนั้น วิธีการประเมินค่าทรัพย์สินสำคัญวิธีหนึ่งก็คือ การเปรียบเทียบตลาด (Market Comparison Approach) ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินต้องหาข้อมูลให้เพียงพอ ซึ่งเมื่อหาพบแล้ว เราก็จะทราบได้ว่าในตลาดมีระดับราคาที่เรียกว่า “ช่วงชั้นราคาตลาด” (Zone of Market Prices) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “หั่งเส็ง” หรือ “หั่งเช้ง” ที่คนส่วนใหญ่ซื้อบ้านในราคาตลาด (Market Prices) ราคานั้นก็จะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง (Market Value) ของทรัพย์สินที่เราประเมินซึ่งอาจแตกต่างไปบ้างตามลักษณะเฉพาะของทรัพย์สิน พฤติกรรมตลาด (Market Behavior หรือ Market Practices) ในท้องตลาด เป็นผู้กำหนดราคาตลาด ซึ่งสะท้อนจากความเป็นไปได้ทั้งทางกายภาพ ตลาด การเงิน และกฎหมาย เช่น ในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ที่ดินที่เป็นที่นากับที่ดินที่เป็นสวนยางพารา หรือที่ดินที่มีระบบชลประทานกับที่ดินที่ไม่มี หรือที่ดินที่ถือครองเป็นโฉนดกับที่เป็น สปก.4-01 ย่อมมีราคาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามพฤติกรรมตลาด อย่างไรก็ตามในตลาดที่ไม่สมบูรณ์ (Imperfect Market) กลไกตลาดอาจถูกบิดเบือนไปได้ในบางขณะสั้น ๆ แต่ไมใช่ตลอดไป อาจกล่าวได้ว่าเมื่อมีตลาด ก็จะมีราคา เพราะตลาดเป็นแหล่งสังเคราะห์อุปสงค์และอุปทานให้ออกมาเป็นราคาตลาด ถ้าเราไม่ฟังเสียงตลาดหรือคนส่วนใหญ่ เราก็จะไม่สามารถทราบราคาที่แท้จริงได้ มีตัวอย่างว่า ครั้งหนึ่งก้อนหินจากดวงจันทร์ถูกขโมยหายไปจากองค์การนาซา ปรากฏว่าหินก้อนนี้มีราคา 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่มีราคาเช่นนี้ก็เพราะมีพฤติกรรมตลาดที่แน่ชัดที่ผ่านการซื้อขายมาหลายต่อ หลายครั้งในตลาด จนสามารถทราบได้นั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ประเทศอื่นคงไม่สามารถไปดวงจันทร์ได้โดยง่าย แต่ก็อยากได้หินมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงมีระบบตลาดของหินดวงจันทร์เกิดขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมตลาดเป็นตัวกำหนดมูลค่าทรัพย์สิน อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงอาจมีข้อมูลที่สูงหรือต่ำผิดปกติ (Outliers) อยู่บ้าง ซึ่งย่อมเป็นความผิดพลาด (Errors) ที่อธิบายได้ หรือยังอธิบายไม่ได้ อันเป็นผลมาจากการจดบันทึกหรือเก็บข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน มีตัวแปรพิเศษ หรือกลุ่มตัวอย่างแตกต่างไปจากกลุ่มส่วนใหญ่จริง เช่น จากการเก็บข้อมูลในจำนวนที่เพียงพอพบว่า ปกติบ้านแบบเดียวกันในย่านนี้ มีราคา 1 ล้านบาท บวก/ลบ 10% แต่มีบางคนซื้อเพียง 5 แสนบาท เพราะเป็นบ้านเก่าที่ทรุดโทรม หรือมีคนฆ่าตัวตายในบ้าน คนเลยกลัว ในทางตรงกันข้าม บางคนก็อาจซื้อในราคา 2 ล้านบาท เพราะจำเป็นต้องซื้อหรือเพราะความไม่รู้ เป็นต้น เราจึงต้องร่อนเอาข้อมูล Outliers เหล่านี้ออกก่อนการวิเคราะห์และประมวลผล ไม่เช่นนั้นก็จะถือเป็นข้อมูลขยะ ถ้าเราเอาขยะเข้ามาวิเคราะห์ เราก็จะได้ขยะออกมา (Garbage In, Garbage Out). ในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่ให้สาวกยึดมั่นในพระพุทธองค์ แต่ให้ยึดมั่นในพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนหลังพระองค์ปรินิพพาน ในสมัยพุทธกาลและหลังจากนั้นมาอีกนับร้อย ๆ ปี ก็ไม่มีการสร้างพระพุทธรูป แม้แต่พระวินัยบางข้อ ถ้าที่ประชุมสงฆ์เห็นควรละเว้นแก้ไข พระองค์ก็อนุญาตให้ทำได้ นี่แสดงว่าพระพุทธองค์ยอมรับปัญญา และความเป็นอิสระของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังปฏิเสธการแบ่งชั้นวรรณะ เห็นคนเท่าเทียมกัน ทรงบวชจัณฑาลเป็นพระสงฆ์ จึงนับว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งประชาธิปไตย และจึงถูกทำลายหรือไม่ก็ถูกควบคุมให้อยู่ใต้อาณัติของวรรณะพราหมณ์และวรรณะ กษัตริย์เรื่อยมา บางคนอ้างผิด ๆ ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น กรณีการเถลิงอำนาจของนาซี เยอรมนี โดยอ้างว่าฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงก็คือ การเลือกตั้งในปี 2476 ดังกล่าว นาซีไม่ได้ชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ นาซีได้คะแนนเสียงเพียง 44% เท่านั้น ทั้งนี้ยังเป็นการเลือกตั้งสกปรก รวมทั้งการทำลายคู่แข่งของฮิตเลอร์ และแม้นาซีจะชนะการเลือกตั้งใน 33 จาก 35 เขตเลือกตั้ง ก็เป็นการชนะด้วยเสียงที่ได้มากที่สุดแต่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่อยู่ดี โดยสรุปแล้วในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเรื่องของปุถุชน ทุกคนรู้เท่าทันกัน เสียงส่วนใหญ่ย่อมถูกต้องเสมอ ไม่มีใครโง่กว่าใคร เราจึงเชื่อมั่นในเสียงส่วนใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม “กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น” เช่น เสียงส่วนใหญ่ของโจรย่อมใช้ไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง โจรก็ยังเป็นคนส่วนน้อยในสังคม ในเชิงเทคนิควิทยาการ เช่น การสร้างจรวดไปดวงจันทร์ เราจะถือเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ เราต้องถามผู้รู้ หรือเรื่องความเชื่อแต่เดิมว่าโลกแบน ถ้าให้ประชาชนผู้ไม่รู้วิทยาการออกเสียงในสมัยโบราณว่าโลกกลมหรือแบน ส่วนใหญ่ก็ต้องออกเสียงว่าโลกแบน เป็นต้น ด้วยข้อยกเว้นเหล่านี้ พวกเผด็จการทรราชจึงนำมาบิดเบือน สร้างความสับสนด้วยการอุปโลกน์ตนเป็นผู้นำ เป็นผู้รู้ เป็นอภิชนเหนือคนอื่น และข่มว่ามหาชนเป็นคนโง่ ถูก “ฟาดหัวด้วยเงิน” ได้โดยง่าย ไร้สามารถ ขาดศักยภาพในการตัดสินใจ จำเป็นต้องมีผู้ยิ่งใหญ่ที่สวรรค์ส่งมาเพื่อนำทางให้อยู่เสมอ ๆ การบิดเบือนเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อให้ท้ายพวกเผด็จการทรราชมาทำการรัฐประหาร แล้วมาควบคุมประชาชน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็มาโกงกิน ดังเช่นที่เห็นตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ สามทรราช รสช. หรืออาจรวม คมช. ด้วยก็ได้ มีใครเชื่อบ้างว่ารัฐบาลสุรยุทธ์และรัฐมนตรีเหล่านั้นใสสะอาดกว่ายุคอื่น ในยุคเผด็จการทรราชมักมีการโกงกินมากกว่าพวกนักการเมืองพลเรือนเพราะขาดการ ตรวจสอบและเพราะมักอ้างตนมีคุณธรรมเหนือผู้อื่น เผด็จการทรราชยังใช้อำนาจเขียนประวัติศาสตร์บิดเบือนต่าง ๆ นานา เช่น เมื่อจะโค่นล้มรัฐบาล ป. พิบูลสงคราม ก็กล่าวหาว่ารัฐบาลดังกล่าวโกงเลือกตั้ง ทั้งที่การโกงกันเพียงบางส่วนจากทั้งสองฝ่าย และอาจเป็นการสร้างสถานการณ์การโกงเพื่อก่อรัฐประหาร ในสมัย 6 ตุลาคม ก็หาว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเพื่อตอกย้ำความชอบธรรมของคณะรัฐประหาร ก็จัดแสดงนิทรรศการอาวุธในธรรมศาสตร์ที่สนามไชย ซึ่งผู้เขียนในฐานะนักศึกษาผู้ร่วมชุมนุมคนหนึ่งเชื่อว่าไม่เคยมีอาวุธ สงครามเช่นนั้น หาไม่ตำรวจ ทหารและกลุ่มฝ่ายขวาที่บุกเข้าไปคงต้องเสียชีวิตกันมากมายไปแล้ว ประชาชนมักถูกมองว่าเป็นแค่ “ฝุ่นเมือง” หรือ “ปุถุชน” (บุคคลผู้มีกิเลสหนา) แต่ในความเป็นจริง ปุถุชนหรือสามัญชนนี่แหละคือเจ้าของประเทศตัวจริง ไม่ว่าชนชั้นปกครองจากชาติใด ราชวงศ์ใด หรือลัทธิใดมาครอบครอง สามัญชนก็ยังอยู่สร้างชาติ รักษาความเป็นชาติ เช่นที่เห็นได้ในประวัติศาสตร์จีน เกาหลี หรือล่าสุดในสมัยสงครามเวียดนามที่มีเพียงประชาชนระดับบนที่มีฐานะและโอกาส ที่ดีกว่าที่หลบหนีออกนอกประเทศเพื่อความอยู่รอดส่วนตัว ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าของมวลมหาประชาชน ดังบทกวีที่ว่า “ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” หมายเหตุ: ผู้เขียน เขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อแสดงคารวะถึงเกียรติศักดิ์ของสามัญชนที่มักถูกมอง ข้าม หยามหมิ่น ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะให้บทความนี้เป็นผลบวกหรือลบต่อการเมืองฝ่ายใด และที่ผ่านมาและจากนี้ไป ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดไปรับใช้การเมืองฝ่ายใด
สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน