ข้อดี มากกว่า หรือ ข้อเสีย มากกว่ากัน ?
ผ่านไปสองปี ผมขอ"ข้อดี"ของนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลด้วยครับ
#1
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 18:54
#7
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 19:35
- บัวทอง... and แฟนคลับจ่า like this
#9
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 19:53
จริงๆ ผมอยากให้ คนที่เห็น..ถึงข้อดี ของนโยบาย ผมเห็นมีหลายคนอยู่ครับ
สรท. เลยอยากขอ"ข้อดี" ที่เค้าคิดว่า มาถกเถียงกันเสียนิดนึง จะได้รับรู้ว่าเขาคิดยังไง?
แต่ข้าว เรื่องข้าว ที่ไม่ใช่"ข้าวสารเสก" เงียบเป่าสาก เลยครับ สงสัยอยู่ว่าจะมี ข้อดี ไหม?
Edited by บัวทอง..., 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 19:59.
#11
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 19:59
- บัวทอง... likes this
#12
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:00
ชาวนาลืมตาอ้าปากได้แล้วได้ขายข้าวราคาดี...แต่..........ต้องรอเงินอีกนิดเพิ่งผ่านไปเกือบ 6 เดือนเอง เดี๋ยวเงินขายข้าวก็มาแล้ว....... และช่วงนี้ได้กินของแพงแบบอำมาตย์ทุกมื้อ.....สบายดี.....
#13
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:05
ชาวนาได้ตังซื้อเฟอรารี่รุ่นใหม่มาไถนา คนไทยได้กินข้าวเน่าๆจากเขมร แล้วพอป่วยเป็นมะเร็งก็ใช้โครงการประกันสังคม ท่านก็จะแจกยาครอบจักรวาลคือพาราฯให้แดรกแก้มะเร็ง หรือมีเงินหน่อยก็ไปเลี้ยงลูก, เลี้ยงเมียหมอกับเจ้าของ รพ. ไป... เศรษฐกิจหมุนเวียนยันสัปเหร่อหากหมอกับ รพ. แม่มยังสูบเงินไม่หมดขอรับ...
- บัวทอง... likes this
#14
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:05
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ผมอ่านแล้ว ..ยังเห็นข้อดีหรือป่าวไม่รู้ ขอความกรุณาชี้ ประเด็นตาม ข่าวที่คุณแปะมาด้วยครับ
วา"ข้อดีคืออะไร...
#15
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:06
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ก๊อปมาแปะนี่ อ่านมั๊งเปล่า
#16
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:07
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ผมอ่านแล้ว ..ยังเห็นข้อดีหรือป่าวไม่รู้ ขอความกรุณาชี้ ประเด็นตาม ข่าวที่คุณแปะมาด้วยครับ
วา"ข้อดีคืออะไร...
ลองเข้าไปอ่านเพิ่มเติม
http://pantip.com/topic/30522652
#17
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:08
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ก๊อปมาแปะนี่ อ่านมั๊งเปล่า
อ่านแล้วสรุปให้คงเอาไว้เรื่องจำนำ
อยากอ่านแบบสรุปๆง่ายๆ ก็
http://pantip.com/topic/30522652
- บัวทอง... likes this
#18
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:11
ชาวนาร่ำรวยคับ สังเกตุได้ว่า รถหรูต่างๆที่แห่ไปจดทะเบียนนั้น ก็คือ รถของชาวนา นั้นเอง
- พ่อไอ้ร้อยล็อคอิน and บัวทอง... like this
#19
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:15
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ผมอ่านแล้ว ..ยังเห็นข้อดีหรือป่าวไม่รู้ ขอความกรุณาชี้ ประเด็นตาม ข่าวที่คุณแปะมาด้วยครับ
วา"ข้อดีคืออะไร...
สิ่งที่นำมาให้ผมอ่าน...ผมสรุปไม่ได้ อาจไม่ตรงใจคุณ ไงช่วยผมหน่อยนะครับ ได้โปรด?
จะได้เห็นถกเถียง ตรงกัน
#20
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:26
ทำให้พวกฝรั่งได้กินข้าวเน่าๆ แพงๆ
#21
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:26
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ก๊อปมาแปะนี่ อ่านมั๊งเปล่า
อ่านแล้วสรุปให้คงเอาไว้เรื่องจำนำ
อยากอ่านแบบสรุปๆง่ายๆ ก็
http://pantip.com/topic/30522652
ถ้าอ่านถึงข้อเปรียบเทียบกับ รัฐบาลที่แล้ว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร พันทิป บอกไว้ คุณเชื่อหรือ?
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า คุณคิดว่า"ข้อดี"ของ นโยบายรับจำนำข้าว คือ? ที่ผมถาม ไม่ได้ย้อนอดีต
แต่มีบ้าง ก็เป็นข้อเปรียบเทียบที่ รับฟัง คิดตามได้ครับ
#22
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:31
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ก๊อปมาแปะนี่ อ่านมั๊งเปล่า
อ่านแล้วสรุปให้คงเอาไว้เรื่องจำนำ
อยากอ่านแบบสรุปๆง่ายๆ ก็
http://pantip.com/topic/30522652
ถ้าอ่านถึงข้อเปรียบเทียบกับ รัฐบาลที่แล้ว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร พันทิป บอกไว้ คุณเชื่อหรือ?
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า คุณคิดว่า"ข้อดี"ของ นโยบายรับจำนำข้าว คือ? ที่ผมถาม ไม่ได้ย้อนอดีต
แต่มีบ้าง ก็เป็นข้อเปรียบเทียบที่ รับฟัง คิดตามได้ครับ
เอาตัวแดง ใหญ่ๆ ไอ้นี่สงสัียอ่านมา แค่ สามบรรทัด จาก สิบกว่าบรรทัด
อ้อ อีกอย่าง จำนำข้าว นี่ เค้ายังไม่สรุปงบว่า ขาดทุนเท่าไหร่นะ ในปีแรก ดังนั้น รวมสองปี เกินแสนล้าน และ เจ๊งมากกว่าประกัน ราคาแน่นอน
จะมาเห่าว่า อย่างน้อยรัฐยังมีข้าวในมือ อยากถามว่า *คุณ* จะ แดรก ข้าวเน่า ในมือรัฐมั้ย
- บัวทอง... likes this
#23
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:32
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ตรงไหนข้อดีหว่า...
ส่วนเรื่องขาดทุน.... ประกันราคาข้าวขาดทุนมากกว่างบประมาณโครงการอีกหรอ อยากรู้
แต่ที่แน่ๆ...
- บัวทอง... likes this
“Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.” - Mahatma Gandhi
สนใจบ้านพักคนชราเสรีไทย (FB Secret Group) ติดต่อ (PM) เว็บบอร์ด
#24
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:33
ดูการ์ตูนเก่าๆ ไปพลางๆก่อนแล๊ะกัน...
สักวันเมื่อบ้านเมืองเป็น ปชต.หรือได้ ปชต.กลับคืนมาแล้ว
ทั่น รมต.หรือนายกปูแดง คงออกมาสาธยายให้ฟังเอง...
จำนำข้าวได้ราคา.
อันดับ 1 ซื้อข้าวเก็บ
ประโยชน์แก่ผู้รับเหมา
ใกล้ชนิดเพื่อนบ้าน
Edited by Suraphan07, 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:33.
- พ่อไอ้ร้อยล็อคอิน, Bookmarks, บัวทอง... and 2 others like this
#25
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 20:33
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฏร โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผอ.วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯดร.วิโรจน์ ได้ชี้แจงช่วงหนึ่งนโยบายรับจำนำข้าวว่า ไม่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะสามารถยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้ เพราะราคาข้าวในประเทศอินเดียและเวียดนามมีราคาต่ำกว่า การที่อ้างว่าการเก็บข้าวในสต็อกจะทำให้ข้าวหายไปจากตลาด และจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นตามมานั้น ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ แต่จะสูงขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วข้าวที่ค้างสต็อกจากการขาดประสิทธิภาพในการระบายของรัฐบาล รวมถึงข้าวอีกปริมาณมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่โครงการรับจำนำในปีถัดไปนั้น จะทำให้ปริมาณข้าวทั้งหมดมีปริมาณสูงจนในที่สุดต้องยอมปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกลงมาในที่สุดดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ เร่งระบายข้าวที่ค้างในสต็อกอย่างเร็วที่สุดผ่านการประมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาข้าวตามตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลขาดทุนราว 1 แสนล้านบาท เนื่องจากต้นทุนรับซื้อข้าวของรัฐบาลอยู่ที่ 800 เหรียญต่อตัน แต่ขายออกไปในราคาตลาดที่ 500 เหรียญต่อตัน แต่เม็ดเงินแสนล้านบาทที่เสียไปนั้นไม่ได้แตกต่างจากโครงการรับประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เพราะการรับประกันราคาข้าวในปี 52-53 นั้นก็ขาดทุน 5 หมื่นล้านบาท และปี 53-54 ขาดทุน 7.7 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น มีขนาดโครงการใหญ่กว่า เพราะขีดเส้นรับจำนำไว้ให้ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ดังนั้นการขาดทุน 1 แสนล้านบาทจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระยะสั้นอยากให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวในสต็อกและลดราคาจำนำลงมาในระดับที่ทชาวนารับได้และรัฐบาลไม่ขาดทุนมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้ขายข้าวในตลาดโลกไม่ขาดทุนจนเกินไป ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ตนขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำแล้วหันไปใช้การประกันราคาตามปกติโดยยึดราคาข้าวเฉลี่ย 3 ปีเป็นมาตรฐาน และหากปีใดชาวนาได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าราคามาตรฐานดังกล่าวรัฐบาลจึงเข้ามาชดเชยในราคาข้าวส่วนต่างที่ชาวนาไม่ได้รับตามเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีให้รัฐบาลคาดการณ์แนวโน้มจากตลาดโลกโดยรวมแล้วมาปรับปรุงนโยบายภายในประเทศได้ เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในขณะนี้กำลังเข้าไปกำหนดกลไกตลาดโลก ดังนั้นควรเปลี่ยนให้ตลาดโลกเป็นตัวส่งสัญญาณเข้ามาแล้วรัฐบาลก็มาปรับนโยบาย ส่วนชาวนาก็ต้องปรับพฤติกรรมการปลูกพืชให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก ไม่ควรเป็นผู้เข้าไปฝืนตลาดเอง
ก๊อปมาแปะนี่ อ่านมั๊งเปล่า
อ่านแล้วสรุปให้คงเอาไว้เรื่องจำนำ
อยากอ่านแบบสรุปๆง่ายๆ ก็
http://pantip.com/topic/30522652
สรุปง่ายๆ ของใคร
#27
ตอบ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 21:22
ข้าวสารเสก สะกด วิญญาณ เสื้อแดง สรท ได้จริงๆแฮะ เหอ เหอ
นอนก่อนแล้วนะครับ โชคดีทุกคน เหอ เหอ
#28
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 10:00
ร่วมสนับสนุนให้เศรษฐกิจของเพื่อนบ้านดีขึ้น...
'เต็งเส่ง'ลั่นพม่าจะส่งออกข้าวอันดับ1โลก
"เต็ง เส่ง" ประกาศ พม่า จะเป็นประเทศส่งออกข้าว อันดับ 1 ของโลก รับ AEC พร้อมให้เกษตรกร เพิ่มปริมาณผลผลิตข้าว ช่วงฤดูฝนนี้
มีรายงานข่าวจากชายแดนไทย-พม่า ที่ จ.เมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก โดยคณะกรรมการการค้าชายแดน จ.เมียวดี ได้รับแจ้งจากรัฐบาลกลางพม่า ว่า พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีผู้นำสูงสุดของพม่า ได้สั่งการและมอบนโยบาย ให้กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านพาณิชย์และการเงิน-การคลัง ว่า ให้ทำการเพิ่มพื้นที่และปริมาณการทำนา เพื่อผลิตข้าวสาร ในช่วงฤดูฝนที่เข้าสู่การทำไร่-นา ตั้งแต่ปี 2556 โดยเน้นนโยบายให้กระทรวงเกษตรพม่า ต้องผลิตข้าวสารให้ได้ 2,500-3,000 ล้านถัง
ซึ่งผู้นำพม่า ยังประกาศว่า การพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรม และการตั้งนิคมอุตสาหกรรมนั้น จะต้องดำเนินนโยบายควบคู่กับการพัฒนาด้านการเกษตรด้วย โดยพม่าจะต้องเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งพม่าจะเป็นประเทศของกลุ่ม AEC ที่จะได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด ทั้งการลงทุนด้านอุตสาหกรรม-พาณิชย์และเกษตรกรรม ฯลฯ
สำหรับเมืองชายแดนที่ จ.เมียวดี กับเมืองต่างๆ ในพื้นที่ชายแดน ทั้งผาอัน-กอกาเรก ต่างก็เป็นจังหวัดที่มีการปลูกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของพม่าhttp://www.innnews.c...newscode=457335
- บัวทอง... likes this
#31
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 13:00
เป็นนิมิตหมายที่ดีนะครับ ที่เสื้อแดงใน สรท.ไม่มีใครเห็นข้อดี ของโครงการรับจำนำข้าวเลย
สรุปซะ น้ำชาพุ่งเลย..
- บัวทอง... likes this
The most valuable things in life are not measured in monetary terms.
The really important things are not houses and lands, stocks and bonds, automobiles and real estate,
but friendships, trust, confidence, empathy, mercy, love and faith.
#37
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 14:03
วาทะของรัฐมนตรีบุญทรง ยืดอก(อ่านว่า ยืด อก ไม่ใช่ ยือ ดอก) บอกกับสื่อว่า
"ขาดทุนไม่ขาย ไม่ขายไม่ขาดทุน"
...
- บัวทอง... likes this
ชาวนา เกษตรกร กรรมกร และประชาชน เป็นเจ้าของประเทศ
แต่ หลงจู๊ ผู้รับเหมา นายทุน และนักการเมือง เป็นเจ้าของโฉนด
คนชั่วที่ชอบใช้ประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างว่า "มาจากการเลือกตั้ง"
ก็ไม่ต่างกับพระปลอมที่นำ "จีวร" มาห่มเพื่อหลอกชาวบ้าน
#40
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 16:21
เป็นบทความที่อ่านได้ทั้งสองฟาก
_______________________________________________________________________________________________________
ประกัน VS จำนำ
แม้ว่าเป้าหมายดูเหมือนๆ กัน แต่วิธีการทั้งสองกลับบ่งชี้สิ่งๆหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองพรรคแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ก่อนอื่นผมถามก่อนว่า เป้าหมายของธุรกิจคืออะไร?
คำถามนี้ตอบง่ายมาก เป้าหมายของธุรกิจคือขายของแล้วได้กำไร
แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า ธุรกิจจะล้มเหลวเพราะอะไร?
ธุรกิจจะล้มเหลวเพราะขายของแล้วขาดทุนใช่หรือไม่?
ปรากฏว่าคำตอบคือไม่ใช่!!! เราเห็นหลายครั้งที่ธุรกิจยอมขายของขาดทุน ถามว่าธุรกิจที่ขายของขาดทุนคือธุรกิจที่ล้มเหลวใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ แต่ธุรกิจที่ล้มเหลวคือธุรกิจที่ขาดสิ่งที่เรียกว่า “เงินทุนหมุนเวียน”
ตอนผมได้ยินเรื่อง “เงินทุนหมุนเวียน” ผมถึงกับงง เขาบอกว่าธุรกิจถึงแม้จะกำไร แต่ถ้าขาดเงินทุนหมุนเวียนจะเจ๊งทันที ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณขายของที่มั่นใจได้แน่นอนว่าราคาขายสูง กำไรงาม แต่ลูกค้าไม่ได้ใช้เงินสดซื้อ แต่ “แปะ” หรือซื้อ “เงินเชื่อ” ไว้ว่าอีกเดือนหนึ่งค่อยมาจ่าย แล้วปรากฏว่าครึ่งเดือนนั้นเจ้าหนี้ทวงเงินพอดี คุณไม่มีเงินจ่าย เพราะของก็ให้ลูกค้าไปแล้ว เงินก็ยังไม่ได้จากลูกค้า ยืมใครก็ไม่ได้ บริษัทคุณจะเจ๊งทันที แม้ว่าคุณจะขายของ แล้วได้กำไรก็ตาม แม้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่หลายบริษัทตอนวิกฤตการเงินปี ’40 ก็เจ๊งด้วยวิธี “ขาดเงินทุนหมุนเวียน” แม้ว่าจะยังกำไรอยู่ หลายคนที่เล่นเกมเศรษฐีหรือ Monopoly จะรู้เรื่องนี้ดี เพราะเกม Monopoly นี้ส่วนหนึ่งก็สร้างขึ้นมาเพื่อสอนเรื่อง “เงินทุนหมุนเวียน” นั่นเอง
สรุปโดยง่ายว่า “เป้าหมายของธุรกิจคือกำไร ลมหายใจของธุรกิจคือเงินทุนหมุนเวียน” นั่นเอง
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการจำนำหรือประกันราคาข้าวด้วยล่ะ
นั่นก็เพราะว่าประกันราคาข้าวนั้นส่งเสริมกำไร ส่วนจำนำข้าวนั้นส่งเสริมเงินทุนหมุนเวียนนั่นเอง
ประกันราคาข้าวนั้นการันตี “กำไร” ถ้าพูดง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่กำไรนัก เพราะมันเป็นราคาขายลบราคาตลาด ไม่ใช่ราคาขายลบทุน แต่ถ้าคุณปลูกข้าวแล้ว คุณได้ “ส่วนต่าง” นี้แน่ๆ แต่จำนำข้าวนั้นไม่เหมือนกัน เพราะคุณจะได้ “เงินก้อนใหญ่” มาผันก่อน ชาวนาจะสามารถเอาเงินมาหมุนได้อย่างรวดเร็วขึ้น เอามาใช้หนี้ หรือเอามาเพิ่มทุน เพราะทุนยิ่งมาก ก็จะได้กำไรมากไปด้วย
พูดง่ายๆ คือ ประกันเน้น “การการันตี” ส่วนจำนำเน้น “สภาพคล่อง”
ถ้าขยายแนวคิดนี้ออกไปยัง “แนวคิด” สำคัญของสองพรรคใหญ่ ถ้าหากเราลองดูนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่จะ ตรึงราคาดีเซล ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม เรียนฟรี 12 ปี ค่าแรงขั้นต่ำ 25% พูดง่ายๆ คือเน้นการ “การันตี” แต่ถ้าหากเราลองดูนโยบายพรรคเพื่อไทยที่จะ ลดภาษีนิติบุคคลเพื่อให้เอาไปเพิ่มเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาทสำหรับปริญญาตรี เอาบัตรเครดิตเกษตกรผันการันตีต้นทุนการทำนาในโครงการจำนำข้าว พูดง่ายๆ คือเน้นการ”หมุน” ของเงิน คล้ายๆ กับโฆษณาสมัยก่อน ที่มีเพลงประกอบว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน…”
ภาพประกอบอรรรส: การทำนา (Credit: commons.wikimedia.org)
ถามว่า “ประกัน” กับ “จำนำ” อะไรดีกว่ากัน?
คำตอบง่ายๆ คือไม่มีอะไรดีกว่าอะไร ถ้ามองในแง่การบริหารจัดการ ดั่งที่กฎการอนุรักษ์สิ่งสกปรกของเอมเบซิสได้ กล่าวไว้ว่า “หากคุณจะทำความสะอาดที่หนึ่ง มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะทำความสกปรกให้อีกที่หนึ่ง” ดังนั้นหากชาวนาได้กำไร รัฐบาลก็ต้องขาดทุนแทน หากชาวนาได้รับการประกัน รัฐบาลก็ต้องเสียประกันแทน กล่าวคือการันตีการสูญเสีย “ส่วนต่าง” นี้ตลอดเวลาที่ราคาข้าวต่ำกว่าราคาที่รัฐต้องการ แต่ถ้าชาวนาได้เพิ่มสภาพคล่อง รัฐบาลก็ต้องขาดสภาพคล่องแทน เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่จำนำข้าวจะต้องบริหารสภาพคล่องให้ดีเป็นด้วย ถ้าใช้คำพูดในภาษาของผม นโยบายพรรคการเมืองนั้นบอก Metaphor ของพรรคการเมืองนั้น กล่าวคือพรรคการเมืองไหนถนัดคิดอย่างไรก็จะออกแบบนโยบายที่มีแนวคิดแบบนั้น หรือถ้าพูดง่ายๆ นโยบายพรรคการเมืองนั้นบอก “วิสัยทัศน์” ของพรรคการเมืองนั่นเอง และวิสัยทัศน์ของสองพรรคการเมืองใหญ่ก็ชัดเจนมากคือพรรคหนึ่งเน้นการันตี “เป้าหมาย” อีกพรรคหนึ่งเน้นการเพิ่ม “โอกาส” พูดในทางรัฐศาสตร์ พรรคหนึ่งเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservative) ส่วนอีกพรรคหนึ่งเป็นเสรีนิยม (Liberal) นั่นเอง
ถามว่าอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยมอะไรดีกว่ากัน ก็ไม่มีอะไรดีกว่าอะไรเหมือนกัน ถ้า “การันตี” นานๆ คุณก็สูญเสีย”โอกาส” แต่ถ้ามัวแต่เพิ่ม “โอกาส” ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้น ก็ต้องผลัดมา “การันตี” กันบ้าง แล้วถามว่าเมื่อใดประเทศต้องการเพิ่ม “โอกาส” เมื่อใดประเทศต้องการเพิ่ม “ความแน่นอน” กันแน่ นั่นต้องให้ประชาชนตัดสินกันเอง อย่างตอนนี้เราต้องการเพิ่ม “ความแน่นอน” หรือความสงบในสังคม หรือต้องการเพิ่ม “โอกาส” หลังจากที่บ้านเมืองหยุดฉะงักไป นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนใดคนหนึ่งจะตัดสินได้
สำหรับทั้งสองระบบ ถ้ามองในแง่การทุจริต ก็มองได้ว่าทั้งสองระบบเอื้อต่อการทุจริตที่ต่างกัน แบบ “การันตี” ก็จะทุจริตแบบ “การันตี” คือเงินกินเปล่า หักเปอร์เซนต์ รายได้จาก “การคอรัปชัน” จะแน่นอนมาก แต่แบบ “หมุนเวียน” ก็จะทุจริตแบบ “หมุนเวียน” คือใครเห็นโอกาสก็จะเข้ามากอบโกย เข้าทำนอง “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” นั่นเอง
ถ้ามองในแง่ชาวนา “ประกัน” จะ “ลดความเสี่ยง” ไปได้มาก เพราะนโยบาย “ประกัน” นับกันที่ขนาดของนาข้า วหากเกิดภัยพิบัติที่ไม่มีข้าว ชาวนาก็ยังได้ “ส่วนต่าง” นั้นอยู่ การประกันจึงเหมาะสมสำหรับธุรกิจที่ต้องการ “เพิ่มความแน่นอน” ให้มากขึ้น ส่วน “จำนำ” นั้นจะ “เพิ่มโอกาส” ไปได้มาก เหมาะสมสำหรับชาวนาที่ต้องการแสวงหา โอกาสเพิ่มความมั่งคั่ง การประกันจึงเหมาะสมสำหรับธุรกิจที่ต้องการ “เพิ่มโอกาส” ส่วนธุรกิจการทำนานั้นจะเป็น
ธุรกิจที่ต้องการ “เพิ่มความแน่นอน” หรือ “เพิ่มโอกาส” นั้น ผมไม่ทราบ อันนี้ต้องถามชาวนาที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำนามากกว่า แต่คาดว่าน่าจะแล้วแต่ราย ถ้ามองว่า “การทำนา” นั้นเป็นทักษะอาชีพก็คงอยากเพิ่มความแน่นอนเหมือนพนักงานกินเงินเดือน ถ้ามองว่า “การทำนา” นั้นเป็นธุรกิจก็คงอยากเพิ่มโอกาสเหมือนนักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วไป สำหรับเรื่องการทำนานี้ต่างคนต่างใจ แต่บางเรื่องเช่นสุขภาพ พรรคการเมืองล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องประกันสถานเดียว เพราะเวลาเราเจ็บป่วย เราคงอยากเพิ่ม “ความแน่นอน” มากกว่า “โอกาส”ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงแน่ๆ
แต่สำหรับในความคิดเห็นของผมเรื่องจำนำหรือประกัน ผมเห็นว่าไม่มีประเด็น มีคนบอกว่าเราควรตัดสินพรรคการเมืองกันที่ “นโยบาย” ผมเห็นว่าปัจจุบันก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลสำรวจมักบอกว่าคนตัดสินพรรคการเมืองที่ “ผลงานที่ผ่านมา” และผมก็ไม่เห็นด้วยว่าเราควรตัดสินพรรคการเมืองที่นโยบาย เพราะว่าสมมติคนที่ชอบพรรคประชาธิปัตย์แต่ชอบจำนำข้าว หรือคนที่ชอบพรรคเพื่อไทยแต่ชอบประกันข้าว เขาต้องเลือกที่จะทิ้งนโยบายที่เขาชอบเพื่อเลือกพรรคที่เขารักกระนั้นหรือ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพรรคใดพรรคหนึ่งได้เป็นรัฐบาลแล้ว เขาไม่สามารถทำนโยบายของพรรคฝ่ายตรงข้ามแม้ว่านโยบายนั้นจะดีก็ตามกระนั้น หรือ ผมเห็นว่านโยบายไม่ควร “ผูกพัน” กับพรรคการเมือง
ในทางอุดมคติ ประชาชนควรจะเป็นฝ่ายเสนอนโยบายและบังคับให้ฝ่ายรัฐทำตามได้ ใครใคร่ “ประกัน” รัฐก็ต้องประกัน ใครใคร่ “จำนำ” รัฐก็ต้องจำนำ เราเลือกพรรคการเมืองไม่ใช่เพราะ “นโยบาย” และก็ไม่ใช่ “ผลงานที่ผ่านมา” ซะทีเดียว แต่เลือกจาก “วิสัยทัศน์” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วถึงแม้ “วิสัยทัศน์” อาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา แต่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ด้วยใจ
http://tonwachara.wo...ประกันราคาข้าว/
Edited by mebeam, 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 16:22.
- บัวทอง... likes this
#41
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 16:21
#42
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 16:23
ข้อดีคือ ทำให้ควายแดงยังคงชาบูรัดถะเ บื๊อกต่อปายย
/
ปลง. เบื๊ อก นี่ทำไมต้องเซ็นฯ กรองคำด้วยอ่ะคับ มันไปเฉียวโดนคำไหนเข้าเหรอ?
Edited by ดาร์ค สวอน, 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 16:23.
- บัวทอง... likes this
ถ้าอยากได้ความเท่าเทียม
ก็ปีนป่ายขึ้นไปให้อยู่เทียบเท่ากับคนอื่นเค้า
อย่าได้กระชากฉุดให้คนอื่นเขาลงมาตกต่ำเท่ากับตน
#44
ตอบ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 16:39
เป็นบทความที่อ่านได้ทั้งสองฟาก
_______________________________________________________________________________________________________
ประกัน VS จำนำ
แม้ว่าเป้าหมายดูเหมือนๆ กัน แต่วิธีการทั้งสองกลับบ่งชี้สิ่งๆหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองพรรคแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ก่อนอื่นผมถามก่อนว่า เป้าหมายของธุรกิจคืออะไร?
คำถามนี้ตอบง่ายมาก เป้าหมายของธุรกิจคือขายของแล้วได้กำไร
แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า ธุรกิจจะล้มเหลวเพราะอะไร?
ธุรกิจจะล้มเหลวเพราะขายของแล้วขาดทุนใช่หรือไม่?
ปรากฏว่าคำตอบคือไม่ใช่!!! เราเห็นหลายครั้งที่ธุรกิจยอมขายของขาดทุน ถามว่าธุรกิจที่ขายของขาดทุนคือธุรกิจที่ล้มเหลวใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ แต่ธุรกิจที่ล้มเหลวคือธุรกิจที่ขาดสิ่งที่เรียกว่า “เงินทุนหมุนเวียน”
ตอนผมได้ยินเรื่อง “เงินทุนหมุนเวียน” ผมถึงกับงง เขาบอกว่าธุรกิจถึงแม้จะกำไร แต่ถ้าขาดเงินทุนหมุนเวียนจะเจ๊งทันที ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณขายของที่มั่นใจได้แน่นอนว่าราคาขายสูง กำไรงาม แต่ลูกค้าไม่ได้ใช้เงินสดซื้อ แต่ “แปะ” หรือซื้อ “เงินเชื่อ” ไว้ว่าอีกเดือนหนึ่งค่อยมาจ่าย แล้วปรากฏว่าครึ่งเดือนนั้นเจ้าหนี้ทวงเงินพอดี คุณไม่มีเงินจ่าย เพราะของก็ให้ลูกค้าไปแล้ว เงินก็ยังไม่ได้จากลูกค้า ยืมใครก็ไม่ได้ บริษัทคุณจะเจ๊งทันที แม้ว่าคุณจะขายของ แล้วได้กำไรก็ตาม แม้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่หลายบริษัทตอนวิกฤตการเงินปี ’40 ก็เจ๊งด้วยวิธี “ขาดเงินทุนหมุนเวียน” แม้ว่าจะยังกำไรอยู่ หลายคนที่เล่นเกมเศรษฐีหรือ Monopoly จะรู้เรื่องนี้ดี เพราะเกม Monopoly นี้ส่วนหนึ่งก็สร้างขึ้นมาเพื่อสอนเรื่อง “เงินทุนหมุนเวียน” นั่นเอง
สรุปโดยง่ายว่า “เป้าหมายของธุรกิจคือกำไร ลมหายใจของธุรกิจคือเงินทุนหมุนเวียน” นั่นเอง
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการจำนำหรือประกันราคาข้าวด้วยล่ะ
นั่นก็เพราะว่าประกันราคาข้าวนั้นส่งเสริมกำไร ส่วนจำนำข้าวนั้นส่งเสริมเงินทุนหมุนเวียนนั่นเอง
ประกันราคาข้าวนั้นการันตี “กำไร” ถ้าพูดง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่กำไรนัก เพราะมันเป็นราคาขายลบราคาตลาด ไม่ใช่ราคาขายลบทุน แต่ถ้าคุณปลูกข้าวแล้ว คุณได้ “ส่วนต่าง” นี้แน่ๆ แต่จำนำข้าวนั้นไม่เหมือนกัน เพราะคุณจะได้ “เงินก้อนใหญ่” มาผันก่อน ชาวนาจะสามารถเอาเงินมาหมุนได้อย่างรวดเร็วขึ้น เอามาใช้หนี้ หรือเอามาเพิ่มทุน เพราะทุนยิ่งมาก ก็จะได้กำไรมากไปด้วย
พูดง่ายๆ คือ ประกันเน้น “การการันตี” ส่วนจำนำเน้น “สภาพคล่อง”
ถ้าขยายแนวคิดนี้ออกไปยัง “แนวคิด” สำคัญของสองพรรคใหญ่ ถ้าหากเราลองดูนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่จะ ตรึงราคาดีเซล ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม เรียนฟรี 12 ปี ค่าแรงขั้นต่ำ 25% พูดง่ายๆ คือเน้นการ “การันตี” แต่ถ้าหากเราลองดูนโยบายพรรคเพื่อไทยที่จะ ลดภาษีนิติบุคคลเพื่อให้เอาไปเพิ่มเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาทสำหรับปริญญาตรี เอาบัตรเครดิตเกษตกรผันการันตีต้นทุนการทำนาในโครงการจำนำข้าว พูดง่ายๆ คือเน้นการ”หมุน” ของเงิน คล้ายๆ กับโฆษณาสมัยก่อน ที่มีเพลงประกอบว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน…”
ภาพประกอบอรรรส: การทำนา (Credit: commons.wikimedia.org)
ถามว่า “ประกัน” กับ “จำนำ” อะไรดีกว่ากัน?
คำตอบง่ายๆ คือไม่มีอะไรดีกว่าอะไร ถ้ามองในแง่การบริหารจัดการ ดั่งที่กฎการอนุรักษ์สิ่งสกปรกของเอมเบซิสได้ กล่าวไว้ว่า “หากคุณจะทำความสะอาดที่หนึ่ง มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะทำความสกปรกให้อีกที่หนึ่ง” ดังนั้นหากชาวนาได้กำไร รัฐบาลก็ต้องขาดทุนแทน หากชาวนาได้รับการประกัน รัฐบาลก็ต้องเสียประกันแทน กล่าวคือการันตีการสูญเสีย “ส่วนต่าง” นี้ตลอดเวลาที่ราคาข้าวต่ำกว่าราคาที่รัฐต้องการ แต่ถ้าชาวนาได้เพิ่มสภาพคล่อง รัฐบาลก็ต้องขาดสภาพคล่องแทน เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่จำนำข้าวจะต้องบริหารสภาพคล่องให้ดีเป็นด้วย ถ้าใช้คำพูดในภาษาของผม นโยบายพรรคการเมืองนั้นบอก Metaphor ของพรรคการเมืองนั้น กล่าวคือพรรคการเมืองไหนถนัดคิดอย่างไรก็จะออกแบบนโยบายที่มีแนวคิดแบบนั้น หรือถ้าพูดง่ายๆ นโยบายพรรคการเมืองนั้นบอก “วิสัยทัศน์” ของพรรคการเมืองนั่นเอง และวิสัยทัศน์ของสองพรรคการเมืองใหญ่ก็ชัดเจนมากคือพรรคหนึ่งเน้นการันตี “เป้าหมาย” อีกพรรคหนึ่งเน้นการเพิ่ม “โอกาส” พูดในทางรัฐศาสตร์ พรรคหนึ่งเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservative) ส่วนอีกพรรคหนึ่งเป็นเสรีนิยม (Liberal) นั่นเอง
ถามว่าอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยมอะไรดีกว่ากัน ก็ไม่มีอะไรดีกว่าอะไรเหมือนกัน ถ้า “การันตี” นานๆ คุณก็สูญเสีย”โอกาส” แต่ถ้ามัวแต่เพิ่ม “โอกาส” ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้น ก็ต้องผลัดมา “การันตี” กันบ้าง แล้วถามว่าเมื่อใดประเทศต้องการเพิ่ม “โอกาส” เมื่อใดประเทศต้องการเพิ่ม “ความแน่นอน” กันแน่ นั่นต้องให้ประชาชนตัดสินกันเอง อย่างตอนนี้เราต้องการเพิ่ม “ความแน่นอน” หรือความสงบในสังคม หรือต้องการเพิ่ม “โอกาส” หลังจากที่บ้านเมืองหยุดฉะงักไป นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนใดคนหนึ่งจะตัดสินได้
สำหรับทั้งสองระบบ ถ้ามองในแง่การทุจริต ก็มองได้ว่าทั้งสองระบบเอื้อต่อการทุจริตที่ต่างกัน แบบ “การันตี” ก็จะทุจริตแบบ “การันตี” คือเงินกินเปล่า หักเปอร์เซนต์ รายได้จาก “การคอรัปชัน” จะแน่นอนมาก แต่แบบ “หมุนเวียน” ก็จะทุจริตแบบ “หมุนเวียน” คือใครเห็นโอกาสก็จะเข้ามากอบโกย เข้าทำนอง “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” นั่นเอง
ถ้ามองในแง่ชาวนา “ประกัน” จะ “ลดความเสี่ยง” ไปได้มาก เพราะนโยบาย “ประกัน” นับกันที่ขนาดของนาข้า วหากเกิดภัยพิบัติที่ไม่มีข้าว ชาวนาก็ยังได้ “ส่วนต่าง” นั้นอยู่ การประกันจึงเหมาะสมสำหรับธุรกิจที่ต้องการ “เพิ่มความแน่นอน” ให้มากขึ้น ส่วน “จำนำ” นั้นจะ “เพิ่มโอกาส” ไปได้มาก เหมาะสมสำหรับชาวนาที่ต้องการแสวงหา โอกาสเพิ่มความมั่งคั่ง การประกันจึงเหมาะสมสำหรับธุรกิจที่ต้องการ “เพิ่มโอกาส” ส่วนธุรกิจการทำนานั้นจะเป็น
ธุรกิจที่ต้องการ “เพิ่มความแน่นอน” หรือ “เพิ่มโอกาส” นั้น ผมไม่ทราบ อันนี้ต้องถามชาวนาที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำนามากกว่า แต่คาดว่าน่าจะแล้วแต่ราย ถ้ามองว่า “การทำนา” นั้นเป็นทักษะอาชีพก็คงอยากเพิ่มความแน่นอนเหมือนพนักงานกินเงินเดือน ถ้ามองว่า “การทำนา” นั้นเป็นธุรกิจก็คงอยากเพิ่มโอกาสเหมือนนักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วไป สำหรับเรื่องการทำนานี้ต่างคนต่างใจ แต่บางเรื่องเช่นสุขภาพ พรรคการเมืองล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องประกันสถานเดียว เพราะเวลาเราเจ็บป่วย เราคงอยากเพิ่ม “ความแน่นอน” มากกว่า “โอกาส”ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงแน่ๆแต่สำหรับในความคิดเห็นของผมเรื่องจำนำหรือประกัน ผมเห็นว่าไม่มีประเด็น มีคนบอกว่าเราควรตัดสินพรรคการเมืองกันที่ “นโยบาย” ผมเห็นว่าปัจจุบันก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลสำรวจมักบอกว่าคนตัดสินพรรคการเมืองที่ “ผลงานที่ผ่านมา” และผมก็ไม่เห็นด้วยว่าเราควรตัดสินพรรคการเมืองที่นโยบาย เพราะว่าสมมติคนที่ชอบพรรคประชาธิปัตย์แต่ชอบจำนำข้าว หรือคนที่ชอบพรรคเพื่อไทยแต่ชอบประกันข้าว เขาต้องเลือกที่จะทิ้งนโยบายที่เขาชอบเพื่อเลือกพรรคที่เขารักกระนั้นหรือ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพรรคใดพรรคหนึ่งได้เป็นรัฐบาลแล้ว เขาไม่สามารถทำนโยบายของพรรคฝ่ายตรงข้ามแม้ว่านโยบายนั้นจะดีก็ตามกระนั้น หรือ ผมเห็นว่านโยบายไม่ควร “ผูกพัน” กับพรรคการเมือง
ในทางอุดมคติ ประชาชนควรจะเป็นฝ่ายเสนอนโยบายและบังคับให้ฝ่ายรัฐทำตามได้ ใครใคร่ “ประกัน” รัฐก็ต้องประกัน ใครใคร่ “จำนำ” รัฐก็ต้องจำนำ เราเลือกพรรคการเมืองไม่ใช่เพราะ “นโยบาย” และก็ไม่ใช่ “ผลงานที่ผ่านมา” ซะทีเดียว แต่เลือกจาก “วิสัยทัศน์” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วถึงแม้ “วิสัยทัศน์” อาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา แต่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ด้วยใจ
เอามาให้อ่านเล่นใช่ไหมครับ ..ขอบคุณครับ
แล้วคำตอบ......ของคุณคือ?
อันนี้คำถาม.......
ผ่านไปสองปี ผมขอ"ข้อดี"ของนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลด้วยครับ?#45
ตอบ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 00:41
ดันรอต่อครับ แต่ไม่ไหวแล้ว นอนก่อนเด้อ เหอ เหอ
#47
ตอบ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 08:32
เขมร
รวยขึ้น
เสียงตอบจากฮุนเซ็น
ห่วย เซ็ง มันก็รับไปเต็มๆ ญาติกันอ่ะ เหอ เหอ
#48
ตอบ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 09:59
ทำให้ประเทศไทยมีข้าวสำรองในประเทศเพิ่มขึ้น
ปล.เห็นเสื้อแดงมาตอบสองคน ไม่เห็นพูดข้อดีข้อเสียเลย เสียชื่อหมด
Edited by อาตี๋, 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556 - 10:07.
- บัวทอง... likes this
สิทธิตามระบอบประชาติปไตยมีไว้สำหรับให้เสื้อแดงผู้เรียกร้องประชาติปไตยเท่านั้น
ผู้อื่นห้ามใช้มิเช่นนั้นจะโดนประชาติปไตยลงโทษ
ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้
สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน