Jump to content


Photo
- - - - -

นักการเมือง1% - ประชาชน 99% ใครสำคัญกว่ากัน?


  • Please log in to reply
3 replies to this topic

#1 คนละหมัด เดอะซีรี่ย์

คนละหมัด เดอะซีรี่ย์

    น้องใหม่

  • Members
  • Pip
  • 20 posts

Posted 25 April 2012 - 23:43

นักการเมืองคือตัวปัญหา ... ที่มีประชากร เพียง 1% แต่ โกงกินทรัพยากร เกือบทั้งหมดของประชาชนทั้ง 99%ในประเทศ

Attached Images

  • 574899_343723539021535_129555123771712_916721_171699357_n.jpg
  • 540176_343213922405830_129555123771712_915915_709930768_n.jpg


#2 Vote Only

Vote Only

    น้องเก่า

  • Members
  • PipPip
  • 176 posts

Posted 26 April 2012 - 00:34

ภาพประกอบสวยงามมากคับ

พวกเราทุกคนมีสิทธิ์ทวงคืนทรัพยากร 99% นี้ แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีพลังและอำนาจพอเพียง

ต้องทำอย่างไร? คนไทย 99% ถึงจะรวมพลังกันสักทีเพื่อทวงคืนทรัพยากรของพวกเราทุกคนกลับคืนมาได้

#3 ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

    หน้าตาดี มีอุดมการณ์

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 21,670 posts

Posted 26 April 2012 - 00:38

แนวคิด 1% 99% มาจาก Occupy Wallstreet ครับ

คนเสียภาษีหนักมากให้ประเทศคือจำนวนคนชั้นกลาง 99%
ขณะที่ 1%ที่รวยมากมหาศาลกลับเสียภาษีน้อยกว่า
gladiator 1.jpg

 

 

 

 

 

 


#4 หนูอ้อย

หนูอ้อย

    นักเขียนหน่อมแน้ม

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 8,215 posts

Posted 26 April 2012 - 12:55

แนวคิด 1% 99% มาจาก Occupy Wall Street ครับ

คนเสียภาษีหนักมากให้ประเทศคือจำนวนคนชั้นกลาง 99%
ขณะที่ 1%ที่รวยมากมหาศาลกลับเสียภาษีน้อยกว่า


Posted Image
บทความดีๆตั้งแต่ปี 2011 http://www.bangkokbi...1%E0%B9%88.html

"Occupy Wall Street" การต่อต้านยุคใหม่

โดย : วิวรรณ ธารหิรัญโชติ 28 พฤศจิกายน 2011

ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวใหญ่ที่น่าสนใจ ใช่แล้วค่ะ วันนี้จะเขียนถึง Occupy Wall Street หรือ “การยึดครองวอลล์สตรีท”

วอลล์สตรีท เป็นถนนเส้นสั้นๆ สายหนึ่งในมหานครนิวยอร์กที่นักเรียนการเงินทุกคนอยากไปถ่ายภาพกับป้ายถนน ดิฉันเองก็ไปถ่ายมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกในสมัยไปฝึกงานที่ธนาคารกสิกรไทยสาขานิวยอร์กเมื่อปี 2527

วอลล์สตรีท เป็นที่ตั้งของตลาดหุ้นนิวยอร์ก หรือ New York Stock Exchange ชื่อย่อ NYSE ซึ่งปัจจุบันมี NYSE Euronext เป็นเจ้าของ ตลาดหุ้นแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เลขที่ 11 ถนนวอลล์ สาเหตุที่เรียกชื่อถนนว่าถนนกำแพงก็เพราะว่า ที่ดินแถบนี้ราคาแพง ตึกที่สร้างจึงต้องสร้างสูงๆ และเมื่อตึกสูงๆ มาอยู่ใกล้ๆ กัน แสงแดดส่องไม่ถึงพื้น ถนนจึงเสมือนหนึ่งมีกำแพง (ผนังของตึก) มากั้น

เนื่องจากเป็นที่ตั้งของตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี่เอง ถนนสายนี้จึงเป็นเสมือนตัวแทนของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

การประท้วงที่มีชื่อเริ่มต้นว่า “Occupy Wall Street” หรือ “การยึดครองวอลล์สตรีท” เริ่มในวันที่ 17 กันยายน 2011 โดยกลุ่มผู้เริ่มต้น มีวัตถุประสงค์ที่จะประท้วงผู้บริหารของบริษัทต่างๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยกล่าวหาว่าตลาดทุนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาหลายครั้งหลายครา โดยในบางกลุ่มย่อยอาจจะมีการแถมๆ ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่มีปัญหาในช่วงปี 2008 และรัฐต้องเข้าไปอุ้มด้วยการช่วยเพิ่มทุนให้ ไม่ควรจะจ่ายโบนัสให้ผู้บริหารในอัตราที่สูงเกินไป ในขณะที่คนร้อยละ 9 ของประเทศ ยังว่างงานอยู่

กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการประท้วงในอียิปต์และตูนิเซีย โดยรวมตัวกันที่ ลิเบอร์ตี้สแควร์ซึ่งเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ใกล้ๆ กับถนนวอลล์ กลุ่มนี้แจ้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการประท้วงมหาเศรษฐีซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1% ของประชากร แต่เป็นผู้ออกกฎกติกามากำกับเศรษฐกิจของโลก

เมื่อข่าวการประท้วงนี้ออกไป ผู้คนในเมืองใหญ่ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในเมืองใหญ่อื่นๆ ในโลก ก็มีการรวมตัวกันแสดงจุดยืนคล้ายๆ กัน โดยใช้ชื่อ Occupy ตามด้วยชื่อเมือง เช่น Occupy (Washington) D.C., Occupy Seattle, Occupy Seoul, Occupy Madrid ฯลฯ ต่างกันเพียงแต่ว่า กลุ่มคนในประเทศอื่นๆ สลายตัวหลังจากสิ้นวัน แต่กลุ่มผู้ประท้วงในเมืองใหญ่ๆ หลายเมืองในสหรัฐอเมริกานอนค้างคืนกันตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้

ทางเทศบาลนครนิวยอร์กได้ออกมาเตือนแล้วว่า การกางเต็นท์นอนในช่วงที่อากาศเริ่มหนาวเย็น เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว อาจจะทำให้ผู้ประท้วงเจ็บป่วยได้ แต่ผู้ประท้วงก็ยืนหยัดที่จะประท้วงต่อไป โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนส่งเงินบริจาคมาเพื่อเป็นค่าอาหารเลี้ยงดูผู้ประท้วงวันละ 3 มื้อ และหลายๆ คนมีเครื่องทำความร้อนในเต็นท์

ก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากความสนใจจากสื่อมวลชนที่มาถ่ายภาพการประท้วงเป็นครั้งคราว ต้องถือว่าการประท้วงไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนมากนัก แม้ว่าจะมีคนในเมืองอื่นๆ ประท้วงตาม เนื่องจากการประท้วงครั้งนี้แตกต่างจากการประท้วงอื่นๆ ที่มักจะมีข้อเรียกร้อง แต่การประท้วงครั้งนี้ไม่มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ไม่มีแกนนำ และไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้หยุดประท้วง

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน กลุ่มผู้ประท้วงประกาศจุดยืนที่ชัดเจนขึ้น มีการจัดทำเว็บไซต์ เพื่อสื่อสารถึงจุดยืน หาแนวร่วม และประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มในเมืองต่างๆ ของโลกมากขึ้น

ดิฉันมองว่า Occupy Wall Street เป็นการรณรงค์มากกว่าการประท้วง ดังนั้นจึงไม่ได้มีข้อเรียกร้องต่อรองอะไร เป็นรูปแบบการรณรงค์ยุคใหม่ ที่มีลักษณะเหมือนการประท้วงที่ยาวนาน การประท้วงนี้เป็นการแสดงออกเพื่อต้องการให้คนทั่วไปหันมาสนใจเรียกร้องสิทธิต่างๆ มากขึ้น ทั้งสิทธิของผู้บริโภค สิทธิของประชาชน และสิทธิของลูกจ้างที่พึงมี รวมถึงต่อต้านผู้ที่ทำธุรกิจแบบไม่ยุติธรรมและเอาเปรียบ

ในโลกของการลงทุน หากผู้ลงทุนเลือกที่จะลงทุนเฉพาะในกิจการที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราจะถือว่าการลงทุนของเขาเป็น Socially Responsible Investment (SRI) ซึ่งมีบทบาทในโลกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีแรงผลักดันจากทั้งภายในและภายนอก

แรงผลักดันภายใน เกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทเห็นว่า การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และชื่อเสียงของบริษัทเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาไว้ สำหรับแรงผลักดันจากภายนอก เกิดจากการที่สังคมเริ่มมีช่องว่างทางรายได้มากขึ้น คนในยุคปัจจุบัน มีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ น้อยลง และสังคมของโลกออนไลน์ทำให้มีการเปิดโปงและจับผิดในเรื่องต่างๆ มากขึ้น บางเรื่องที่ในอดีตเคยปกปิดได้หากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อมวลชน ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

ดังนั้น แนวทางเดียวในการบริหารจัดการของบริษัทในยุคนี้ คือการมีความโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ของตนเอง ต่อลูกค้า ต่อพนักงานและแรงงาน ต่อคู่ค้า และต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงต่อโลกและชาวโลกด้วย

ในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2011 ซึ่งเป็นวันขอบคุณพระเจ้าหรือ Thanksgiving Day กลุ่มผู้ประท้วงได้แจกจ่ายอาหารเลี้ยงฉลองวันขอบคุณพระเจ้า และในวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน หลังจากวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมในสหรัฐอเมริกาว่าจะเป็นวันที่ร้านค้าเริ่มลดราคาเพื่อให้ลูกค้ามาซื้อของขวัญสำหรับวันคริสต์มาสหรือที่เรียกกันว่า “Black Friday” เพราะร้านค้าจะดำมืดไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดกันเข้าไปซื้อของนั้น ผู้ประท้วงรณรงค์ให้สมาชิกผู้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้งดซื้อของเป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยใช้ชื่อว่า “วันงดซื้อ” หรือ “Buy Nothing Day” และรณรงค์ให้ประเทศอื่นๆ ในโลกงดการซื้อของในวันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน ด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงในนิวยอร์ก ที่ออกเดินทางด้วยเท้าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ได้เดินทางไปถึงวอชิงตัน ดี.ซี.แล้วในวันศุกร์ที่ 25 เช่นกัน การเดินทางนี้ก็เพื่อประกาศให้คนตื่นตัวเรื่องการประท้วงในวงกว้างขึ้น

ทุนนิยมไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือเลวร้าย แต่กิจการที่จะ "ซื้อใจ" ผู้บริโภค คู่ค้า สังคมและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ได้ดี และสามารถทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืนนั้น นอกเหนือจากการรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ต่อพนักงานของตน ต่อสิ่งแวดล้อม และต่อสังคมโดยรวมด้วย ซึ่งเชื่อว่าองค์กรต่างๆ ของไทย ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องดูอื่นไกลค่ะ น้ำท่วมครั้งนี้เราก็ได้เห็นองค์กรและธุรกิจต่างๆ ออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันอย่างเข้มแข็ง

 AMAZING  coup d'etat  , THAILAND ONLY ..  :ph34r:  





1 user(s) are reading this topic

0 members, 1 guests, 0 anonymous users