
พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอกฎหมาย และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 30-31 พ.ค.นี้ แถมสภาฯ เปิดช่องให้เลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาได้ โดยใช้มติเสียงข้างมากของสภา
การ เสนอพรบ.ฉบับ พล.อ.สนธิ อ้าง ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศ เมื่อเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.2553 จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ผู้ต้องหา และจำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรเหมือนคดีอาญาปกติ การยึดทำอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา รวมถึงการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิด ทำให้เกิดข้อวิจารณ์เกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของกลไกต่างๆของรัฐ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม
จึงสมควรใช้หลักเมตตาธรรม ตามมาตรฐานสากลด้วยการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิด ระหว่าง วันที่ 15 ก.ย.2548 จนถึงวันที่ 10 พ.ค.2554 และเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการคืนความชอบธรรมให้ผู้ถูกดำเนินคดีโดยกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นตามประกาศ หรือ คำสั่งของคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค.ที่ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ หรือ ขัดต่อหลักนิติธรรม

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. ปรองดอง ที่น่าสนใจ มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
มาตรา 4 เมื่อ พ.ร.บ.นี้ มีผลใช้บังคับแล้ว ผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอำนาจสอบสวน ระงับการสอบสวนทั้งหมด หากอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง หากอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี และเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษา และหากรับโทษอยู่ให้การลงโทษสิ้นสุดลงและปล่อยตัว
มาตรา 5 ให้บุคคลที่ได้รับผลระทบ จากประกาศ หรือ คำสั่งของ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค. ที่ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ไม่เป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือ เป็นผู้กระทำความผิด โดยให้นำความใน
มาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบตามหลักนิติธรรมต่อไป
มาตรา 7 การกระทำใดๆ ตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคล ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลซึ่งพ้นจากความรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.นี้และทำให้ต้องได้รับความเสียหาย
ตรงไหนที่ประชนทั้งประเทศจะได้รับจาก พ.ร.บ.นี้















