แต่ผมคิดว่ามันก็ไม่ใช่ของวิเศษ ไม่ใช่ระบอบเทพมาจากใหน
ประชาธิปไตยมิใช่ระบอบที่พระเจ้าประทานมาให้มนุษย์
ที่ใช้ปกครองแล้วโลกมนุษย์จะกลายเป็นสวรรค์ดาวดึงส์ แบบที่เสื้อแดงโลกสวยเข้าใจ
มันก็เป็นระบอบที่มนุษย์นี่แหละคิดกันขึ้นมา ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผมคิดมันเป็นระบอบไม่ดี
ด้านดีมันก็มีเยอะครับ แต่เราต้องมองอย่างมีสติ รู้เท่าทันถึงข้อดีข้อเสียของมัน
และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้านสว่างของระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างไร
เพื่อนสมาชิกในเสรีไทยรูุ้กันดีอยู่แล้ว ในที่นี้จะขอพูดในด้านมืดตาม Paradyme ของผม
ด้านสว่างของประชาธิปไตยคือการเมืองการปกครอง การเลือกตั้ง การบริหารประเทศ
ด้านมืด คือการครอบงำทางเศรษฐกิจ การล่าอานานิคมยึดครองประเทศอื่นด้วยเศรษฐกิจ
การที่ประเทศสักประเทศหนึ่งต้องการยึดครองอีกประเทศหนึ่งผ่านทางระบบเศรษฐกิจ
กุญแจดอกแรกคือการใช้ระบอบประชาธิปไตย นั่นเอง
เพราะมันจะมีอีแอบที่แอบเนียนเป็นเงามืดอยู่ด้านหลังระบอบประชาธิปไตย
คือ ระบอบทุนนิยมเสรี ประชาธิปไตยกับทุุนนิยมเสรี คือสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้
ที่ใหนมีประชาธิปไตย ที่นั่นต้องมีทุนนิยมเสรี ระบอบนายทุนเป็นใหญ่
เหตุใดชาติตะวันตกถึงชื่นชมและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องของความดีงาม
หรือความมหาเทพของระบอบประชาธิปไตย แบบที่เสื้อแดงโลกสวยกำลังใฝ่ฝันถึงกัน
แต่เป็นเพราะชาติตะวันตกได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจต่างหาก พวกเขามีทุน
พวกเขาต้องการครอบงำเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ เอาทรัพยากรประเทศอื่น ๆ มาเลี้ยงดูประเทศตนเอง
(ไม่ว่าระบอบใหน ๆ ก็เลี่ยงไม่พ้นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เสียที)
เพราะระบอบประชาธิปไตยมีเครื่องมือที่จะทำให้พวกนายทุนครองประเทศของผู้อื่น
นั่นคือทุนนิยมเสรี ทุนนิยมเสรีที่ฟังดูเหมือนจะดี แต่อย่าลืมว่ามันเสรีกับเฉพาะกับผู้ที่มีเงินเท่านั้น
(ถ้าคุณไม่มีทุนหรือทุนน้อย มันจะเสรีสำหรับคุณหรือไม่ลองคิดดูเอง)
นั่นคือสาเหตุที่อเมริกาโจมตีซัดดัมว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และยกกองทัพไปปราบ
และจัดตั้งรัฐบาลแบบประชาธิปไตย เหตุผลที่บอกคือเพื่อให้ชาวอิรัคได้ปกครองตนเอง
แต่ความจริงคือการครอบครองทรัพยากรผ่านระบอบทุนนิยม เพื่อมาใช้ประโยชน์ให้กับตนเองต่างหาก
(ลองไปดูบริษัทที่ได้สัมปทานน้ำมันในอิรัคเป็นบริษัทของประเทศอะไร ก็คงรู้กัน)
เหตุใดชาติตะวันตกจึงอยากให้พม่าเปิดประเทศ อยากให้พม่าเป็นประชาธิปไตย
ก็เพราะว่าการที่พม่าปิดประเทศ ทำให้พม่ามีทรัพยากรมหาศาล ชาติตะวันตกจ้องกันตาเป็นมัน
ก็ต้องบีบด้วยมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ รวมทั้งให้ผลประโยชน์ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง ทำยังไงก็ได้
ให้พม่ายอมเป็นประชาธิปไตย แม้แต่นางองซาน ซูจี
ที่พวกโลกตะวันตกยกย่องว่าเธอคือวีรสตรีประชาธิปไตย
ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เพราะเธอคือตัวแทนระบอบประชาธิปไตย
แต่เพราะเธอคือกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้ระบอบประชาธิปไตย (ทุนนิยม)
เข้าไปในพม่า เปิดทางให้ชาติตะวันตกเข้าครองเศรษฐกิจและทรัพยากร
อันอุดมสมบูรณ์ผ่านระบอบทุนนิยม ถ้ามองจาก Paradyme ของผม
จะพบว่านางอองซาน ซูจี เธอเป็นเพียงเครื่องมือของชาติตะวันตกเท่านั้น
ถ้ามองในแง่ดี เธอรักประชาธิปไตยจริง ๆ แต่เธออาจะเป็นเครื่องมือของชาติตะวันตกโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้ามองในแง่ร้าย ก็มีกระแสข่าวเหมือนกันว่าเธอเองก็แอบอิงชาติตะวันตก เธอเป็นคนของอเมริกาอยู่แล้ว
และเธออาจจะรู้ตัวว่าเธอทำอะไรอยู่ และเธอจะได้ผลประโยชน์อะไรถ้าแผนการยึดเมืองผ่านทุนนิยมนั้นสำเร็จ
(ถ้ารัฐบาลพม่าเพลี่ยงพล้ำ เธออาจได้เป็นประธานาธิบดีเลยก็เป็นได้) ไม่ว่าคุณหรือผมมองเธอในแง่ดีหรือแง่ร้าย
ยังไงเธอก็เป็นเครื่องมือให้ชาติตะวันตกใช้ประโยชน์อยู่ดี (555)
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าประเทศนั้น
ไม่มีทรัพยากรหรือผลประโยชน์มากพอคุ้มการลงทุน ชาตินี้อย่าหวังว่าลุงแซมจะเข้าไป
ย้อนดูสยามเมืองยิ้มกันบ้าง มาวันนี้ทั้งผมทั้งคุณต่างก็รู้กันดีว่า เราถลำลึกไปไกลแล้ว
เราเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจให้กับเขาไปเป็นที่้เรียบร้อยโรงเรียนประชาธิปไตยนานแล้ว
เรายอมทุกอย่าง เพื่อให้นายทุนเข้ามาลงทุนกับเรา เราคิดว่าการที่นายทุนมาลงทุนกับเรา
นั่นทำให้เราอยู่รอด และเจริญทันสมัยศิวิไลเซชั่นส์ ซึ่งคิดแบบนั้นมันก็ไม่ผิดหรอกครับ
ทุกวันนี้เราเจริญทางวัตถุจริง ๆ (ไม่พูดถึงเรื่องความเจริญทางจิตใจนะ)
เรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ เราไม่เคยล้าหลังใครในย่านนี้ แต่นั่นต้องแลกกับอะไรบ้าง ?
แลกกับการเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ แลกกับทรัพยากรมหาศาลไปผลิตเป็นสินค้า
และส่งไปขายทำกำไรมหาศาลผ่านบริษัทนายทุนต่างชาติ โดยแลกกับเศษเงินค่าแรงของเรา
(และรัฐก็เก็บภาษีจากเศษเงินค่าแรงของประชาชน แต่ไม่เก็บภาษีนายทุนชาติ ช่างน่าตลก)
อีกไม่นานดอกครับ พม่าก็จะเป็นเหมือนเรา เจริญทางวัตถุ และถูกถลุงทรัพยากรจนเกลี้ยง
เราถูกระบอบประชาธิปไตย(แบบทุนนิยม) สูบเลือดสูบเนื้อเราออกไปทุกวันโดยที่ไม่รู้ตัว
ลองจินตนาการดูสิครับถ้าต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกไปหมด สยามเมืองยิ้มของเรานี่ดูไม่จืดเลยล่ะ
อ้าว แล้วเราจะต้องทำอย่างไรกันดีล่ะ ?
เราจะต้องใช้ประโยชน์จากประชาธิปไตย(ทุนนิยม) โดยประยุกต์นำข้อดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์
และสงวนจุดที่เป็นข้อเสีย ดำเนินการอย่างระมัดระวัง แนวทางในการแก้ไขปัญหา พระราชา
ท่านพระราชทานให้ตั้งนานแล้ว นั่นคือเศรษฐกิจพอเพียง
แต่หลายคนยังไม่เข้าใจ บางคนยังเข้าใจว่าในหลวงให้ปลูกผักกินเองซะงั้น ฯลฯ
พระองค์ต้องการสอนเรา ผมเข้าใจว่าให้เราใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง
หมายถึงการพึ่งพากันในประเทศ ลดการพึ่งพาต่างชาติ เราผลิตสินค้าออกมา ซื้อขายกัน
ช่วยกันอุดหนุนกันในประเทศก่อนเป็นหลัก เพื่อลดการนำเข้า(เงินไหลออก)
เมื่อเราผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนกันในประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง
แม้ว่าจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจโลกอย่างไร ก็จะไม่ได้รับผลกระทบมาก
เพราะปัจจัยการผลิตและการซื้อขายนั้นหมุนเวียนอยู่ในประเทศเป็นหลัก
เศรษฐกิจก็จะอยู่ได้ และเมื่อผลิตได้จำนวนมากก็ค่อยส่งออก นำเงินตราเข้าประเทศ
ผมคิดว่าท่านไม่ได้ห้ามนำเข้าหรือห้ามต่างชาติมาตั้งฐานการผลิต แต่อยากให้ลดการพึ่งพาต่างชาติ
และหันมาพึ่งพาระบบเศรษฐกิจของตนเองก่อน เอาในระดับที่คิดว่าสามารถยืนได้ด้วยขาตนเอง
ไม่ล้มลุกไปกับเขาเมื่อเกิดวิกฤติเศษฐกิจโลก เมื่อเป็นแบบนั้นเศรษฐกิจจะมีความผันผวนน้อย
เศรษฐกิจจะค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคง อัตราเงินเฟ้อน้อย ประชาชนจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น
เศรษฐกิจก็ดีขึ้นไปตามลำดับ รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น มีเงินนำไปพัฒนาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไทยเราก็จะเจริญขึ้นเองโดยธรรมชาติ
เห็นหรือยังครับว่า ประชาธิปไตยมีอะไรมากมายที่ต้องเรียนรู้
ไม่ใช่ว่าแค่เลือกตั้งก็คือประชาธิปไตยอย่างที่เสื้อแดงเข้าใจ ไม่ใช่สักนิดเลย
ประเทศไทยเราจำเป็นต้องมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
คู่กับระบบเศรษฐกิจพอเพียง ผมมองว่านั่นคือทางรอดของไทยครับ
Edited by จอมยุทธตะเกียบคู่, 10 June 2012 - 20:56.











