http://www.manager.c...D=9550000075958 **"ผบ.กองกำลังจีนจ่อพบ"ประยุทธ์" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 14.30 น. พล.อ.จิ้ง จื่อหยาง ผบ.กองกำลังปลดปล่อยประชาชนจีนเตรียมเข้าพบและหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่กองบัญชาการกองทัพบก คาดว่า อาจจะมีการหารือเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือในการฝึกร่วมและอาจจะมีการพูด คุยเกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ จะเข้ามาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาในการบินสำรวจชั้นบรรยากาศ เนื่องจากที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตว่า จีนอาจไม่พอใจที่ประเทศไทยให้สหรัฐฯ เข้าใช้สนามบินอู่ตะเภา
http://www.komchadlu...งไทยเสี่ยง.htmlแหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังดำเนินนโยบาย "ปิดล้อมจีน" โดยเข้ามาวางจุดยุทธศาสตร์บริเวณทางตอนใต้ของจีนทั้งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและ มหาสมุทรอินเดีย เช่น การตั้งฐาน "เรดาร์ ที่ใช้ตรวจสอบสภาพอากาศใน 4 ประเทศพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคนี้ คือ ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้ง "หมู่เกาะนิโคบาร์" ในมหาสมุทรอินเดียและหากสหรัฐสามารถตั้งฐานบัญชาการในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น "จุดศูนย์กลาง" ของทั้งสองมหาสมุทรก็จะยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนแน่นหนายิ่งขึ้น
พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ตั้งข้อสังเกตในบล็อก "โอเคเนชั่น" ตอนหนึ่งกรณีสนามบินอู่ตะเภาว่า กรณีที่ทางสหรัฐขอใช้สนามบิน
อู่ตะเภา โดย อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทหารนั้น แบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีแรก ใช้เป็นศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติ กรณีนี้เป็นเรื่องที่ใช้เวลายาวนานและมีบุคลากรทางทหารมากมายที่จะต้องเข้า มาอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่น่าจะต้องนำไปพิจารณาในสภาเสียก่อนค่อนข้างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ 2 เป็นการใช้สนามบินเพื่อการศึกษาของนาซา เกี่ยวกับการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศ โดยเคยทำมาทั้งที่ฮ่องกงและญี่ปุ่นแล้วในปี 2554 นั้น การพูดจาในเรื่องนี้แบบไม่ชัดเจนทำให้กลายเป็นข้อที่น่าสงสัยอีกว่าเรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นสหรัฐน่าจะไปขอใช้ที่ประเทศอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากกว่าประเทศไทย น่าจะทันเวลาและได้ผลมากกว่า เพราะภัยจากธรรมชาติเกือบทั้งหมดไม่เคยมีการก่อตัวขึ้นในประเทศไทยเลย เหตุผลนี้จึงไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คนไทยเชื่อถือได้ ซึ่งประเทศจีนเองก็คงไม่เชื่อเช่นเดียวกัน