สารส้ม
1) นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ข่มขู่กดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างอุกอาจ บอกว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินในทางที่เกิดผลร้ายกับพรรคเพื่อไทย จะเกิดการต่อสู้แตกหัก ใช้กำลังจับกุมศาล และอาจเกิดสงครามกลางเมือง
“จะเป็นการต่อสู้ที่แตกหักอย่างแน่นอน เพราะหากศาลวินิจฉัยเช่นนั้น ประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คงจะไม่รับฟังคำตัดสินครั้งนี้แน่นอน และจะดำเนินการไปสู่การจับกุมศาล หากตำรวจไม่กระทำตาม ประชาชนก็จะดำเนินการเอง ซึ่งกลุ่มอำมาตย์ก็คงจะจัดมวลชนออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องศาล และเมื่อประชาชนสองกลุ่มขัดแย้งและปะทะกัน ทางทหารก็จะต้องออกมาเพื่อยึดอำนาจ ซึ่งคนเสื้อแดงจะต่อสู้กับทหารอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน สุดท้ายความสูญเสียก็จะเกิดขึ้นอย่างมากมาย”
2) นายวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ในเชิงป้ายสี ดูหมิ่น ลดคุณค่าของศาล กดดันหรือข่มขู่การทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยปล่อยข่าวว่า ขณะนี้ มีขบวนการล้มล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยการระดมทุน 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.นักการเมืองปักษ์ใต้อักษรย่อ “ส.” 2.นักการเมืองในภาคอีสานอักษรย่อ “น.” และ 3.กลุ่มทุนธุรกิจน้ำเมา โดยแผนการล้มรัฐบาลมีสองเด้ง คือ 1.ใช้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค 2.ถ้าทำไม่สำเร็จก็จะใช้กำลังทหารเข้ามาปฏิวัติ
เสมือนหนึ่ง
3) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองโดยตรง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทำนองว่า หากคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขัดแย้งกับความเห็นของกฤษฎีกาและสำนักงานอัยการสูงสุดก็จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย
4) นายโภคิน พลกุล พยานฝ่ายพลพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทำนองว่า ตนเชื่อว่าศาลจะวินิจฉัยยกคำร้อง เพราะหากไม่เป็นไปตามนั้น เชื่อว่าจะเกิดความวุ่นวายกับประเทศ และส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในความเป็นจริงแล้ว... ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาทางใด ก็จะมีทั้งฝ่ายที่พอใจ และไม่พอใจ
แต่ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ทุกคนก็จะต้องยอมรับคำตัดสินของศาล ต้องถือปฏิบัติตามนั้น ไม่ว่าใครจะไม่พอใจอย่างไรก็ตาม
สังคมไทยจึงควรจะได้พิจารณาอย่างจริงจังว่า พฤติกรรมของบุคคลเหล่านี้ รวมถึงบริวาร “ขี้ข้าทักษิณ” คนอื่นๆ ที่ดาหน้ากันออกมาข่มขู่ คุกคาม ทำลายความน่าเชื่อถือ หรือกดดันการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีความถูกต้อง เหมาะสม หรือผิดกฎหมายบ้านเมือง หรือไม่?
กฎหมายอาญา มาตรา 139 บัญญัติว่า ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 920/2508 จำเลยไปพูดขอประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวน พูดขู่เข็ญว่าถ้าไม่สั่งให้ประกัน จำเลยจะจัดการให้พนักงานสอบสวนถูกย้ายไปที่อื่น เช่นที่เคยกระทำได้ผลมาแล้วแก่ผู้บังคับกองคนหนึ่ง ถ้าไม่ให้ประกันจะต้องเอาพนักงานสอบสวนลงหลุมฝังศพเสีย เป็นการข่มขืนใจ ขู่เข็ญพนักงานให้ถึงแก่ชีวิตด้วยการใช้กำลังประทุษร้าย ตามความหมายของถ้อยคำ เพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการสั่งประกันเสียเองอันมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นความผิดตาม มาตรา 139
คำพิพากษาฎีกาที่ 1266/2530 ตำรวจจะเข้าจับกุมเจ้าของรถเข็นในข้อหานำรถที่ไม่ได้เสียภาษีมาใช้ในทางและกีดขวางทางจราจร จำเลยพูดว่า “ถ้าจับ มีเรื่องแน่” พร้อมกับชี้มือในลักษณะของการข่มขู่ และพวกจำเลยประมาณ 30-40 คน ได้เดินเข้าไปหาตำรวจ ทำให้ตำรวจกลัวว่าจำเลยและพวกจะทำร้าย จึงพากันถอยออกไป การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะข่มขืนใจไม่ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่หรือ ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139
กฎหมายอาญา มาตรา 198 บัญญัติว่า ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1650/2514 จำเลยร่วมกันจัดพิมพ์เอกสารสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีข้อความบางตอนกล่าวในทำนองตำหนิศาลอาญา ศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีที่จำเลยถูกฟ้องว่า พิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ยึดหลักกฎหมายและความยุติธรรม ไม่เป็นที่พึ่งของประชาชน นับว่าเป็นการกระทำที่แสดงต่อศาล หรือผู้พิพากษา “ในทางที่ลดคุณค่าของศาลหรือผู้พิพากษา” ในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198
สังคมไทยจะยอมก้มหัวให้คนพาลสันดานเหลี่ยม ใช้พฤติกรรมดิบถ่อยเถื่อน ข่มขู่คุกคามแม้กระทั่งสถาบันตุลาการ อย่างนั้นหรือ?
ถ้ายอมให้คนพาลใช้วิธีการแบบนี้... กูพวกมาก กูต้องไม่ผิด กูจะยอมรับเฉพาะคำตัดสินที่เป็นคุณกับพวกกู ฯลฯ ต่อไปสังคมไทยก็ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีศาล
อยู่กันแบบบ้านป่าเมืองเถื่อน พกปืนคนละกระบอก ใครหาพวกได้มาก อยากทำอะไรก็ลุยกันไป
นี่มัน “อันธพาลธิปไตย” ชัดๆ
สารส้ม
http://www.naewna.co.../columnist/2323
เหอๆๆ...เดี๋ยวต้องขอตัว ออกไปเซเว่นปากซอย
ซื้อปืนมาติดตัวไว้ ซักกระบอกเสียแล้ว ...
แล้วเพื่อนๆ เตรียมอะไรไว้ต้อนรับยุค "อันธพาลธิปไตย"
หลังวันศุกร์ 13 นี้กันครับ...
Edited by Suraphan07, 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 - 09:50.










