จิตกร บุษบา
สมองที่มีปัญหา (สมองหมาๆ)
ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยเวลานี้คือ เราได้คนสมองหมามาบริหารประเทศชาติ พร้อมบริวารสมองหมาอีกฝูงใหญ่ ดังนั้น ไม่ว่าประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร ฝ่ายค้านจะท้วงติงอย่างมีเหตุผลแค่ไหน เมื่อ “สาร” ผ่านเข้าสู่ “สมองหมาๆ” มันก็แปลความได้แค่กระพี้ที่โง่เง่า เข้าไม่ถึง “สาระ” ที่เป็นประโยชน์
ยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่ง ให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณา
กลั้นใจอ่านกันหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่งดงามแบบ “สังคมอุดมปัญญา” แต่มีตัวละครสมองหมาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เรื่องของเรื่องก็คือ...“วันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ได้อภิปรายกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีปัญหาในการใช้เงินในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเดินทาง
โดยพบว่าเมื่อเทียบการเดินทางไปต่างประเทศระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นับว่ามีความแตกต่างกันมาก อย่างในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางด้วยสายการบินไทยแบบเช่าเหมาลำไปประชุมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับไปปฏิบัติภารกิจที่อินเดียในคราวเดียวเมื่อเดือน ม.ค. 2555
“การเช่าเหมาลำถือว่าแพงมาก ไม่ทราบว่าเดินทางไปด้วยกี่คน ไม่มีรายละเอียด แต่พบว่ามีการใช้งบประมาณถึง 13 ล้านบาท
เทียบเคียงกับสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์เมื่อเดือน ม.ค.ปี 2554 พบว่า นั่งเครื่องบินชั้น 1 เดินทางไป-กลับ กทม.และซูริค สวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 16 คน ใช้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ชั้นธุรกิจ 6 คน เป็นเงินประมาณ 8 แสน 4 หมื่นบาท และชั้นประหยัด 21 คนประมาณ 1 ล้านบาท ที่สำคัญถ้าเดินทางไปอินเดีย จะพบว่าเที่ยวบิน ระหว่าง กรุงเทพฯ-นิวเดลี ชั้นที่ 1 เพียง 4.5 หมื่นบาทต่อคน ชั้นธุรกิจ 3.5 หมื่นคนต่อคน และชั้นประหยัด 2.3 หมื่นคน รวมตัวเลขทั้งสวิตเซอร์แลนด์และอินเดียเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น” นายบุญยอด กล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่าการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ออสเตรเลีย ก็เป็นการเดินทางเช่าเหมาลำ แต่นักธุรกิจและภาคเอกชนที่ร่วมเดินทางไปด้วย ได้เดินทางโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโดยสารเครื่องบิน ทั้งที่การติดต่อธุรกิจในออสเตรเลียเป็นผลประโยชน์ของภาคเอกชนเท่านั้น ถึงเวลาต้องปรับปรุงแก้ไข

จากนั้น จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ไม่น่าใส่ใจ ไม่น่าสนใจ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เขาถึงเรียก “เจ๊ยอด” เพราะนายกฯ เขาทำงาน คนที่เดินทางไปมีเยอะ ก็ต้องใช้เงินเยอะ และมีรัฐบาลที่ใช้เงิน 6 พันล้านบาทฆ่าคน
จากนั้น นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ตัดบทสั่งห้าม จ.ส.ต.ประสิทธิ์ พูดต่อ
ขณะที่ นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ถอนคำพูด ที่เรียกนายบุญยอด ว่า “เจ๊ยอด” จึงทำให้นายบุญยอด ลุกขึ้นชี้แจงว่า ไม่ติดใจกรณีที่ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ในฐานะอดีตตำรวจประท้วง และจะลุกขึ้นประท้วงกี่ครั้งเชิญตามสบาย และไม่ประท้วงซ้อนท่านเลย ถ้าไม่เกี่ยวกับตน แต่ถ้าทำการใดให้ฝ่ายค้านทำงานไม่ได้ ก็ต้องมีวิธีการอื่นในการดำเนินการต่อที่ประชุมนี้ และอยากให้สมาชิกเพื่อไทยเข้าใจว่า ถ้าสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป ในการประชุมที่เหลือ 2-3 วันนี้ ก็เกิดขึ้น จาก จ.ส.ต.ประสิทธิ์ และผู้ที่ประท้วงร่วมโดยไม่มีเหตุผล
ทั้งนี้ อยากชี้แจงว่า กรณีที่ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ระบุว่า เรื่องงบประมาณนายกฯ เป็นเรื่องเล็ก ทำไมต้องมองเรื่องเหล่านี้ ที่ต้องมองก็เพราะมีการใช้เงินไปถึง 13 ล้านบาท หากถามคนสุรินทร์ว่า เงินดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กๆ หรือไม่ จะเป็นข้าวได้กี่มื้อ และจะเป็นเงินผู้สูงอายุ 500 บาทได้กี่ปี ทำไมไม่เรียกร้องให้นายกฯ ใช้เงินดังกล่าว อย่างประหยัดและสมเหตุผล มีประสิทธิภาพ และการพาดพิงตนไม่ใช่ลูกผู้ชาย ก็คงไม่จำเป็นต้องไปเทียบความเป็นลูกผู้ชาย หรือเดินไปชกหน้า และไม่อยากตอบโต้อีกแล้ว อยากให้จบเท่านี้ แต่ถ้าไม่จบก็แล้วแต่ และพร้อมท้าทุกเวที
ขณะที่จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ชี้แจงว่า ตนได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาฯ และการที่ตนใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับพาดพิงล่วงเกินไม่สุภาพ หากประธานให้ถอนก็พร้อมถอน วันนี้นายบุญยอด กินยาผิดขวดหรือไม่ ที่ท้าตนชกต่อย หรือเกิดมีอะไรขึ้นในสภาฯ แล้วโทษตน เหมือนเป็นนักเลงท้าตนชกต่อย จากนั้น นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ได้ตัดบทเนื่องจากบรรยากาศในการประชุมเริ่มเป็นไปอย่างตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม นายกุลเดช ได้ย้ำให้ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ถอนคำพูด ทำให้ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ยอมถอนคำพูด โดยระบุว่า ตนเป็นลูกผู้ชายพอ ถ้าพูดอะไรเกินเลยก็ขอถอน
ขณะที่ นายอรรถพร พลบุตร สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องให้ประธานฯ ได้ควบคุมการประชุม อย่าให้องครักษ์ หัวโขนออกมาประท้วง จากนั้นจึงเข้าสู่การประชุมต่อไป พร้อมสั่งให้ จ.ส.ต.ประสิทธิ์นั่งลง พร้อมให้ถอนคำพูด
ด้าน นางฐิติมา ฉายแสง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จากพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า นายกฯ มีความจำเป็นต้องเดินทางไปสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยต่อนานาชาติ การเดินทางไปประเทศอินเดียดังกล่าวถือว่ามีความคุ้มค่ามาก
“อินเดียมีประชากรถึง 1.1 พันล้านคน ถ้าหารกับราคาเช่าเครื่องบินเหมาลำ 13 ล้านบาท จะคิดเป็น 1.2 สตางค์ต่อหัวเท่านั้น ดังนั้น การใช้งบประมาณถือว่าคุ้มมากๆ กับการสร้างชื่อเสียง ให้ประเทศ อยากให้เข้าใจว่า เวลาที่ กมธ.ได้คิดประเด็นนี้ก็ได้คิดละเอียดเช่นกัน ไม่อยากมานั่งเปรียบเทียบกันให้เกิดปัญหา และที่สำคัญนายกฯ อภิสิทธิ์เวลานั้น ไม่ใช่แขกเกียรติยศของประเทศอินเดีย” นางฐิติมา กล่าว
สิ่งที่เราควรจะเห็นจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นนี้ มีอะไรบ้าง
1.กรณีนายบุญยอด เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศ ชาติประหยัดงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อเก็บออมเงินส่วนที่เหลือจากความฟุ่มเฟือยนั้น ไปสร้างประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ประเทศชาติและประชาชน
2.ในการตรวจสอบนั้น ก็ได้ทำอย่างสุภาพ และให้รายละเอียดในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นด้วยว่า อย่างน้อย อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง ไปเมืองเดียวกัน เลือกใช้วิธีเดินทางที่ต่างกัน จึงใช้งบประมาณต่ำกว่า สามารถเก็บเงินเอาไว้ใช้กับเรื่องอื่นๆ ต่อได้
3.ส่วนการขนนักธุกิจติดไปกับเครื่องแบบเช่าเหมาลำด้วย นายบุญยอด ก็ถามในเชิงปกป้องผลประโยชน์จากการใช้งบประมาณ หากรัฐบาลมีเหตุผลที่ขนนักธุรกิจติดเครื่องบินไปด้วยโดยไม่เก็บค่าโดยสารก็ ควรจะแจกแจงมา ไม่ใช่ส่งหมามาเห่า ส่งควายมาขวิด ทำงานในเชิงสร้างสรรค์กันดีกว่าไหม
4.เงินตั้ง 13 ล้านบาท กลายเป็นเรื่องหยุมหยิมไปได้อย่างไร? ถ้ามันเป็นเงินส่วนตัวของนางสาวยิ่งลักษณ์กับพวก ไม่มีใครสนใจไถ่ถามหรอกครับ เพราะถือเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นสิทธิส่วนตัว แต่กรณีใช้เงิน 13 ล้าน เดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ ไปด้วยเงินจากภาษีของประชาชน ต้องรีดภาษีจากคนไทยที่ทำงานหนักสักกี่คน จึงจะได้เงินก้อนนี้มา ดังนั้น ถ้าเป็น “คน” คิด เขาจะคิดถึงที่มาของเงิน และโอกาสของการใช้เงินนั้นให้คุ้มค่าด้วย
5.กรณี “เจ๊ยอด” นี้ เป็นความคะนองปากของจ่าประสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนความไร้สาระและความต่ำทรามในจิตใจอย่างชัดเจน ต่อให้นายบุญยอดเป็นเจ๊ เป็นตุ๊ด เป็นแต๋ว เป็นกะเทย ฯลฯ จริงๆ ก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อการทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” เลย ถูกไหมครับ ก็ในเมื่อราษฎรเขายังให้เกียรติเลือกมา จ่าประสิทธิ์จะมาแสดงสันดานหมิ่นเกียรติ หมิ่นเพศ ของผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ทำไม? เขาไม่ได้คุกคาม ลวนลาม จับจู๋จับไข่จ่าสักหน่อย ค่อยโวยวาย พูดจาดูถูกความเป็นเพศที่แตกต่าง แต่นี่เขาทำหน้าที่ปกติ เป็นสุภาพบุรุษ มีครอบครัว มีภรรยา มีสถานภาพ “ผู้แทนราษฎร” ที่ต้องเป็นปากเป็นเสียง ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนแทนราษฎร จ่าประสิทธิ์จะย้ายความเลวเรื่องการใช้งบประมาณสุรุ่ยสุร่าย มาที่ “เพศ” ของ “เจ๊” แกทำไม กรณีนี้ นอกจากสมองไม่มีตรรกะแล้ว ยังบกพร่อง “ความเป็นมนุษย์” ที่พึงจะต้องให้เกียรติเพื่อนมนุษย์อย่างหนักด้วย
6.กรณี นางฐิติมา ฉายแสง ที่ระบุว่า นายกฯ มีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศนั้น เป็นที่เข้าใจได้ นายกฯ ทุกคนต้องไปอยู่แล้วครับ อย่างน้อยก็เพื่อแนะนำตัวต่อผู้นำในประเทศสำคัญๆ เช่น ประเทศคู่ค้า ประเทศที่เป็นผู้นำในกลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่เข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ผิดอะไรที่เดินทางไปต่างประเทศ นายบุญยอดก็ไม่ได้ตำหนิในเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ แต่เขาตั้งคำถามเรื่องการใช้ “งบเดินทาง” ที่สูง ก็แจงมาสิ ว่าทำไม จำเป็นอะไร ที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึงขนาดนั้น
7.การที่ต้องเปรียบเทียบกับอดีตนายกฯ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การใช้งบเดินทางที่ต่ำกว่า 13 ล้านบาทนั้น ก็ทำได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ และไม่ได้ตกระกำลำบาก หรือสุ่มเสี่ยงกับความไม่ปลอดภัยแต่อย่างใดเลย ไม่ใช่เปรียบเทียบเพื่อจะให้เสียหน้า หรือสอพลอว่า
หัวหน้าฉันดีกว่าหัวหน้าเธอ นางฐิติมาควรจะระงับอารมร์ระแวงหวั่นไหว ในประเด็นนี้ แล้วชี้แจงถึงความจำเป็นจะดีกว่า จะดูฉลาดกว่า
8.ที่ดูไม่ฉลาดอย่างยิ่งยวด คือ การคำนวณว่า อินเดียมีประชากรเท่าไหร่ เมื่อประชากรเหล่านั้นได้เห็น ได้รู้จัก ได้ดูข่าวนางสาวยิ่งลักษณ์ไปเยือนอินเดียแล้ว เกิดค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าไหร่ เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่จะเอาไปปิดวิกโชว์ หรือให้คนอินเดียวบินตามมาดูถึงเมืองไทย จนเกิดรายได้ ที่เราจะได้จากประชากรนับพันล้านคนเหล่านั้น นางสาวยิ่งลักษณ์เป็นคนธรรมดาๆ เป็นนายกฯ ไม่ได้มีนมสามเต้า ไม่ได้มีเขางอกออกมาจากหัวกะโหลก ไม่ได้มีหาง ไม่ได้มีลิ้นสองแฉก ไม่ได้กะโหลกหนาที่สุดในโลก มีสามีมากที่สุดในโลก หรือมีเกล็ดทั่วตัว ไม่จำเป็นต้องเอาจำนวนสายตาประชากรมาคำนวณเหมือนเธอเป็นป้ายโฆษณา หรือเป็นพริตตี้ขายสินค้า ฐิติมาควรคิดและอธิบายในทางที่จะส่งเสริมคุณค่า สร้างราคาให้แก่ยิ่งลักษณ์ให้มากกว่านี้ ว่าการเดินทางไปในครั้งนั้น นำมาซึ่งการสั่งสินค้าเข้าอินเดียจำนวนมหาศาลแค่ไหน นำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างไร แล้วจะเพิ่มพูนโอกาสด้านไหนให้แก่คนในชาติ มันจึงจะเกิดการคำนวณในใจผู้คนว่า เออนะ เขาไปด้วยต้นทุนสูงก็จริง แต่เขาเปิดตลาด เขาสร้างโอกาส เขาทำให้ประเทศชาติมีสิ่งตอบแทนทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่ “คุ้มค่า” หรือ “ได้กำไร” ถ้าชี้ได้อย่างนั้น 13 ล้านก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
9.กรณีที่นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่แขกเกียรติยศของประเทศอินเดียนั้น ก็ไม่รู้ว่านางฐิติมาหมายความว่ายังไง อย่างไรก็ตาม
คำว่าแขกเกียรติยศ ไม่ได้แปลว่านั่งเครื่องบินปกติไปอินเดียไม่ได้ ต้องเหมาเครื่อง เพราะเกียรติยศมันอยู่ในตัวคน ไม่ได้อยู่ใน
เครื่องบิน อย่าทำตัวเป็นเศรษฐีใหม่ เพราะขณะที่พวกคุณบ้าวัตถุ อวดรวย เหมือนเศรษฐีใหม่ ประเทศไทยมันจนครับ ภาษีของประชาชนที่ควรจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมันหมดเปลืองไปครับ
ที่พูดมาทั้งหมด ก็หมายให้ท่านผู้อ่านเรียนรู้ว่า เหตุที่บ้านเมืองของเราพัฒนาช้า จนคนอื่นแซงหน้า และเรากลายเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนาโดยไม่รู้ตัว ก็เพราะเรามีนักการเมืองสมองหมา ปัญญาควาย ยังไม่ได้รับการพัฒนาทางโลกทรรศน์ จิตสำนึก มโนธรรม และความเกรงใจประชาชน
เราจึงต้องทน อ่านข่าวคนหน้าด้านพูดจาข้างๆ คูๆ ไปวันๆ ไม่จรรโลงโลก ไม่ประเทืองปัญญา
เลือกตั้งรอบหน้า ไล่ไอ้อีเหล่านี้ลงนาให้หมด
“ควายตัวจริง” จะได้พักผ่อนบ้าง เขาเหนื่อยเพื่อเรามามากแล้วครับ!!
ที่มา:http://www.naewna.com/politic/columnist/2871












