คุณคือ ''สลิ่ม'' หรือไม่ มาหาคำตอบกัน
#1
Posted 27 November 2011 - 20:07
สุรพศ ทวีศักดิ์
ระยะหลังมา นี้มีการพูดถึง “สลิ่ม” ในแง่มุมต่างๆ มาก ผมคิดว่าแง่มุมหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็น “ความเป็นสลิ่ม” ได้ชัดขึ้น คือ “มาตรฐานทางจริยธรรมแบบสลิ่ม” หมายถึงมาตรฐานหรือเกณฑ์ (criterion) ในการตัดสินถูกผิดแบบสลิ่ม ซึ่งผมขอสรุปจากปรากฏการณ์จริงให้เห็นบางส่วน ดังนี้
1. มาตรฐานเสียงส่วนใหญ่ สลิ่ม ถือว่า ม.112 ไม่ควรแก้ไข ไม่ควรให้มีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ โดยอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่รักสถาบันกษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันย่อมกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
แต่ในเรื่องการเลือกตั้ง สลิ่มย้ำเสมอว่ามันคือประชาธิปไตยสี่วินาที ไม่ใช่ว่าแค่เลือกตั้งแล้วจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเสียงส่วนใหญ่กับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกันประชาธิปไตย ที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามวิธีการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ระบบที่ดีอีกต่อไป มันเป็นการเมืองเก่าที่แก้ปัญหาไม่ได้ จำเป็นต้องเพิ่มระบบการสรรหาโดยคนส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่า เพราะเสียงส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่าเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า และหากจะให้ดีควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้ธรรมาธิปไตย(?) และควรเพิ่มพระราชอำนาจ
ฉะนั้น แม้รัฐบาลที่ผ่านมาและปัจจุบันจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ด้อยคุณภาพ เพราะอาจถูกซื้อหรือถูกหลอกก็ได้ ความอยู่รอดของรัฐบาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงสนับสนุน แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐานความพึงพอใจของเสียงส่วนน้อย ที่มีคุณภาพกว่าหรือไม่ หากไม่ เสียงส่วนน้อยย่อมมีสิทธิ์ล้มรัฐบาลนั้นได้ และล้มโดยวิธีใดก็ได้ แม้แต่ “วิธีรัฐประหาร”
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว “ความรู้สึก” ของประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายที่เข้มงวดอย่างยิ่ง เช่น ม.112 แม้ว่ากฎหมายนี้จะละเมิดเสรีภาพในการตรวจสอบบุคคลสาธารณะของประชาชนก็ตาม แต่ “รัฐบาล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกต้องถูกกำหนดความอยู่รอด-ไม่รอดโดยเสียงส่วนน้อย (ที่มีคุณภาพกว่า?)
2. มาตรฐานความยุติธรรมโดยภาพรวมของสังคม สลิ่ม ไม่แคร์ว่าจะต้องออกมาเรียกร้องอย่างจริงจังให้ผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่านักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 และเมษา-พฤษภา 53 ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ “ทักษิณ” ที่เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินต้องกลับมาติดคุกให้ได้ และยอมรับได้กับการที่ชายชราคนหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์โดยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว ใครจะฆ่านักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปกี่ร้อยศพก็ไม่สำคัญเท่า หรือไม่ควรถูกประณามสาปแช่ง หรือควรถูกนำมาลงโทษให้สาสมเท่า “ใครด่าพ่อด่าแม่กรู”
3. มาตรฐานหลักนิติรัฐสลิ่มไม่แม้แต่จะตั้งคำถามว่า รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่ รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยเป็นการล้มหลักนิติรัฐหรือไม่ ฝ่ายทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตนเองมีหลักนิติรัฐรองรับหรือไม่ แต่สลิ่มยืนกระต่ายขาเดียวว่า รัฐบาลเพื่อไทย (ที่มาจากการเลือกตั้ง)จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทักษิณ (ที่ถูกทำรัฐประหาร) ย่อมเป็นการทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมือง ถึงอย่างไรก็ยอมรับไม่ได้ ต้องสู้อย่างถึงที่สุด
หมายความว่า หลักนิติรัฐของสลิ่มมีได้ในรัฐบาลที่ได้อำนาจรัฐมาด้วยวิธีรัฐประหาร และการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลเช่นนั้นก็มีความชอบธรรม แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความชอบธรรมที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร เพราะไม่มีหลักนิติรัฐอ้างอิงให้ทำเช่นนั้นได้
4. มาตรฐานการรักษากฎหมายสลิ่มย้ำเสมอว่ากฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสลิ่มเห็นว่าเป็นความชอบธรรมแล้วที่รัฐบาลรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์แม้ ต้องฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมร้อยศพ และชอบธรรมแล้วที่จำคุกชายชราอายุ 61 ปี โทษฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐด้วยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี แต่สลิ่มไม่เคยแคร์ หรือไม่ออกมาต่อต้านอย่างจริงจังเลยในกรณีฉีกรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ในบ้านเมืองที่ยืนยันหลักนิติรัฐ นิติธรรมแบบสลิ่ม การรักษา พรก.ฉุกเฉิน (ที่ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ) ที่แลกด้วยชีวิตประชาชนจำนวนมาก และการรักษา ม.112 (ที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย) ที่แลกด้วย "ความเป็นคน" ของประชาชน สำคัญกว่าการรักษา “รัฐธรรมนูญ” จากการทำรัฐประหาร
5. มาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง สลิ่ม มีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านสื่อ เวทีเสวนา การเมืองบนท้องถนน และนิสัยประจำตัวของพวกเขาคือมักจะอ้างจริยธรรม อ้างคนดี ความดี ใน concept “ธรรมะชนะอธรรม” อยู่เสมอ หรืออ้างธรรม อ้างความเสียสละ อ้างความดีนานาประการนำหน้าในการต่อสู้ทางการเมือง ในทางตรงข้ามก็ประณามอีกฝ่ายว่าไร้จริยธรรม เป็นคนเลว เป็นคนขายชาติ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ และความมั่นคงของประเทศ
แต่จริยธรรมของพวกเขาคืออะไร ธรรมะที่พวกเขาอ้างถึงคืออะไร แม้แต่พวกเขาเองก็ยังดูจะสับสนอยู่ ยกตัวอย่างสลิ่มตัวพ่ออย่างจำลอง ศรีเมือง ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทีวีไทย เมื่อเร็วๆนี้ สรุปใจความสำคัญได้ว่า “ตัวเอง”เป็นคนที่ไม่ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ยึดติดเรื่องโลกธรรม ที่ยอมลำบากนานัปการมานอนมากินกลางถนนหลายๆ ครั้งในการก่อม็อบแบบ “มืออาชีพ” ที่ผ่านมานั้น เพราะต้องการทำความดีใช้หนี้แผ่นดิน เนื่องจาก “ตัวเอง” เรียนโรงเรียนหลวงมาตลอด เจริญก้าวหน้ามาเพราะบุญคุณของแผ่นดิน จึงต้องการต่อสู้เพื่อให้การเมืองดีขึ้นตามความคิดของ “ตัวเอง” คือ การเมืองเก่าแบบเลือกตั้งอย่างเดียวถึงทางตัน ต้องมีระบบอื่นที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งด้วย
จะเห็นว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสลิ่ม คือการยึด “ตัวเองเป็นศูนย์กลาง” คือยึดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนได้ประโยชน์จากแผ่นดินมาก่อนจึงต้องใช้หนี้แผ่นดินด้วยการต่อสู้ทาง การเมืองตามแนวทางของตัวเองคือ ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่ไม่ให้ความสำคัญกับระบบการเลือกตั้งอย่างยอมรับ ความเสมอภาคของสิทธิทางการเมืองคือ “1 คน เท่ากับ 1 เสียง”
ดูเผินๆ เหมือนสลิ่มเคร่งศาสนา มีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ปล่อยวาง ไม่มีตัวกู ของกู ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงใดๆ ต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ถ้าดูให้ชัดๆ ในทุกขั้นตอนของสลิ่มมันมี “ตัวกูเป็นศูนย์กลาง” ตลอด คือมี “ตัวกูที่เป็นคนดี” (ตามนิยามของพวกกู) มาทำ “หน้าที่ของตัวกู” คือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน (ของใคร? ไม่รู้ว่าประชาชนอยู่ไหน?) ด้วยการทำการเมืองตาม “แนวคิดของตัวกู” (เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยตัวกูไม่สน)
(จะว่าไปแล้ว นักต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่อ้างศาสนา อ้างธรรมะ หรืออ้างว่าตนเองเป็นคนดี เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น เขาต่อสู้โดยไม่มีตัวกูด้วยซ้ำ เพราะตัวตนของเขาถูกละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคม เขาจึงไม่เคยยกความเป็นคนดี ยกความมีศีลธรรมสูงส่งของตนเองข่มคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วตั้งหน้าประณามว่าคนอื่นเลวทราม ไร้จริยธรรม ทว่าเขาต่อสู้ด้วยความคิด เหตุผล หลักการ อุดมการณ์เพื่อปวงชนอย่างชัดเจน)
6. มาตรฐานการยืนยันประชาธิปไตย สลิ่ม ระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อมวลชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่รับเป็น คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) เป็นสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญํติแห่งชาติ) และเป็นสมาชิก สสร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า “มีความอยาก” ในตำแหน่ง แต่เห็นว่ายังไงรัฐประหารก็เกิดแล้วแม้ไม่อยากให้เกิด ฉะนั้น ควรถือโอกาสเข้าไปพลิกวิกฤตด้วยการช่วยกันคิดช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนผลงานของพวกเขาเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องบรรยาย ที่แน่ๆ คือทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ล้วนแต่ทำให้ระบบอำมาตย์เข้มแข็ง และทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ
หากจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีมวลชนสลิ่มเรียกร้องและสนับสนุนรัฐประหารทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อำมาตย์ก็ไม่มีทางกล้าทำรัฐประหาร และหากไม่มีนักวิชาการแถวหน้า สื่อมวลชนสลิ่มร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ก็คงไม่มีทางที่อำมาตย์ และพรรคการเมืองสมุนอำมาตย์จะย่ามใจกล้าสั่งให้ใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในปีที่ผ่านมา
แต่มันเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” อย่างยิ่งที่สลิ่มพวกนี้กระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างที่ว่ามาด้วยข้ออ้างว่า จะแก้ปัญหาวิกฤต พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น แต่พวกเขากลับดาหน้าออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่ให้รัฐบาลออกกฎหมายล้างผลพวกของรัฐประหาร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกให้เอาผิดกับรัฐประหารได้เมื่อบ้านเมืองกลับ สู่ความเป็นประชาธิปไตย
จึงหมายความว่า การยืนยันประชาธิปไตยของบรรดานักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อสลิ่มเหล่านี้ คือการยินดีเข้าร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายทำรัฐประหาร แต่ปฏิเสธ คัดค้านข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร
7. มาตรฐานการตรวจสอบอำนาจสาธารณะสลิ่มเรียกร้องให้วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่สนับสนุนให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ กระนั้นพวกเขายังชอบนำนักการเมืองไปเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์เสมอ เพื่อขับเน้นภาพความดีของสถาบันและภาพความเลวร้ายของนักการเมือง หมายความว่าพวกเขามีทัศนะต่อความดีและความชั่วดังกล่าวนี้ในลักษณะโรแมนติก อย่างยิ่ง ประมาณว่าเพียงเอ่ยคำว่า “บ้านของพ่อ” ก็ซาบซึ้งน้ำตาไหลได้ง่ายๆ ทว่าเพียงแต่เอ่ยถึง “นักการเมือง” ก็สะดุ้ง ขยะแขยงความเลวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยชื่อ “ทักษิณ” ก็ก็แทบจะหาน้ำบ้วนปากแทบไม่ทัน
ทั้ง หมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดแบบสลิ่ม ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา และฐานะการงานดี และมีอิทธิพลชี้นำสังคม
http://www.prachatai...l/2011/11/38026
...............................................
ผมเป็นสลิ่มตั้งแต่ข้อ 1 แล้ว
เครดิต อ. สมเกียรติ อ่อนวิมล ครับ
...............................................
สมเกียรติ อ่อนวิมล | Somkiat Onwimon
หากข้อเขียนนี้เป็นมาตรฐานความเป็นสลิ่มจริงผมคงต้องทำอะไรๆอีกหลายอย่างจึงจะได้เป็นสลิ่มตามที่ถูกกล่าวหา "จริยธรรมสลิ่ม" ซับซ้อนมากกว่าที่คนธรรมมดาจะเป็นได้ ส่วนผู้กล่าวหาก็จะต้องค้นคว้าหาข้อมูลอีกมากกมายกว่าจะกล่าวหาผมหรือใครๆได้ว่าเป็น "สลิ่ม" ผมชอบที่ว่าฝ่ายรังเกียจสลิ่มมีวิธีคิดเป็นรัฐศาสตร์ มีลักษณะอุดมการณ์การเมือง แม้จะเป็นเชิงลบหรือสร้างความเป็นอริต่อผู้อื่น แต่ก็เป็นความคิดทางการเมืองของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
[color=#000080;]จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง[/color]
ผมเป็นกลางนะครับ[color=#000080;]
[/color]
#2
Posted 27 November 2011 - 20:15

POPULAR
ทำให้ผมแปลกใจที่
14 ตุลา -- อันนี้พลังบริสุทธิ์ ไม่มีคอมมิวนิสต์ ต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
6 ตุลา -- อันนี้เริ่ม*** มีพวกคอมมิวนิสต์จริง ไอ้ตัวนักศึกษามันก็เข้าป่าจับปืนยิงทหารตายไปตั้งเยอะ พวกมือเปื้อนเลือดเหมือนกันทำกระแดะ (ชาวบ้านที่เขาไม่เอาด้วย พวกคอมมิวนิสต์มันก็ยิงเขาทิ้ง***จริงๆ)
พฤษภา 35 -- อันนี้พลังบริสุทธิ์ที่ต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
7 ตุลา 51 --- อันนี้ยังไงเสียพลังที่มาร่วมก็บริสุทธิ์ใจ และถูกฆ่าโดยพวกซ้ายเก่าแห่ง6ตุลา ไอ้ตัวที่เขียนมันแกล้งมองไม่เห็นเพราะคนที่สั่งฆ่าคือพวกมันนั่นเอง
และเมษา-พฤษภา 53 --- อันนี้พวกเผาบ้านเผาเมือง ฆ่าประชาชนชาวสีลมด้วยM79 ฆ่าทหารมือเปล่าที่สี่แยกคอกวัว ถ้าเสื้อแดงมาชุมนุมโดยไม่มีอาวุธ แล้วจะมีคนตายมั๊ย ความจริงอันนี้ไม่น่านับรวม เพราะมาด้วยเงิน ตายด้วยเงิน ไม่มีอุดมการณ์***อะไรเลย
เสื้อแดงมันจะมีภูมิปัญญาพอที่จะแยกแยะแต่ละเหตุการณ์ได้เปล่าวะเนี้ย
- ฟ้าเข้ม, G-GEAR53, ปกติทำแต่งาน and 7 others like this
#3
Posted 27 November 2011 - 20:17
[color=#0000ff;][font="Tahoma, sans-serif;"]เราจะรู้.....รสชาติของความสุข[/color][font="Tahoma, sans-serif;"]ก็ต่อเมื่อ เราผ่านความทุกข์มาก่อน[/font][/font]
#5
Posted 27 November 2011 - 20:20
เป็นเสื้อแดงง่ายกว่า แค่หน้าด้าน รักทักษิณ ก็เป็นได้แล้ว
- wewe, David_GinoLa, นายตัวเกร็ง and 6 others like this
~ ทักษิณตาย เสรีไทยไชโย ~
#6
Posted 27 November 2011 - 20:22
เจตนารมณ์ส่วนตัว
- ไม่ใช้ถ้อยคำที่คำหยาบคาย
- ไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่มีเหตุผล
#8
Posted 27 November 2011 - 20:24
#10
Posted 27 November 2011 - 20:37
#11
Posted 27 November 2011 - 20:43
#12
Posted 27 November 2011 - 21:07
กลุ่มคนที่ไม่ต้องการควายมาบริหารบ้านเมือง (ไม่สิแบบนี้ควายเสียหาย...เพราะควายยังรู้จักแยกแยะดีชั่่ว)
ยืนยันครับว่าผมสลิ่ม...
"รักที่สุด คือในหลวง...หวงที่สุดคือแผ่นดิน"
[color=#000080;]เมื่อมั่งมี...มากมาย...มิตรหมายมอง[/color][color=#800000;] เมื่อหม่นหมอง...มิตรมอง...เหมือนหมูหมา[/color][color=#800080;]เมื่อไม่มี...หมดมิตร...มุ่งมองมา[/color][color=#ff0000;]เมื่อมอดม้วย...แม้หมูหมา...ไม่มามอง[/color]
#13
Posted 27 November 2011 - 21:21
...............................................................
สุรพศ ทวีศักดิ์
ระยะหลังมา นี้มีการพูดถึง “สลิ่ม” ในแง่มุมต่างๆ มาก ผมคิดว่าแง่มุมหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็น “ความเป็นสลิ่ม” ได้ชัดขึ้น คือ “มาตรฐานทางจริยธรรมแบบสลิ่ม” หมายถึงมาตรฐานหรือเกณฑ์ (criterion) ในการตัดสินถูกผิดแบบสลิ่ม ซึ่งผมขอสรุปจากปรากฏการณ์จริงให้เห็นบางส่วน ดังนี้
1. มาตรฐานเสียงส่วนใหญ่ สลิ่ม ถือว่า ม.112 ไม่ควรแก้ไข ไม่ควรให้มีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ โดยอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่รักสถาบันกษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันย่อมกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
"วิพากษ์วิจารณ์" กับ "ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย" ยังมีหลายคนแกล้งโง่แยกไม่ออก ที่ผ่านมามีแต่อย่างหลังทั้งนั้น ที่ใส่ร้ายป้ายสีก็มีเยอะ
แต่ในเรื่องการเลือกตั้ง สลิ่มย้ำเสมอว่ามันคือประชาธิปไตยสี่วินาที ไม่ใช่ว่าแค่เลือกตั้งแล้วจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเสียงส่วนใหญ่กับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกันประชาธิปไตย ที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามวิธีการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ระบบที่ดีอีกต่อไป มันเป็นการเมืองเก่าที่แก้ปัญหาไม่ได้ จำเป็นต้องเพิ่มระบบการสรรหาโดยคนส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่า เพราะเสียงส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่าเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า และหากจะให้ดีควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้ธรรมาธิปไตย(?) และควรเพิ่มพระราชอำนาจ
ฉะนั้น แม้รัฐบาลที่ผ่านมาและปัจจุบันจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ด้อยคุณภาพ เพราะอาจถูกซื้อหรือถูกหลอกก็ได้ ความอยู่รอดของรัฐบาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงสนับสนุน แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐานความพึงพอใจของเสียงส่วนน้อย ที่มีคุณภาพกว่าหรือไม่ หากไม่ เสียงส่วนน้อยย่อมมีสิทธิ์ล้มรัฐบาลนั้นได้ และล้มโดยวิธีใดก็ได้ แม้แต่ “วิธีรัฐประหาร”
ยอมรับแล้วเหรอว่าเสียงส่วนใหญ่ด้อยคุณภาพ ถ้า ส.ส. ได้รับการเลือกตั้ง ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ถ้ารับไม่ได้กับคำถามและความคิดเห็นที่แตกต่าง เดินหนีนักข่าวบ้าง หนีการอภิปรายบ้าง ต่อว่าสื่อว่าให้คำถามไม่สร้างสรรค์บ้าง แบบนี้จะเรียกว่าประชาธิปไตยเหรอครับ
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว “ความรู้สึก” ของประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายที่เข้มงวดอย่างยิ่ง เช่น ม.112 แม้ว่ากฎหมายนี้จะละเมิดเสรีภาพในการตรวจสอบบุคคลสาธารณะของประชาชนก็ตาม แต่ “รัฐบาล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกต้องถูกกำหนดความอยู่รอด-ไม่รอดโดยเสียงส่วนน้อย (ที่มีคุณภาพกว่า?)
ที่ผ่านมาเรียกว่าตรวจสอบเหรอครับ เพราะจากมุมมองของนักวิชาการมีทั้งจับผิด บิดเบือน ตัดตอนตัวบทกฎหมายออกเผยแพร่หลายเรื่อง
2. มาตรฐานความยุติธรรมโดยภาพรวมของสังคม สลิ่ม ไม่แคร์ว่าจะต้องออกมาเรียกร้องอย่างจริงจังให้ผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่านักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 และเมษา-พฤษภา 53 ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ “ทักษิณ” ที่เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินต้องกลับมาติดคุกให้ได้ และยอมรับได้กับการที่ชายชราคนหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์โดยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว ใครจะฆ่านักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปกี่ร้อยศพก็ไม่สำคัญเท่า หรือไม่ควรถูกประณามสาปแช่ง หรือควรถูกนำมาลงโทษให้สาสมเท่า “ใครด่าพ่อด่าแม่กรู”
อย่าตัดสินเหตุการณ์ในปัจจุบันด้วยอดีตที่ล่วงไปแล้ว เพราะจุดประสงค์ในการชุมนุมต่างกันมาก โดยเฉพาะการเผาบ้านเผาเมืองครั้งล่าสุด แล้วทักษิณเป็นคนกวาดขยะ เป็นแค่พ่อค้าเร่หรือไงครับ ทักษิณผิดที่ใช้เส้นนายกฯ เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดิน
3. มาตรฐานหลักนิติรัฐสลิ่มไม่แม้แต่จะตั้งคำถามว่า รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่ รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยเป็นการล้มหลักนิติรัฐหรือไม่ ฝ่ายทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตนเองมีหลักนิติรัฐรองรับหรือไม่ แต่สลิ่มยืนกระต่ายขาเดียวว่า รัฐบาลเพื่อไทย (ที่มาจากการเลือกตั้ง)จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทักษิณ (ที่ถูกทำรัฐประหาร) ย่อมเป็นการทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมือง ถึงอย่างไรก็ยอมรับไม่ได้ ต้องสู้อย่างถึงที่สุด
แล้วการใช้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญเพื่อแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะองค์กรอิสระ สมาชิกวุฒิสภากลายเป็นสภาผัวเมีย แบบนี้เรียกว่าฉีกรัฐธรรมนูญมั้ยครับ ทำลายหลักนิติรัฐมั้ยครับ มีนักวิชาการคนไหนก็ไม่รู้เขียนหนังสือชื่อว่ารัฐธรรมนูญตายแล้ว
หมายความว่า หลักนิติรัฐของสลิ่มมีได้ในรัฐบาลที่ได้อำนาจรัฐมาด้วยวิธีรัฐประหาร และการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลเช่นนั้นก็มีความชอบธรรม แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความชอบธรรมที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร เพราะไม่มีหลักนิติรัฐอ้างอิงให้ทำเช่นนั้นได้
"นักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมาย" บอกไปชัดๆ ดีกว่า กฎหมายที่ใช้ตัดสินคดีความก็มีมาก่อนรัฐประหาร
4. มาตรฐานการรักษากฎหมายสลิ่มย้ำเสมอว่ากฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสลิ่มเห็นว่าเป็นความชอบธรรมแล้วที่รัฐบาลรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์แม้ ต้องฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมร้อยศพ และชอบธรรมแล้วที่จำคุกชายชราอายุ 61 ปี โทษฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐด้วยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี แต่สลิ่มไม่เคยแคร์ หรือไม่ออกมาต่อต้านอย่างจริงจังเลยในกรณีฉีกรัฐธรรมนูญ
ย้ำคิดย้ำทำกับเรื่องเมื่อตะกี้อีก แล้วเคยนึกถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ข้างเคียงการชุมนุมบ้างไหม คุณเห็นคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมเป็นประชาชนมั้ย หรือจะยกยอให้คนที่ก่อเหตุเผาบ้านเผาเมือง ฆ่าคนบริสุทธิ์ ฆ่าทหาร เป็นประชาชนเพียงฝ่ายเดียว
หมายความว่า ในบ้านเมืองที่ยืนยันหลักนิติรัฐ นิติธรรมแบบสลิ่ม การรักษา พรก.ฉุกเฉิน (ที่ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ) ที่แลกด้วยชีวิตประชาชนจำนวนมาก และการรักษา ม.112 (ที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย) ที่แลกด้วย "ความเป็นคน" ของประชาชน สำคัญกว่าการรักษา “รัฐธรรมนูญ” จากการทำรัฐประหาร
พรก.ฉุกเฉิน ออกใช้ในสมัยใครยังแกล้งโง่อีก อีกอย่าง ผมก็กินดีอยู่ดี มีความสุขตามอัตภาพ ถ้ามีมาตรา 112 ประชาชนจะลงแดงตายเหรอครับ ไอ้ที่จะลงแดงตายก็คือพวกด่าเจ้า ใส่ร้ายเจ้านี่แหละ
5. มาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง สลิ่ม มีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านสื่อ เวทีเสวนา การเมืองบนท้องถนน และนิสัยประจำตัวของพวกเขาคือมักจะอ้างจริยธรรม อ้างคนดี ความดี ใน concept “ธรรมะชนะอธรรม” อยู่เสมอ หรืออ้างธรรม อ้างความเสียสละ อ้างความดีนานาประการนำหน้าในการต่อสู้ทางการเมือง ในทางตรงข้ามก็ประณามอีกฝ่ายว่าไร้จริยธรรม เป็นคนเลว เป็นคนขายชาติ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ และความมั่นคงของประเทศ
เรื่องนี้ต้องวัดกันที่ความจริงที่เห็น ว่าดีจริง เลวจริง หรือเปล่า ไม่ใช่แค่วาทกรรมยั่วยุตอกลิ่ม หรือปลุกเร้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ใครทำชั่วต้องถูกเปิดโปงด้วยหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ใครทำดีต้องได้รับการยกย่องด้วยใจจริง
แต่จริยธรรมของพวกเขาคืออะไร ธรรมะที่พวกเขาอ้างถึงคืออะไร แม้แต่พวกเขาเองก็ยังดูจะสับสนอยู่ ยกตัวอย่างสลิ่มตัวพ่ออย่างจำลอง ศรีเมือง ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทีวีไทย เมื่อเร็วๆนี้ สรุปใจความสำคัญได้ว่า “ตัวเอง”เป็นคนที่ไม่ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ยึดติดเรื่องโลกธรรม ที่ยอมลำบากนานัปการมานอนมากินกลางถนนหลายๆ ครั้งในการก่อม็อบแบบ “มืออาชีพ” ที่ผ่านมานั้น เพราะต้องการทำความดีใช้หนี้แผ่นดิน เนื่องจาก “ตัวเอง” เรียนโรงเรียนหลวงมาตลอด เจริญก้าวหน้ามาเพราะบุญคุณของแผ่นดิน จึงต้องการต่อสู้เพื่อให้การเมืองดีขึ้นตามความคิดของ “ตัวเอง” คือ การเมืองเก่าแบบเลือกตั้งอย่างเดียวถึงทางตัน ต้องมีระบบอื่นที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งด้วย
จำลองหมดราคาไปนานแล้ว
จะเห็นว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสลิ่ม คือการยึด “ตัวเองเป็นศูนย์กลาง” คือยึดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนได้ประโยชน์จากแผ่นดินมาก่อนจึงต้องใช้หนี้แผ่นดินด้วยการต่อสู้ทาง การเมืองตามแนวทางของตัวเองคือ ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่ไม่ให้ความสำคัญกับระบบการเลือกตั้งอย่างยอมรับ ความเสมอภาคของสิทธิทางการเมืองคือ “1 คน เท่ากับ 1 เสียง”
ดูเผินๆ เหมือนสลิ่มเคร่งศาสนา มีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ปล่อยวาง ไม่มีตัวกู ของกู ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงใดๆ ต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ถ้าดูให้ชัดๆ ในทุกขั้นตอนของสลิ่มมันมี “ตัวกูเป็นศูนย์กลาง” ตลอด คือมี “ตัวกูที่เป็นคนดี” (ตามนิยามของพวกกู) มาทำ “หน้าที่ของตัวกู” คือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน (ของใคร? ไม่รู้ว่าประชาชนอยู่ไหน?) ด้วยการทำการเมืองตาม “แนวคิดของตัวกู” (เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยตัวกูไม่สน)
มาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของแดงก็ไม่ต่างกัน ยึดถือว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย ทั้งที่พฤติกรรมที่แสดงออกตรงกันข้าม "ประชาธิปไตยแต่ปาก" เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ไม่สนใจ อย่างการทุบรถ การละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วยกำลัง ด้วยการข่มขู่ เป็นเรื่องที่แดงรับได้
(จะว่าไปแล้ว นักต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่อ้างศาสนา อ้างธรรมะ หรืออ้างว่าตนเองเป็นคนดี เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น เขาต่อสู้โดยไม่มีตัวกูด้วยซ้ำ เพราะตัวตนของเขาถูกละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคม เขาจึงไม่เคยยกความเป็นคนดี ยกความมีศีลธรรมสูงส่งของตนเองข่มคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วตั้งหน้าประณามว่าคนอื่นเลวทราม ไร้จริยธรรม ทว่าเขาต่อสู้ด้วยความคิด เหตุผล หลักการ อุดมการณ์เพื่อปวงชนอย่างชัดเจน)
6. มาตรฐานการยืนยันประชาธิปไตย สลิ่ม ระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อมวลชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่รับเป็น คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) เป็นสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญํติแห่งชาติ) และเป็นสมาชิก สสร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า “มีความอยาก” ในตำแหน่ง แต่เห็นว่ายังไงรัฐประหารก็เกิดแล้วแม้ไม่อยากให้เกิด ฉะนั้น ควรถือโอกาสเข้าไปพลิกวิกฤตด้วยการช่วยกันคิดช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนผลงานของพวกเขาเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องบรรยาย ที่แน่ๆ คือทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ล้วนแต่ทำให้ระบบอำมาตย์เข้มแข็ง และทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ
ช่างกล้ามาก บอกว่า "สถาบันการเมืองอ่อนแอ" อ่อนแอที่ไหน สถาบันการเมืองเข้มแข็งต้องแทรกแซงองค์กรอิสระ ซื้อตัว ส.ส. ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ รวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่คนๆ เดียว เหรอครับ
หากจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีมวลชนสลิ่มเรียกร้องและสนับสนุนรัฐประหารทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อำมาตย์ก็ไม่มีทางกล้าทำรัฐประหาร และหากไม่มีนักวิชาการแถวหน้า สื่อมวลชนสลิ่มร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ก็คงไม่มีทางที่อำมาตย์ และพรรคการเมืองสมุนอำมาตย์จะย่ามใจกล้าสั่งให้ใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในปีที่ผ่านมา
รัฐประหารเกิดจากอะไร ถ้าไม่มีมวลชนไม่ว่าสีไหนสนับสนุนนักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น และรัฐบาลไม่สร้างเงื่อนไขเอง ทหารก็ไม่กล้าทำอยู่แล้ว และตอนเสื้อแดงเผาเมืองนั่นน่ะ สุรยุทธ์เป็นนายกฯ เหรอครับ ถึงบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร
อย่าห่วงเรื่องรัฐประหารเลย ห่วงเรื่องสงครามกลางเมืองเถอะ
แต่มันเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” อย่างยิ่งที่สลิ่มพวกนี้กระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างที่ว่ามาด้วยข้ออ้างว่า จะแก้ปัญหาวิกฤต พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น แต่พวกเขากลับดาหน้าออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่ให้รัฐบาลออกกฎหมายล้างผลพวกของรัฐประหาร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกให้เอาผิดกับรัฐประหารได้เมื่อบ้านเมืองกลับ สู่ความเป็นประชาธิปไตย
กลุ่มนิติราษฎร์ทำเพื่อใคร ?
จึงหมายความว่า การยืนยันประชาธิปไตยของบรรดานักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อสลิ่มเหล่านี้ คือการยินดีเข้าร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายทำรัฐประหาร แต่ปฏิเสธ คัดค้านข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร
ไม่ใช่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารหรอก ฝ่ายสนับสนุนนักการเมือง คนๆ เดียวเท่านั้น
7. มาตรฐานการตรวจสอบอำนาจสาธารณะสลิ่มเรียกร้องให้วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่สนับสนุนให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ กระนั้นพวกเขายังชอบนำนักการเมืองไปเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์เสมอ เพื่อขับเน้นภาพความดีของสถาบันและภาพความเลวร้ายของนักการเมือง หมายความว่าพวกเขามีทัศนะต่อความดีและความชั่วดังกล่าวนี้ในลักษณะโรแมนติก อย่างยิ่ง ประมาณว่าเพียงเอ่ยคำว่า “บ้านของพ่อ” ก็ซาบซึ้งน้ำตาไหลได้ง่ายๆ ทว่าเพียงแต่เอ่ยถึง “นักการเมือง” ก็สะดุ้ง ขยะแขยงความเลวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยชื่อ “ทักษิณ” ก็ก็แทบจะหาน้ำบ้วนปากแทบไม่ทัน
แล้วพฤติการณ์ของคนที่อ้างประชาธิปไตย มันวิจารณ์ ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ที่ไหนกันล่ะครับ แล้วทักษิณเลวจริงมั้ยครับ
ทั้ง หมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดแบบสลิ่ม ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา และฐานะการงานดี และมีอิทธิพลชี้นำสังคม
http://www.prachatai...l/2011/11/38026
...............................................
ตามนี้ครับ ผมเป็นสลิ่มดีกว่าเป็นขนมปังน้ำแดง
- G-GEAR53 and ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่ like this
ถึงผมจะเป็นคนหัวขบถ แต่ไม่คิดทรยศบุญคุณแผ่นดินเกิด
เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ใช่ใบอนุญาตทำร้ายประเทศชาติ
#14
Posted 27 November 2011 - 21:30
- มารุจัง, -3- and ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่ like this
#15
Posted 27 November 2011 - 21:31
ถึงผมจะเป็นคนหัวขบถ แต่ไม่คิดทรยศบุญคุณแผ่นดินเกิด
เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ใช่ใบอนุญาตทำร้ายประเทศชาติ
#16
Posted 27 November 2011 - 21:31
#17
Posted 27 November 2011 - 21:32
#18
Posted 27 November 2011 - 21:34
#19
Posted 27 November 2011 - 21:35
Fri, 2011-11-25 21:35
ทักษิณ” ที่เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินต้องกลับมาติดคุกให้ได้
ปานนี้ยังไม่มีแดงตัวไหนมาตอบผมเลยว่า ทำไมต้องให้วันสิ้นปีของปีนั้นเป็นวันทำงาน
#20
Posted 27 November 2011 - 21:38
#21
Posted 27 November 2011 - 21:38
เอาง่ายๆ ข้อมูลข้อแรกก็เพี้ยนแล้วครับ
- David_GinoLa, อู๋ ฮานามิ, butadad and 1 other like this
╱/(っ◕ ‿‿◕)っ Hello, I'm a Kyubey /人◕ ‿‿ ◕人\
╱/(っ◕ ‿‿◕)っ Please Make a contract with me and become a Magical girl! /人◕ ‿‿ <人\
ข้าพเจ้าขอสนับสนุนท่านผู้นำที่น่ารักที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!!! Heil Lertih Adolf!! Heil Lertih Adolf!! Heil Lertih Adolf!!
#22
Posted 27 November 2011 - 21:42
จะเป็นสลิ่มทั้งทีมันยากเหลือทน
เป็นเสื้อแดงง่ายกว่า แค่หน้าด้าน รักทักษิณ ก็เป็นได้แล้ว
เป็นนักรักประชาธิปไตยแม๊วๆ ก็ง่ายนิดเดียว.....
แค่กล้าเผาบ้านเผาเมือง
และสะดุ้งตกใจใส่แบรนด์เนม.....!
แต่เป็นบัตรเติมเงินอย่างมะแอฯคนนับเลขไม่ถึงยี่สิบ....
ต้องพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า 'มาร์ค 91 ศพ'.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#23
Posted 27 November 2011 - 21:56
ผมต้อง โง่ดักดาน สมองหมาน ปัญญาฟาย ใช่ไหม ถึงจะเป็นสลิมได้
จะเป็นสลิมไร้ใขมันได้ ต้องเชื่อว่าขวัญควายเป็นม๊อบรับจ้างที่ตาบอดซึ่งสีอื่นๆ มองเห็นแค่สีแดง.
รับจ้างได้ทุกสนาม หญ้า
#24
Posted 27 November 2011 - 22:11
แต่ถ้าเลือกอาหารได้ เลือกเป็น บัวลอยไข่หวานได้มะ
#25
Posted 27 November 2011 - 22:13
#26
Posted 27 November 2011 - 22:34
#28
Posted 27 November 2011 - 22:56
ผมต้อง โง่ดักดาน สมองหมาน ปัญญาฟาย ใช่ไหม ถึงจะเป็นสลิมได้
ถ้าคุณโง่ดักดาน สมองหมา(น) ปัญญาฟาย
แนะนำว่าไปเป็นนายกฯ ดีกว่า
- สงสารสาวจันทร์, kop16, wewe and 6 others like this
~ ทักษิณตาย เสรีไทยไชโย ~
#29
Posted 27 November 2011 - 23:04
#30
Posted 27 November 2011 - 23:04
ขอเป็น ลอดช่องสิงคโปร์ แล้วกันคับอร่อยชื่นใจ
#31
Posted 27 November 2011 - 23:08
ผมต้อง โง่ดักดาน สมองหมาน ปัญญาฟาย ใช่ไหม ถึงจะเป็นสลิมได้
ถ้าคุณโง่ดักดาน สมองหมา(น) ปัญญาฟาย
แนะนำว่าไปเป็นนายกฯ ดีกว่า
ฮ่าๆๆๆ ต้องให้ท่านโฟนอิน ณ ดูใบ และ หรือ ท่านเหลิม เจิมบั้นท้ายก่อนนะ ถึงจะได้เป็น นายกโง่
#32
Posted 27 November 2011 - 23:15
ถ้าควายแดงไม่สร้างสลิ่มขึ้นมา ควายแดงก็จะไม่มีเป้า
ไม่มีข้อแตกต่าง ควายแดงต้องหาข้อแตกต่าง ต้องหาเป้า
หาความแตกต่าง เพื่อให้ตัวเองดูดี ดูมีตัวตน ดูมีความสำคัญ
ดูว่าตัวเองนั้นถูกต้อง ... เท่านั้นเอง
- อู๋ ฮานามิ, G-GEAR53 and royalist like this
[color=#000080;]จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง[/color]
ผมเป็นกลางนะครับ[color=#000080;]
[/color]
#33
Posted 27 November 2011 - 23:15
อยู่กะเสื้อเหลือง (เขาให้) ผมเป็นเสื้อแดง
อยู่กะเสื้อแดง+เสื้อเหลือง (เขาให้) ผมเป็นสลิ่ม
ข อ ใ ห้ โ ช ค ดี ต่ อ ค ว า ม เ ชื่ อ ค รั บ
เราอยู่ด้วยกัน ยืนข้างกัน เดินไปด้วยกัน ด้วยเพราะเรามีมุมมองและเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน
จนกว่าจะถึงวันที่เราพบว่า เรามีจุดหมายปลายทางคนละตำแหน่งกัน
#34
Posted 27 November 2011 - 23:34
บทความที่กล่าวมา บอกได้คำเดียวว่า...บอกเหตุผลได้ "ควายยยยย" สมกับเป็นเสื่อแดงจริงๆ
ประชาธิปไตยแบบแดง: 1. ไม่ใช่แดง เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ 2. เสียงส่วนใหญ่ คือเสียงถูกต้อง 3. กฎพวกพ้องต้องเหนือกฎหมาย 4. เบื้องสูงมีไว้เหยียบย่ำ 5. ใครทำก็ผิด แต่แดงต้องไม่ผิด 6. คิดร้ายต่อทักษิณย่อมชั่ว 7. มั่วบิดเบือนหลอกพวกเดียวกัน 8. ปั้นน้ำเป็นตัวแล้วแถ
#35
Posted 28 November 2011 - 00:38
1. มาตรฐานเสียงส่วนใหญ่ สลิ่ม ถือว่า ม.112 ไม่ควรแก้ไข ไม่ควรให้มีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ โดยอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่รักสถาบันกษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันย่อมกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
แต่ในเรื่องการเลือกตั้ง สลิ่มย้ำเสมอว่ามันคือประชาธิปไตยสี่วินาที ไม่ใช่ว่าแค่เลือกตั้งแล้วจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเสียงส่วนใหญ่กับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกันประชาธิปไตย ที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามวิธีการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ระบบที่ดีอีกต่อไป มันเป็นการเมืองเก่าที่แก้ปัญหาไม่ได้ จำเป็นต้องเพิ่มระบบการสรรหาโดยคนส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่า เพราะเสียงส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่าเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า และหากจะให้ดีควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้ธรรมาธิปไตย(?) และควรเพิ่มพระราชอำนาจ
ฉะนั้น แม้รัฐบาลที่ผ่านมาและปัจจุบันจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ด้อยคุณภาพ เพราะอาจถูกซื้อหรือถูกหลอกก็ได้ ความอยู่รอดของรัฐบาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงสนับสนุน แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐานความพึงพอใจของเสียงส่วนน้อย ที่มีคุณภาพกว่าหรือไม่ หากไม่ เสียงส่วนน้อยย่อมมีสิทธิ์ล้มรัฐบาลนั้นได้ และล้มโดยวิธีใดก็ได้ แม้แต่ “วิธีรัฐประหาร”
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว “ความรู้สึก” ของประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายที่เข้มงวดอย่างยิ่ง เช่น ม.112 แม้ว่ากฎหมายนี้จะละเมิดเสรีภาพในการตรวจสอบบุคคลสาธารณะของประชาชนก็ตาม แต่ “รัฐบาล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกต้องถูกกำหนดความอยู่รอด-ไม่รอดโดยเสียงส่วนน้อย (ที่มีคุณภาพกว่า?)
แค่เรียกคนที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงว่า สลิ่ม มันก็มีจำนวนมากมายกว่าเสื้อแดงหลายเท่าแล้ว คนเสื้อแดงต่างหากที่เป็นเสียงส่วนน้อย![]()
มาตรา ๑๑๒ มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยมีรูปแบบดำเนินคดีตามกฎหมายหมิ่นประมาทเช่นบุคคลทั่วไป เหตุเพราะ พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะบุคคลผู้ซึ่งจะทำการฟ้องร้องใครได้และใครก็ไม่อาจฟ้องร้องได้เช่นกัน จึงให้เจ้าพนักงานเป็นผู้ฟ้องแทน แต่ไม่ได้ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ ตามพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธ.ค. ๔๘ การเข้าใจแบบเสื้อแดงจึงเป็นการเข้าใจที่ผิดอย่างร้ายแรง ที่บอกว่าการห้ามหมิ่นประมาท = ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ จึงมีเสื้อแดงจำนวนมากพยายามฝ่าฝืน กม. นี้ โดยการด่าทอให้เกิดความเสียหาย (ซึ่งถือว่าหมิ่นประมาทเช่นกัน) ซึ่งไม่ต่างกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป
ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย แต่ให้ตั้งที่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ประโยชน์ของคนใด กลุ่มใด ดังนั้นไม่ว่าใครจะได้มาเป็นรัฐบาล จึงต้องมีหน้าที่ในการดำเนินการไปตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้โดยเคร่งครัด และไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ การที่ใครจะได้มาเป็นรัฐบาลนั้นมาจากการเลือกตั้ง โดยแต่งตั้งจากที่ได้รับเสียงข้างมาก แต่ใช่ว่าจะดำเนินการอะไรตามอำเภอใจได้ทุกอย่าง จำเป็นต้องมีการตรวจสอบการทำงานโดยฝ่ายเสียงข้างน้อย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน ดังนั้น รัฐบาลที่ดีควรปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงและเสนอต่อรัฐสภาโดยเคร่งครัด และยินดีให้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า ใครมีคุณภาพ หรือคุณธรรมน้อยหรือมากแต่อย่างใดเลย
2. มาตรฐานความยุติธรรมโดยภาพรวมของสังคม สลิ่ม ไม่แคร์ว่าจะต้องออกมาเรียกร้องอย่างจริงจังให้ผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่านักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 และเมษา-พฤษภา 53 ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ “ทักษิณ” ที่เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินต้องกลับมาติดคุกให้ได้ และยอมรับได้กับการที่ชายชราคนหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์โดยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว ใครจะฆ่านักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปกี่ร้อยศพก็ไม่สำคัญเท่า หรือไม่ควรถูกประณามสาปแช่ง หรือควรถูกนำมาลงโทษให้สาสมเท่า “ใครด่าพ่อด่าแม่กรู”
เอาเรื่องมาผสมกันได้มั่วมาก แต่มีข้างบนเขาเฉลยไปแล้ว ขอไม่พูดซ้ำละกัน ....
ทักษิณเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดิน มันจะไม่แปลก ถ้า ทักษิณกับเมียเป็นชาวบ้าน ย่อมไม่ผิด แต่...ทักษิณเป็นพนักงานของรัฐ ในขณะที่เมียเป็นคู่ค้าของรัฐ ย่อมเป็นเรื่องที่ผิด เพราะเอื้อประโยชน์ให้กันได้ กม. จึงมีห้ามเรื่องนี้เอาไว้ ในเมื่อทักษิณตั้งใจทำผิด กม. เหตุใด ทักษิณไม่ยอมรับโทษตาม กม. ย่อมเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ จนขนาดมีคำกล่าวว่า คุกมีไว้ขังคนจน
มันเอาไปผสมกับคดีหมิ่นฯ ได้หน้าตาเฉยเลยวุ้ย คนแก่โดนคดีหมิ่นฯ ได้รับโทษ ๒๐ ปี มองเผินๆ อาจะจะไม่ยุติธรรม แต่ผมมองว่า หากเขาได้ทนายดีๆ ที่มีเหตุผลที่ฟังขึ้นแก่ศาล เขาอาจจะหลุดพ้นได้ เพราะพยานหลักฐานมันไม่เพียงพอที่จะระบุได้ชัดว่า "เขา" เป็นผู้ทำจริงๆ
มันเอามามั่วกับ นศ. ที่เรียกร้อง ปชต. กับ คนที่เผาบ้านเผาเมือง แล้วโดนยิงตายได้หน้าตาเฉย... ตั้งเหตุผลได้ควายมากๆ นศ. ไม่มีอาวุธ แต่พวกที่อ้างว่ามาเรียกร้อง ปชต. กลับมีอาวุธไว้ฆ่า จนท. แถมไปเผาบ้านคนอื่น ไปเผาสถานที่ราชการ ปล้น ทำลายทรัพย์สิน ไม่ต่างจากโจรก่อการร้าย แล้วจะเรียกว่าประชาชนผู้มาเรียกร้อง ปชต. เหรอครับ
3. มาตรฐานหลักนิติรัฐสลิ่มไม่แม้แต่จะตั้งคำ ถามว่า รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่ รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยเป็นการล้มหลักนิติรัฐหรือไม่ ฝ่ายทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตนเองมีหลักนิติรัฐรองรับหรือไม่ แต่สลิ่มยืนกระต่ายขาเดียวว่า รัฐบาลเพื่อไทย (ที่มาจากการเลือกตั้ง)จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทักษิณ (ที่ถูกทำรัฐประหาร) ย่อมเป็นการทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมือง ถึงอย่างไรก็ยอมรับไม่ได้ ต้องสู้อย่างถึงที่สุด
หมายความว่า หลักนิติรัฐของสลิ่มมีได้ในรัฐบาลที่ได้อำนาจรัฐมาด้วยวิธีรัฐประหาร และการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลเช่นนั้นก็มีความชอบธรรม แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความชอบธรรมที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร เพราะไม่มีหลักนิติรัฐอ้างอิงให้ทำเช่นนั้นได้
ประชาชนทุกคนในประเทศมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ หลักนิติรัฐก็คือรัฐบาลต้องปฏิบัติตามกฎหมาย การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายใน รธน.ฉบับปัจจุบัน แต่ในฉบับก่อนหน้า ผู้ทำรัฐประหารได้ยึดอำนาจได้สำเร็จ โดยไม่มีใครขัดขวาง จึงมีหน้าที่ออกกฎหมายโดยชอบแห่งอำนาจ การนิรโทษกรรมทักษิณ แม้จะถูกรัฐประหาร แต่เนื่องจากทักษิณมีคดีติดตัว โดยได้รับการพิพากษาแล้วว่ามีความผิด แต่ทักษิณกลับไม่มารับโทษ จึงเป็น "คนละกรณี" กับที่ถูกรัฐประหาร หากทักษิณต้องการให้การรัฐประหารเป็น "โมฆะ" ทักษิณจะต้องกลับมารับโทษเสียก่อน หลังจากได้รับโทษแล้วจึงจะสามารถฟ้องร้องเพื่อเอาผิดกับผู้ทำรัฐประหารได้ รัฐบาลไม่มี "หน้าที่" นิรโทษกรรมให้ทักษิณ เพราะ "ทักษิณ" ไม่เคยได้รับโทษหลังจากถูกพิพากษาแล้ว และการนิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อทักษิณขอ "อภัยโทษ" ด้วยตัวเองเท่านั้น คนเขียนจับแพะชนแกะได้เก่งจริงๆ
4. มาตรฐานการรักษากฎหมายสลิ่มย้ำเสมอว่า กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสลิ่มเห็นว่าเป็นความชอบธรรมแล้วที่รัฐบาลรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์แม้ ต้องฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมร้อยศพ และชอบธรรมแล้วที่จำคุกชายชราอายุ 61 ปี โทษฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐด้วยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี แต่สลิ่มไม่เคยแคร์ หรือไม่ออกมาต่อต้านอย่างจริงจังเลยในกรณีฉีกรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ในบ้านเมืองที่ยืนยันหลักนิติรัฐ นิติธรรมแบบสลิ่ม การรักษา พรก.ฉุกเฉิน (ที่ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ) ที่แลกด้วยชีวิตประชาชนจำนวนมาก และการรักษา ม.112 (ที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย) ที่แลกด้วย "ความเป็นคน" ของประชาชน สำคัญกว่าการรักษา “รัฐธรรมนูญ” จากการทำรัฐประหาร
การฉีกรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหาร ย่อมเป็นความชอบธรรมของผู้ที่ได้อำนาจ ที่ไม่เก็บกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อตัวเองไว้ ตามระบอบเผด็จการ การยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ก็ต้องยึดตามหลักของกฎหมายตามที่ผู้มีอำนาจได้ตราไว้ (มันอ้างเอาคนเผาบ้านเมืองเรียกร้อง ปชต.มาอ้างอีกแล้ว) การรักษากฎหมายจึงขึ้นอยู่กับ จนท. ผู้บังคับใช้กฎหมาย หากประชาชนไม่รักษากฎหมาย ก็ย่อมถูกควบคุมโดยกฎหมาย การมาเรียกร้องประชาธิปไตยโดยการละเมิดสิทธิ์คนอื่น แล้วถูกฆ่าตาย จึงไม่ใช่เหตุผลที่นำมาอ้างได้ เพราะตัวเองละเมิดกฎหมาย แต่อ้างว่าทำถูกกฎหมาย พรก.ฉุกเฉิน หากตอบแบบเกรียนๆ ก็คือ ทักษิณเป็นคนตรา กม.ฉบับนี้ขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว กม.ฉบับนี้ใช้สำหรับอำนวยความสะดวกให้ จนท.สามารถใช้อำนาจได้ตามกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายเพราะไม่อยู่ในสถานการณ์ปกติ ซึ่ง กม. ฉบับนี้ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลาย ก็มีใช้ทุกประเทศ เพื่อใช้บริหารประเทศในสภาวะฉุกเฉิน อันไม่ปกติ เช่น ภัยธรรมชาติ เกิดเหตุก่อการร้ายรุนแรง เป็นต้น ... แสดงว่า คนเขียนบทความนี้ ไม่เคยอ่านกฎหมายเลย จับแพะชนแกะสถานเดียว
5. มาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง สลิ่ม มีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านสื่อ เวทีเสวนา การเมืองบนท้องถนน และนิสัยประจำตัวของพวกเขาคือมักจะอ้างจริยธรรม อ้างคนดี ความดี ใน concept “ธรรมะชนะอธรรม” อยู่เสมอ หรืออ้างธรรม อ้างความเสียสละ อ้างความดีนานาประการนำหน้าในการต่อสู้ทางการเมือง ในทางตรงข้ามก็ประณามอีกฝ่ายว่าไร้จริยธรรม เป็นคนเลว เป็นคนขายชาติ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ และความมั่นคงของประเทศ
แต่จริยธรรมของพวกเขาคืออะไร ธรรมะที่พวกเขาอ้างถึงคืออะไร แม้แต่พวกเขาเองก็ยังดูจะสับสนอยู่ ยกตัวอย่างสลิ่มตัวพ่ออย่างจำลอง ศรีเมือง ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทีวีไทย เมื่อเร็วๆนี้ สรุปใจความสำคัญได้ว่า “ตัวเอง”เป็นคนที่ไม่ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ยึดติดเรื่องโลกธรรม ที่ยอมลำบากนานัปการมานอนมากินกลางถนนหลายๆ ครั้งในการก่อม็อบแบบ “มืออาชีพ” ที่ผ่านมานั้น เพราะต้องการทำความดีใช้หนี้แผ่นดิน เนื่องจาก “ตัวเอง” เรียนโรงเรียนหลวงมาตลอด เจริญก้าวหน้ามาเพราะบุญคุณของแผ่นดิน จึงต้องการต่อสู้เพื่อให้การเมืองดีขึ้นตามความคิดของ “ตัวเอง” คือ การเมืองเก่าแบบเลือกตั้งอย่างเดียวถึงทางตัน ต้องมีระบบอื่นที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งด้วย
จะเห็นว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสลิ่ม คือการยึด “ตัวเองเป็นศูนย์กลาง” คือยึดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนได้ประโยชน์จากแผ่นดินมาก่อนจึงต้องใช้หนี้แผ่นดินด้วยการต่อสู้ทาง การเมืองตามแนวทางของตัวเองคือ ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่ไม่ให้ความสำคัญกับระบบการเลือกตั้งอย่างยอมรับ ความเสมอภาคของสิทธิทางการเมืองคือ “1 คน เท่ากับ 1 เสียง”
ดูเผินๆ เหมือนสลิ่มเคร่งศาสนา มีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ปล่อยวาง ไม่มีตัวกู ของกู ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงใดๆ ต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ถ้าดูให้ชัดๆ ในทุกขั้นตอนของสลิ่มมันมี “ตัวกูเป็นศูนย์กลาง” ตลอด คือมี “ตัวกูที่เป็นคนดี” (ตามนิยามของพวกกู) มาทำ “หน้าที่ของตัวกู” คือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน (ของใคร? ไม่รู้ว่าประชาชนอยู่ไหน?) ด้วยการทำการเมืองตาม “แนวคิดของตัวกู” (เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยตัวกูไม่สน)
(จะว่าไปแล้ว นักต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่อ้างศาสนา อ้างธรรมะ หรืออ้างว่าตนเองเป็นคนดี เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น เขาต่อสู้โดยไม่มีตัวกูด้วยซ้ำ เพราะตัวตนของเขาถูกละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคม เขาจึงไม่เคยยกความเป็นคนดี ยกความมีศีลธรรมสูงส่งของตนเองข่มคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วตั้งหน้าประณามว่าคนอื่นเลวทราม ไร้จริยธรรม ทว่าเขาต่อสู้ด้วยความคิด เหตุผล หลักการ อุดมการณ์เพื่อปวงชนอย่างชัดเจน)
6. มาตรฐานการยืนยันประชาธิปไตย สลิ่ม ระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อมวลชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่รับเป็น คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) เป็นสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญํติแห่งชาติ) และเป็นสมาชิก สสร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า “มีความอยาก” ในตำแหน่ง แต่เห็นว่ายังไงรัฐประหารก็เกิดแล้วแม้ไม่อยากให้เกิด ฉะนั้น ควรถือโอกาสเข้าไปพลิกวิกฤตด้วยการช่วยกันคิดช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนผลงานของพวกเขาเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องบรรยาย ที่แน่ๆ คือทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ล้วนแต่ทำให้ระบบอำมาตย์เข้มแข็ง และทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ
หากจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีมวลชนสลิ่มเรียกร้องและสนับสนุนรัฐประหารทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อำมาตย์ก็ไม่มีทางกล้าทำรัฐประหาร และหากไม่มีนักวิชาการแถวหน้า สื่อมวลชนสลิ่มร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ก็คงไม่มีทางที่อำมาตย์ และพรรคการเมืองสมุนอำมาตย์จะย่ามใจกล้าสั่งให้ใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในปีที่ผ่านมา
แต่มันเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” อย่างยิ่งที่สลิ่มพวกนี้กระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างที่ว่ามาด้วยข้ออ้างว่า จะแก้ปัญหาวิกฤต พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น แต่พวกเขากลับดาหน้าออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่ให้รัฐบาลออกกฎหมายล้างผลพวกของรัฐประหาร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกให้เอาผิดกับรัฐประหารได้เมื่อบ้านเมืองกลับ สู่ความเป็นประชาธิปไตย
จึงหมายความว่า การยืนยันประชาธิปไตยของบรรดานักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อสลิ่มเหล่านี้ คือการยินดีเข้าร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายทำรัฐประหาร แต่ปฏิเสธ คัดค้านข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร
7. มาตรฐานการตรวจสอบอำนาจสาธารณะสลิ่มเรียก ร้องให้วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่สนับสนุนให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ กระนั้นพวกเขายังชอบนำนักการเมืองไปเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์เสมอ เพื่อขับเน้นภาพความดีของสถาบันและภาพความเลวร้ายของนักการเมือง หมายความว่าพวกเขามีทัศนะต่อความดีและความชั่วดังกล่าวนี้ในลักษณะโรแมนติก อย่างยิ่ง ประมาณว่าเพียงเอ่ยคำว่า “บ้านของพ่อ” ก็ซาบซึ้งน้ำตาไหลได้ง่ายๆ ทว่าเพียงแต่เอ่ยถึง “นักการเมือง” ก็สะดุ้ง ขยะแขยงความเลวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยชื่อ “ทักษิณ” ก็ก็แทบจะหาน้ำบ้วนปากแทบไม่ทัน
ทั้ง หมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดแบบสลิ่ม ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา และฐานะการงานดี และมีอิทธิพลชี้นำสังคม
สรุป...เลยละกัน... คนเขียนบทความนี้ไม่มีราคาใดๆ เลยครับ จับแพะชนแกะมั่วไปหมด ไม่รู้เนื้อแท้ของกฎหมาย ไม่รู้เจตนารมย์ของกฎหมาย ไม่รู้วิชาภาษาไทย ไม่รู้วิชาประวัติศาสตร์ ไม่รู้ตรรกศาสตร์ ไม่รู้แม้แต่กฎหมายเบื้องต้น เอาแต่ด่าวิพากษ์ ขาดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดอย่างสินเชิง
เขียนมาทั้ง ๗ ข้อ สรุปก็คือ ข้อเดียวกัน มีอะไรแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละข้อ ข้อสรุปเดิมๆ อ้างว่าประชาชนมาเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเอาไปมั่วกับ เหตุการณ์ในอดีต ซึ่งมันเป็นคนละกรณีกัน เพื่อจะบอกว่า...(ดูลายเซ็นผมละกัน) แค่นั้นเอง
- อู๋ ฮานามิ likes this
ประชาธิปไตยแบบแดง: 1. ไม่ใช่แดง เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ 2. เสียงส่วนใหญ่ คือเสียงถูกต้อง 3. กฎพวกพ้องต้องเหนือกฎหมาย 4. เบื้องสูงมีไว้เหยียบย่ำ 5. ใครทำก็ผิด แต่แดงต้องไม่ผิด 6. คิดร้ายต่อทักษิณย่อมชั่ว 7. มั่วบิดเบือนหลอกพวกเดียวกัน 8. ปั้นน้ำเป็นตัวแล้วแถ
#36
Posted 28 November 2011 - 00:50
เขียนเรื่องการเมือง : ดราม่า ,เขียนเรื่องสังคม : ดราม่า เขียนเรื่องบันเทิง : ดราม่า
แต่พอโพสเรื่องหื่น : มีความเห็นเป็นไปทางเดียวกันเสมอ >3<
#37
Posted 28 November 2011 - 00:55
#38
Posted 28 November 2011 - 02:35
อย่างไม่เคลือบแคลง และ สงสัย มากกว่า ทักษิณ อย่างแน่นอน
2. คำว่า มาตรฐานสังคม และ จริยธรรม มักจะถูกหยิบยก มาเป็น ข้ออ้าง เสมอสำหรับพวก อดีตแดงคอมมิวนิสต์ และ แดงคอมมิชชั่น รึจะบอกว่าไม่จริง !
ถาม? หากไม่ใช่ ทักษิณ แล้ว อุดมการณ์ของแดง คือ อะไร ?
3. มาตรฐานหลักนิติรัฐ การรัฐประหาร ให้ดอกไม้ ไม่ได้เสียเลือดเนื้อ ไม่ได้ น่ากลัวไปกว่า เผด็จการรัฐสภา บุฟเฟ่ คาบิเนต ของนักการเมืองคอรัปชั่น หรือ ประชาธิปไตย
แบบตั้งศาลเตี้ยกับ 2500 ศพ ด้วยสมมุติฐาน และ การยัดข้อหา ปราบยาฯ อีกทั้ง ตากใบ และ กรือเซะ ที่กระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่มี คำตอบ มิพักต้องเท้าความไปไกลถึง 14 ต.ค
4. มาตรฐานการยืนยันประชาธิปไตย " ..แมวนั้น ไม่สำคัญว่าสีขาว หรือ สีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็น แมวดี.." วาทะ อมตะ ของ เหมา เจ๋อ ตุง ถ้าเข้าใจตรงนี้ก็ไม่ต้อง
ถามถึง มาตรฐานประชาธิปไตย สลิ่ม คงเข้าใจดี แต่หากลองไปถาม แดงคอมมิชชั่น คงได้แต่ ส่ายหัว เพราะ ไม่แน่ว่า ประชาธิปไตยของเขา เพื่อปาก เพื่อท้อง หรือ เพื่อพวก
พ้องกู เท่านั้น !!!
5. มาตรฐานการตรวจสอบอำนาจสาธารณะ ... ค่อนข้างจะเพ้อเจอ มากไป หากไม่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยก็ว่าไปอย่าง จับประเด็นเป็นแพะ ชนแกะ มั่วไปจริงๆ สุดท้ายก็ไม่พ้น
วนเวียนกลับมาที่เดิม ... ทักษิณ ... หรือบางทีไม่แน่ว่า สำหรับคนที่ไม่ใช่ สลิ่ม มักจะคิดอะไรๆ ไม่เคยไกลไปกว่า " หัวแม่ตีนตัวเอง "
แมวนั้นไม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”
แมว“แมวนั้นไม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”
นั้นไ“แมวนั้นไม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”
ม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”แมวนั้นไม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”วแมวนั้นไม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”นั้นไม่สำคัญว่าสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ ก็ต้องถือว่าเป็นแมวดี”
#39
Posted 28 November 2011 - 02:43
- Leonet for VENDETTA likes this
#40
Posted 28 November 2011 - 08:23
พวกพันธมิตรเสื้อเหลือง
#42
Posted 28 November 2011 - 08:43
รัก "พ่อ" (ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต) -- ปลื้ม(ผลงาน)ของทหาร(บก) --- ชื่นชมหลายๆอย่างที่ ปชป ทำ ครับ
#43
Posted 28 November 2011 - 09:25
#44
Posted 28 November 2011 - 09:30
#45
Posted 28 November 2011 - 10:04
ส่วน สลิ่ม คืออะไรไม่ทราบ แต่ถ้าจะให้วิเคราะห์คงมาจากพวกเสื้อแดง ที่พยายามเปรียบเทียบฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น ซาหริ่ม เพราะมีหลายสี(หรือไม่มีสี) แต่เหตุผลกลใดที่เรียกและสะกดผิดเป็น สลิ่ม อันนี้ไม่ทราบ
จะเป็นเพราะด้อยการศึกษาหรือเปล่า ไม่ทราบ
จะเป็นเพราะฟังๆเค้ามา โดยไม่เคยใช้สมองใตรตรองหรือเปล่า ไม่ทราบ
จะเป็นเพราะไม่สามารถแยก ถูก-ผิด ได้หรือเปล่า ไม่ทราบ
จะเป็นเพราะมีเชื้อสายเขมรหรือเปล่า ไม่ทราบ
หรือ จะเป็นเพราะชอบการปกครองแบบเขมรหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ
แต่อย่างไรก็ดี ขอให้ทุกท่านที่เป็น "สลิ่ม" จะด้วยเพราะถูกยัดเยียดหรือสมยอมก็แล้วแต่ ได้โปรดช่วยกันให้ความรู้แก่ผู้ด้อยการศึกษาให้อ่านและใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องต่อไป.... ถือว่าทำบุญก็แล้วกันนะ
- -3- likes this
#47
Posted 28 November 2011 - 10:34
ด้วยการเอาข้อมูลมาปะติดปะต่อกันมั่วๆ...
นักวิชาการยุคนี้ก็ไม่ต่างจากพวกโอตาคุที่สนใจเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ
ไม่ใส่ใจสังคมจริงแวดล้อม แตกต่างตรงที่โอตาคุไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
แต่นักวิชาการสังคมศาสตร์ทำให้สังคมเสื่อม...
#48
Posted 28 November 2011 - 10:55
ดูเผินๆ เหมือนสลิ่มเคร่งศาสนา มีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ปล่อยวาง ไม่มีตัวกู ของกู ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงใดๆ ต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ถ้าดูให้ชัดๆ ในทุกขั้นตอนของสลิ่มมันมี “ตัวกูเป็นศูนย์กลาง” ตลอด คือมี “ตัวกูที่เป็นคนดี” (ตามนิยามของพวกกู) มาทำ “หน้าที่ของตัวกู” คือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน (ของใคร? ไม่รู้ว่าประชาชนอยู่ไหน?) ด้วยการทำการเมืองตาม “แนวคิดของตัวกู” (เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยตัวกูไม่สน)
(จะว่าไปแล้ว นักต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่อ้างศาสนา อ้างธรรมะ หรืออ้างว่าตนเองเป็นคนดี เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น เขาต่อสู้โดยไม่มีตัวกูด้วยซ้ำ เพราะตัวตนของเขาถูกละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคม เขาจึงไม่เคยยกความเป็นคนดี ยกความมีศีลธรรมสูงส่งของตนเองข่มคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วตั้งหน้าประณามว่าคนอื่นเลวทราม ไร้จริยธรรม ทว่าเขาต่อสู้ด้วยความคิด เหตุผล หลักการ อุดมการณ์เพื่อปวงชนอย่างชัดเจน)
อย่างจิตร ภูมิศักดิ์ น่ะเหรอ บรรลุแล้ว ปล่อยวางจากอัตตา ตัวกู ของกูไปแล้ว ? ไอ้คนเขียนบทความนี้มันเพ้อเจ้อ จิตรก็เป็นเพียงคนที่ยึดถือตำราลัทธิ marxism ว่าเป็น "สิ่งศักดิ์สิทธ์" ไม่เห็นมีความคิดล้ำลึกตรงไหน
คนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์น่ะเหรอ เหมา เจ๋อ ตุง ไงล่ะ พอได้อำนาจรัฐแล้วก็ฆ่าคนจีนไปซะ 40 ล้าน ถุย
- ดีแต่อ่าน likes this
#49
Posted 28 November 2011 - 11:01
#50
Posted 28 November 2011 - 11:40
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users












