เปิดใจ “สมจิตต์ ช่อง 7” นักข่าวหญิงเหล็กผู้กล้าด่า “เฉลิม” ซัด “ยิ่งลักษณ์” โง่น่าอาย
เธอไม่ใช่ “อั้ม พัชราภา” แต่นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก “สมจิตต์ นวเครือสุนทร” นักข่าวการเมืองหญิงเหล็กช่อง 7 หลังเจ้าตัวเปิดศึกซัดกับ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” แบบดุเด็ดเผ็ดถึงไส้ ขณะสัมภาษณ์เรื่อง “พ.ร.ฏ. อภัยโทษ” ด้วยการยิงคำถามที่แรงตรงประเด็นโดยไม่ลดละที่จะเอาคำตอบตามหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดี จนทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างท่านรองนายกฯฉุนแตก ตอกกลับว่าเธอฝักใฝ่พรรคประชาธิปัตย์ ด้านสมจิตต์ก็สวนกลับทันควันว่าจะฟ้องหมิ่นประมาท ก่อนจะปล่อยวลีเด็ดแห่งปี “ถ้าการที่ท่านกล่าวหาหนูว่าฝักใฝ่ประชาธิปัตย์ ไม่ใช่การหมิ่นประมาท แล้วถ้าหนูเรียกท่านว่าขี้ข้าทักษิณ จะเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่” ทำเอาวงแตก งานนี้ก็เลยถูกอีกฝ่ายประกาศแบนจะไม่ยอมให้สัมภาษณ์ถ้าวงนั้นมีนักข่าวรายนี้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอตะบันหน้านักการเมือง ถ้ายังจำกันได้ สมจิตต์ เคยยิงคำถามจนนายกฯหญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เดินหนี จนเสื้อแดงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กล้าขนาดนี้จนปีที่แล้วหลายคนยกให้เป็น “ผู้หญิงแห่งปี” แล้วเราจะพลาดไม่ไปทำความรู้จักได้อย่างไร
เธอคือรุ่นพี่ “อั้ม พัชราภา”
“เป็นคนจังหวัดฉะเชิงเทรา เรียนมัธยมที่โรงเรียนดัดดรุณี (เป็นรุ่นพี่อั้ม?) แต่รุ่นห่างไกลกันมาก (หัวเราะ) จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อยากเป็นนักข่าวมาตั้งแต่เด็ก แต่มาได้แรงบันดาลใจตอนเรียนอยู่ปี 2 เพราะพี่ชายเราขี่มอเตอร์ไซค์แล้วรถกระบะจอดอยู่แล้วเปิดประตูรถออกมาชน พี่เราหัวน็อคพื้นต้องผ่าตัดสมอง แต่ตำรวจไม่ยอมรับแจ้งความ ไม่ยอมลงบันทึกประจำวันไม่ยอมทำอะไรเลย แล้วก็กล่าวหาพี่ชายเราผิด”
“เราก็เลยเดินไปดูที่เกิดเหตุ พอไปดูมันจะมีรอยฉีดสีขาว แล้วที่ฉีดมอเตอร์ไซค์มันจะอยู่ตรงประตูเลย เราก็เลยเอ๊ะใจ เพราะเขาบอกว่าพี่ชายขับเร็ว แต่เราคิดว่าถ้าขับเร็วพี่ชายเราต้องกระเด็นไปไกลสิ ก็เลยกลับไปบอกตำรวจว่าไม่น่าจะใช่ขับเร็วนะ แต่ตำรวจก็ยืนยันว่ายังไงพี่ชายคุณก็ผิด เพราะว่าเข้าซ้าย เราก็บอกว่าถ้าพี่เราเข้าซ้าย แล้วเขาจะโดนประตูขวาเปิดมาชนได้ยังไง ตำรวจก็ขู่เราว่าถ้าขึ้นโรงขึ้นศาลยังไงคุณก็แพ้ แล้วมีปัญญาเหรอ นอกจากจะไม่รับแจ้งความยังปล่อยตัวผู้ต้องหาไปแล้ว”
“แต่เราก็ไม่ถอยเหมือนกัน ก็ไปโรงพักเพื่อพบตำรวจคนนั้นทุกวัน ประมาณเกือบ 2 อาทิตย์ แต่ไม่เจอเลย ก็เลยเขียนจดหมายร้องเรียนไปยังสารวัตรสน.นั้นว่าเกิดเรื่องแบบนี้ๆ แต่ไม่มีการรับแจ้งความ แต่เรื่องก็เงียบไปเป็นอาทิตย์ๆ อีก เราก็เลยเขียนจดหมายใหม่ คราวนี้เขียนถึงผู้กำกับ คือเลื่อนขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ (ยิ้ม) ผู้กำกับท่านก็บอกว่าจะจัดการให้ แล้วหลังจากนั้นตำรวจคนนั้นก็มาหาเราที่บ้านเลย และยอมรับว่ารับเงินผู้ต้องหามา 4 หมื่น แล้วก็บอกว่าจะช่วยค่ารักษาพยาบาลเรา 6 หมื่น และขอให้เราเอาจดหมายร้องเรียนออกไป เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะแป้ก 5 ปี เพราะเขากำลังจะย้ายไปเป็นสารวัตรสอบสวนที่จันทบุรี เราก็เป็นคนปากไม่ค่อยดี(หัวเราะ) ก็เลยบอกว่าไม่เอาเงิน และไม่ถอนจดหมายคืน เพราะว่าก็ดีแล้วที่ท่านไม่ได้ไปที่จันทบุรี แผ่นดินจะได้ไม่ทรุด เขาก็พยายามเกลี้ยกล่อม แต่เราไม่ยอม แล้วแม่เราก็กลัว เพราะหลังๆ เริ่มมีการข่มขู่ เราสงสารแม่ก็เลยยอมและจบเรื่องนี้ไป”
“เรื่องนี้ทำให้เราคิดว่ามันไม่มีความยุติธรรมเลยเหรอ แล้วคนๆ นึงถ้าจะหาความเป็นธรรมแล้วใจไม่สู้ เขาจะหาความเป็นธรรมได้จากไหน แล้วคนที่จะให้ความเป็นธรรมได้ดีที่สุดควรจะเป็นสื่อมวลชน แต่ตอนนั้นเราเรียนสื่อมวลชนอยู่แล้ว มันก็เลยยิ่งเป็นแรงขับให้อยากทำมากขึ้น”
เปิดตำนานบู๊ เรียนจบก็ฟัดกับเสธ.ทอ.
“พอเรียนจบก็ทำงานที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าเป็นที่แรก ที่เลือกทำนักข่าวการเมือง เพราะคิดว่าถ้าเราได้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ มันจะทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมค่อนข้างมาก ตอนทำที่แนวหน้าก็มีปัญหา เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนถ่าย รสช. มีทั้งการปฏิวัติ มีการสืบทอดทายาททหาร เราก็สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เสธ.ทอ.ท่านนึง ซึ่งโทรไปที่บ้าน แต่คนรับโทรศัพท์บอกว่าท่านไม่อยู่ แต่โดยเซ้นส์เรามั่นใจว่าเป็นท่านนั่นแหละ เราก็เลยชวนคุยไปเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็บอกจะไปถามนายก่อนว่าให้เราสัมภาษณ์มั้ย พอกลับมาก็เสียงเดิมเลย (หัวเราะ) เราก็คุยนานเป็นชั่วโมง เราก็เอากลับมาเขียน”
“แต่ที่เป็นปัญหาเพราะวันรุ่งขึ้นมันเป็นพาดหัวแนวหน้า ประมาณว่าเสธ.ท่านนี้พูดว่าการปฏิวัติเมืองไทย ไม่เป็นไรไม่เสียเลือดเนื้อ แล้วคอลัมนิสต์ต่างๆ ก็จะขยายผลจากตัวข่าว วิจารณ์ตัวของเสธ.ท่านนี้ แล้วช่วงนั้นท่านกำลังจะแคนดิเดตจะเป็น ผบ.ทอ. หลังจากนั้นประมาณอาทิตย์นึง สมัยนั้นจะเป็นเพจเจอร์ ไม่มีโทรศัพท์ ก็มีข้อความเข้ามาว่าให้เราไปพบเสธ.ท่านนี้ที่กองทัพอากาศ ตอน 10 โมงเช้า นี่คือเคสแรกที่เราโดน”
“พี่นักข่าวที่อยู่แนวหน้าจะไปเป็นเพื่อน แต่วันนั้นพี่เขาสาย แล้วเรากลัวไปไม่ทัน ก็เลยนั่งแท็กซี่ไปคนเดียว ถามว่ากลัวมั้ย ตอนนั้นมันเด็กก็เลยไม่คิดอะไร แต่พอไม่ถึงเรารู้ได้ทันทีว่ามาคุแล้ว เพราะพอเราเดินเข้าไปก็จะมีทหารที่อยู่ตรงป้อม เรียกชื่อเราเลย นั่นแสดงให้เห็นว่าน่าจะมีอะไรแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้จักหน้าเรารู้ชื่อเราได้ยังไง พอเดินเข้าไปก็มีทหารยศใหญ่เหมือนกัน ถามว่ากล้ามากนะที่มาคนเดียว เราก็เลยตอบไปแต่ไม่ได้พูดก้าวร้าวนะ เราก็เลยตอบว่าที่นี่มีอะไรน่ากลัวเหรอคะ ทำไมถึงมาคนเดียวไม่ได้ แล้วก็พาเราไปข้างบน แล้วรอนานมาก เหมือนใช้จิตวิทยากับเรา แล้วก็ให้เราเข้าไปในห้องประชุม แล้วก็มีนายทหารยศตั้งแต่พลตรีนั่งล้อมอยู่ แต่เสธ.ยังไม่มานะคะ แล้วก็มีทหารเอาเทปมาวางตรงหน้าเรา เราก็เลยบอกว่าจะสัมภาษณ์หนูไปลงศาลทอ.เหรอคะ(หัวเราะ)”
“เขาก็พยายามจะพูดให้เรารู้ว่าข่าวที่ออกไปมันส่งผลกระทบยังไงกับเสธ. เราก็บอกว่าไม่รู้ สักพักเสธ.ก็เข้ามา แล้วบรรยากาศก็เปลี่ยนไปเลย เพราะท่านก็จะพูดเล่นกับเรา แล้วก็บอกว่าเห็นเสียงหวานก็เลยหลงพูดไปไม่คิดว่าจะเอาไปเขียน ท่านก็ขอว่าเขียนแก้ข่าวให้หน่อยได้มั้ย เราก็ถามกลับไปว่าเนื้อหาข่าวที่ลงมีตรงไหนที่เขียนผิดไปมั้ย ท่านก็บอกว่าไม่ผิดหรอก แต่ไม่คิดว่าเราจะเอาไปเขียน เราก็เลยบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้อาจจะเป็นความผิดพลาดของหนูส่วนหนึ่ง เพราะปกติเวลาสัมภาษณ์แหล่งข่าวคนอื่นถ้าเขาไม่ให้ลงเขาจะบอกว่าออฟเรคคอร์ด แต่ตอนที่สัมภาษณ์ท่านก็ไม่ได้บอกว่าออฟเรคคอร์ดตรงไหน แต่เราก็ผิดที่ไม่ถาม เราก็เลยยืนยันไปว่าคงแก้ข่าวให้ไม่ได้ เพราะข้อมูลนั้นไม่ผิด แต่จะเขียนลงคอลัมน์อื่นในมุมนี้ของท่านที่เราเห็นละกัน”
“ตอนนั้นเราคิดว่าเราควรจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ท่านได้รับผลกระทบยังไง ก็หาทางออกให้ท่านด้วย แต่จะให้แก้ข่าวคงไม่ได้เพราะเท่ากับเราหลอกประชาชน เราก็เรียนท่านว่าถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนึงท่านอยากได้ความจริงหรือความเท็จ ท่านก็เลยเข้าใจและไม่คาดคั้นให้เราแก้ข่าว พอคุยเสร็จท่านก็ให้พระรอดมาองค์นึง (หัวเราะ)”
















