Jump to content


Photo
- - - - -

" 2555 จุดกำเนิด 2 ไทยใน 1 ประเทศ "


  • Please log in to reply
14 ความเห็นในกระทู้นี้

#1 b...

b...

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,567 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 13:16

" 2555 จุดกำเนิด 2 ไทยใน 1 ประเทศ " บทความ 3 ตอนจบ จาก เฟซบุค ของคุณไพโรจน์ จีรบุณย์


คุณไพโรจน์ จีรบุณย์ ผู้เขียนได้เกริ่นนำบทความไว้ดังนี้ค่ะ

ในช่วงเวลาที่เป็นมหามงคลของชาวไทย ขออนุญาตเผยแพร่ บทความที่เขียนขึ้นเพื่อ ให้คนไทย...ได้ร่วมกันสร้าง"สติ"...แล้วใช้"ปัญญา"...ได้ร่วมกันหยุด"ความเชื่อ"แล้ว...สร้าง"ความคิด"...ที่แท้จริง ของแต่ละท่าน ในการนำความร่มเย็น กลับสู่ผืนแผ่นดินไทย...โดย"ประชาชน"คนไทยทุกคน




" 2555 จุดกำเนิด 2 ไทยใน 1 ประเทศ " (ตอนที่ 1) บทความนี้ เขียนขึ้นเพื่อตอบแทน บุญคุณแผ่นดินเกิดเท่านั้น อย่าอ่าน ถ้าใจไม่กว้างพอ
ขอยืนยันว่า ทุกถ้อยคำในบันทึกนี้ ไม่ได้เขียนด้วย ความเกลียดชัง ดูถูก เหยียดหยาม บุคคลใดทั้งสิ้น ให้ทุกท่านที่ได้อ่าน ได้ใช้สติ ปัญญา ของแต่ละท่าน ใคร่ครวญเอง และทั้งหมดนี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ หรือ ข้อมูลวิชาการ ที่อ้างอิงความ...

โดย: ไพโรจน์ จีรบุณย์



บทความ ค่อนข้างยาว จึงขอไม่ quote มาให้ กรุณาตาม link ไปนะคะ

http://www.facebook....179207768837338

Making you happy is not my priority!      Michael Yon


#2 rakchart thai

rakchart thai

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 791 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:25

ขอณุญาตินำมาแปะให้นะครับ เผื่อวัหนึ่งลิงค์เกิดตายไป ..

ขอยืนยันว่า ทุกถ้อยคำในบันทึกนี้ ไม่ได้เขียนด้วย ความเกลียดชัง ดูถูก เหยียดหยาม บุคคลใดทั้งสิ้น ให้ ทุกท่านที่ได้อ่าน ได้ใช้สติ ปัญญา ของแต่ละท่าน ใคร่ครวญเอง และทั้งหมดนี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ หรือ ข้อมูลวิชาการ ที่อ้างอิงความถูกต้อง ของข้อมูล ในรายละเอียด เป็นเพียงการอธิบาย ความเข้าใจในภาพรวม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ของคนธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ไม่มี วุฒิทางการศึกษา วุฒิทางการเมือง วุฒิทางการบริหาร หรือวุฒิใดๆในสังคม ที่สูงส่ง นอกจากวุฒิของความเป็นคนไทยเต็มจิตวิญญาน ที่ใช้"สติ"เป็นที่ตั้ง ในการสังเกต เฝ้ามอง ค้นหาความเชื่อมโยง ความเป็นไปจากการกระทำ ของหลายคน หลายฝ่าย การพยายามประเมินเหตุ เพื่อธิบายผล ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย อย่างไม่มีวันหวนคืนเท่านั้น
แรงบันดาลใจที่ต้องลงมือเขียน ก็ด้วยเชื่อว่า เรากำลังจะ"สิ้นชาติ" ใน ทัศนคติของผม การสิ้นชาติในยุคสมัยนี้ ต่างจากที่เราคุ้นเคยกันโดยสิ้นเชิง และการสิ้นชาติของแต่ละประเทศ ก็ต่างกันไปตามเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ ไม่มีการรุกล้ำทางทหารจากต่างชาติ ไม่มีการโดนปกครองจากต่างชาติ ก็สิ้นชาติได้ เพราะฉนั้น การป้องกันการสิ้นชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องมีอาวุธ ไม่จำเป็นต้องใช้นักรบ ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง อาจใช้เพียงจิตวิญญานความรักชาติ ความพยายามในการหาสาเหตุ ความกล้าในการแสดงความคิด ด้วยสองมือและโน๊ตบุค 1 ตัว ก็หวังว่ามันจะได้ผลครับ
การสิ้นชาติไทยของเรา ในความคาดหมายของผม จะมีลักษณะดังนี้ ผู้คนกลุ่มใหญ่เกินครึ่งประเทศ แตกแยก เกลียดชังกันแบบที่สามารถทำร้ายเข่นฆ่ากันได้ โดยไม่ต้องโกรธเคืองกันส่วนตัว แต่เป็นความขัดแย้งทางการยึดติด"ความเชื่อ" การยึดติด"ประโยชน์" การยึดติด"เงื่อนไขทางการเมือง"(ทั้งที่เกืดขึ้นจริง ที่ถูกกล่าวอ้าง และที่ถูกสร้างขึ้นมา) ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เมื่อความรุนแรง การทำลายล้างเกืดขึ้นมาก และสะสมจนถึงจุดแตกหัก ก็ต้องแบ่งเขตแยกกันให้เด็ดขาด หรือทำลายอีกฝ่ายให้สูญสิ้น การสิ้นชาติในความหมายของผม ก็คือ ถึงแม้ชื่อประเทศจะคงเหมือนเดิม สภาพประเทศยังคงเหมือนเดิม สิ่งก่อสร้างยังคงเหมือนเดิม แต่"จิตวิญญานคนไทย และเรื่องเล่าที่น่าภูมิใจไปยังลูกหลานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"
จะเห็นว่าประเด็นที่เป็นสาเหตุหลัก ที่นำพา"ทุกคน"ไปสู่การสิ้นชาติคือ"ความเชื่อ" เราจะแก้ความเชื่อ ก็คงต้องเริ่มจาก"ความเข้าใจ"ถึงที่มาของเหตุ ที่อาจนำไปสู่การสิ้นชาติ เพื่อให้ทุกคนได้มี"สติ"พอที่จะเกิด"ปัญญา"ที่จะนำไปสร้าง"ความคิด" เมื่อได้ครบสามเหลี่ยมแห่งการตัดสินใจแล้ว ถ้าทุกท่านจะเลือกทำอะไร อย่างไร ประเทศไทยก็จะเป็นไปตามนั้น แต่อย่างน้อยทุกท่านจะได้ไม่ต้องประสบกับช่วงเวลา ที่จะต้องจมกับความรู้สึกทรมาน ในช่วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เมื่อสำนึกถึงสิ่งที่ทำลงไปกับ"ลูกหลานไทย"
ขอเริ่มจาก พัฒนาการของการเมืองไทย ด้วย พื้นฐานของประเทศที่มีประชาธิปไตย โดย"ประชาชนที่ต้องใช้สิทธิและเสียงโดยไม่มีความพร้อม" ทั้งในแง่ความเข้าใจพื้นฐาน เกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพ ตลอดจน บทบาท หน้าที่ ของประชาชนเอง ที่จะทำให้เกิด สำนึก ที่จะกลายเป็น สังคมประชาธิปไตย และกลายเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่มีความเข้าใจสืบทอดไปในแต่ละรุ่นได้เอง นี่ยังไม่ด้องพูดถึงแก่นที่แท้จริงของประชาธิปไตยในการอยู่ร่วมกัน ระหว่างเสียงส่วนใหญ่กับเสียงส่วนน้อยและอื่นๆอีกมาก ที่ยังมีคนไม่เข้าใจอีกมาก
ด้วยเหตุจากความไม่พร้อมทางการศึกษา และติดกับระบบการปกครองเดิม ที่เรามี"เจ้านาย"มาตลอด เพราะฉนั้น ปัญหาจึงเริ่มเกิด ตั้งแต่เราเริ่มมีการเลือกตั้ง เราไม่ได้เข้าใจว่า เราเลือกตั้ง"เพื่อหาคนที่จะมาทำงานให้เรา" เพื่อแก้ปัญหาและทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกัน โดยมีโอกาสในชีวิตเท่าๆกัน แต่กลับกลายเป็นว่า เราเลือกตั้ง"เพื่อเลือกเจ้านาย" เพื่อจะมาสั่งให้เราทำตามที่นักการเมืองคิด อาจมาช่วยเหลือบ้าง แต่ทั้งหมด "ก็ในฐานะเจ้านายอยู่ดี" โดยเฉพาะกับกลู่มคนที่ด้อยโอกาส ในสังคมไทย 2 กลู่มใหญ่ เกษตรกร และผู้ใช้แรงงาน ฐานล่างสุดของสังคม ที่แบกคนในทุกฐานะอาชีพมาตลอด แทบจะเรียกว่าเริ่มต้นมาจากไหน ก็แทบไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากไปจนรุ่นลูกหลาน อาจมียกเว้นในหลายคน หลายครอบครัว ที่ถีบตัวขึ้นมาจากฐานล่างนี้ได้ ซึ่งคงไม่ใช่จำนวนมากนัก แต่ต้องยอมรับว่า นี่คือกลุ่มคนที่น่ายกย่องในความสามารถ ที่สามารถแหวกออกมาจากการเป็นผู้ด้อยโอกาสได้
แต่ผลจากการที่เราไม่มี"วัฒนธรรมประชาธิปไตย" กลุ่มคนจากฐานล่างนี้ เมื่อมีโอกาส"ได้รับเลือกเป็นเจ้านาย"ก็ไม่ได้มีสำนึก ที่จะเช้าไปแก้ปัญหาให้กับกลุ่มฐานล่างที่ตนเองเคยอยู่ แต่กลับใช้ความเข้าใจ ในความต้องการของคนกลุ่มฐานล่าง ในการสร้างวัฒนธรรม ที่ทำลายประชาธิปไตย ด้วยการปลูกฝังความคิดที่ว่า"ถ้ารวมกลุ่มได้ใหญ่พอ แล้วเลือกผู้ที่สัญญาว่าจะทำในสิ่งที่ถูกใจ ให้กับกลุ่มคนกลุ่มนั้น เรือ่งอี่นของคนอื่นก็ไม่ต้องสนใจ"เพราะผู้ชนะเท่านั้น จะได้สิ่งที่ต้องการ การเลือกตั้งที่มีผู้แพ้ ผู้ชนะ ใทางการเมือง ก็เลยต้องเป็นศัตรูกัน(อยู่ลึกๆ) ได้ถูกปลูกฝังลงในสังคมประชาธิปไตยของไทย และงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ตามความอยากได้ในวัตถุ และคุณภาพชีวิตที่ดี ตามนิยามของสังคมในแต่ละยุค ประชาธิปไตยที่"วัดคุณค่าของนักการเมือง ด้วยสัญญาว่าจะให้"ก็กลายเป็นสิ่งที่คนฐานล่างเสพย์ติด นับแ่ต่นั้น
ด้วยวิธีในการได้"เจ้านาย"มาปกครอง โดยการหยิบยื่นให้เพื่อแลกเปลี่ยน นักการ เมืองของไทย ก็เลยถูกสร้างมาด้วยรูปแบบที่ต้องการอำนาจเพื่อเป็นเจ้านาย แล้วร่วมกับข้าราชการเลวโกงกิน เพื่อต้องการเงินไปหยิบยื่นผลประโยชน์ให้ชาวบ้าน ให้เลือกตนมามีอำนาจ เป็นวัฎจักรเช่นนี้ ไม่ได้มา"ทำงานเพื่อส่วนรวม" ถึงจะมีแต่ก็น้อยมาก จนไม่สามารถสร้างประโยชน์โภคผลใดๆ แต่กลับตอกย้ำภาพแห่งการ ใช้อำนาจหาประโยชน์จนชินชา เป็นที่สิ้นหวังโดยเฉพาะกับกลุ่มคนฐานล่าง "และความสิ้นหวังที่ถูกเพิกเฉย ทอดทิ้งจากเพื่อนร่วมชาตินี่เอง" ที่เป็นจุดเิ่ริ่มของการพลิกโฉมการเมืองของประเทศไทย ไปตลอดกาล
การมาถึงของทักษิณ นักธุรกิจผู้ปราดเปรื่อง ผู้ประกาศสร้างความมั่งคั่ง และฉุดดึงผู้คนที่หมดหวัง ให้ขึ้นมาพบกับความจริงยิ่งกว่าฝัน สามารถจับต้องได้ อย่างไม่เคยมีนักการเมืองคนใด คิดจริง ทำจริง มาก่อน ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้น จะมีข้อดี ข้อเสีย เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แต่ความจริงคือ ทักษิณ เข้าใจและเห็นในอีกมุม ของผู้ที่ถูกเพิกเฉยเหมือนไร้ค่าทางการเมือง ไม่เคยมีใครสนใจฟังอย่างจริงจัง ราวกับว่าพวกเขาไม่มีความคิด ไม่มีความเห็น เพราะไม่มีการศึกษา ไม่มีอนาคต แต่มี 1 เสียงที่ทรงพลัง ในวันเลือกตั้งเท่ากับทุกคนเท่านั้น ที่ผ่านมานักการเมืองต้อง"แอบซื้อเสียง ซื้อใจ ในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง"ด้วยเงินที่โกงมา แต่ทักษิณมีมุมมองไม่เหมือนใคร เขาจึง"ประกาศซื้อเสียง ซื้อใจ ในช่วงเวลายาวนาน ตราบที่เขายังมีอำนาจ"ด้วยเงินภาษิของคนไทยเอง ที่เราเรียกว่า"ประชานิยม"
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่มีใครคิดแบบทักษิณ คำ ตอบก็น่าจะมาจากเรื่องหลักๆดังนี้ นักการเมืองไทยชินกับการทำตาม หรือเอาแนวคิดของต่างชาติมา ไม่มีนักคิด นักแก้ปัญหาเชิงรุกที่แท้จริง ไม่มีความสนใจจริงจัง และมุ่งประโยชน์ส่วนตัว กับดูถูกประชาชน ว่าเป็นแค่เจ้าของประเทศวันเดียว ที่ผ่านมาก็ผลัดกันมีอำนาจ แบ่งประโยชน์กันได้ตามวิถีเดิมๆอยู่แล้ว นี่คือความประมาทของนักการเมืองอาชีพ นักการเมืองทั้งตระกูล ที่เป็นกันมายาวนานจนทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา อะไรที่ดำรงอยู่ด้วยวิถีเดิมๆ ย่อมมีจุดที่ผู้มุมมองอย่างตั้งใจกว่า จริงจังกว่า ลึกกว่า จะสามารถหาช่องในการสร้างความโดดเด่นได้ โดยเฉพาะถ้ามีทุนทั้งการเงินและชื่อเสียง
จุดกำเนิดของปัญหา การ มีนโยบายที่ฉีกล้ำของทักษิณ ทำให้เป็นที่จับตาของสังคมทุกระดับ ปัญหาที่แท้จริงเกิดจาก "การเริ่มเข้าสู่การมีอำนาจของทักษิณด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต" ที่ไม่เป็นสิ่งที่คุ้นเคย หรือมีใครกล้าทำมาก่อน อย่างเอิกเกริก ทั้งซื้อพรรคการเมืองเข้ามาทำให้กลายเป็นพรรคใหญ่ ทั้งมีคดีซุกหุ้นที่เป็นความไม่สุจริตที่ร้ายแรงมาก แต่ทุกอย่างก็ถูกปล่อยให้ผ่านไป ด้วยความเห็นชอบหรือเพิกเฉยของผู้คนทั้งระดับบน ไปจนระดับล่าง ด้วยเหตุที่ว่าทุกคนที่สนับสนุน ล้วนแต่มอง"ประโยชน์ส่วนตน"ที่จะได้รับ ทั้งทางตรง และทางอ้อม ด้วย"ความเชื่อ"ว่า การให้โอกาส คนที่ทั้งเก่ง ทั้งรวย และประกาศว่าจะไม่โกงกิน น่าจะเป็นความหวัง ที่หลุดจากความจมปลักอย่างที่ผ่านมาได้ซักที เรื่อง"เล็กๆน้อยๆ"บางเรื่อง ถ้าไม่มองข้ามบ้าง ก็จะเสียโอกาสได้คนเก่งๆมาบริหารประเทศ "นี่คือจุดที่สายน้ำไม่มีวันไหลกลับของประเทศไทย"
เมื่อเราอยากได้ทักษิณ เราก็ต้องยอมรับสิ่งที่ติดมากับทักษิณด้วย ทักษิณ เป็นคนที่..."พยายาม"คิดต่าง"ทำต่าง"... เป็นคนที่มองหา"ช่องทาง"ก่อน"วิถีทาง"... เป็นคนมอง"เป้าหมาย"ก่อน"ขั้นตอน"...เป็นคนที่"กล้าเสี่ยง"กับ"ผลลัพธ์ "...ด้วยความเป็นทักษิณ ที่เราอยากได้ในตอนแรก เมื่อถึงวันที่ทักษิณ "ทำทุกอย่างแบบทักษิณ" ผู้คนส่วนหนึ่งเริ่มมองไกล เริ่มตระหนัก เริ่มวิตก กับการนำพาประเทศไปในแบบทักษิณ เพราะสำหรับคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ ในผลกระทบที่จะเกิดในระยะยาว ต่างรู้ว่า ไม่ว่าทักษิณจะเก่งกล้า บริสุทธิ์ใจหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่า ทักษิณกำลังนำทุกคนในประเทศเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงแบบธุรกิจ ถ้าสำเร็จตามทักษิณคิด เราก็จะกลายเป็นประเทศบริโภคนิยมในทุกระดับ ภายใต้การมีภาระค่าใช้จ่ายที่บีบคั้น สูงลิ่วจนแบกรับไม่ไหว ทั้งยังมีโอกาสสูงมากที่จะสูญเสียสาธารณูปโภคพื้นฐาน และทรัพยากรธรรมชาติให้ต่างชาติอย่างถาวร ซึ่งจะแก้ไขไม่ได้อีกเลย จนกลายเป็นประเทศล้มละลายในที่สุด
ไม่ว่าสิ่งที่ทักษิณทำไปจะด้วยเจตนาดีหรือไม่อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรก ที่มีผู้นำที่พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศ ที่เคยมีปัญหาใหญ่ขั้นพื้นฐานภายในทั่วๆไป พรือวิกฤติจากภายนอก ก็แค่เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นระยะ ไม่เคยมีครั้งใดที่ประเทศ จะถูกดึงเข้าสู่เส้นทางความเสี่ยงอย่างสูง ด้วยเป้าหมายในการทำประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศพัฒนา โดยระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ ที่ทุนใหญ่จะกินทุนเล็ก อย่างไร้ปรานี และด้วยเหตุที่ทักษิณได้มีการกระทำในหลายวาระ ทั้งในและนอกหน้าที่ผู้นำประเทศ ที่สามารถเชื่อมโยงการได้ผลประโยชน์กับตนเองและพรรคพวก พร้อมไปกับทิศทางในการนำพาประเทศ มีเสียงทัดทานจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย กับแนวคิดการกระทำหลายอย่าง แต่ด้วยการซื้อพรรคการเมืองเข้ามาจนเข้มแข็ง ระบบการปกครองปรกติไม่สามารถหยุดยั้งทักษิณได้
ด้วยคุณลักษณะเฉพาะของทักษิณที่ไม่ฟังใคร ไม่ว่าจะเป็นการเตือนด้วยหวังดีต่อประเทศหรือไม่ ก่อให้เกิดแรงต่อต้าน ทั้งในแง่ความไม่ชอบส่วนตัว ความสงสัยในการทุจริต ความไม่พอใจในการทำให้ประเทศ เสี่ยงกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่ต้องการให้ประเทศไทยเจริญในแบบของตัวเอง ในแนวเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ดีกินดีโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ จนเสียหายต่อลักษณะเฉพาะของประเทศจนเกินไป นี่คือความขัดแย้งหลักของแนวคิดและทิศทางของประเทศที่แตกต่างกันคนละขั้วเลย ทีเดียว
กิดการรวมตัวของฝ่ายต่อต้านทักษิณ ใน ชื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม) เรียกว่าคนเสื้อเหลือง ซึ่งรวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์ต่อต้านทักษิณเหมือนกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน กลุ่มคนส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะ มีการศึกษา ตลอดจนคนที่มีความคิดที่มองไปข้างหน้าอย่างมีเหตุผล และไม่ยินดีกับการทำอะไรที่ผิดต่อกฎหมาย และเสียหายต่อประเทศชาติ ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะทำให้ประเทศไทยอยู่รอดในทุกสภาวการณ์ของโลก แต่แน่นอนมีแกนนำและผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่ง ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว และเป็นนักประท้วง หรือผู้จัดการชุมนุมมืออาชีพ
เมื่อเกิดคนต่อต้านทักษิณ ก็ต้องเกิดคนสนับสนุน คน เสื้อเหลืองได้ทำการชุมนุมขับไล่ทักษิณต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เกิดการรวมตัวของผู้สนับสนุนทักษิณ ที่มีความเชื่อว่าทักษิณเป็นคนเก่ง เป็นคนดีที่โดนรังแกจากผู้ที่เคยมีอำนาจ และต้องการแย่งอำนาจกลับไป การรวมตัวของกลุ่มนี้เกิดขึ้นมาในนามคนเสื้อแดง ที่ประกอบด้วย กลุ่มคนชั้นฐานล่างของประเทศ ทั้งเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน อาชีพรับจ้างต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ถูกทอดทิ้งอย่างสิ้นหวัง ในช่วงการปกครองที่ผ่านมา แต่มาได้ประโยชน์จากทักษิณเป็นครั้งแรก โดยถูกรวบรวมผ่านผู้นำกลุ่ม ผู้นำชุมชน ในหลายระดับ ภายใต้การดูแลของนักการเมืองฝ่ายทักษิณ และผู้สนับสนุนที่มีธุรกิจเอื้อประโยชน์กับทักษิณ ตลอดจนนักวิชาการ บุคคลชั้นกลางที่อยากให้ประเทศร่ำรวยด้วยวิธีใดก็ได้ จะได้ร่ำรวยไปด้วย
เชื่อว่าในเบื้องต้นทักษิณใช้คนเสื้อแดงเป็นพลังมวลชน เพียง เพื่อการสร้างพลังคานกับคนเสื้อเหลืองไม่ให้มีพลังกดดันรัฐบาลทักษิณมากเกิน ไป เพราะไม่สามารถใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่ได้ ในฐานะรัฐบาลประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับการชุมนุมโดยสันติ แต่เนื่องจากการจัดตั้งควบคุมมวลชนไม่ดีพอ หรืออาจต้องการปล่อยให้มีการปะทะของมวลชน เพื่อให้สามารถจัดการยุติการชุมนุมที่มีความวุ่นวายได้ จึงเกิดการปล่อยให้มวลชนสองฝ่ายปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย เป็นจุดเริ่มต้นของความบาดหมางระหว่างประชาชน เชื่อว่าครั้งแรกนี้ไม่ใช่ความจงใจของทักษิณ แต่นี่คือการค้นพบ"วิธีการเปลี่ยนคู่ขัดแย้ง" จากทักษิณกับฝ่ายต่อต้าน ไปเป็น"ความขัดแย้งระหว่างประชาชน ฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายสนับสนุน"อย่างเต็มตัว
เมื่อมีแนวโน้มว่าจะมีปรากฎการณ์ปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง ฝ่ายทหารจึงลงมือใช้สูตรสำเร็จในการจบปัญหาความขัดแย้ง คือปฎิวัติล้มกระดาน จัดการสะสางปัญหาของทักษิณในการมีอำนาจเกินไป แล้วค่อยเริ่มต้นกันใหม่ เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจะค่อยๆ ลืมๆกันไป ยอมๆกันไป ขอเพียงให้ทักษิณต้องถูกพิจารณาความผิด เดี๋ยวผู้คนก็คงลืมทักษิณไปเอง นี่คือการประเมินทักษิณผิดอย่างมาก ถึงแม้ทักษิณจะต้องหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ทักษิณก็สามารถใช้ทุกวิธืในการสร้างตัวตน ความคงอยู่ให้รับรู้ผ่านสื่อทั้งต่างประเทศ ในประเทศ ถึงผู้สนับสนุนตลอดเวลา โดยมีตัวช่วยจากความรู้ไม่เท่าทันของรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ช่วยสร้างข่าวให้อีกแรง ทักษิณจึงลงจากอำนาจบริหาร แต่กลับมีอำนาจเหนือการเมืองไทยต่อไป อาจจะมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครรู้การเคลื่อนไหวแท้จริง ความพยายามติดตามตรวจสอบ ก็เท่ากับเป็นการช่วยรายงานข่าวสารของทักษิณอย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างรอการลงจากอำนาจของรัฐบาลชั่วคราว ทักษิณใช้กลยุทธหลายอย่าง ที่ถนัดก็คือการสร้างประเด็นทางการเมือง ทางความเชื่อ เพื่อให้ผู้สนับสนุนไม่ยึดติดกับตัวทักษิณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความเชื่อบางอย่างให้ยึดติดด้วย คนเสื้อแดงเองก็ถูกนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างความภูมิใจในการต่อสู้ว่า ไม่ได้ต่อสู้ให้กับการเสียอำนาจของทักษิณ แต่สู้เพือความถูกต้อง เพื่อประชาธิปไตย โดยมีทักษิณเป็นตัวแทนของนักประชาธิปไตย ในชื่อว่า แนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(นปช) โดยคราวนี้ได้ระดมทั้งนักจัดการชุมนุม และผู้นำมวลชน ผู้นำกลุ่มต่างๆมาเดินตามยุทธศาสตร์ของทักษิณอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือทุกคนหวังประโยชน์จากทักษิณ ทั้งในแง่ผู้นำทางการเมืองที่มีคนนิยมที่ช่วยให้นักการเมืองในสังกัดได้รับ เลือกตั้งได้ง่าย ทั้งในแง่กลุ่มทุนที่เอื้อประโยชน์กัน ทั้งในแง่ของคนค้าขายที่เชื่อว่าทักษิณทำให้เศรษฐกิจดีค้าขายได้ดี สุดท้าย ประชาชนชั้นฐานล่าง ก็ยังคงไม่ลืมสิ่งที่ทักษิณมอบให้ ด้วยความรู้สึกจากใจจริงของคนเหล่านั้น แต่ก่อนถึงกำหนดเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบ ด้วยคดีทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก่อนการปฎิวัติ แต่ทักษิณก็ให้กำเนิดพรรคใหม่คือพลังประชาชนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
ในที่สุดพรรคการเมืองของทักษิณก็ได้กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งอย่างท่วมท้น ได้ จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวอย่างเด็ดขาด เป็นภาพสะท้อนที่ชีดเจนของความนิยมที่มากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากคนเสื้อแดง และประชาชนทั่วไปจำนวนมาก แม้ไม่ใข่เสื้อแดงแต่ก็อยากได้ทักษิณกลับมา ด้วยต่างเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องยอมรับว่าภาพผู้นำเก่งกล้าที่ถูกรังแกยังคงอยู่ เป็นภาพที่ใหญ่และมีการให้ความสำคัญมาก ต่อผู้สนับสนุนที่รักทักษิณจริงๆ แน่นอนความรู้สึกที่บริสุทธิ์เหล่านี้ ไม่ได้หลุดรอดจากการรับรู้ของทักษิณ และผู้ที่เกาะทักษิณที่มองเห็นโอกาส สร้างความสำคัญให้กับตนเอง ด้วยการเกาะกระแสรักทักษิณที่ปรากฎอยู่ ทั้งผู้จัดการชุมนุม ผู้ที่เป็นนักเรียกร้องประชาธิปไตย นักวิชาการ คนดังต่างๆ ล้วนแล้วแต่เห็นโอกาสทองครั้งนี้
คนเสื้อเหลืองจัดการชุมนุมประท้วงอีกครั้งต่อรัฐบาลพลังประชาชน ด้วย ความไม่พอใจต่อนโยบายเอื้อทักษิณ โดยเข้ายึดทำเนียบ แม้ นายสมัคร สุนทรเวช ถูกออกจากตำแหน่งนายก แล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกแทน การชุมนุมก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนลุกลามไปสู่การปิดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แม้กระทั่งคนเสื้อเหลืองเองส่วนหนึ่ง ก็ไม่อยากร่วมด้วย ขณะเดียวกันก็มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง เรียกร้องประชาธิปไตยควบคู่กันไปและสนับสนุนรัฐบาล แต่ไม่มีการปะทะกันของมวลชน อาจเมื่องจากเป็นช่วงสร้างและขยายฐานมวลชนขดงคนเสื้อแดง จึงต้องรักษาภาพและความปลอดภัย มีเฉพาะปรากฎการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่คนเสื้อเหลืองเป็นระยะแทน จนกระทั่งมีการยุบพรรคพลังประชาชน การชุมนุมจึงยุติลง
ในช่วงก่อนรัฐบาลพลังประชาชนถูกยุบ ถือเป็นช่วงทีต่างฝ่ายต่างสร้างฐานมวลชนอย่างเต็มที่ โดยผ่านสื่อหลักคือทีวีดาวเทียม แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายเสื้อแดงที่มีการพัฒนาเป้าหมาย มีการจัดการที่ดี มีระบบ มีการสร้างวาทกรรม สร้างเงื่อนไข(จริงบ้างเท็จบ้าง)ให้มวลชนมีเป้าหมายร่วมในการต่อสู้ โดยที่แท้จริงแล้วมวลชนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ถูกครอบงำจนเหมือนกับว่าเป็นความคิดตนเอง เป็นผลงานที่ได้ประสิทธิภาพมากของทีมงานทักษิณ ในขณะที่คนเสื้อเหลือง ก็ใช้ข้ออ้างความรักสถาบันเป็นหลัก จนกลายเป็นจุดอ่อนในการยั่วยุอย่างได้ผลของทักษิณ นอกจากนั้นก็มีแต่ข้อกล่าวหาทักษิณเดิมๆ ไม่มีการสร้างเป้าหมายที่พัฒนาในเชิงการดำเนินการ เชิงยุทธศาสตร์ ลักษณะเด่นของเสื้อเหลืองคือ อดทน ยืดเยื้อ ดื้อแพ่ง เป็นรูปแบบเดิมๆตลอด และจะตอบโต้กับทักษิณทันทีโดยเฉพาะเรื่องสถาบัน โดยไม่มีการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียก่อนทุกครั้ง
ประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมที่มาจากส่วนหนึ่งของพลังประชาชนเดิม ทันที ที่ตั้งรัฐบาลก็พบกับการต่อต้านจากเสื้อแดงในช้อกล่าวหาว่า เป็นรัฐบาลที่ปล้นอำนาจมา มีการจัดการชุมนุมต่อต้านโดยยุทธศาสตร์ย้อนรอยเสื้อเหลือง ยึดทำเนียบ ปิดถนนจุดสำคัญๆ ล้มการประชุมนานาชาติ เป้าหมายเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาล ไม่สามารถบรืหารและดูแลความมั่นคงได้ ให้กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว และเนื่องจากความแค้นของประชาชน ที่รู้สึกว่าพรรคที่ตนเลือกมาจนชนะเด็ดขาด (แม้จะถูกยุบแต่ก็ได้ตั้งพรรคเพื่อไทยขึ้นมาใหม่) กลับไม่ได้เป็นรัฐบาล บวกกับ การครอบงำทางความคิดอย่างเป็นระบบ ที่ปลูกฝังผ่านการสร้างเรื่องราว สร้างความรู้สึกร่วม สร้างความเกลียดชัง ก่อให้เกิดการจลาจลทั่วไปใน กทม. ในครั้งนี้คาดว่าฝ่ายทักษิณใช้สูตรสำเร็จ ในการสร้างความเสียหาย โดยเชื่อว่าทางรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งอาศัยทหารออกมารักษาสถานการณ์ จะต้องเกิดความรุนแรงตามธรรมชาติของทหาร ที่ไม่ถนัดกับการควบคุมการจลาจลอย่างที่ผ่านมา
แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ทักษิณคิด ผู้ชุมนุมที่กลายเป็นผู้ก่อการจลาจล ไม่บาดเจ็บล้มตายอย่างที่ทักษิณต้องการ ด้วย สาเหตูหลักๆคือ นายกอภิสิทธิ์ใช้การคิดวิเคราะห์ โดยเรียนรู้จุดอ่อนของปฎิบัติการณ์ทางทหารอย่างที่ผ่านมา ตัดเงื่อนไขที่อาจใช้เป็นข้ออ้างทุกเรื่อง และฝ่ายทหารเองมีการปรับตัวจากบทเรียนที่ผ่านมา มีการควบคุมที่เป็นระเบียบปฎิบัติ ป้องกันการล้มตายอย่างเคร่งตรัด มีลำดับขั้นตอนปฎิบัติชัดเจน มีการเผยแพร่ผ่านสื่ออย่างเปิดเผย มีการแถลงการณ์ทำความเข้าใจกับประชาชนตลอดเวลา จลาจลครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ความสามารถเชิงรับ และความนิ่งของอภิสิทธิ์ ในการแก้ปัญหาที่ท้าทายและเสี่ยงในทุกย่างก้าว ที่เชื่อว่าแม้ทักษิณและพลพรรคเองคงคาดไม่ถึง พร้อมกันก็เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนครั้งแรก ถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะของทักษิณ ที่ยอมเอาชีวิตของผู้ศร้ทธาในตน และความพินาศของบ้านเมือง มาแลกกับการกลับสู่อำนาจของตนเองและพวกพ้องให้ได้
หลังจากการก่อการจลาจลครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จในการล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์ ฝ่าย รัฐบาลเองกลับไม่มียุทธศาสตร์ในการทำความเข้าใจกับคนเสื้อแดง ที่บางส่วนโกรธแค้น บางส่วนแค่โมโห บางส่วนลังเล บางส่วนเฉยๆ บางส่วนรู้สึกผิด เป็นช่วงนาทีทองที่ควรจะมุ่งตรง ในการสื่อสารทำความเข้าใจกับคนเสื้อแดงโดยตรง ตัดทักษิณ และแกนนำ ที่หลอกหาประโยชน์จากมวลชนออกไปจากการพูดคุยนั้น เพื่อให้เห็นเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการกระทำ ของคนเสื้อแดง ที่มีผลต่อเพื่อนร่วมชาติ ให้เค้าเหล่านั้นกลับไปคิดเองว่า จะยอมให้ทักษิณและพรรคพวกหลอกใช้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องไปว่ากล่าวคนที่เค้าหลงรัก หลงเชื่อ ถ้าเค้าจะเห็น ต้องเห็นด้วยตัวเอง การที่รัฐบาลใช้วิธีการประนามทักษิณ กลับทำให้เข้าทางทักษิณเช่นเดิม ทักษิณโดนรังแกและใส่ร้ายอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์โง่เกินกว่าจะเข้าใจวิธีการพูดคุยตรงๆกับ ประชาชน
เมื่อรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ นี่คือนาทีทองของทักษิณ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล หลัง จากผิดพลาดในการก่อจลาจลอย่างหมดรูป แต่ทักษิณยังรู้ว่า ด้วยวิธีการสร้างข่าว สร้างราคาในตัวเขา ที่ยังคงมีประสิทธิภาพมากอยู่ และสิ่งที่ปลูกฝังลงในความประทับใจของคนเสื้อแดง ยังไม่มีใครชี้แนะให้เกิดการลบล้างออกด้วยคนเสื้อแดงเอง ฉนั้นไม่ยากเลยที่จะใช้จิตวืทยาขั้นสูงจากบรรดานักวิชาการรอบตัว ในการสร้างเงื่อนไข สร้างความมุ่งมั่น สร้างวีรกรรม ใส่ลงไปในความคืดของคนเสื้อแดงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต้องให้เป็นเหมือนคนติดยา ต้องเสพย์ความหวังและความสุข จากทักษิณเท่านั้น ใครที่ขัดขวางการได้รับยาทักษิณ ต้องถูกทำลายล้าง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้มีพระคุณต่อชาติบ้านเมืองมากมหาศาลแค่ไหน จงลืมอดีตที่ดีงาม มองหาอนาคตที่ร่ำรวยเท่านั้น
ด้วยบทเรียนจากการเรียนรู้และอ่านคู่ต่อสู้อย่างประชาธิปัตย์ และคนเสื้อเหลืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ที่ไม่ว่าจะมีความคิดดีแค่ไหน พยายามมากเท่าไร แต่ก็ยังเป็นความคิดที่อยู่บนร่องรอยตามที่เคยปฎิบัติเสมอ ยุทธศาสตร์ของทักษิณในการต่อสู้แตกหักก็คือคนไทยต้องเลือก ระหว่างสถาบันผู้ดูแลห่วงใยประชาชนแบบเดิมๆ กับทุนนิยมรักประชาชนอย่างทักษิณ ทักษิณปล่อยการแสดงออกที่ดูหมิ่นสถาบัน ออกมาเป็นระยะ ให้รัฐบาลประชาธิปัตย์และกลุ่มคนเสื้อเหลือง คนรักในหลวง วิ่งไล่ โวยวาย ด่ากลับตอบโต้คนเสื้อแดง แต่นี่คือสิ่งที่ทักษิณต้องการ ศัครูทางการเมืองของทักษิณ ที่ถูกสร้างความเกลียดชังมาตลอดเวลาจนฝังลึก ได้ถูกผูกโยงเข้ากับสถาบัน อย่างค่อยๆเป็นไปแต่ได้ผลยิ่งนัก เพราะฉนั้นในเมื่อเกลียด ประชาธิปัตย์ เกลียดคนเสื้อเหลือง ก็ต้องเกลียดสถาบันด้วย โดยไม่ต้องรู้สึกผิดในใจอีกต่อไป ไม่ว่าการรักในสถาบันจะมาจากใจบริสุทธ์หรือไม่ แต่การสู้รบทางความคิด การกระทำหลายอย่างที่ไม่มีการประเมินผลให้รอบคอบ มักต้องตกเป็นผลร้ายตามความประสงค์ร้ายของผู้ที่เข้าใจ และรู้จักอีกฝ่ายดีกว่าเสมอ
เมื่อทักษิณสามารถแยกประชาชนที่สนับสนุนตนออกจากสถาบันได้ การต่อสู้เพื่อทักษิณ ย่อมคล้ายกับคนติดยา ที่สามารถทำลายล้างทุกคนที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกปลูกฝังความเกลียดชัง ยิ่งเป็นเรื่องไม่ยาก และการปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่ ให้เข้ามาชุมนุมใหญ่ใน กทม. ด้วยข้อเรียกร้อง ที่เป็นเพียงข้ออ้างที่เปลี่ยนไปมาได้ เพราะการเข้ามาชุมนุม เป็นเพียงการต้องการนำคนที่มีความเกลียดชังโกรธเกรี้ยว ที่ถึงจุดอยากทำลาย มาอยู่ในภาวะกดดัน เพื่อสั่งสมพลังแห่งการประทุที่รุนแรง เช่นเดียวกับการนำดินระเบิดมนุษย์มาอัดแน่น อยู่ในภาชนะแห่งความคับแค้นที่ถูกสร้างขึ้นมาตลอดเวลา แล้วยังนำพาระเบิดมนุษย์เสื้อแดงตระเวณไปทั่ว กทม. โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างอัตราเร่ง ในการปะทะของมวลชนให้ก่อตัวและสั่งสมในมวลชนอีกด้านหนึ่งด้วย
จากการบีบคั้นรัฐบาลผู้รักษาความสงบให้ออกมาปะทะด้วย ซึ่งไม่ได้ผลจากคราวที่แล้ว คราวนี้จึงมีการเพิ่มอาวุธเข้าไปในฝ่ายเสื้อแดง สร้างความรุนแรงทางข่าวสาร และบรรยากาศที่ให้รู้สึกว่ามีการเอาชีวิตกันให้เกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่าย เพิ่มความมั่นใจในเหตุปะทะ ว่าต้องเกิดขึ้นให้ได้ และต้องมีคนตายให้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ก็ล้วนเป็นประโยชน์กับทักษิณทั้งสิ้น เพราะการกล่าวอ้างว่า เป็นรัฐบาลที่ทำให้มีคนตายจากการชุมนุม ทักษิณมั่นใจว่าได้เตรียมการในทางการออกข่าว ว่าจะต้องได้ผลในการปลุกระดม สร้างความเคียดแค้น ให้แก่มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายแน่นอน โดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดงที่สร้างข้อมูล การโดนกลั่นแกล้งเหยียบย่ำมาโดยตลอด ถ้ามีคนตายย่อมถูกสร้างความเชื่อและความคับแค้นได้ง่าย
และด้วยการตั้งรับที่ผิดพลาดมาโดยตลอดของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ใน ที่สุดยุทธศาสตร์ยึดเมือง ยั่วยุ ปั่นป่วน แบบไร้รูปแบบการชุมนุม ที่ทักษิณรู้ว่าถึงอย่างไรเมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้วยการยึดถือกฎหมายและความถูกต้อง ของบ้านเมืองตามแนวประชาธิปัตย์ ต้องเกิดการปะทะเพื่อควบคุมสถานการณ์แน่ๆ เมื่อถึงเวลานั้นจำเป็นต้องมีคนตายให้มาก จะให้จบลงแบบคราวที่แล้วไม่ได้อีก ด้วยไม่มั่นใจว่าฝ่ายทหารอาจอดกลั้นได้ ฝ่ายทักษิณจำเป็นต้องลงมือจัดการทั้งฝ่ายทหาร เพื่อกระตุ้นเลือดนักรบให้เข่นฆ่าผู้ชุมนุม เมื่อไม่ได้ผล เพราะทหารมีวินัย และห่วงผลกระทบบานปลาย ฝ่ายทักษิณที่ต้องการความบานปลาย ก็ต้องลงมือกับผู้ชุมนุมเสียเอง และในที่สุดฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็ได้ศพไปแห่ ตามความตั้งใจ มีข้อสังเกตสำหรับทุกคนว่า ความพยายามในการใช้ศพหาประโยชน์ กลับไม่มีผู้ใดในแกนนำรู้สึกถึงความเคารพต่อผู้วายชนม์อย่างที่ควร นอกเสียจากหาประโยชน์จากคนตายเท่านั้น
เหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้นต่อเนื่อง รุนแรง ยาวนาน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย ด้วย การกระตุ้นความโกรธเกลียด จากการรับฟังข้อมูลที่ถูกเรียงร้อย ให้เป็นเรื่องราวที่สร้างความเคียดแค้นชิงชัง แบบที่ไม่มีคนเสื้อแดงคนใดอยากค้นหาความจริงอีกต่อไป ขอเพียงได้ฟังอะไรที่คล้องตามความเชื่อที่สั่งสมมาตลอด ก็พร้อมที่จะกระทำการใดๆก็ตามที่แกนนำสั่ง เป็นความคลุ้มคลั่งน่ากลัวอย่างไม่เคยปรากฎ ยิ่งรัฐบาลใช้ความพยายามในการควบคุมสถานการณ์มากเท่าใด ก็จะถูกแกนนำเอาไปใช้สร้างเรื่องเพื่อสร้างแรงตอบโต้ให้รุนแรงมากขึ้นเท่า นั้น มวลชนเสื้อแดงจำนวนมหาศาล ที่เชื่อว่าจำนวนมากเข้าร่วมด้วยเจตนาดีต่อบ้านเมือง ตามความเชื่อของตน กลับถูกเหล่าแกนนำ เอาความศรัทธานั้น มาหาประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว อย่างน่าอนาถใจ


Posted Image


" 2555 จุดกำเนิด 2 ไทยใน 1 ประเทศ "(2)


ในที่สุดการจลาจลครั้งที่ 2 ของคนเสื้อแดง ก็ทำให้ทักษิณบรรลุจุดประสงค์ที่ทำให้เป้าหมายสุดท้ายไกล้มากขึ้น แม้ว่าหลังจากการก่อจลาจลลุกลามเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่ก็ใช้ความอดทน สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ แต่หลังการสลายตัวของผู้ชุมนุม คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งที่ถูกฝังหัว และนิยมความรุนแรงได้กระทำการวางเพลิงสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งใน กรุงเทพ และต่างจังหวัด ตามที่ทักษิณและแกนนำปลุกเร้าเอาไว้อย่างยาวนาน ตั้งแต่ก่อนเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพ ผลจากความรุนแรงที่ประชาชน ทำต่อประชาชนด้วยกันให้เกิดความเสียหาย สร้างความคับแค้นใจต่อกันอย่างมากมหาศาล ก่อให้เกิดรอยแยกในความเป็นคนไทยที่ร้าวลึก ที่ยากจะต่อติด ฝ่ายเสื้อแดงเอง ถูกครอบงำความเชื่อ ให้รู้สึกถึงการต่อต้านจากคนที่เกลียดทักษิณ ไม่เห็นใจคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่าอย่างไม่เป็นธรรม โดยรัฐบาล ฝ่ายคนเสื้อเหลือง และผู้ได้รับผลกระทบเสียหาย จากการจลาจล รู้สึกถึงคนเสื้อแดงว่าโง่ และเห็นแก่ตัว ใจร้ายต่อคนไทยด้วยกัน ที่ยอมทำลายบ้านเมือง เพื่อทักษิณ และนี่คือสิ่งที่ทักษิณต้องการอย่างมาก ความแตกแยกของคนไทย เป้าหมายต่อไปไกล้แค่เอื้อม


ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะยืดยาวแต่มีความจำเป็น ในการทำความเข้าใจ เพื่อ การคาดการณ์ของทุกท่าน ในการหาบทสรุปสุดท้ายด้วยตัวท่านเอง ผมขอจบการเรียบเรียงเรื่องราว และวิเคราะห์เบื้องต้น ในแต่ละเหตุการณ์ที่ผ่านมาเพียงเท่านี้ แต่นี้ไปคือการ วิเคราะห์และทำความเข้าใจ ในประเด็นที่สำคัญ ผ่านการคาดการณ์ของผม ในมุมมองที่ใช้"สติ" ในการ"สังเกต"เพื่อค้นหาความจริงด้วยตัวเอง จาก"การกระทำที่ต่อเนื่อง"ของ แต่ละฝ่าย มากกว่า"คำอธิบาย หรือการให้ข่าว"ผ่านการรับรู้สาธารณะ ที่กลายเป็นเครื่องมือ ในการสร้างความเชื่อ ที่ไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป ในสถานการณ์เช่นนี้


ถ้าคิดจะคาดการณ์ การกระทำของใคร คงต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจผู้นั้น โดย อ้างอิงจากการกระทำ ที่สะท้อนตัวตนได้อย่างที่ยากปฎิเสธ ในแง่ตัวบุคคล คนที่สร้างปรากฎการณ์ตลอดช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา ก็คงมีเพียงคนเดียว ที่ต้องวิเคราะห์


ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่อยู่เหนือการเมือง ชีวิต และอนาคตของไทย อย่างไม่น่าเชื่อ ผมไม่อ่านประวัติ ไม่หาข้อมูล ไม่ตีความคำพูด ไม่ลงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อวิเคราะห์ ผมเอาแค่เท่าที่เห็นจากภาพรวมกว้างๆ แต่ต่อเนื่อง ความสอดคล้อง หรือขัดแย้ง ในการพูด กับการกระทำ และการใส่ใจในผล ของการกระทำในแต่ละเรื่อง ผมเชื่อว่า ทักษิณ "ไม่เคยคิดหรือตั้งใจทำสิ่งที่เลว" อย่างที่หลายคนประณาม หรือเกลียดชังเป็นการส่วนตัว หรือจากการฟังการชี้นำ แล้วเกิดการคล้อยตาม หรือสังเกตเห็นด้วยตนเองก็ตาม ผมมั่นใจว่าทักษิณทำทุกอย่าง "ด้วยพื้นฐานความคิดเพียงว่าเป็นสิ่งที่ทำได้"เท่านั้น โดยหวัง"ผลที่ต้องการ จากการกระทำ" ไม่ได้ให้ความสนใจในการตีความ ดี เลว ถูก ผิด เหมาะสม ที่สังคมกำหนดไว้ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่สามารถจัดการได้ โดยพลังของการให้ข้อมูล ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ


ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่คนฉลาด อย่างที่หลายคนกล่าวขวัญ แค่เป็นที่มีความพยายาม ในการค้นหาและเชื่อมั่นใน "พลังมหาศาล ในการมองต่าง คิดต่าง ทำต่าง" ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จากความสนใจของผู้คนอย่างได้ผล ในโลกทุกวันนี้ อย่างที่คนจำนวนมาก ก็สามารถคิดได้ ทำได้ เข้าใจได้ แต่...สิ่งที่ทักษิณมี ต่างจากหลายคนก็คือ "การไม่มีกรอบ หรือข้อจำกัดใดๆ ในการคิดต่าง ทำต่าง" ซึ่งสิ่งนี้คือคำอธิบายว่า ทำไมทักษิณถึงสามารถ เดินนำความคิดของคนฉลาดๆทั้งบ้านเมือง ที่แม้คิดต่าง ทำต่าง แต่ยังมีกรอบทาง ความคิด ตามทฤษฏี ความดี ความเหมาะสม ผลกระทบระยะสั้น ยาว และข้อจำกัดในจิตใจที่แฝงอยู่อีกมาก..."แต่ทักษิณไม่มีสิ่งเหล่านี้" เขาจึงหลุดไปอยู่"ในจุดที่เหนือความคาดหมายได้ทุกเรื่อง" สำหรับผม คุณสมบัติเด่นข้อนี้ ไม่ถือเป็นความฉลาด แต่เป็นความ"เลือดเย็น"


ทักษิณ ชินวัตร ใช้พลังแห่งข้อมูลข่างสารอย่างเป็นระบบ เต็มประสิทธิภาพ เขาแยกการสื่อสาร ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ที่เน้นภาพความคิดต่าง ทำต่าง และเป้าหมายของเขา ให้อยู่ในภาพที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ดี เช่นคนทั่วไป...กับ วิธีการในการปฎิบัติ ใช้การคิดต่าง ทำต่าง และเป้าหมายที่ไร้กฎเกณฑ์ กติกาใดๆทั้งสิ้น เพราะฉนั้นถ้าทุกคนเข้าใจสิ่งที่กล่าวมานี้ แล้วลองกลับไปทบทวนทุกเรื่อง ที่ทักษิณทำ ทั้งทำด้วยตัวเอง ผ่านเครือญาติ ผ่านที่ปรึกษา ผ่านแกนนำแต่ละกลุ่ม แม้กระทั่งที่ผ่านมวลชนเสื้อแดงเอง จะพบว่าทุกเรื่องที่ทุกคน เคยมองว่าทักษิณพูดอย่าง ทำอย่าง ทำเรื่องที่รู้ทั้งรู้ว่า ต้องโดนต่อต้าน หรือโดนวิจารณ์ ทำเรื่องที่ให้เกิดประเด็นต่างๆ เหล่านั้น แท้จริงแล้วเกือบทั้งหมด เป็นเพียง"วิธีการ" ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เพราะเป้าหมายที่แท้จริง จะเกิดขึ้นเองทุกครั้ง จากกลุ่มที่รับข่าวสารเดียวกัน แต่เกิดความรู้สึกที่ตรงข้ามกัน ก็จะนำไปสู่เหตุการณ์ ตามที่ทักษิณต้องการเสมอ


ถึงตอนนี้ หวังว่าทุกท่านน่าจะได้"คำตอบ"แล้วว่า ใครคือผู้ที่ทำให้บ้านเมืองเข้าสู่วิกฤติ ทำ ให้สถานการณ์ เงื่อนไข ข้อขัดแย้ง ประเด็นต่างๆ ถูกพัฒนามาไกลและซับซ้อนขนาดนี้ ทำให้คนไทยแบ่งแยก เกลียดชังกัน อยากทำร้ายกันฆ่ากัน คำตอบที่บางท่านท่านคิดอาจไม่ตรงกัยผม ผมคิดว่าคำตอบคือ"ประชาชนคนไทย"ทุกคน "ไม่ใช่ทักษิณ" เพราะ ทักษิณไม่เคยทำตามที่พูดอยู่แล้ว ไม่เคยสั่งให้เกลียดกัน สั่งให้อยากทำร้ายหรือฆ่ากัน ไม่เคยสั่งว่าให้เกลียดสถาบัน ไม่เคยสั่งให้เกิดประเด็นข้อขัดแย้ง ทักษิณเพียงแต่พูดหรือทำ ในสิ่งที่คาดว่า ผู้คนแต่ละฝ่าย ที่รับข้อมูลข่าวสาร น่าจะเกิดปฎิกิริยาเช่นไร คิดอย่างไร และจะทำอะไรต่อตัวเอง และต่อผู้ที่คิดต่างกัน นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด ที่ทุกคนต้องยอมรับ "ทักษิณ มีข้อมูล เข้าใจและรู้จักคนไทยทุกกลุ่ม อย่างลึกซึ้ง มากกว่าที่เราเข้าใจตัวเราเสียอีก"


ผมขอคาดเดาเอาเองว่า สิ่งที่ทักษิณรู้จักคนไทยส่วนใหญ่ ไม่น่าจะน้อยกว่าผมดังนี้


1 คนไทยเชื่อง่าย เป็นสังคมแห่งความเชื่อ อาจอาศัยเพียงการสร้างเรื่องว่ามีที่มา ข่าววงในลับเฉพาะ การกล่าวอ้างจากผู้มีชื่อเสียง การเผยแพร่ในสื่อสาธารณะ การเผยแพร่หรือได้ยินซ้ำๆ แค่นี้ก็พร้อมจะเชื่ออย่างสนิทใจแล้ว ที่สำคัญ การปกป้องความเชื่อ ไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลใดๆ เมื่อเชื่อแล้วไม่ชอบการพิสูจน์ พิสูจน์แล้วก็ยังจะเชื่ออยู่ดี


2 คนไทยเชื่อตามกัน ไม่มีความมั่นใจ ในพื้นฐานทางความคิดของตนเอง ไม่ว่าจะมีการศีกษาหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน เพราะถูกสอนให้เชื่อตาม มากกว่าถูกสอนให้คิดต่าง อย่างมีเหตุผล การโฆษณาชวนเชื่อ จึงใช้ได้ผลกับคนทุกระดับ


3 คนไทยชอบยึดติด กับสิ่งที่สร้างความประทับใจ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ความจริงทั้งหมด ถ้ามีระบบการป้อนข้อมูลซ้ำๆ ที่มีระบบมีประสิทธิภาพ มีการคิดประเด็น ในการสร้างความประทับใจ สร้างอารมณ์ร่วม สร้างความผูกพัน สร้างความเป็นกลุ่มสาวกได้อย่างเหนียวแน่น ก็จะยิ่งจมลึกเข้าไปได้เรื่อยๆ การถอนตัวออกจาการยึดติดด้วยตัวเอง แทบเป็นไปไม่ได้


4 คนไทยไม่ยอมรับฟังความคิด หรือความชอบที่ไม่ตรงกับใจตน และจะรู้สึกต่อต้านเกลียดชังผู้ใดก็ตามที่ วิจารณ์ ตำหนิ ให้ข้อมูลที่ตรงข้ามกับความเชื่อของตน โดยเฉพาะกับตัวบุคคล อันเป็นที่รัก และเคารพ จะหาวิธีที่จะคัดค้าน มากกว่าที่จะหาเหตุผล หรือความเป็นไปได้ ของข้อมูลที่ขัดแย้ง


5 คนไทยคิดสั้น ไม่ชอบมองที่มา ไม่ชอบมองไปข้างหน้า ไม่ชอบคิดมาก ไม่ชอบลำบาก ชอบอะไรก็ได้ ที่ได้มาง่ายๆเร็วๆ ไม่ชอบและไม่สนใจผลกระทบต่อส่วนรวม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์เฉพาะหน้า แต่การแสดงออกจะตรงข้ามกับความจริง เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ และความชื่นชมจากคนทั่วไป


6 คนไทยชอบเพ้อฝัน ที่จะมี จะได้ จะเกิด สิ่งดีๆขึ้นได้ โดยไม่พิจารณาความเป็นจริง ความเป็นไปได้ ไม่ชอบไฝ่ฝัน เพื่อจะสร้างฝันด้วยตัวเอง ด้วยความเป็นจริงและข้อจำกัด


7 คนไทยไม่เคยมีผู้นำที่สร้างสรร ที่มีภาพความเชื่อมั่น ความโดดเด่น ความเก่งกาจ ให้เป็นที่รับรู้มาก่อน อย่างที่กล่าวมาในที่มาของการเมืองไทย ในระบอบประชาธิปไตย คนไทยได้พบแต่ผู้นำที่เป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ ที่ล้วนแต่มีแนวคิดเดิมๆ ซ้ำซากน่าเบื่อ สิ้นหวัง อย่างยาวนาน


8 คนไทยคุ้นชินกับการทุจริต ไม่ว่าการแสดงออกทางความคิด ต่อสาธารณะจะเป็นเช่นไร แต่ความเป็นจริงที่พบเห็นก็คือ คนไทยทุกระดับ ไม่ได้รังเกียจ หรือต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ยังกราบไหว้ ให้ความเคารพ คนที่ทุจริต ที่มีฐานะ ที่มีอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะกับคนที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว เคารพนับถือกัน หรือเครือญาติ


9 คนไทยเห็นแต่รายละเอียด ไม่สามารถมองภาพรวม ผลกระทบ ความต่อเนื่อง สัมพันธ์กันของเหตุการณ์ ได้ด้วยตัวเอง เพราะฉนั้นการสร้างเรื่อง แล้วป้อนข้อมูลให้แบบเข้าใจง่ายๆ จะได้ผลเสมอที่จะทำให้เชื่อตามนั้น โดยเฉพาะการสร้างความน่าสงสาร คนไทยจะสนใจแค่เหตุการณ์ที่รับรู้เฉพาะเรื่องนั้นๆ ก็จะเทใจให้กับผู้ที่รู้สึกว่าถูกรังแกเสมอ โดยเฉพาะคนที่มีความชอบเป็นทุนอยู่แล้ว


10 คนไทยส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้ง รู้สึกตัวเองต่ำต้อยไร้ค่า โดยเฉพาะคนชนบท ผู้ใช้แรงงาน และผู้ด้อยโอกาส เป็นคนที่ไม่เคยมีใครสนใจจริงจัง ไม่มีบทบาท ไม่มีความหมายใดๆ โดยเฉพาะกับคนในสังคมเมือง เป็นความแบ่งแยกที่สอดแทรก อย่างเก็บกดอยู่ลึกๆ ตลอดมาอย่างยาวนานในสังคมไทย


11 คนไทยมีจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่เข้มแข็งลึกซึ้ง คือสถาบันพระมห่กษัตริย์ โดยเฉพาะในหลวงที่ทรงทุ่มเท ทำทุกอย่างเพื่อคนไทยมาอย่างยาวนาน จนเป็นพลังที่แข็งแกร่ง ให้กับการดำรงอยู่ของประเทศไทย ให้ผ่านพ้นทุกวิกฤติ มาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริงอีกด้านก็คือ ประชาชนที่ผูกพันรับรู้ ถึงความยิ่งใหญ่ในสิ่งที่ในหลวงทรงทำ ก็ร่วงโรยลดน้อยลงอ่อนแรงลงไปตามอายุขัย คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้สนใจเรียนรู้ มีแนวคิดอิสระ ส่วนหนึ่งก็เริ่มเพิกเฉยหรือไม่ให้ความสำคัญกับสถาบัน การเผยแพร่ข่าวสารของสถาบันเองก็มีข้อจำกัด และไม่ได้เตรียมการสำหรับเผชิญกับการบั่นทอน ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร ก็ทำให้สถาบันมีความอ่อนไหวมากขึ้น


12 คนไทยมีความสามัคคีกันเฉพาะช่วงเวลาที่มีวิกฤติร่วมกัน ในยามปรกติที่ไมีเรื่องเลวร้าย ภัยธรรมชาติ หรือการรุกรานใดๆ คนไทยก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้สนใจในความเป็นไป ที่ลำบากยากเข็นในชีวิตประจำวัน ของเพื่อนร่วมชาติมากนัก อาจมีการช่วยเหลือดูแลเฉพาะที่เป็นเรื่องที่เผยแพร่ เกิดกระแสในสังคมเท่านั้น


13 คนไทยมีพื้นฐานทางความคิด ความรู้สึกต่อผู้คนในแต่ละภาค แต่ละท้องถิ่นที่ไม่ชื่นชอบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการดูหมิ่นดูแคลน ในภาพรวมของประเทศอยู่แล้ว อาจยกเว้นเฉพาะ ในความสัมพันธ์ส่วนตัวบางคน บางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนชัดจากการสนับสนุนพรรคการเมือง ที่มีลักษณะของนักการเมืองที่ชื่นชอบต่างกันโดยสิ้นเชิง


เมื่อทักษิณรู้จักคนไทยดีมากขนาดนี้ การใช้แนวคิดที่ไร้กรอบ ในการจัดการคนไทย ให้คิดตาม ทำตาม ที่ต้องการ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องการ แบบตรงไปตรงมา ซึ่งอาจทำให้ผู้คนทั้ง 2 ฝ่ายรู้ทัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทักษิณเองมาก เพราะแรงตอบกลับจากคนที่โดนหลอกใช้จะรุนแรงมาก ด้วยจุดอ่อนต่างๆที่มากมายของคนไทย การเลือกสร้าง เลือกทำลาย เลือกท้าทาย เลือกกระตุ้น จึงถูกปล่อยออกมาผ่านความเคลื่อนไหว ในหลายหลากลักษณะ ต่างแหล่งที่มา ของฝ่ายทักษิณ ทักษิณใช้วิธีเพียงสร้างจุดเริ่มต้นของกองไฟวาบแรก แต่ลุกลามเป็นกองไฟใหญ่ ด้วยความรู้สึกของมวลชนแต่ละฝ่าย ที่หาวิธีการในการปกป้องความเชื่อ ปกป้องคนที่รักกันเอง โดยแต่ละฝ่ายก็จะมีแกนนำ ที่สร้างการโต้ตอบ เป็นรูปแบบมาตรฐาน ในการนำการต่อสู้ของมวลชนอยู่แล้ว


ทักษิณลงทุนแค่กับผลประโยชน์ให้กับแกนนำเพียงไม่กี่คน กับนักการเมืองฝ่ายทักษิณอีกเล็กน้อย เพราะผู้ที่อยากได้ประโยชน์จากทักษิณ และมวลชนที่ลุ่มหลง พร้อมจะทุ่มเทกันเองอยู่แล้ว แม้แต่มวลชนที่ยากจน ก็เชื่อว่าไม่ได้ถูกจ้างมาโดยทักษิณ อาจได้รับการสนับสนุนจากคนนิยมทักษิณ หรือยอมยากลำบากในการสนับสนุนด้วยใจต้วเองด้วยซ้ำ....แต่เป้าหมายในการสร้างความแตกแยก ให้ได้ผลในวงกว้าง ร้าวลึก รุนแรง กลับเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกลียดทักษิณลงทุน ลงแรง ช่วยกันทุ่มเททรัพยากร ช่วยในสิ่งที่ทักษิณต้องการ โดยไม่รู้ตัว ด้วยคิดว่านี่แหละ คือการขัดขวางวัตถุประสงค์(หลอกๆ)ทั้งหลาย ที่ทักษิณปล่อยออกมาตลอดเวลา ทุกการเคลื่อนไหวตอบโต้ทักษิณ ทุกท่านก็คงทราบดีว่า ทักษิณ แกนนำ นักการเมือง ไม่เคยรู้สึก แต่คนไทยด้วยกัน ที่สนับสนุนทักษิณด้วยใจบริสุทธ์ กลับรู้สึก เกลียดชังอีกฝ่าย มากขึ้น มากขึ้น


นี่คือเหตุผลที่ในบทวิเคราะห์ ตอนที่ 1 ผมจึงไม่เขียนถึงรายละเอียดทุกอย่าง ที่เป็นคำพูด ข้อเรียกร้อง ประเด็น ทางข่าวของทักษิณ ที่เรารับรู้และสนใจ วิเคราะห์วิจารณ์กันมาตลอด เพราะทั้งหมดนั้น คือสิ่งที่ทักษิณต้องการให้มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายหมกมุ่น คิดแต่จะชิงโต้ตอบ ด่าว่า เย้ยหยัน ดูถูก ทะเลาะกันให้มากที่สุด ให้ฝังลึกเข้าไปสะเทือนใจอีกฝ่ายมากที่สุด ให้แตกแยกมากที่สุด จนไม่คิดว่าเป็นคนไทยด้วยกันอีกต่อไป "ทำไมทักษิณถึงต้องการให้เป็นเช่นนั้น" เป็นคำถามสำคัญที่จะนำไปสู่ บทสรุปที่จะต้องถูกเลือกในเวลาอันไกล้ โดย"ประชาชนไทย"ทุกคน ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ต่อลูกหลานไทย ทุกท่านลองเริ่มหาคำตอบด้วยตัวเอง คาดการณ์ไปพร้อมกันกับผม เพราะนับจากนี้ไป ถ้าท่านเห็นในสิ่งที่ผ่านมา เช่นเดียวกับผมแล้ว เราก็ถือว่ามีมุมมองในการเริ่มต้น คาดการณ์ หาคำตอบเท่าๆกันครับ



#3 aumddd

aumddd

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 736 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:29

จะเขียนบทความอะไรน่าจะเขียนแค่ 2 บรรทัดสั้นๆ
งด "โควเต้" พวกกระทู้รับจ้างโพส --> [สมาชิกช่วยๆ กันนะครับ]

#4 Novice

Novice

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,353 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:47

อ่านแล้วก็ไม่เห็นประเด็นอะไรใหม่เลยครับ มันก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เคยมีมา การแยกประชาชน การครอบงำสื่อ การหลอกคนไปตาย

มีประโยชน์สำหรับเด็กที่วัน ๆ ไม่ค่อยติดตามการเมืองมั้งครับ แต่คงไม่มีประเด็นอะไรให้วิเคราะห์สำหรับคนติดตามอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ผมอยากรู้จริง ๆ คือ ทักษิณใช้วิธีอะไร ที่สามารถทำให้คนมีปัญญาและมีฝีมือ ยอมที่จะสามารถขายชาติได้หน้าตาเฉย

ขายชาติแบบที่คิดว่าผู้นำประเทศที่เป็นศัตรูกับบ้านเกิดตัวเองตลอดเวลา ที่เข่นฆ่าพี่น้องร่วมชาติ ยังเป็นคนที่ควรเคารพขนาดก้มกราบหว่างขาได้

การล้างสมองผู้ชุมนุมยังไม่เท่าไหร่ แต่การล้างสมองพวกระดับมือเท้าให้บ้าคลั่งได้ขนาดนี้ต้องทำยังไง หรือต้องจ่ายเงินกันขนาดไหนกัน

#5 ห่วยแมน

ห่วยแมน

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 438 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:49

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยต่อไป ทักษิณ ชินวัตร ได้ถูกจารึกว่าเป็นบุคคลที่เลวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ = ประเทศไทย

#6 b...

b...

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,567 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:54

ขอณุญาตินำมาแปะให้นะครับ เผื่อวัหนึ่งลิงค์เกิดตายไป ..


ขอบคุณมากนะคะ

Making you happy is not my priority!      Michael Yon


#7 Alone

Alone

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,726 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:54

วิเคราะห์ได้ละเอียดดี แต่คิดว่าคนที่ควรอ่านเพื่อจะได้คิดได้ก็ยังคงจะไม่อ่านเหมือนเดิม
เพราะมันเกิน 3 บรรทัดและไม่ได้มาจากสื่อเสื้อแดง เดี๋ยวนี้สังคมบ้านเราหนักไปทางอารมณ์มากกว่าเหตุผลจริงๆ
ใช้อารมณ์ตัดสินเรื่องต่างๆ โดยไม่สนใจเหตุผล ความจริงและศีลธรรมกันไปหมดแล้ว
ก็ได้แต่หวังว่าคนที่ยังหลงมัวเมากับภาพลวงตาที่ทักษิณสร้างจะตาสว่างได้โดยเร็ว
ไม่งั้นสงครามกลางเมืองคงจะเป็นอนาคตที่ไม่ไกลเกินรอแน่สำหรับประเทศเรา

#8 Hell come soon

Hell come soon

    น้องเก่า

  • Members
  • PipPip
  • 103 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 14:59

" ยุทธศาสตร์ของทักษิณในการต่อสู้แตกหักก็คือคนไทยต้องเลือก ระหว่างสถาบันผู้ดูแลห่วงใยประชาชนแบบเดิมๆ กับทุนนิยมรักประชาชน
อย่างทักษิณ ทักษิณปล่อยการแสดงออกที่ดูหมิ่นสถาบัน ออกมาเป็นระยะๆ "


ก็เห็นๆ กันอยู่แล้ว ทหารของพระราชา แค่รอถึงเวลา " จัดหนัก" อีกซักครั้งจะเป็นไรไป รายชื่อ แผนผังเครือข่าย อยู่ในมือเรียบร้อย
จอมบงการ คนไหนที่ เป็นต้นตอ แห่งความหายนะ ก่อนที่จะนำมาซึ่งการ สิ้นชาติ การแตกแยกรุนแรง ของคนในสังคม แล้วละก็
" ปฎิบัติการไร้ร่องรอย " คราวนี้ จัดให้เป็นผี ไปเลยก็ดีครับ ไม่ต้องได้ผุดได้เกิดอีก ....ผมคนนึงล่ะ ที่จะถือช่อดอกไม้ ไปให้!


#9 b...

b...

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,567 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 15:02

ขอลบนะคะ

โพสต์ซ้ำกับที่คุณ rakchart thai นำมาแปะไว้ให้

Making you happy is not my priority!      Michael Yon


#10 b...

b...

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,567 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 15:13

ตอนที่ 3


" 2555 จุดกำเนิด 2 ไทยใน 1 ประเทศ "(3)


แต่นี้ไปคือการคาดการณ์ของผม แต่ด้วยวิธีคิดแบบทักษิณ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา หรือการปรักปรำ เพราะอย่างที่บอกแต่แรก ผมไม่ได้เกลียดชัง หรือมีอคติใดๆกับใครทั้งสิ้น แต่ที่วิเคราะห์การกระทำของทักษิณคนเดียว เพราะในวิกฤติคราวนี้ ไม่มีใครที่เคลื่อนไหว แล้วส่งผลกระทบกับความรู้สึกนึกคิด และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชนได้ นอกจากทักษิณ และเมื่อการเคลื่อนไหวของทักษิณ ส่งผลสุดท้ายในสถานการณ์ล่าสุด ที่มีแนวโน้มชี้ชัดว่าคนไทยส่วนใหญ่ ได้ถูกแบ่งแยกเป็น 2 พวกทางความเชื่อ ที่มองเหตุการณ์ ปรากฎการณ์ และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ในประเทศ ด้วยความรู้สึกที่ตรงข้าม ขัดแย้งกันทุกเรื่อง โดยไม่ใช้เหตุผล ไม่ฟังกันอย่างเปิดใจอีกต่อไป

ลักษณะการแตกแยกของคนไทยที่เกิดขึ้น ยังถูกกระตุ้นด้วยวิธีการที่ใช้มาตลอด คือปล่อยข่าว สร้างเรื่อง ทำให้มวลชนแต่ละฝ่าย รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจในการกระทำของอีกฝ่าย ที่ย่ำยีฝ่ายที่ตนเองรักและเทิดทูน อย่างต่อเนื่อง รูปแบบของการแบ่งแยกได้พัฒนา ตามรูปแบบการขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เหลือแค่เพียงการปะทะกันด้วยอาวุธ ที่เตรียมการมาเพื่อทำลายล้างชีวิตฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ซึ่งไม่มีใครคาดได้ว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ นอกจากทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ คอยจุดไฟกองใหม่ เติมเชื้อไฟกองเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ที่จะปรากฎในสื่อทั้งโลก คือ ทักษิณจะแสดงบทบาท ในการแสดงความห่วงใย พร้อมกับชี้ไปที่ทหารที่จะพยายามยึดอำนาจเช่นเดิม

สิ่งที่จะเกิดขึ้น และสิ่งที่ทักษิณจะได้ จากการที่คนไทยฆ่ากันเอง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเลวร้ายมากเท่าใดก็ตาม
1 ทำร้ายจิตใจพระประมุขของประเทศ ที่เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยและกองทัพ ยิ่งส่งผลร้ายต่อพระประมุข จนเป็นที่ประจักษ์ชัดเท่าไร โอกาสที่ความขัดแย้งจะขยายตัวออกไปเป็นสงครามกลางเมือง ก็มากขึ้นเท่านั้น
2 ตัดโอกาสในการกลับมาเข้าใจกันของทั้ง 2 ฝ่าย ตัดโอกาสที่จะมีสติกลับมา ค้นหาที่มาของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งจะย้อนกลับไปที่ทักษิณและครอบครัว ที่หลอกใช้ประชาชนให้ทำลายกันเพื่อประโยชน์ของตน
3 ประเทศไทยจะพบกับวิกฤติ จากภายนอกประเทศด้านความเชื่อมั่น ลุกลามซ้ำเติมกับความเสียหายจากมหาอุทกภัย กลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของชาติ
4 ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ หรือแม้กระทั่งกองทัพ จะยอมถอย ให้เหตุการณ์สงบ เพื่อถนอมจิตใจองค์พระประมุข และหยุดยั้งความเสียหายของประเทศ
5 ทักษิณใช้โอกาสแสดงบทวีรบุรุษ ต่อชาวโลก เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันความปลอดภัย ยอมกลับมารับโทษติดคุก เพื่อให้ฝ่ายต่อต้านหมดความชอบธรรมในการต่อต้าน
6 ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ จะทำทุกอย่างเพื่อบีบ ให้มีการพระราชทานอภัยโทษ เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง ทักษิณได้รับอิสรภาพ แสดงบทบาทถวายความจงรักภักดี ดึงการให้อภัยจากคนที่ ต่อต้านทักษิณบางส่วนให้กลับมายอมรับ
7 รัฐบาลแสดงสปิริตรับผิดชอบกับเหตุก่ารณ์ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่
8 ทักษิณพร้อมอดีตพรรคไทยรักไทยเดิม ลงเลือกตั้ง ด้วยฐานะวีรบุรุษ ที่เสียสละให้ประเทศไทยสงบ และพร้อมทุ่มเทกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อ ธุรกิจที่เสียหายยับเยิน
9 กลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ทุ่มเทสรรพกำลังเต็มที่ กลุ่มที่เคยต่อต้านหันมาสนับสนุน เพราะอยากให้ทุกอย่างจบเด็ดขาด ทักษิณชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว
10 กลุ่มต่อต้านทักษิณอ่อนแรง ถูกกำจัดออกไปจากบทบาททางสังคม หรือสื่อสารมวลชน
11 สถาบันพ้นจากการถูกโจมตี ป้องกันการสร้างเงื่อนไขจากฝ่ายต่อต้านอีก แต่ถูกลดบทบาททางสื่อ ลดการเผยแพร่ เกี่ยวกับสถาบัน ในทุกโอกาส
12 กลุ่มแกนนำเสื้อแดง ถูกตัดออกจากการควบคุมมวลชน โดยการปล่อยข่าว ให้มวลชนเกลียดชัง แล้วทักษิณเข้าไปดูแลมวลชนด้วยงบประมาณของรัฐแทน ขยายการครอบงำมวลชน เพื่อเป้าหมายทางการปกครองต่อไป
13 ประเทศไทย กลายเป็นประเทศทุนนิยมสมบูรณ์แบบ ต้นทุนชีวิตของทุกคนจะสูงขึ้น ตามความต้องการของธุรกิจต่างชาติ ที่ได้โอกาสเข้าครอบงำ ดูดกลืนทรัพยากร และคนไทยจะกลายเป็นผู้จ่ายค่าเช่า สาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศตนเองทุกอย่างเพื่อการดำรงชีวิต ให้กับทุนต่างชาติ
14 ประเทศไทย จะมีคน 2 กลุ่มที่เกลียดกันฝังลึก และต่างโทษกันถึงชะตากรรมของตนเอง ลูกหลานก็จะสาปแช่ง คนรุ่นพ่อแม่ ที่สร้างชะตากรรม จากประเทศที่สุขสบายเป็นอิสระ มีน้ำใจต่อกัน เป็นประเทศที่แตกแยก ไร้สามัคคี เป็นทาสแรงงานของต่างชาติ บนแผ่นดินตนเอง

นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ของผมเท่านั้นนะครับ ทุกท่านมีสิทธิ์คาดการณ์ตามสติ ปัญญา ความคิด ของท่านเอง เพื่อเลือกการกระทำของตนเอง ว่าจะมีบทบาทเช่นไร ในการเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการเมือง ที่ท่านปฎิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเลือกอยู่เฉยๆ หรือทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างจะถูก สมทบกับบทบาทของทุกคนในประเทศ เพื่อกำหนดโฉมหน้าประเทศไทยในอนาคตอยู่ดี


บทสรุปสุดท้ายของบทความนี้ ก็คงมีเพียงคำถามที่อยากฝากไว้ กับทุกฝ่ายไม่ว่าจะสนับสนุนใครดังนี้

ฝ่ายต่อต้านทักษิณ คนเสื้อเหลือง คนเสื้อหลากสี....ท่านแน่ใจหรือว่า การแสดงออกที่ผ่านมา ในแง่การปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสถาบัน หรือกลายเป็นการนำสถาบันที่น่าเคารพ ลงมาเป็นเงื่อนไขทางการเมือง ที่จมลึกลงไปทุกที ...ท่านแน่ใจหรือว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ ต่อต้านหรือดูหมิ่นสถาบัน อย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพียงเพราะ ร่วมด้วยสาเหตุอื่น แต่ถูกดึงไปในเรื่องสถาบัน หรืออาจเป็นเพียงการพยายามของคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องการเพิ่มความเกลียดชังให้แก่กัน...ท่านแน่ใจหรือว่าคนเสื้อแดงส่วน ใหญ่ถูกจ้าง หรือถูกซื้อไม่ใช่เพราะศรัทธาในผู้นำ หรือแกนนำเช่นเดียวกับท่าน ...ท่านแน่ใจหรือว่า การแสดงออกถึงการดูถูกเหยียดหยาม คนเสื้อแดง หรือผู้สนับสนุนทักษิณ ว่าเป็นคนโง่ ทำตามทักษิณต้องการ ในขณะที่ท่านเอง ก็ทำตามที่ทักษิณต้องการโดยไม่รู้ตัวเช่่นกัีน ...ท่านแน่ใจหรือว่า ข้อมูลที่ท่านได้รับ จากแกนนำ จะเป็นข้อมูลจริง พอที่ท่านจะรับฟัง เพื่อเกลียดชังผู้ที่ไม่เชื่อตามข้อมูลนั้น อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับที่คนเสื้อแดง ก็เป็นแบบท่านเช่นกัน ...ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านพร้อมและจะรู้สึกดี ถ้าหากเกิดการเผชิญหน้ากัน แล้วท่านสามารถทำร้าย คนเสื้อแดงหรือ ฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บล้มตาย เพื่อปกป้องสถาบัน ที่ท่านอ้างว่ารัก ทั้งที่สถาบันไม่ต้องการเช่นนั้น

ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ คนเสื่อแดง และกลุ่มต่างๆ....ท่าน แน่ใจหรือว่า การแสดงออกที่ผ่านมา ในแง่การต่อสู้ทางการเมือง เป็นสิ่งที่ทำเพื่อประเทศชาติ ...ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านไม่ได้ถูกพลอกใช้ โดยแกนนำ และทักษิณ ให้ต้องเข้าสู่เหตุการณ์ ที่ต้องถึงแก่ชีวิต เพื่อสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ...ท่านไม่รู้สึกอะไร กับการที่ทักษิณเรียกร้องให้ท่าน และครอบครัวต่อสู้และสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย ในขณะที่ตระกูลชินวัตร ออกไปใช้ชีวิตหรูหราที่ต่างประเทศ ทุกครั้งที่มีการจลาจลของคนเสื้อแดง ...ท่านแน่ใจหรือว่า ข้อมูลที่ท่านได้รับ จากแกนนำ จะเป็นข้อมูลจริง พอที่ท่านจะรับฟัง เพื่อเกลียดชังผู้ที่ไม่เชื่อตามข้อมูลนั้น อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับที่คนเสื้อเหลือง ก็เป็นแบบท่านเช่นกัน ...ท่านแน่ใจหรือว่า ทักษิณและแกนนำจริงใจกับท่าน ทั้งที่เมื่อคนเสื้อแดงตาย มีความหมายแท้จริง เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองชิ้นหนึ่งเท่านั้น ...ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านพร้อมและจะรู้สึกดี ถ้าหากเกิดการเผชิญหน้ากัน แล้วท่านสามารถทำร้ายคนเสื้อเหลืองหรือฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บล้มตาย เพื่อปกป้อง ทักษิณและครอบครัว ให้มีอำนาจทางการเมือง และมีความร่ำรวยต่อไป

ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนใคร เบื่อการเมือง เข้ากับใครก็ได้....ท่าน แน่ใจหรือว่า ในสถานการณ์ที่คนไทยแบ่งฝ่าย แสดงออกถีงการขัดแย้ง ชิงชังกันสะสมขึ้น เข้าไกล้สถานการณ์ ยอมไม่ได้ขึ้นทุกวัน ถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงของ 2 ฝ่ายขึ้น ท่านจะไม่เดือดร้อน หรือต้องถูกนำไปเกี่ยวข้องในที่สุด ...ท่านแน่ใจหรือว่าไม่มีวิธีใดแล้ว ที่จะทำให้คน 2 ฝ่ายกลับมา พูดคุยกัน สมัครสมานสามัคคีกัน ท่านได้ลองพยายามอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ...ท่านแน่ใจหรือว่ายินดีจะอยู่เฉยๆ เพื่อรอให้สถานการณ์ พัฒนาไปตามยถากรรม หรือแล้วแต่การหาประโยชน์ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าผลออกมาเช่นไร ท่านจะไม่เสียใจ


ผมคงทำได้แค่เสนอความคิดว่า ถ้าทุกคนทุกฝ่าย เข้าใจและตระหนักใน"ความยิ่งใหญ่แห่งความเป็นประชาชน" หยุด การยอมรับคำสั่ง การเรียกร้อง การครอบงำ ละทิ้งและแยกตัวออกมาจากแกนนำ ผู้นำกลุ่ม หรือผู้นำทางความคิด แล้วหันมาพูดคุยกับคนที่อยู่คนละฝ่ายที่เป็นประชาชนเหมือนๆกัน เพื่อเรียนรู้และเข้าใจความต้องการที่แท้จริง ของประชาชนด้วยกันเอง แล้วทุกท่านจะตระหนักว่า สิ่งที่เราหลงทำไป จนแทบทำลายบ้านเมืองลงด้วยมือของตัวเราเอง เกือบจะเกิดขึ้นเพราะใคร


ผมเองได้พยายามทำบางอย่าง อย่างที่ทำอยู่นี้ เพื่อไม่ให้สิ่งที่คาดไว้ " 2555 จุดกำเนิด 2 ไทยใน 1 ประเทศ " ไม่ให้มี แม้เพียงโอกาสที่จะเกิดขึ้น เพราะหากเกิดขึ้นมันคงจะเป็นความอัปยศ ของคนไทยทุกคน ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา และเชื่อเถอะว่า ทุกคนที่มีส่วนร่วมสร้างเหตุก่ารณ์นั้นขึ้นมา จะพบกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ที่จะจมอยู่ความทุกข์ทรมานอย่างยาวนาน จนลมหายใจสุดท้าย ในสำนึกถึงสิ่งเลวร้ายที่ทำลงไปกับแผ่นดินเกิด และลูกหลานคนไทย



จากที่นี่ค่ะ http://www.oknation....1/12/07/entry-1







Making you happy is not my priority!      Michael Yon


#11 b...

b...

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,567 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 15:19

บทความอาจจะค่อนข้างยาว


บางตอน อาจเห็นด้วย บางตอน อาจจะเห็นแย้ง


แต่เชื่อว่า เวลาที่เสียไปในการอ่าน จะไม่สูญไปโดยเปล่าประโยชน์แน่ๆค่ะ


:)

Making you happy is not my priority!      Michael Yon


#12 korkang

korkang

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,879 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 15:27

ถือว่าบรรยายได้เข้าใจ เพียงเสื้อแดงไม่ยอมรับน่ะซิ ว่าข้อมูลที่กรอกหูบ่อยๆเป็นข้อมูลเท็จ แดงบอกคิดเองเป็นซะงั้น

#13 littlerock

littlerock

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 289 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 16:24

เห็นด้วยเกือบทั้งหมด แต่ไม่แน่ใจในคำทำนายตอนจบ

#14 kaidum

kaidum

    ขาดขา

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,125 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 16:59

หลายๆข้อ เป็นข้อมูลที่ สรท เคยนำมาถกแถลงกัน
แต่ก็ไม่เคยมีการนำพาไปไตร่ตรองจากพวกวิถีแดง
ประชาธิปไตยของผม ไม่ได้เกิดจากอารมณ์และการอุปถัมป์ โดยใคร

#15 stt99

stt99

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,172 posts

ตอบ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 17:14

ใครว่า ทักษิณ เป็น นายกที่ฉลาด และเก่งที่สุดในประวัติชาติไทย ก็ น่าจะคิดดูใหม่ ถ้าฉลาดก็คงไม่เป็นแบบนี้ หรอก สุดท้ายใครมาเป็นก็มีคนประท้วง รวมทั้งหอกข้างแคร่ทั้งนั้น




ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้

สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน