"ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย" โซคราตีส
'The only true wisdom is knowing you know nothing' Socrates
คุณทักษิณเขียน FB อ้างกรณีญี่ปุ่น คิดอยากยกเลิกหลักความเป็นอิสระของแบงก์ชาติไทย แถมอ้างว่าที่เป็นอิสระนี้เป็นเพียงเพราะกฎหมายร่างในสมัยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ
ความคิดและตรรกะที่คุณทักษิณอ้างว่าสะท้อน "wisdom" หรือ "ปัญญา" นั้นทั้งผิดทั้งอันตราย
ก่อนอื่นญี่ปุ่นนั้นมีการปฏิรูปกฎหมายของธนาคารกลางของเขา (BoJ) เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระจากรัฐบาลในปี 2540 ให้มีคณะกรรมการนโยบายการเงิน 9 ท่าน ตอนประชุมทางรัฐบาลส่งคนไปสังเกตการณ์ได้แต่ลงคะแนนไม่ได้ ถึงแม้ความเป็นอิสระของ BoJ ยังน้อยกว่าธนาคารกลางที่ยุโรป แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ "ขึ้นกับรัฐบาล"
ประเด็นที่สำคัญคือ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นต่างกันฟ้ากับดิน เพราะก่อนหน้านั้นคนญี่ปุ่นไม่ยอมใช้เงิน ทาง BoJ จึงมีนโยบายพิมพ์เงินเพิ่ม เพื่อทำให้คนใช้เงิน และทำให้ค่าเงินลดลง BoJ ต้องเปลี่ยนนโยบายเพราะได้ลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 0% แล้วแต่ก็ไม่มีผล และราคาสินทรัพย์ประเภทต่างๆก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ส่วนบ้านเราต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนใช้เงินเยอะมาก สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นกว่า 10% หลายปีติดต่อกัน หนี้ครัวเรือนก็เพิ่ม ส่วนราคาสินทรัพย์ทุกประเภทขึ้นหมด คุณทักษิณก็พูดเองว่าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจนกลัวว่าจะเป็น "ฟองสบู่" ดังนั้นจะให้แบงค์ชาติใช้นโยบายเหมือน BoJ ในการทำให้มีการใช้เงินเยอะขึ้นทำไม
ปัญหาคือคุณทักษิณไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ดีพอ ที่บอกว่า GDP ไทยส่วนใหญ่มาจากการส่งออกนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการเอามูลค่าการส่งออกมาคำนวณ GDP นั้นต้องหักมูลค่าการนำเข้าออกก่อน และองค์ประกอบที่เป็น 'ส่วนใหญ่' ของ GDP ของประเทศไทยนั้น คือการบริโภคภายในประเทศเราเอง (ประมาณ 52% ของ GDP)
และถ้าเรามีนโยบายแบบญี่ปุ่น หนึ่งในผลที่จะตามมาคือกำลังซื้อของคนไทยที่หายไปจากค่าเงินที่ลดลง ถ้าเงินบาทอ่อนลงประมาณเท่ากับญี่ปุ่น สมมุติจาก 29 บาทเป็น 40 บาทต่อดอลลาร์ ราคานํ้ามันก็จะเพิ่มจาก 29 บาทเป็น 40 บาทต่อลิตรทันที ผู้ส่งออกอาจจะชอบ แต่พี่น้องคนไทยตายหมด
ส่วนแบงก์ชาติเรานั้น การแก้กฎหมายในปี 2551 ความจริงได้นำไปสู่การลดอำนาจของผู้ว่าฯ เพราะได้กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมากำกับอีกชั้นหนึ่ง และมีประธานซึ่งรัฐบาลมีอิทธิพลในการแต่งตั้งสูงมาก จนเป็นเหตุให้หม่อมเต่าหลุดไป และเราได้ ดร.โกร่งมาแทน
นอกจากนั้น การแก้ครั้งนั้นก็ทำให้บทบาทของรัฐบาลในการร่วมกำหนดนโยบายการเงินมีความชัดเจนขึ้น คือทุกปีรัฐบาลจะเป็นผู้เห็นชอบการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติเป็นผู้เสนอ แบงก์ชาติมีเพียงความเป็นอิสระในการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามเป้านั้น ดังนั้นเมื่อครม.อนุมัติเองแล้ว จะมาว่าอะไรเขาอีก
ที่ผมว่าคุณทักษิณเป็นเดือดเป็นร้อนมากที่สุดน่าจะเป็นเพราะกฎหมายทำให้ปลดผู้ว่าฯ ตามไม่ได้...
สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า นอกจากขาดความเข้าใจในหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยของคุณทักษิณยิ่งน่าเป็นห่วง คุณทักษิณมองการถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็น "ประชาธิปไตยแบบ แค่นๆ" และอยากจะให้รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดในทุกเรื่อง และให้วัดกันที่การเลือกตั้งทุกสี่ปีเท่านั้น
ไหนบอกชอบรัฐธรรมนูญ" 40 ไงครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แหละครับคือ ต้นกำเนิดขององค์กรอิสระทั้งหลาย











