
ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ มนุษย์นับว่าโชคดีที่สุดที่มีมือ มีเท้า มีมันสมองที่เหนือกว่าสัตว์อื่นๆ แต่อีกนัยยะหนึ่ง มนุษย์ก็ต้องดิ้นรน ขวนขวายมากกว่า “สิ่งมีชีวิตอื่น” เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่มนุษย์ต้องการกลับแตกต่างกว่าสัตว์ คือ “การดำรงตนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี” ถ้าไม่มีศักดิ์ศรีแล้วไปตายเสียดีกว่า มีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความสุขครับ เพราะการมีชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีนั้น ไม่ต่างไปจากการมีชีวิตอยู่แบบสัตว์ตัวหนึ่งนั่นเอง เราจึงเห็นนักรบในญี่ปุ่นคว้านท้องตัวเอง, รัฐมนตรีของเกาหลีที่เปลี่ยนตัวกันบ่อยมาก เพียงแค่เกิดความผิดพลาดเล็กๆ ครั้งเดียวเท่านั้น หรือมาดูถึงการดำรงอยู่ของแก็งมาเฟียในประเทศต่างๆ ที่ถือ “เกียรติยศ” อยู่เหนือความตาย จึงทำให้แก็งเหล่านี้ไม่มีวันตายหมดไปจากโลก ฯลฯ
เมื่อคนเล็กๆ ๒-๓ คนที่มีตำแหน่งทางการทูต ของUN และสหรัฐฯ กล้าออกมากล่าวพาดพิงกฎหมายสำคัญของประเทศไทย, การแอบออกพาสปอร์ตให้คุณทักษิณฯ (ถ้าทำแบบเปิดเผยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะทำผิดแต่ยังมีศักดิ์ศรี), การที่ทูตไทยในเนปาลออกหน้ามารับคุณทักษิณฯ เข้าเนปาล หรือแม้แต่กรณีที่ทหารกัมพูชากล้าออกมายิง ฮ.ของไทยแบบหน้าตาเฉยไร้ความเกรงอกเกรงใจ โดยที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยไม่กล้าอออกมาติติง ประท้วง หรืออธิบายข้อเท็จจริงให้ชาวต่างชาติทราบ อย่างมีศักดิ์ศรีนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของกระทรวงต่างประเทศอย่างชัดเจน เพราะปัจจุบันข้าราชการกระทรวงต่างประเทศแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ผลงานตลอด ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา มีเห็นประจักษ์อยู่เพียงเรื่องเดียว คือ การออกมาเป็นล่ามให้ รมว.กต. กับ นายกฯ เท่านั้น ในข้อเท็จจริงที่เป็นประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อไรที่ระบบงานทางการทูตของประเทศไหนดำเนินไปอย่างไร้ศักดิ์ศรี ก็จะเป็นผลทำให้ประเทศอื่นๆ หมดความเกรงใจแล้ว ประเทศชาติก็พร้อมที่จะล่มจมครับ ดังนั้นทุกประเทศเขาจึงคัดคนเป็น รมว.กต. มาจากบุคคลในระดับ ๑ กันทั้งนั้น มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่คัดมาจากโหลข้าวสารครับ
เร็วๆ นี้มีข่าวว่า นายกฯ ของเรายังจะไปพบกับอองซานซูจีอีก คิดดีแล้วหรือครับ พม่าไม่เหมือนเขมร รัฐบาลมาเฟียของพม่านั้นถึงจะจนแต่ก็มีศักดิ์ศรีมาก ในขณะที่อองซาน ซูจี แม้จะไม่ใช่ประมุขของประเทศ แต่ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของเธอไม้แพ้คนดังหลายคนในโลกนี้ ส่วนฝ่ายเรามีอะไรติดมือไปนอกจากเรื่อง “การค้า” อย่างเดียว คิดให้ดีก่อนไปพบ รู้ไหมว่ารัฐบาลพม่ามีกี่พวก, อองซาน ซูจีอยู่ฝ่ายไหนรัฐบาลและอยู่ฝ่ายไหนในชนกลุ่มน้อย ฯลฯ เบื่อ...กลุ้มใจครับ
ท่ามกลางข่าวสารแบบนี้ก็มีเรื่องที่เป็นมงคลของคนไทยเกิดขึ้นมาพอดี เมื่อพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทรงเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางศาลอาญาแห่งสหประชาชาติ (CCPCJ) สมัยที่ ๒๑ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยได้รับเลือกเป็นเอกฉันท์จากสมาชิก ๔๐ ประเทศ ด้วยการปรบมืออยู่ค่อนข้างนาน และทรงกล่าวถ้อยแถลงเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการได้ฉะฉาน ตลอดจนการทำหน้าที่ประธานการประชุมได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงพระอัจริยภาพของพระองค์อย่างชัดเจน
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เช่นกัน ทรงผ่านระดับการศึกษาเยี่ยงบุคคลธรรมดามาตลอดเวลา ด้วยความขยันหมั่นเพียรจนประสบผลสำเร็จทางด้านการศึกษา ดังนี้
ระดับอนุบาล ประถมและมัธยมต้น ณ โรงเรียนราชินี
ระดับมัธยมปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา
ระดับปริญญาตรี ใน ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง
ระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา ปีการศึกษา ๒๕๔๗
Master of Laws (LL.M.), มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา
Doctor of the Science of Law (J.S.D.) มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทุกปริญญาที่ได้หลังจากจบปริญญาตรีไปแล้ว จะเห็นได้ว่าถึงจะมีโชคมาช่วย ถ้าขาด “สมอง” และ ความมานะแล้วก็อย่าหวังว่าจะจับต้องปริญญาแบบนั้นได้
ในช่วงที่ทรงศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ก็ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเกือบทุกอย่าง รวมถึงการออกไปเสวยอาหารกับพระสหายตามร้านอาหารในย่านท่าพระจันทร์และศิริราช พบปะกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง จนกลายเป็นมิ่งขวัญของประชาชนในย่านนั้น ร้านค้าหลายแห่งได้ถ่ายภาพของพระองค์ติดไว้ที่ร้าน
เมื่อจบการศึกษา ทรงเข้ารับราชการที่สำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งแต่ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย (ปี๒๕๔๙) เวลาผ่านมา ๕ ปี จนปัจจุบันขึ้นมาเป็นรองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู (ปี๒๕๕๔) ในระยะเวลาของการรับราชการที่ผ่านมานั้น พระองค์ทรงอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลเมืองหลวง และทรงงานอย่างเต็มความสามารถ รวมถึงการทรงงานในพระราชกรณียกิจด้านสาธารณะกุศลและด้านสังคมจนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป
ความมานะอุตสาหะในการเรียนของพระองค์นั้น ผมเคยประสบมาด้วยตนเองหลายครั้ง ในขณะที่เป็นราชองครักษ์เวรในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อยู่ที่วังศุโขทัย ในขณะที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงพระอักษรอยู่ภายนอกอาคารนั้น ผมต้องออกมายืนถวายการรักษาความปลอดภัยอยู่ในระยะที่มองพระองค์ได้ชัดเจน ช่วงนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. พระองค์ทรงคร่ำเครียดกับการทรงพระอักษรอยู่ จนกระทั่งประมาณ ๒๐.๐๐ น. จึงเสด็จกลับ ใช้เวลาถึง ๔ ชั่วโมงเต็มๆ อย่างมีสมาธิ โดยไม่ได้ทรงเรียกหาใครเข้าไปรับใช้เลย ความบากบั่นอุตสาหะของพระองค์ในลักษณะนี้ ทำให้ผมคิดในใจว่าพระองค์คงจะประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมคาดคิดไว้ครับ ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่า ท่านจะทรงเรียนหนักขนาดนี้ไปทำไม ซึ่งผมเพิ่งจะตอบตัวเองได้เมื่อปรากฎข่าวชิ้นนี้ขึ้นมาครับ
ผมก็ได้แต่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาให้พวกเราได้ทราบข่าวดีๆ บ้าง ท่ามกลางข่าวร้ายทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แม้จะเป็นข่าวที่ไม่สนุกหรือตื่นเต้นแบบที่ผมหรือพวกเราต้องการจะอ่าน ต้องการจะรู้กัน แต่ก็เป็นข่าวที่พวกเราควรรู้ครับ เพราะร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความร่มเย็น ให้ความสง่างามและความมีศักดิ์ศรีแก่คนไทยนั้น กำลังทำงานปิดทองหลังพระอยู่ พวกเราก็ควรให้กำลังใจ ให้ความรัก ความศรัทธาต่อสถาบันฯ เท่าที่พวกเราจะทำได้ครับ
เครดิต พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ oknation http://www.oknation....1/12/19/entry-1
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน














