แสงไฟที่เราต้องรักษาไว้ด้วยกัน (ปราบดา หยุ่น)
#1
Posted 28 December 2011 - 09:45
ในโลกมนุษย์ยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ดูเหมือนจะมีสังคมเพียงสองประเภทที่สมาชิกในสังคมสามารถถูกกฎหมายตัดสินจำขังเป็นเวลานานสองถึงยี่สิบปี ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้นจากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งไปยังโทรศัพท์มือถือของคนอีกคนหนึ่ง ด้วยข้อหาแปลความบางบทบางตอนจากหนังสือภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งเพื่อเผยแพร่ในพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว และด้วยข้อหาแสดงความเห็นทางการเมืองของตนบนเวทีสาธารณะ
สังคมสองประเภทที่ว่าคือ สังคมเผด็จการกับสังคมลัทธิ (cult) ที่คลั่งคลุ้มในความเชื่อเบ็ดเสร็จสำเร็จรูปโดยปราศจากการตั้งคำถาม และโดยมิแยแสต่อเหตุผล สิทธิมนุษยชน และความจริง สังคมเผด็จการกับสังคมลัทธิ อาจดูเหมือนมีความคล้ายคลึงคล้องเกี่ยวกันอยู่ไม่น้อย ทว่าจุดแข็งทางอำนาจของสังคมสองประเภทนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง สังคมเผด็จการ คือสังคมที่ปกครองโดยกำลัง โดยการบังคับข่มขู่ หรืออาจกล่าวรวมได้หลวมๆ ว่าเป็นการปกครองด้วย “ความกลัว” โดยคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่เห็นคนอื่นที่เหลือเป็นเพียงฝูงสัตว์ สมาชิกในสังคมเผด็จการอาจเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ และไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ที่คุ้มค่ากับการต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้นำทรราชย์กับสมุนถืออาวุธ ทว่าไม่มีทางเลือก ต้องดำรงอยู่ในกรอบขังนั้นด้วยความจำทน
สังคมลัทธิมีคุณสมบัติแทบตรงกันข้าม สมาชิกส่วนใหญ่ในสังคมลัทธิต่างค่อนข้างสุขีปรีดา ซึ้งซาบในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและความมั่นคงกลมเกลียวของความเป็นสาวกภายใต้การปกครองของผู้นำ ซึ่งมักได้รับการยกชูอยู่สูงจนมีสถานะเหนือมนุษย์ หรือมีภาพลักษณ์เป็นวีรชนไร้ผู้เทียมทาน และตราบใดที่สถานการณ์ในสังคมลัทธิดำเนินราบรื่นตามสูตรสำเร็จ ที่ถูกสถาปนาขึ้นด้วยการอ้างอิงความเห็นชอบของผู้นำ หรืออุปโลกน์ว่าเป็นการทำเพื่อผู้นำ สมาชิกส่วนใหญ่ต่างอิ่มเอมภาคภูมิกับการได้เกิดมารับใช้และปกป้องลัทธิของตนโดยถ้วนหน้า
และด้วยเชื่อมั่นว่าคำสอนของลัทธิคือสัจธรรมแห่งชีวิต สมาชิกทั้งหลายจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ลัทธิสอนสั่งให้ตนเป็นและปฏิบัติคือ “ความถูกต้อง” คือ “ความดี” คือความ “มีศีลธรรม” กระทั่งถึงขั้นให้คุณสืบสานข้ามรุ่นไปยังชาติภพอื่น เมื่อมีสมาชิกหัวแข็ง ริอ่านแตกแถว คิดต่าง ตั้งคำถามสงสัย และหาญกล้าแสดงทีท่าผิดแผกไปจากข้อบังคับหรือความเชื่อของลัทธิ ทั้งในทางรุนแรงและนุ่มนวล ทั้งโดยตั้งใจและโดยไร้เดียงสา สาวกข้างมากมักเกิดอาการใจสั่น หวั่นหวาดว่าฐานความเชื่อของพวกตนจะถูกลบหลู่ดูแคลน กังวลวิตกว่าสมาชิก “กบฏ” ส่วนน้อยนั้นจะสร้างรอยร้าวและส่งผลให้เสาหลักของลัทธิล้มครืนลง
ข้อกล่าวหาที่ดีที่สุดเท่าที่สาวกลัทธิจะนำมาใส่ร้ายข่มขู่ผู้คิดต่าง มักมีเพียงข้อกล่าวหาไร้น้ำหนักและปราศจากเหตุผล อาทิ ผู้คิดต่างเป็นคนเลวทรามเพราะตั้งคำถามกับผู้นำหรือกับความศรัทธาในตัวผู้นำผู้ประเสริฐ ผู้คิดต่างต้องการทำร้ายผู้นำหรือทำลายลัทธิเพราะคนหวังดีที่ไหนจะเสือกคิดต่าง การคิดต่างแปลว่าผู้คิดต่างเนรคุณต่อลัทธิซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของผู้คิดต่าง ดังนั้นผู้คิดต่างจึงควรออกไปจากบ้านหรือปลดตัวเองออกจากลัทธิเสีย สาวกลัทธิผู้มีจิตใจ***มโหดมักมีความเห็นถึงขั้นที่ว่าผู้คิดต่างทั้งหลายสมควรถูกฆ่าล้างโคตร นอกจากนั้นยังมีการกีดกั้นขัดขวาง ประณามความเห็นหรือความช่วยเหลือจากคนนอก โดยประกาศว่าคนนอกไม่เข้าใจในพื้นฐานวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง (ซึ่งไม่ต้องการตรรกะ) ของลัทธิตน
ทั้งหมดนั้นล้วนมิใช่ “เหตุผล” ที่เกิดจากการคิด (ตามความหมายของการ “ใช้เหตุผล”) หากแต่เป็นเหตุผลที่เกิดจากการบังคับไม่ให้คิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแม้แต่น้อย เนื่องเพราะกฎข้อที่หนึ่งของการเป็นสมาชิกลัทธิคือ “ถอดสมองส่วนที่ใช้ตรรกะและเหตุผลทิ้งไปเสียก่อน” ตามด้วยกฎข้อที่สอง “กฎระเบียบและคำสอนของลัทธิย่อมถูกต้องหมดจด” และแม้ว่าสาวกลัทธิจะนิยมใช้ถ้อยคำขับไล่ไสส่งผู้คิดต่างให้ออกห่างไปจากลัทธิ ทว่าในทางปฏิบัติพวกเขาพอใจกับการคุมขัง ทำร้าย หรือบังคับข่มขู่ให้ผู้คิดต่างต้องถอนคำพูด กลับใจ หรือปิดปากไว้ด้วยความกลัวเสียมากกว่า เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมลัทธิ ว่าการสมัครเข้าเป็นสมาชิกเป็นเรื่องง่ายดาย ทว่าการลาออกหรือการปลดปล่อยตนเองจากสถานะของความเป็นสาวกนั้นเป็นเรื่องที่แทบต้องเอาชีวิต (ทั้งของตนเองและคนใกล้ชิด) เข้าแลก สังคมลัทธิทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้คิดต่างลอยนวล
...
ติดตามทั้งหมดได้ จาก http://www.prachatai...l/2011/12/38507
เก็บมาฝากเพื่อนๆ เป็นของขวัญปีใหม่ฮับ ลองกลั้นใจอ่านดูสักหน่อย เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง แล้วแต่ท่าน เราจะได้มาสนทนากัน
อย่าลืมนะครับ มันเป็นแค่ความเห็นของคนๆนึง ผมไม่ได้เอามายกยอปอปั้นว่า มันจะถูกหรือผิด
ขออย่างเดียวนะครับ อย่าปิดกั้น โอกาศแสวงหาความรู้ หรือ เปิดประตูความคิด ของตัวเอง เพียงเพราะเพราะ เห็นชื่อ คนเขียน และ คนโพสท์
สุดท้าย ถ้ายังไม่เข้าไปอ่าน กรุณาอย่า โพสท์ความเห็นขยะนะครับ ปล่อยตกไป เพราะ มันจะเป็นการเปลือยตัวตนท่านเองปล่าวๆ
"คนโง่มักจะชอบว่าคนอื่นว่าโง่"
"ถ้าคนเราคิดเหมือนกันหมด ก็ไม่มีเลือกตั้งซิครับ"
"ผมไม่พูด เรื่อง 112 แล้ว นะครับ กรุณาอย่าถาม (17 พค 2012)"
#3
Posted 28 December 2011 - 09:52
ตอนนี้ เขาคิดต่างจากสังคม
แล้วเขาอยู่รอดในสังคมนั้นได้ไง?
#4
Posted 28 December 2011 - 09:54
"หากทุกคนช่วยกันสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ตนก็พร้อมจะสนับสนุนส.ส.ทุกคนด้วยเช่นกัน."
Edited by Suraphan07, 28 December 2011 - 09:54.
#5
Posted 28 December 2011 - 09:55
ใครไม่แดงก็ต้องทนอยู่
ด่าตัวเองจริงๆ ด้วย แม้วเป็นเทพเจ้า ฮ่าๆๆๆ
#6
Posted 28 December 2011 - 09:56
รัฐประหาร ปกป้องชีวิตไทย พอกันที ประชาธิปไตย ด้วย M79
#7
Posted 28 December 2011 - 10:00
ความจริงมันมีวิธีเขียนให้เหลือแค่ 2 ย่อหน้าก็ได้ แถมยังจะตรงประเด็นกว่า ถ้าคนเขียนมีทักษะดีพอ
นั่นคือถ้าคนเขียนยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ประกอบความคิดนามธรรมของตัวเอง
ว่าสังคมลัทธินี้ มันเกิดขึ้นที่ไหน ผู้นำที่คนยกชูนี้เป็นผู้นำคนไหน จะได้รู้ว่าไอ้ที่หนูปราบดาบอกว่าเขาด่าแบบไม่มีเหตุผลน่ะ มันไม่มีเหตุผลจริงหรือเปล่า
เพียงแค่ทำแบบนี้ บทความนี้ก็จะหลุดจากบทพรรณนาเลื่อนลอย เพ้อฝัน ไร้แก่นสารในแง่ความเป็นจริง
เอาไว้ถ้ามีเวลา แล้วถ้ากระทู้นี้ยังไม่ตกไป จะมาเขียนให้ดูเป็นตัวอย่าง
ประชาธิปไตยก็เหมือนส้วมสาธารณะแบบนั่งเต็มตูด ควายนับถือศาสนาชินวัตรใช้แล้วสกปรกชิบเป๋ง
#9
Posted 28 December 2011 - 10:08
#10
Posted 28 December 2011 - 10:15
ยกประโยคนี้มาให้อ่าน
แล้วถามว่า
เฮนไต
ประโยคนี้ ผิดพลาดทางข้อเท็จจริงอย่างไร
โปรดตอบ
#11
Posted 28 December 2011 - 10:16
เข้าใจมั้ย hentai อุตส่าเตือน ไอ้พวกดูแต่ แดงทีวี กะมติชิน
#12
Posted 28 December 2011 - 10:17
จะทำให้ศิริราชหายไปจากแผ่นดิน
คำพูดใคร คงรู้กันอยู่แล้ว
ถามว่า คิดอย่างไรกับคำพูดประโยคนี้
เห็นด้วยหรือไม่
ทำไมไม่มีคนที่อ้างตัวเองว่ารักประชาธิปไตย
ตอบคำถามนี้เลย
- อู๋ ฮานามิ, ดีแต่อ่าน and bualoi like this
#13
Posted 28 December 2011 - 10:19
Edited by -3-, 28 December 2011 - 10:20.
#15
Posted 28 December 2011 - 10:28
ดูเหมือนจะมีสังคมเพียงสองประเภทที่สมาชิกในสังคมสามารถถูกกฎหมายตัดสินจำขังเป็นเวลานานสองถึงยี่สิบปี ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้นจากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งไปยังโทรศัพท์มือถือของคนอีกคนหนึ่ง
เป็นนักเขียนที่ถนัดแต่แต่งเรื่องจริง คนเป็นสิบล้าน ก็ส่งข้อความ
ทำไมถึงไม่ติดคุก ก็คนอื่นเขาไม่ได้ส่งข้อความ "ขู่ฆ่า" ไปให้ใครนะสิ
เช่นเดียวกัน นักกีฬาทั้งซ้อมทั้งแข่งยิงปืน ไม่เคยมีใครต้องติดคุก
แต่คนบางคนยิงปืนแล้วต้องติดคุกตลอดชีวิตก็มี
- 1singh likes this
#17
Posted 28 December 2011 - 10:35

POPULAR
ผมว่าเค้าวิเคราะห์คนอย่างผมและผู้จงรักและภักดีต่อสถาบันฯอีกหลายๆคนผิดพลาดไป...
ผมขอตอบ ขอแย้งบทความนี้ ตามความคิดของผมแล้วกันครับ
"สังคมลัทธิมีคุณสมบัติแทบตรงกันข้าม สมาชิกส่วนใหญ่ในสังคมลัทธิต่างค่อนข้างสุขีปรีดา ซึ้งซาบในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและความมั่นคงกลมเกลียวของความเป็นสาวกภายใต้การปกครองของผู้นำ ซึ่งมักได้รับการยกชูอยู่สูงจนมีสถานะเหนือมนุษย์ หรือมีภาพลักษณ์เป็นวีรชนไร้ผู้เทียมทาน และตราบใดที่สถานการณ์ในสังคมลัทธิดำเนินราบรื่นตามสูตรสำเร็จ ที่ถูกสถาปนาขึ้นด้วยการอ้างอิงความเห็นชอบของผู้นำ หรืออุปโลกน์ว่าเป็นการทำเพื่อผู้นำ สมาชิกส่วนใหญ่ต่างอิ่มเอมภาคภูมิกับการได้เกิดมารับใช้และปกป้องลัทธิของตนโดยถ้วนหน้า"
ผมรักสถาบันฯ ผมรักในหลวง เพราะสิ่งที่ท่านทรงกระทำให้ประชาชนให้ประเทศ เพราะการวางพระองค์ของท่าน
ไม่ใช่ว่าท่านทรงมีตำแหน่งแล้วผมรักผมเทิดทูนบูชาตำแหน่งของท่านโดยที่ท่านมิได้ทรงทำอะไร
แล้วผมว่า ผู้นำทุกชาติ ก็ถูกเชิดชู จากคนในชาติทั้งนั้นแหละครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ไม่งั้นจะมาเป็นผู้นำได้ยังไง และสังคมคนมีผู้นำทั้งนั้นแหละครับแม้แต่ในซ่องโจร
หัวหน้าแกงค์ก็ยังต้องได้รับการยอมรับ เชิดชู จากลูกน้อง สังคมที่ทุกคนเสมอกันจริงๆ มันไม่มีหรอกครับ แม้แต่คุณปราบดา เอง คุณก็ยังมีพ่อ มีแม่ คุณเองก็เคยอยู่ใต้สำนักพิมพ์ มีหัวหน้า
ตอนคุณเขียนบทความวิจารณ์หนังใน The Nation บรรณาธิการเค้าก็เป็นนายคุณ คุณจะไปเล่นหัว หรือด่าแม่เค้าดื้อๆ หรือตีตนเสมอเค้าก็คงจะเกิดเรื่อง...
"และด้วยเชื่อมั่นว่าคำสอนของลัทธิคือสัจธรรมแห่งชีวิต สมาชิกทั้งหลายจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ลัทธิสอนสั่งให้ตนเป็นและปฏิบัติคือ “ความถูกต้อง” คือ “ความดี” คือความ “มีศีลธรรม” กระทั่งถึงขั้นให้คุณสืบสานข้ามรุ่นไปยังชาติภพอื่น เมื่อมีสมาชิกหัวแข็ง ริอ่านแตกแถว คิดต่าง ตั้งคำถามสงสัย และหาญกล้าแสดงทีท่าผิดแผกไปจากข้อบังคับหรือความเชื่อของลัทธิ ทั้งในทางรุนแรงและนุ่มนวล ทั้งโดยตั้งใจและโดยไร้เดียงสา สาวกข้างมากมักเกิดอาการใจสั่น หวั่นหวาดว่าฐานความเชื่อของพวกตนจะถูกลบหลู่ดูแคลน กังวลวิตกว่าสมาชิก “กบฏ” ส่วนน้อยนั้นจะสร้างรอยร้าวและส่งผลให้เสาหลักของลัทธิล้มครืนลง"
สิ่งที่ในหลวง สิ่งที่สถาบันฯได้ทรงกระทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ใครในโลกนี้ที่วิธีคิดปกติก็ประเมินได้ คิดได้ครับว่า เป็น "สิ่งดี" เป็น "ความดี"
- ผมว่า ความดี น่ะเป็นสากลนะครับ ไม่ต้องคนไทยหรือคนที่รักภักดีเท่านั้นหรอกที่เห็นที่มองว่าเป็นความดี ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่ได้รับการสรรเสริญ ยกย่อง เชิดชู จากหลายสถาบันทั่วโลกหรอกครับ
และผมว่า ตลอดชีวิตผม ไม่เคยถูกบังคับให้รัก ให้ภักดี หรือชี้นำโดยผู้ปกครองหรือใครก็ตามแต่ให้รัก ผมเพียงแค่เห็น รับทราบ และรัก คงเปรียบเหมือนคุณรักพ่อรักแม่คุณน่ะครับ
เกิดมาก็เห็นท่านทำโน่นทำนี่ให้ตัวคุณ ให้ครอบครัวของคุณ หรือให้ชุมชน คุณก็รักของคุณเอง โดยไม่ต้องมีใครมาชี้นิ้วให้รัก หรือบอกว่า มึงต้องรัก ไม่ใช่ว่า พ่อ เป็น พ่อ เลยต้องรัก
ถ้าพ่อขี้เมา ตบตีแม่ ไม่เคยสร้างความดีอะไรเลย ผมว่า ต่อให้บังคับยังไงก็คงจะไม่รัก
"ข้อกล่าวหาที่ดีที่สุดเท่าที่สาวกลัทธิจะนำมาใส่ร้ายข่มขู่ผู้คิดต่าง มักมีเพียงข้อกล่าวหาไร้น้ำหนักและปราศจากเหตุผล อาทิ ผู้คิดต่างเป็นคนเลวทรามเพราะตั้งคำถามกับผู้นำหรือกับความศรัทธาในตัวผู้นำผู้ประเสริฐ ผู้คิดต่างต้องการทำร้ายผู้นำหรือทำลายลัทธิเพราะคนหวังดีที่ไหนจะเสือกคิดต่าง การคิดต่างแปลว่าผู้คิดต่างเนรคุณต่อลัทธิซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของผู้คิดต่าง ดังนั้นผู้คิดต่างจึงควรออกไปจากบ้านหรือปลดตัวเองออกจากลัทธิเสีย สาวกลัทธิผู้มีจิตใจ***มโหดมักมีความเห็นถึงขั้นที่ว่าผู้คิดต่างทั้งหลายสมควรถูกฆ่าล้างโคตร นอกจากนั้นยังมีการกีดกั้นขัดขวาง ประณามความเห็นหรือความช่วยเหลือจากคนนอก โดยประกาศว่าคนนอกไม่เข้าใจในพื้นฐานวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง (ซึ่งไม่ต้องการตรรกะ) ของลัทธิตน"
คิดต่างไม่ได้แปลว่าเนรคุณหรอกครับ คุณมีสิทธิคิดต่าง คุณมีสิทธิที่จะไม่รัก ถ้าคุณไม่สำเหนียกว่า ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณขนาดไหน
แต่ คุณไม่มีสิทธิด่า ไม่มีสิทธิ ดูถูกดูหมิ่น อาฆาต มาดร้าย พระองค์ท่าน
คุณคงจะทำใจได้ ไม่สนใจอะไร ถ้ามีคนสักคนไม่รักคุณงานของคุณ ไม่รักพ่อคุณและงานของพ่อคุณ แต่คุณคงไม่ชอบใจแน่
"ถ้า" มีคนมาด่า คุณ หรือ พ่อคุณ "ไอ้หัวล้าน" "ไอ้ควายอวดฉลาด" "สารเลวเหลือเกินนะพวกมึง - เป็นสื่อเลวๆกันทั้งโคตร" "ไอ้พวกญวนกบฎ"
"เดี๋ยวเผาสำนัก เผาคอนโด mang เลย ทั้งที่ราชดำริ ชิดลม บางนา และประจวบฯ" - (อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ)
"ทั้งหมดนั้นล้วนมิใช่ “เหตุผล” ที่เกิดจากการคิด (ตามความหมายของการ “ใช้เหตุผล”) หากแต่เป็นเหตุผลที่เกิดจากการบังคับไม่ให้คิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแม้แต่น้อย เนื่องเพราะกฎข้อที่หนึ่งของการเป็นสมาชิกลัทธิคือ “ถอดสมองส่วนที่ใช้ตรรกะและเหตุผลทิ้งไปเสียก่อน” ตามด้วยกฎข้อที่สอง “กฎระเบียบและคำสอนของลัทธิย่อมถูกต้องหมดจด” และแม้ว่าสาวกลัทธิจะนิยมใช้ถ้อยคำขับไล่ไสส่งผู้คิดต่างให้ออกห่างไปจากลัทธิ ทว่าในทางปฏิบัติพวกเขาพอใจกับการคุมขัง ทำร้าย หรือบังคับข่มขู่ให้ผู้คิดต่างต้องถอนคำพูด กลับใจ หรือปิดปากไว้ด้วยความกลัวเสียมากกว่า เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมลัทธิ ว่าการสมัครเข้าเป็นสมาชิกเป็นเรื่องง่ายดาย ทว่าการลาออกหรือการปลดปล่อยตนเองจากสถานะของความเป็นสาวกนั้นเป็นเรื่องที่แทบต้องเอาชีวิต (ทั้งของตนเองและคนใกล้ชิด) เข้าแลก สังคมลัทธิทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้คิดต่างลอยนวล"
ผมเชื่อว่าผมรักในหลวง รักสถาบันฯ อย่างมีเหตุผลมากๆครับ ไม่ใช่รักเพราะท่านเป็นท่านแค่นั้น
คุณไม่รัก คุณไม่เห็นคุณความดีของท่าน ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ไม่ควรแสดงออกที่มัน ละเมิด พระองค์ท่าน
ถ้าคุณคิดว่า ประเทศนี้ ไม่ควรมี ม.112 ทั้งที่กฏหมายหมิ่นประมาทไม่สามารถปกป้องพระองค์ท่านได้
เพราะพระองค์ท่านไม่สามารถลงมาฟ้องชาวบ้านได้ คุณไปอยู่นิวยอร์คตามเดิมก็เหมาะแล้วนะครับ ญี่ปุ่นที่คุณชอบคงไม่ได้เพราะเค้าก็มีจักรพรรดิ์
การไม่ละเมิดผู้อื่นนี่ เป็นอุปสรรคในการสร้างงานเขียนมากเลยเหรอครับ?
นักเขียนดังระดับเป็นศิลปินแห่งชาติ ไม่เห็นท่านจะเดือดร้อนกันสักคน
เรื่องการไม่ปล่อยให้คนคิดต่างลอยนวล การข่มขู่อะไรเนี่ย นับรวมที่คุณ พ่อคุณ โดนตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยรัฐบาลทักษิณไหม?
สุดท้ายนี้ อยากบอกว่า ผมหายสงสัยแล้ว ทำไมนิยายที่คุณเขียนเมื่อหลายปีก่อน ที่เป็นเรื่องในอนาคต ปี พ.ศ. 2666
ประเทศไทย มีไทยแลนด์เหนือ ไทยแลนด์ใต้ มีประธานาธิบดี
Edited by GermanManiac, 28 December 2011 - 10:48.
#19
Posted 28 December 2011 - 10:44
เปลือยตัวตนให้เห็นกันไปเลยว่าใครเป็นอย่างไร
คุณปราบดา พยายามสร้างสำบัดสำนวนสไตล์นักเขียน แถมยังมองว่าคนอื่นไร้ตรรกะ
ไร้เหตุผล หรือพูดง่าย ๆ ว่าหลับหูหลับตาปกป้องลัทธิที่ตนเชื่อ ทั้ง ๆ ที่คุณปราบดา
คิดต่าง หรือพยายามบอกแล้วว่ามันไม่ใช่ พวกคลั่งลัทธิเหล่านี้ก็ยังงมงายอยู่ ว่างั้นเถอะ
ถ้าคุณเห็นไต้อ่านแล้ว คุณเห็นไต เห็นหรือไม่ว่าตรรกะของปราบดา เป็นอย่างไร แค่
ย่อหน้าแรกเขาก็โกหกตัวเองแล้ว ยกเรื่องส่งข้อความ ยกเรื่องแปลหนังสือมาจั่วหัว เพื่อ
จะสร้างสำบัดสำนวนในย่อหน้าต่อ ๆ ไป ตามที่ตัวเองอยากจะให้เป็น ผมว่าถ้าคุณปราบดา
มีสมองคิดอย่างที่ตัวเขาภูมิใจในตนเองว่าเป็นนักคิดต่างนั้น เขาน่าจะคิดได้ว่าย่อหน้าแรก
ที่เขายกมานั้น กฎหมายเขาระบุอยู่แล้วว่าเป็นความผิด ถ้าคุณบอกว่าเป็นการคิดต่างก็
แสดงว่าคุณกำลังคิดต่างกับกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับพวกคลั่งลัทธิที่คุณพยายามอ้างเลย
ผมมองว่าคนที่คิดแบบปราดาน่าจะมีปัญหาทางความคิดของตนเองมากกว่า เพราะแค่เรื่องการ
กล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ เผยแพร่สิ่งที่กฎหมายห้าม เขายังแยกไม่ออกว่ามันต่างกับ
คำว่าคิดต่างอย่างไร มันก็คงยากที่เขาจะอยู่ในสังคมที่มีกฎระเบียบไม่ว่าจะเป็นสังคมไหน
เพราะการอยู่ร่วมกันนั้น ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนเขาก็ไม่สามารถทำอะไรตามที่ใจตนเองปรารถนาได้
การพยายามทำให้สังคมที่ตนเองอยู่มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย ให้ไปเหมือนกับสังคม
ที่ตนเองเคยได้ไปรู้ไปเห็นมาเพียงฉาบฉวยนั้น มันก็คงถูกต้องแล้วที่หลาย ๆ คนบอกว่า ก็ไปอยู่ใน
สังคมที่คุณชอบซิ
- 1singh likes this
#20
Posted 28 December 2011 - 10:50
เป็นสาวกภายใต้การปกครองของผู้นำ ซึ่งมักได้รับการยกชูอยู่สูงจนมีสถานะเหนือมนุษย์ หรือมีภาพลักษณ์เป็นวีรชนไร้ผู้เทียมทาน และตราบใดที่สถานการณ์ในสังคมลัทธิดำเนินราบรื่นตามสูตรสำเร็จ ที่ถูกสถาปนาขึ้นด้วยการอ้างอิงความเห็นชอบของผู้นำ หรืออุปโลกน์ว่าเป็นการทำเพื่อผู้นำ สมาชิกส่วนใหญ่ต่างอิ่มเอมภาคภูมิกับการได้เกิดมารับใช้และปกป้องลัทธิของตน โดยถ้วนหน้า
ผมมีหลักฐานนะ

อะไรนะหลักฐานยังไม่พอเหรอ อะจัดให้อีก

พอใจยัง
- MIRO, Gop and ^^Princess^^ like this
#21
Posted 28 December 2011 - 11:03
#22
Posted 28 December 2011 - 11:05
ในโลกมนุษย์ยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ดูเหมือนจะมีสังคมเพียงสองประเภทที่สมาชิกในสังคมสามารถถูกกฎหมายตัดสินจำ ขังเป็นเวลานานสองถึงยี่สิบปี ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้นจากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งไปยังโทรศัพท์มือถือ ของคนอีกคนหนึ่ง ด้วยข้อหาแปลความบางบทบางตอนจากหนังสือภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งเพื่อเผย แพร่ในพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว และด้วยข้อหาแสดงความเห็นทางการเมืองของตนบนเวทีสาธารณะ
ยกประโยคนี้มาให้อ่าน
แล้วถามว่า
เฮนไต
ประโยคนี้ ผิดพลาดทางข้อเท็จจริงอย่างไร
โปรดตอบ
ขอตอบแทนได้ไหมฮะ ทั้งสองกรณีลืมใส่คำว่า "บกพร่องโดยสุจริต" ไปฮะ
#23
Posted 28 December 2011 - 11:22
- ผมว่า ความดี น่ะเป็นสากลนะครับ ไม่ต้องคนไทยหรือคนที่รักภักดีเท่านั้นหรอกที่เห็นที่มองว่าเป็นความดี ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่ได้รับการสรรเสริญ ยกย่อง เชิดชู จากหลายสถาบันทั่วโลกหรอกครับ
และผมว่า ตลอดชีวิตผม ไม่เคยถูกบังคับให้รัก ให้ภักดี หรือชี้นำโดยผู้ปกครองหรือใครก็ตามแต่ให้รัก ผมเพียงแค่เห็น รับทราบ และรัก คงเปรียบเหมือนคุณรักพ่อรักแม่คุณน่ะครับ
เกิดมาก็เห็นท่านทำโน่นทำนี่ให้ตัวคุณ ให้ครอบครัวของคุณ หรือให้ชุมชน คุณก็รักของคุณเอง โดยไม่ต้องมีใครมาชี้นิ้วให้รัก หรือบอกว่า มึงต้องรัก ไม่ใช่ว่า พ่อ เป็น พ่อ เลยต้องรัก
ถ้าพ่อขี้เมา ตบตีแม่ ไม่เคยสร้างความดีอะไรเลย ผมว่า ต่อให้บังคับยังไงก็คงจะไม่รัก
ชอบเหตุผลและวิธีคิดมาก ตอบได้ชัดเจนแย้งได้มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ยอดเยี่ยมมากครับ นับถือ...
- G.Maniac, overtherainbow, LittleMoon and 2 others like this
#24
Posted 28 December 2011 - 11:25
"ใครใส่ร้ายคนดี มันก็มีเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะบอกว่ามันชั่ว"
- invisible, ดีแต่อ่าน, ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่ and 1 other like this
#25
Posted 28 December 2011 - 11:31
สิ่งที่ในหลวง สิ่งที่สถาบันฯได้ทรงกระทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ใครในโลกนี้ที่วิธีคิดปกติก็ประเมินได้ คิดได้ครับว่า เป็น "สิ่งดี" เป็น "ความดี"
- ผมว่า ความดี น่ะเป็นสากลนะครับ ไม่ต้องคนไทยหรือคนที่รักภักดีเท่านั้นหรอกที่เห็นที่มองว่าเป็นความดี ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่ได้รับการสรรเสริญ ยกย่อง เชิดชู จากหลายสถาบันทั่วโลกหรอกครับ
และผมว่า ตลอดชีวิตผม ไม่เคยถูกบังคับให้รัก ให้ภักดี หรือชี้นำโดยผู้ปกครองหรือใครก็ตามแต่ให้รัก ผมเพียงแค่เห็น รับทราบ และรัก คงเปรียบเหมือนคุณรักพ่อรักแม่คุณน่ะครับ
เกิดมาก็เห็นท่านทำโน่นทำนี่ให้ตัวคุณ ให้ครอบครัวของคุณ หรือให้ชุมชน คุณก็รักของคุณเอง โดยไม่ต้องมีใครมาชี้นิ้วให้รัก หรือบอกว่า มึงต้องรัก ไม่ใช่ว่า พ่อ เป็น พ่อ เลยต้องรัก
ถ้าพ่อขี้เมา ตบตีแม่ ไม่เคยสร้างความดีอะไรเลย ผมว่า ต่อให้บังคับยังไงก็คงจะไม่รัก
ชอบเหตุผลและวิธีคิดมาก ตอบได้ชัดเจนแย้งได้มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ยอดเยี่ยมมากครับ นับถือ...
ขอบคุณมากครับ
- 1singh likes this
#26
Posted 28 December 2011 - 11:49
Edited by Yasuhiro, 28 December 2011 - 11:54.
"Hoot": When I go home people'll ask me, "Hey Hoot, why do you do it man? What, you some kinda war junkie?" You know what I'll say? I won't say a goddamn word. Why? They won't understand. They won't understand why we do it. They won't understand that it's about the men next to you, and that's it. That's all it is.
Quote from Black Hawk Down
#28
Posted 28 December 2011 - 12:00
นี่ปราบดาพูดถึงภาคใต้ หรืออิรักน่ะ
#29
Posted 28 December 2011 - 12:04
ขอโทษน่ะ...ถ้าพ่อมันไม่ใช่สุทธิชัย หยุ่น...ผมก้อคงไม่รู้หรอกน่ะว่ามันคือใคร
อยากจะแสดงความเห็นดู...แต่กลัวว่าจะโดนว่า เป็นความเห็นขยะๆ
แต่อยากจะบอกเห็นไต๋ว่า...สิ่งที่คุณเอามาใหอ่านน่ะ มันขยะยิ่งกว่าขยะอีก
บทความที่คุณเอามาให้อ่าน...ถ้าคนมีปัญญาเค้าอ่าน แวบแรกเลยเค้าจะรู้เลยว่าช่างเป็นบทความที่เขียนออกมาอย่างคนไร้ปัญญาอย่างมาก
เมื่อคืนดูยายยิ้มครับ...ดูแล้วรู้สึกว่าความคิด ปัญญาของยายยิ้มดีกว่า ของปราบดา หยุ่น เยอะ เยอะมากเลยแหล่ะ
- 1singh likes this
ลูกหลานที่รัก จงจำปฏิปทานี้ไว้ “ถ้ามีความจำเป็นเราต้องเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทย แม้แต่ชีวิตก็ต้องยอม”
#30
Posted 28 December 2011 - 12:15
#31
Posted 28 December 2011 - 12:20
แสงไฟที่เราต้องรักษาไว้ด้วยกัน (ปราบดา หยุ่น)
ในโลกมนุษย์ยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ดูเหมือนจะมีสังคมเพียงสองประเภทที่สมาชิกในสังคมสามารถถูกกฎหมายตัดสินจำขังเป็นเวลานานสองถึงยี่สิบปี ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้นจากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งไปยังโทรศัพท์มือถือของคนอีกคนหนึ่ง ด้วยข้อหาแปลความบางบทบางตอนจากหนังสือภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งเพื่อเผยแพร่ในพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว และด้วยข้อหาแสดงความเห็นทางการเมืองของตนบนเวทีสาธารณะ
สังคมสองประเภทที่ว่าคือ สังคมเผด็จการกับสังคมลัทธิ (cult) ที่คลั่งคลุ้มในความเชื่อเบ็ดเสร็จสำเร็จรูปโดยปราศจากการตั้งคำถาม และโดยมิแยแสต่อเหตุผล สิทธิมนุษยชน และความจริง สังคมเผด็จการกับสังคมลัทธิ อาจดูเหมือนมีความคล้ายคลึงคล้องเกี่ยวกันอยู่ไม่น้อย ทว่าจุดแข็งทางอำนาจของสังคมสองประเภทนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง สังคมเผด็จการ คือสังคมที่ปกครองโดยกำลัง โดยการบังคับข่มขู่ หรืออาจกล่าวรวมได้หลวมๆ ว่าเป็นการปกครองด้วย “ความกลัว” โดยคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่เห็นคนอื่นที่เหลือเป็นเพียงฝูงสัตว์ สมาชิกในสังคมเผด็จการอาจเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ และไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ที่คุ้มค่ากับการต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้นำทรราชย์กับสมุนถืออาวุธ ทว่าไม่มีทางเลือก ต้องดำรงอยู่ในกรอบขังนั้นด้วยความจำทน
สังคมลัทธิมีคุณสมบัติแทบตรงกันข้าม สมาชิกส่วนใหญ่ในสังคมลัทธิต่างค่อนข้างสุขีปรีดา ซึ้งซาบในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและความมั่นคงกลมเกลียวของความเป็นสาวกภายใต้การปกครองของผู้นำ ซึ่งมักได้รับการยกชูอยู่สูงจนมีสถานะเหนือมนุษย์ หรือมีภาพลักษณ์เป็นวีรชนไร้ผู้เทียมทาน และตราบใดที่สถานการณ์ในสังคมลัทธิดำเนินราบรื่นตามสูตรสำเร็จ ที่ถูกสถาปนาขึ้นด้วยการอ้างอิงความเห็นชอบของผู้นำ หรืออุปโลกน์ว่าเป็นการทำเพื่อผู้นำ สมาชิกส่วนใหญ่ต่างอิ่มเอมภาคภูมิกับการได้เกิดมารับใช้และปกป้องลัทธิของตนโดยถ้วนหน้า
และด้วยเชื่อมั่นว่าคำสอนของลัทธิคือสัจธรรมแห่งชีวิต สมาชิกทั้งหลายจึงมั่นใจว่า สิ่งที่ลัทธิสอนสั่งให้ตนเป็นและปฏิบัติคือ “ความถูกต้อง” คือ “ความดี” คือความ “มีศีลธรรม” กระทั่งถึงขั้นให้คุณสืบสานข้ามรุ่นไปยังชาติภพอื่น เมื่อมีสมาชิกหัวแข็ง ริอ่านแตกแถว คิดต่าง ตั้งคำถามสงสัย และหาญกล้าแสดงทีท่าผิดแผกไปจากข้อบังคับหรือความเชื่อของลัทธิ ทั้งในทางรุนแรงและนุ่มนวล ทั้งโดยตั้งใจและโดยไร้เดียงสา สาวกข้างมากมักเกิดอาการใจสั่น หวั่นหวาดว่าฐานความเชื่อของพวกตนจะถูกลบหลู่ดูแคลน กังวลวิตกว่าสมาชิก “กบฏ” ส่วนน้อยนั้นจะสร้างรอยร้าวและส่งผลให้เสาหลักของลัทธิล้มครืนลง
ข้อกล่าวหาที่ดีที่สุดเท่าที่สาวกลัทธิจะนำมาใส่ร้ายข่มขู่ผู้คิดต่าง มักมีเพียงข้อกล่าวหาไร้น้ำหนักและปราศจากเหตุผล อาทิ ผู้คิดต่างเป็นคนเลวทรามเพราะตั้งคำถามกับผู้นำหรือกับความศรัทธาในตัวผู้นำผู้ประเสริฐ ผู้คิดต่างต้องการทำร้ายผู้นำหรือทำลายลัทธิเพราะคนหวังดีที่ไหนจะเสือกคิดต่าง การคิดต่างแปลว่าผู้คิดต่างเนรคุณต่อลัทธิซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของผู้คิดต่าง ดังนั้นผู้คิดต่างจึงควรออกไปจากบ้านหรือปลดตัวเองออกจากลัทธิเสีย สาวกลัทธิผู้มีจิตใจ***มโหดมักมีความเห็นถึงขั้นที่ว่าผู้คิดต่างทั้งหลายสมควรถูกฆ่าล้างโคตร นอกจากนั้นยังมีการกีดกั้นขัดขวาง ประณามความเห็นหรือความช่วยเหลือจากคนนอก โดยประกาศว่าคนนอกไม่เข้าใจในพื้นฐานวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง (ซึ่งไม่ต้องการตรรกะ) ของลัทธิตน
ทั้งหมดนั้นล้วนมิใช่ “เหตุผล” ที่เกิดจากการคิด (ตามความหมายของการ “ใช้เหตุผล”) หากแต่เป็นเหตุผลที่เกิดจากการบังคับไม่ให้คิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแม้แต่น้อย เนื่องเพราะกฎข้อที่หนึ่งของการเป็นสมาชิกลัทธิคือ “ถอดสมองส่วนที่ใช้ตรรกะและเหตุผลทิ้งไปเสียก่อน” ตามด้วยกฎข้อที่สอง “กฎระเบียบและคำสอนของลัทธิย่อมถูกต้องหมดจด” และแม้ว่าสาวกลัทธิจะนิยมใช้ถ้อยคำขับไล่ไสส่งผู้คิดต่างให้ออกห่างไปจากลัทธิ ทว่าในทางปฏิบัติพวกเขาพอใจกับการคุมขัง ทำร้าย หรือบังคับข่มขู่ให้ผู้คิดต่างต้องถอนคำพูด กลับใจ หรือปิดปากไว้ด้วยความกลัวเสียมากกว่า เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมลัทธิ ว่าการสมัครเข้าเป็นสมาชิกเป็นเรื่องง่ายดาย ทว่าการลาออกหรือการปลดปล่อยตนเองจากสถานะของความเป็นสาวกนั้นเป็นเรื่องที่แทบต้องเอาชีวิต (ทั้งของตนเองและคนใกล้ชิด) เข้าแลก สังคมลัทธิทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้คิดต่างลอยนวล
...
ติดตามทั้งหมดได้ จาก http://www.prachatai...l/2011/12/38507
เก็บมาฝากเพื่อนๆ เป็นของขวัญปีใหม่ฮับ ลองกลั้นใจอ่านดูสักหน่อย เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง แล้วแต่ท่าน เราจะได้มาสนทนากัน
อย่าลืมนะครับ มันเป็นแค่ความเห็นของคนๆนึง ผมไม่ได้เอามายกยอปอปั้นว่า มันจะถูกหรือผิด
ขออย่างเดียวนะครับ อย่าปิดกั้น โอกาศแสวงหาความรู้ หรือ เปิดประตูความคิด ของตัวเอง เพียงเพราะเพราะ เห็นชื่อ คนเขียน และ คนโพสท์
สุดท้าย ถ้ายังไม่เข้าไปอ่าน กรุณาอย่า โพสท์ความเห็นขยะนะครับ ปล่อยตกไป เพราะ มันจะเป็นการเปลือยตัวตนท่านเองปล่าวๆ
ใครหว่าพยายามจริ๊งเขียนเรื่องโง่ๆ จะว่ามันโง่มันก็เขียนได้ยาวมาก จะบอกว่าเก่งก้จริงแต่ก็คือโง่
อย่้าโง่เสียเวลาอ่านดีกว่ามั้ย
สังคมไหนประเทศไหนก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นยิ่งพวกคอมมิวนิสต์นี่ยิ่งหนัก พวกแขกมอนโตมองเตยิ่งร้าย
ประเทศไทยนี่และใจดีไม่ค่อยเอาเรื่องจับมาก็ปล่อย
ปล่อยทุกคนนะและ มีแต่ไอ้พวกคิดร้ายนะไ่ม่ยอมรับผิด...
#32
Posted 28 December 2011 - 12:26
...ตรูอยากวิจารณ์สถาบัน เพราะตรูปลดปล่อยได้แล้ว...ตาสว่างว่างั้นเหอะ
#33
Posted 28 December 2011 - 12:45
สังคมลัทธิมีคุณสมบัติแทบตรงกันข้าม สมาชิกส่วนใหญ่ในสังคมลัทธิต่างค่อนข้างสุขีปรีดา ซึ้งซาบในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและความมั่นคงกลมเกลียวของความเป็นสาวก ภายใต้การปกครองของผู้นำ ซึ่งมักได้รับการยกชูอยู่สูงจนมีสถานะเหนือมนุษย์ หรือมีภาพลักษณ์เป็นวีรชนไร้ผู้เทียมทาน และตราบใดที่สถานการณ์ในสังคมลัทธิดำเนินราบรื่นตามสูตรสำเร็จ ที่ถูกสถาปนาขึ้นด้วยการอ้างอิงความเห็นชอบของผู้นำ หรืออุปโลกน์ว่าเป็นการทำเพื่อผู้นำ สมาชิกส่วนใหญ่ต่างอิ่มเอมภาคภูมิกับการได้เกิดมารับใช้และปกป้องลัทธิของตน โดยถ้วนหน้า
โอ้โห ปราบดา นี่บรรยายถึงลัทธิเสื้อแดงอันมีทักษิณเป็นเจ้าลัทธิได้ลึกซึ่งมากเลยครับ
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#34
Posted 28 December 2011 - 13:03
ใช้สำนวนเยอะแยะยั๊วเยี๊ยะ มั่ว ๆ ดี
แต่สำหรับผมถือเป็นความคิดเน่า ๆ ของคนคนหนึ่งครับ
อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมครับ เจ้าของกระทู้เห็นอย่างไรก็ตามใจเถิดครับ
#35
Posted 28 December 2011 - 13:03
เขียนทำไมให้ยืดยาว สรุปสั้นๆแบบหยาบๆไม่ต้องทำเป็นลึก ทั้งหมดทั้งมวลจะเหลือแค่
...ตรูอยากจิกหัวด่าสถาบัน เพราะตรูปลดปล่อยได้แล้ว...ตาสว่างว่างั้นเหอะ
แก้คำผิดครับ
#36
Posted 28 December 2011 - 13:09
ในโลกมนุษย์ยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ดูเหมือนจะมีสังคมเพียงสองประเภทที่สมาชิกในสังคมสามารถถูกกฎหมายตัดสินจำ ขังเป็นเวลานานสองถึงยี่สิบปี ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้นจากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งไปยังโทรศัพท์มือถือ ของคนอีกคนหนึ่ง ด้วยข้อหาแปลความบางบทบางตอนจากหนังสือภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งเพื่อเผย แพร่ในพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว และด้วยข้อหาแสดงความเห็นทางการเมืองของตนบนเวทีสาธารณะ
ยกประโยคนี้มาให้อ่าน
แล้วถามว่า
เฮนไต
ประโยคนี้ ผิดพลาดทางข้อเท็จจริงอย่างไร
โปรดตอบ
ตกลง เฮนไตไม่กล้าตอบคำถามนี้หรือ
Edited by amplepoor, 28 December 2011 - 13:41.
#37
Posted 28 December 2011 - 13:13
เขียนมาซะยืดยาว.....สรุปแล้วมีแต่ความว่างเปล่า มีแต่แนวคิดเน่าๆ ของคนจิตใจต่ำช้าที่อยากปลดปล่อย
" สังคมลัทธิทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ผู้คิดต่างลอยนวล ".......แล้วสังคมของเอ็งหล่ะ เรียกว่าอะไรดี
ลัทธิสังคมนิยม....สังคมนิยมคอมมิวนิสต์.....สังคมนิยมแม้ว....หรือ สังคมของพวกสวะชั้นต่ำ
ความคิดของพวกเอ็งช่างบรรเจิด แต่จิตใจนั้นมอดดับ .........เหมือนงานเขียนของเอ็งนั่นแล
#38
Posted 28 December 2011 - 13:17
แบบว่าอยากเป็นเสื้อแดงบ้างน่ะครับ
#39
Posted 28 December 2011 - 13:24
เขียนทำไมให้ยืดยาว สรุปสั้นๆแบบหยาบๆไม่ต้องทำเป็นลึก ทั้งหมดทั้งมวลจะเหลือแค่
...ตรูอยากจิกหัวด่าสถาบัน เพราะตรูปลดปล่อยได้แล้ว...ตาสว่างว่างั้นเหอะ
แก้คำผิดครับ
น้อมรับความผิดพลาด
#40
Posted 28 December 2011 - 13:32
#41
Posted 28 December 2011 - 14:08
ผมอ่านบทความของไอ้นี่แล้วรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งว่ามันปรุงแต่งมากเกินไป พยายามประดิษฐ์ถ้อยคำและผูกประโยคให้เยิ่นเย้ออ่านยากเข้าไว้จะได้ดูเหมือนว่าเป็นคนมีมันสมองเขียน แต่ขอโทษทีเหอะ อ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนมันหมกมุ่นกับความคิดตัวเองอย่างเดียว ไม่ฟังคนรอบข้างเลย
#42
Posted 28 December 2011 - 14:15
ไอ้นี่มันสับสนทางความคิดหรือไงวะ วรรคแรกบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่วรรคถัดๆ มาด่าลัทธิบูชาทักษิณกับประชาธิปไตยกินได้ซะเละเชียว
ผมอ่านบทความของไอ้นี่แล้วรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งว่ามันปรุงแต่งมากเกินไป พยายามประดิษฐ์ถ้อยคำและผูกประโยคให้เยิ่นเย้ออ่านยากเข้าไว้จะได้ดูเหมือนว่าเป็นคนมีมันสมองเขียน แต่ขอโทษทีเหอะ อ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนมันหมกมุ่นกับความคิดตัวเองอย่างเดียว ไม่ฟังคนรอบข้างเลย
เคยอ่านบทความของชนชั้นกลางผู้ดัดจริตเห็นใจแดงรากหญ้าอย่างลึกซึ้งของผู้กำกับ "รักแห่งสยาม" ไหมครับ
พอผมอ่านจบ ผมแทบดีลีทเพลงของเขาทิ้งจากไอพอดเลย ทำไมต้องเขียนอะไรยืดยาว เยิ่นเย้อ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง และใช้คำ "หรูหรา" เขียนคำธรรมดาไม่ได้หรือ
ครูการเขียนของผมท่านหนึ่ง แกเป็นคนอังกฤษ ขี้เมาแต่รักวรรณกรรมเข้าสายเลือด เคยสอนผมไว้นานแล้วว่า
คนที่เขียนคำสูง หรูหรา และยืดยาว แท้จริงคือพวก"อวดภูมิปัญญา" ตนเอง
พวกนี้ "กลวง" และต้องการให้คนอื่นดูว่าตนฉลาด ถ้อยภาษาของนักเขียนเหล่านี้บอกได้ว่าพวกเขาคือคนจอมปลอม(Phony) และเสแสร้ง (Pretensious)
ตัวอย่างข้อเขียน "จอมปลอม" แบบปราบดา จากผกก.อีกคน
เมื่อผู้กำกับ "รักแห่งสยาม" เขียนจดหมายตอบน้องเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ 10 เมษายน
วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น
"ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล" หรือ "มะเดี่ยว" ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" รวมทั้งหนังสะท้อนปัญหาสังคมไทยในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลาย ๆ เรื่อง เช่น "คน ผี ปีศาจ" และ "13 เกมสยอง" ได้เขียนจดหมายตอบกลับไปยังเพื่อนรุ่นน้องที่เข้ามาระบายอารมณ์ความรู้สึกผิดหวังเสียใจกับปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่มีต่อเหตุการณ์นองเลือดในวันที่10 เมษายน โดยเขาได้นำเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวไปโพสต์ไว้ในเว็บล็อกส่วนตัว http://mdsponx.spaces.live.com มติชนออนไลน์เห็นว่าจดหมายของชูเกียรติมีเนื้อหาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้...
- 1singh likes this
#43
Posted 28 December 2011 - 14:16
โยนิโสมนสิการ
จากที่ได้ป่าวประกาศไปในเฟศบุคว่าจะทำรายการตอบคำถาม ก็มีผู้คนส่งคำถามมามากมาย มีไม่น้อยที่เปนคำถามเกี่ยวกับสังคมและการเมือง จะอ่านตอบลงไปในยูทูปก็เกรงใจเพราะว่าในการดำเนินรายการหมายมุ่งว่าทำเพื่อความบันเทิงเริงใจ การค้นหาความจริงทางสังคมและการเมืองตอนนี้มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นกันมากมายอยู่แล้วจึงปล่อยให้เปนหน้าที่ของท่านเหล่านั้นไป
หากแต่ก็ยังมีความกลัดใจอยู่ไม่น้อยในประเด็นความขัดแย้งแลความเศร้าที่ต้องมีผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไปในเหตุการณ์จึงหยิบจดหมายของน้องคนหนึ่งที่เขียนมาในใจความถามว่า เขาควรทำอย่างไรดีเมื่อเริ่มขัดแย้งกับเพื่อนในเฟศบุคเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่เปนเพื่อนสนิทที่นิสัยดี พอความขัดแย้งเกิดขึ้นเขาและเธอว์เหล่านั้นต่างแสดงตัวตนที่โหด***มอำมหิตออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อจดหมายส่งมาถึงข้าพเจ้าหลายวันหากแต่ยังไม่ได้ตอบ แล้วไม่นาน น้องคนนั้นก็นำไปเขียนลงบลอกด้วยความสับสนว้าวุ่นใจ แฝงความทุกข์ใจที่เสียเพื่อนอยู่ในที เจือระคนด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าความโกรธนั้นไม่ได้มุ่งหมายไปที่ตัวบุคคล แต่ยังแผ่ลามไปถึงสังคม แลทุกสิ่งที่ปลูกความคิดอัปยศเหล่านั้นให้เพื่อนของเขา จึงขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านในบลอกนี้ ก่อนที่จะอ่านจดหมายตอบกลับของข้าพเจ้าต่อไป
http://nanoguy.extee.../20100412/entry
จดหมายถึงน้อง
ตี้น้องรัก
จากคำถามสั้น ๆ วันก่อนที่เธอว์ได้ถามพี่มา บัดนี้ได้แจกแจงรายละเอียดจนเห็นภาพชัดแจ้ง โดยที่ไม่ต้องจินตนาการใด ๆ เพราะรอบข้างตัวพี่ ตัวเรา ตัวเขา ตัวเธอว์ เหล่านั้นเราต่างประสบปัญหานี้กันทั้งสิ้น แม้แต่ตัวพี่เองที่วันนี้คงพูดไม่ได้แล้วว่าเปนกลางทางการเมือง
การออกตัวว่าเห็นด้วยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเปนเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่างมากในสังคมกรุงเทพสาธารณะ(ในที่นี้หมายถึงในโลกไซเบอร์นี้ด้วย) เพราะเราจะถูกชี้หน้าด่าทันทีว่าเปนลิ่วล้อของทักษิณ เปนคนโง่ที่ถูกล้างสมอง ไร้การศึกษา ชีวิตมีค่าเพียงธุลีดิน และถูกเกลียดชังไปในทันที แต่พี่ว่าการออกตัวอย่างชัดเจนยังดีกว่าการออกตัวว่าเปนกลางแล้วซ่อนความยินดีอำมหิตอยู่ภายในอย่างคนที่ตี้ได้เจอคนพวกนี้เขาไม่ถามเราหรอกว่าทำไมเราถึงเห็นด้วยกับเสื้อแดง เหมือนที่เขาตอบเราไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงเกลียดทักษิณ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอธิบายไม่ได้ด้วยว่าทักษิณทำผิดอะไร มักจะเชื่อเพราะเขาบอกมา เชื่อเพราะเขาพูดกัน เชื่อเพราะสื่อชี้ให้เห็นเปนแบบนี้ และที่น่าเศร้า เชื่อ เพราะกลัวจะถูกหาว่าไม่ฉลาดทันคน
พี่ทำหนังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัยจนถึงเรื่องสิบสามเกมสยองก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกรัฐประหารในคืนที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่ที่พูดถึงในเนื้องานคือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาบ้าอันเปนนโยบายของรัฐบาล เรื่องการแทรกแซงสื่อและนโยบายประชานิยม พี่ไม่ค่อยกล้าแตะเรื่องการเลี่ยงภาษีหรือการทุจริตต่าง ๆ ที่เขายกมาเปนประเด็นในช่วงท้าย ๆ ของการดำรงตำแหน่งนั่นเปนเพราะว่าพี่ไม่เข้าใจระบบภาษี ไม่เข้าใจวิธีการฟอกเงิน การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดที่เราไม่รู้แจ้งจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นักเพราะวันหนึ่งสิ่งต่าง ๆ อาจจะย้อนมาหาตัวเราเอง อนึ่ง หากจะพูดเรื่องภาษี พี่ก็ยังเห็นคนรอบข้างตั้งหลายคนพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่าง ๆ นานาเช่นกันและที่ไม่น่าพูดถึงเลยก็มีคนในประเทศนี้ตั้งหลายคนที่ไม่ต้องเสียภาษีและก็ใช้ทรัพยากรเดียวกันบนผืนแผ่นดินไทยรวมถึงพี่ด้วย ที่บางอารมณ์เมื่อนึกถึงความทุจริตที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในหน่วยงานของรัฐ พี่ก็ไม่อยากจะเสียภาษีเหมือนกัน แต่ก็เลี่ยงไมได้เพราะหัก ณ ที่จ่ายเงินทุกครั้งเมื่อพี่ได้รับค่าจ้าง
เราคงไม่ต้องอธิบายแรงผลักดันในการออกมาต่อสู้ของชนชั้นรากหญ้าให้เสียเวลาเพราะมีคนได้อธิบายไปแทบจนหมดสิ้นแล้วแต่คนส่วนใหญ่ในเมืองก็ยังเลือกที่จะไม่เข้าใจอาจจะเปนเพราะชาวนาในความคิดเขาก็ยังเอาควายไถนาเกี่ยวข้าว สวมงอบกันเหมือนในโปสการ์ดของการท่องเที่ยวฯ ความยากจนและการถูกกดขี่มันเปนอย่างไรคงยากจะจินตนาการถึงในสังคมของผู้ที่ร้องเรียนทุกอย่างได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เรื่องของแถมจากการชิงโชคสินค้าไปจนถึงโดยแย่งอาหารในชาบูชิบุฟเฟต์ ไม่ว่าจะให้ข้อมูลอย่างไร การชุมนุมของคนเสื้อแดงเปนการทำลายธุรกิจ การใช้จ่ายอันศรีวิไลซ์และความสำราญสะดวกสบายของเขาเหล่านั้น มากกว่าจะเปนการเรียกร้องความเปนธรรมทางการเมืองที่เขาถูกลิดรอนมาหลายทศวรรษแล้ว
มีคำถามของน้องคนหนึ่งชื่อ "ปาริณ" ถามได้น่าสนใจว่า "ใครคือชนชั้นกลาง" เปนคำถามที่ดีมากสำหรับเด็กมัธยมผู้ใฝ่รู้ จริงแล้วแต่ละสาขาก็มีอรรถาธิบายต่อคำว่าชนชั้นกลางของตัวเอง ทางรัฐศาสตร์ก็แบบนึง เศรษฐศาสตร์ก็แบบนึง สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็อีกแบบนึงแล้วแต่จะพูดไป แต่สรุปรวมคำอธิบายในแบบของพี่ ชนชั้นกลางคือผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ทำงานอยู่ในระบบธุรกิจ จุดมุ่งหมายของชนชั้นกลางคือการถีบตัวไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นในระดับชนชั้นสูง คนพวกนี้มีความอ่อนไหวเปราะบางทางความรู้สึกเพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีความมั่นคง เกือบทั้งหมดมีหนี้สิ้น ไม่ว่าจะเปนบ้านหรือรถ หรือธุรกิจ ดังนั้นไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความกังวลในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองและต้องการหาแหล่งอำนาจไว้พึ่งพิงชนชั้นกลางอ่อนไหวกับข่าว เชื่อสื่อง่ายโดยเฉพาะสื่อทางเลือกอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต และเคเบิลทีวีพวกเขาพร้อมใจจะเชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์ ข่าวซุบซิบ หรืออะไรก็ตามที่ขึ้นต้นว่า "ข่าววงใน" สิ่งที่พวกเขากลัวคือการตามไม่ทันกระแส โดยเฉพาะยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ใครรู้ก่อน ปล่อยข่าวได้ก่อน ย่อมได้รับการยกย่องราวกับเปนกูรู ข้อพิสูจน์นี้เห็นได้จากรายการแฉที่ได้รับความนิยมมากมาย พิธีกรหรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงในการแฉไม่ว่าจะเปน มดดำ ซ้อเจ็ด หรือช่องเคเบิลใด ๆ ที่เปิดแล้วมีแต่กระเทยมาเม้าธ์กัน ตอนนี้มีมากมายและได้รับการยกย่องเสียด้วย ในขณะที่เราถูกสอนว่าการนินทาผู้อื่นนั้นไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จัก แต่ทำไมถึง...
ช่างมัน เรามานินทาชนชั้นกลางกันต่อ ด้วยรู้จุดอ่อนข้างต้น ชนชั้นปกครองจึงหลอกเอาขนมผสมน้ำยาได้โดยง่าย ด้วยสื่อที่เปนของทหารและรัฐเกือบทั้งหมดเขาจะทำให้เราเชื่ออะไร รักอะไร เกลียดอะไรได้โดยง่าย เรียนนิเทศมาสื่อแบบนี้เขาบอกว่าเปนสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไม่ใช่สื่อของเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างที่เราเชื่อกัน เพราะถ้าเปนเช่นนั้นจริง ฟรีทีวีเราคงมีมากกว่าสิบช่องให้มีการแข่งขันเสรีมากกว่าจะต้องทนดูอะไรห่วย ๆ โง่ ๆ ไร้รสนิยม ที่รัฐและนายทุนสื่อที่มีอยู่ไม่กี่เจ้ายัดเยียดให้เราดูแล้วบอกว่า "ชาวบ้านเขาต้องการแบบนี้" ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากดูแบบนี้หรือไม่มีปัญญาทำแบบอื่น หรือกลัวเขาจะฉลาดขึ้นมา
นอกเรื่องอีกแล้ว มาเรื่องชนชั้นกลางต่อ อย่าหาว่าเม้าธ์เลย ชนชั้นกลางไม่ค่อยแคร์ต่อความเปนไปของโลกมากนักจนกว่าจะมีปัญหาเดือดร้อนมาถึงตัว ในวัยมหาลัยเขาไปค่ายอาสากัน แต่ก็เหมือนไปเที่ยวไปกอบโกยความสนุกจากชาวบ้านแล้วก็สร้างห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหารให้เขาอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วทุกคนก็ลืมไปสิ้นเมื่อตอนแวะตลาดซื้อของฝาก เขาไปเที่ยวชนบทเพื่อดูความเรียบง่าย พอเพียง ทางอุดมคติก่อนจะกลับมาชอปปิ้งในห้างหรูด้วยบัตรเครดิตที่หมุนเดือนชนเดือน แล้วเขาก็ด่าคนที่มาชุมนุมเหยียดหยามเขาเหมือนไม่ใช่คน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอาจจะเปนลุงป้าน้าอาที่เคยไปสร้างห้องสมุด โรงอาหารให้กับเขาเมื่อไปค่ายก็เปนได้ เขาไปวัดปล่อยนกปล่อยปลาถวายสังฆทาน แต่ไม่ฟังเทศน์ หลายคนอ่านหนังสือพระดังแต่ไม่รู้จัก "กาลามสูตร" เข้าใจว่าเปน "กามสูตร" หากลองปฏิบัติตาม กาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พี่เชื่อว่าหลายคนคงเปนอิสระจากการครอบงำทางความคิดและเกิด "โยนิโสมนสิการ" ซึ่งไม่ใช่ความยินดีในโยนี แต่ลองไปเปิดหาความหมายเอาเองเถิด
แล้วที่เม้าธ์ชนชั้นกลางมาหลายย่อหน้านี้มันตอบคำถามใดของตี้ หากตี้มีโยนิโสมนสิการแล้วก็จะเข้าใจว่า น้องคนที่เขามีความยินดีในความตายของผู้คนเหล่านั้นเขาเปนชนชั้นกลางที่ขาดซึ่งวิจารณญาณโดยแท้ อาจจะเปนความเยาว์ความเขลาของนาง หรือสื่อที่บิดเบือนโลกของนางไปให้เห็นกงจักรเปนดอกบัว เห็นความตายเปนเรื่องน่ายินดี เห็นความแตกต่างทางการเมืองเปนเรื่องที่ต้องเอามาตัดสินคนว่าโง่เง่าต่ำตม ถ้าเปนพี่ก็คงช็อคมิใช่น้อยถ้าได้เห็นการเอารูปคนตายมาหยามเกียรติและชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มองในแง่ดีเราก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้นเหมือนกันนะตี้ มันทำให้เรามีตาทิพย์ เพราะขณะที่คนอื่นมองเห็นความศรีวิไลซ์ของน้อง ๆ เหล่านั้นว่าเปนคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีการศึกษาและเปนอนาคตของชาติ แต่เรามองเห็นด้านของปีศาจร้าย ความกักฬะโสมม ที่อยู่ในใจนาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องความเชื่อทางการเมือง แต่เปนเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่า
เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นมนุษย์ไม่ใช่มนุษย์ เรายังเชื่อในอำนาจนิยม วันหนึ่งที่เรามีอำนาจเราก็จะกลายเปนปีศาจร้ายทำลายได้ทุกอย่างกระทั่งชีวิตคนได้อย่างสนุกสนาน คิดดูว่าแค่มีอำนาจในมือในการพิมพ์คีย์บอร์ดยังเปนได้ขนาดนี้ วันหนึ่งที่เขามีสิทธิ์ชี้เปนชี้ตายคนพวกเขาจะสนุกสนานขนาดไหน แล้วเราจะหวังอะไรกับอนาคตของชาติที่เปนแบบนี้
ความหวังเรื่องสันติยังคงมืดมน แม้ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติให้ยุบพรรคประชาธิปปัตย์แล้วก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรว่าการชุมนุมจะเลิกรา พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังขออุทธรณ์ดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือถึงแม้จะเลิกชุมนุมไปแล้วการหวนกลับมาของทักษิณก็อาจจะมีการชุมนุมครั้งใหม่ของอีกฝ่าย หรือแม้แต่ทักษิณถูกประหัตประหารไป แต่เชื่อไหม ความขัดแย้งในสังคมก็จะยังดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีสุดหล่อเคยออกมาบอกว่าอย่าเอาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมาเปนเงื่อนไขในการชุมนุม แต่ในความเปนจริง ความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั่นแหละคือปัญหาหลักของประเทศนี้
ชนชั้นสูงรู้ดีว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือและชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากเกิดความเปลี่ยนแปลงชนชั้นล่างรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรและชีวิตของพวกเขามันต่ำต้อยแค่ไหนในระบบเผด็จการทหารห่อประชาธิปไตย (เหมือนผัดไทห่อไข่) ทุกประเทศเปลี่ยนไปหมดแล้วไม่เว้นเวียตนามและกัมพูชา เมื่อคนที่ยากแค้นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมและพวกเขาก็ชนะ พี่เชื่อว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นแน่นอน เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชนชั้นสูงอย่างเต็มตัว
ประเทศเราไม่มีทางเปนเหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อคนถูกเสี้ยมให้เกลียดกันแล้วรอยร้าวนี้ก็ยากจะสมาน ต้องให้เครดิตรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยตรงที่ขยันออกข่าวสร้างภาพความเลวร้ายของคนเสื้อแดง ใส่สีตีไข่ จนทำให้คนเกลียดกันได้มากถึงเพียงนี้ รัฐอาจจะต้องการรักษาอำนาจของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งนั้นอาจจะสำคัญมากกว่าความเข้าอกเข้าใจกันของคนในชาติ
มันอาจจะฟังดูอุดมคติ แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกันคือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้าเราเข้าใจว่าเราเองก็ไม่อยากจน ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไปสิมันไม่ได้หรอก เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยากจนข้นแค้น มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์ แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์ และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ
เขียนมาถึงขั้นนี้ คงมีหลายคนที่เกลียดชังพี่ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไป ซึ่งพี่ไม่ได้โกรธคนเหล่านั้น เพราะคนเรามีความเชื่อต่างกันได้ และจะเกลียดกันก็ไม่ว่ากระไรแต่ให้ลองถามว่า คุณเกลียดชังคนมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากคุณด้วยเหตุผลอะไร หากคุณรักชาติหวงแหนผลประโยชน์ของชาติ ลองนึกถึงคำตอบหน่อยว่า ผลประโยชน์ของชาติ คืออะไร ถ้าตริตรองดูด้วยเหตุผลด้วยข้อมูลต่าง ๆ มาประสมกัน คิดโดย "ไม่ควรเชื่อ เพียงเพราะ..." แล้วยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิมด้วยเหตุผลที่หนักแน่น เราก็ยินดีให้ด่า
พี่หวังว่าจดหมายนี้จะเปนคำตอบที่ดีให้กับตี้และน้องปาริณอยู่ไม่น้อย หวังว่าสิ่งที่กลัดใจอยู่คงจะคลายความเครียดของมันลงไปได้ในเร็ววัน อาจจะสงสัยว่าทำไมพี่ถึงเรียกชนชั้นกลางว่าพวกเขา แล้วพี่เปนชนชั้นอะไร จริง ๆ แล้วพี่ก็เปนชนชั้นกลางเหมือนกับทุก ๆ คนที่เล่นเน็ตอยู่ ณ ที่นี้แหละจ้ะ เพียงแต่บางครั้งเราก็ไม่อยากถูกเหมารวมไปอยู่ในหมวดชนชั้นกลางที่เหยียดวรรณะ เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พี่ยอมเปน "ไพร่" มากกว่าจะเปนคนในแดนศริวิไลซ์ที่มองเห็นคนไม่เห็นเปนคน
วิงวอนให้ทุกคนได้มี "โยนิโสมนสิการ" ในเร็ววัน
แมวโพง สีสวยดี
#44
Posted 28 December 2011 - 15:33
ก็งงๆ ว่า ถ้าสังคมที่เขาอยู่มันเลวร้ายมากขนาดนั้น
ตอนนี้ เขาคิดต่างจากสังคม
แล้วเขาอยู่รอดในสังคมนั้นได้ไง?
ผมว่า เผอิญสังคม เราไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เค้าจินตนาการ
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่า สิ่งที่เค้าจินตนาการ มันจะเกินความจริงไปซะทั้งหมด..
"คนโง่มักจะชอบว่าคนอื่นว่าโง่"
"ถ้าคนเราคิดเหมือนกันหมด ก็ไม่มีเลือกตั้งซิครับ"
"ผมไม่พูด เรื่อง 112 แล้ว นะครับ กรุณาอย่าถาม (17 พค 2012)"
#45
Posted 28 December 2011 - 15:35
สังคมลัทธิแดง ประชาธิปไตยกินได้ ต้องสร้างหมู่บ้านคนเสื้อแดง
ใครไม่แดงก็ต้องทนอยู่
ด่าตัวเองจริงๆ ด้วย แม้วเป็นเทพเจ้า ฮ่าๆๆๆ
ถ้าอ่านแล้วคิดแบบนั้น ก็แล้วแต่ท่านละครับ ....นี่มันด่า ลัทธิคลั่งทักษิณ นี่หว่า
Edited by hentai, 28 December 2011 - 15:36.
"คนโง่มักจะชอบว่าคนอื่นว่าโง่"
"ถ้าคนเราคิดเหมือนกันหมด ก็ไม่มีเลือกตั้งซิครับ"
"ผมไม่พูด เรื่อง 112 แล้ว นะครับ กรุณาอย่าถาม (17 พค 2012)"
#46
Posted 28 December 2011 - 15:40
เขียนพรรณนาซะยืดยาว ขนาดเช้า ๆ ยังอ่านแล้วหาวนอน
ความจริงมันมีวิธีเขียนให้เหลือแค่ 2 ย่อหน้าก็ได้ แถมยังจะตรงประเด็นกว่า ถ้าคนเขียนมีทักษะดีพอ
นั่นคือถ้าคนเขียนยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ประกอบความคิดนามธรรมของตัวเอง
ว่าสังคมลัทธินี้ มันเกิดขึ้นที่ไหน ผู้นำที่คนยกชูนี้เป็นผู้นำคนไหน จะได้รู้ว่าไอ้ที่หนูปราบดาบอกว่าเขาด่าแบบไม่มีเหตุผลน่ะ มันไม่มีเหตุผลจริงหรือเปล่า
เพียงแค่ทำแบบนี้ บทความนี้ก็จะหลุดจากบทพรรณนาเลื่อนลอย เพ้อฝัน ไร้แก่นสารในแง่ความเป็นจริง
เอาไว้ถ้ามีเวลา แล้วถ้ากระทู้นี้ยังไม่ตกไป จะมาเขียนให้ดูเป็นตัวอย่าง
ท่านวิจารณ์วิธีเขียนของเค้า ... อืม... ผมไปไม่เป็น...
ผมว่านักเขียนมีชื่อแต่ละท่าน คงต้องมีวิธีการของตัวเอง นิ้วกลม ก็มี ท่าของเค้า เพื่อให้คนจำได้ เพื่อให้แตกต่าง..
ท่านนี้ก็คงเหมือนกัน... ถ้าตัดส่วนนั้นไป ความเป็นตัวตนก็หมดไป... ก็เป็นแค่ นักเขียน โนเนม คนอ่านๆแล้วไม่รู้ว่าใครเขียน...
"คนโง่มักจะชอบว่าคนอื่นว่าโง่"
"ถ้าคนเราคิดเหมือนกันหมด ก็ไม่มีเลือกตั้งซิครับ"
"ผมไม่พูด เรื่อง 112 แล้ว นะครับ กรุณาอย่าถาม (17 พค 2012)"
#47
Posted 28 December 2011 - 15:44
ท่านวิจารณ์วิธีเขียนของเค้า ... อืม... ผมไปไม่เป็น...
ผมว่านักเขียนมีชื่อแต่ละท่าน คงต้องมีวิธีการของตัวเอง นิ้วกลม ก็มี ท่าของเค้า เพื่อให้คนจำได้ เพื่อให้แตกต่าง..
ท่านนี้ก็คงเหมือนกัน... ถ้าตัดส่วนนั้นไป ความเป็นตัวตนก็หมดไป... ก็เป็นแค่ นักเขียน โนเนม คนอ่านๆแล้วไม่รู้ว่าใครเขียน...
ถามจริง
ถ้าไม่จั่วหัวว่าปราบดา หยุ่น คุณจะรู้ไหมว่าใครเขียน?
ผมเชื่อว่าต่อให้คุณตัดชื่อคนเขียนออก เอางานเขียนของโก้วเล้ง ของไอแซค อาสิมอฟ ของหลินยู่ถัง ของท่านรงษ์ วงศ์สวรรค์ หรือกระทั่งของลุงเปลว สีเงินมา
คุณจะจำ"สำนวน" ได้ ว่าสำนวนนี้เป็นของใคร
หรือว่าคุณเห็นไตเป็นปราบดา หยุ่นเสียเอง เลยมาดีเฟนด์งานเขียนของปราบดา?
#48
Posted 28 December 2011 - 15:44
ในโลกมนุษย์ยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ดูเหมือนจะมีสังคมเพียงสองประเภทที่สมาชิกในสังคมสามารถถูกกฎหมายตัดสินจำ ขังเป็นเวลานานสองถึงยี่สิบปี ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้นจากโทรศัพท์มือถือของคนคนหนึ่งไปยังโทรศัพท์มือถือ ของคนอีกคนหนึ่ง ด้วยข้อหาแปลความบางบทบางตอนจากหนังสือภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งเพื่อเผย แพร่ในพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัว และด้วยข้อหาแสดงความเห็นทางการเมืองของตนบนเวทีสาธารณะ
ยกประโยคนี้มาให้อ่าน
แล้วถามว่า
เฮนไต
ประโยคนี้ ผิดพลาดทางข้อเท็จจริงอย่างไร
โปรดตอบ
ผมว่าขาดรายละเอียดไป ... แต่.. ประเด็นของเนื้อหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตรงนั้นแค่เป็นตัวอย่าง สมมุติว่า คุณปราบดา เอาตัวอย่างทั้งสองออกไป ก็ไม่ได้
ทำให้ สิ่งที่เค้าจะพูดเปลี่ยนไป หรือ มี น้ำหนักน้อยลง ในสายตาคนที่ไม่ได้ บูชาลัทธิใดๆ
"คนโง่มักจะชอบว่าคนอื่นว่าโง่"
"ถ้าคนเราคิดเหมือนกันหมด ก็ไม่มีเลือกตั้งซิครับ"
"ผมไม่พูด เรื่อง 112 แล้ว นะครับ กรุณาอย่าถาม (17 พค 2012)"
#49
Posted 28 December 2011 - 15:50
แล้วก็ถือโอกาส ถามเฮนไตอีกประโยค
จะทำให้ศิริราชหายไปจากแผ่นดิน
คำพูดใคร คงรู้กันอยู่แล้ว
ถามว่า คิดอย่างไรกับคำพูดประโยคนี้
เห็นด้วยหรือไม่
ทำไมไม่มีคนที่อ้างตัวเองว่ารักประชาธิปไตย
ตอบคำถามนี้เลย
ผมขอตอบอันหลังก่อนนะครับ เพราะคนที่รักประชาธิปไตยที่ที่คุณถาม ไม่ได้ พูดคำนั้น ทำไมคนเราต้องรับผิดชอบ
สิ่งที่คนอื่นพูด??? การที่เรากับเขามีึความเห็นหลายเรื่องตรงกัน แปลว่า เราต้อง เห็นเหมือนกัน ทุกเรื่อง??
ถาม ม้ากว่า 1+1=? ม้าก บอก 2
ถาม เสื้อแดง ว่า 1+1=? เค้า บอก 2
สรุปว่า ม้ากเป็นเสื้อแดง แล้วเอาเรื่องที่เสื้อแดง พูดไปถาม ม้าก ว่า พูดทำไม...???
ส่วนคำถามแรก ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ควรทำให้หายไปโดยไม่มีสาเหตุ อันสมควร
Edited by hentai, 28 December 2011 - 15:50.
"คนโง่มักจะชอบว่าคนอื่นว่าโง่"
"ถ้าคนเราคิดเหมือนกันหมด ก็ไม่มีเลือกตั้งซิครับ"
"ผมไม่พูด เรื่อง 112 แล้ว นะครับ กรุณาอย่าถาม (17 พค 2012)"
#50
Posted 28 December 2011 - 15:50
ในสายตาคนที่ไม่ได้ บูชาลัทธิใดๆ
ถามท่าน จขกท: ไม่มีวิธีไหนเลยที่เราจะเลือกทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันเลยหรือครับ?
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users













