
'ทักษิณ'โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้IMF
'ทักษิณ'โพสต์เล่าเบื้องหลังการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้'IMF'
8 ต.ค.56 เมื่อเวลา 12.45 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า" Me and My Country (1) ผมขอเริ่มตอนที่หนึ่งโดยการเล่าเรื่องเบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิครับ ปี 2544 ผมได้ประกาศว่าจะยกเลิกการประกวดราคาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งประกวดราคาโดยรัฐบาลก่อนเป็นวงเงิน 54,000 ล้านบาทเศษ โดยออกแบบรองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านคน ซึ่งขณะนั้นผมเห็นว่าแพงและจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้น้อยไป เกรงจะไม่พอ เปิดปุ๊บก็ต้องเต็มปั๊บ ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้นก็วิ่งมาพบผมและขอคัดค้านเพราะเรากู้เงิน JBIC อยู่ โดยบอกว่าจะยกเลิกเงินกู้
ผมก็นั่งคิด เนื่องจากเรายังไม่พ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ ก.ค.40 แต่ถ้าเรากลัวไม่ได้กู้เงิน เราก็ต้องสร้างสนามบินที่แพงเกินจริงและรองรับผู้โดยสารได้น้อยเกินไป เพราะจะสร้างใหม่ทั้งทีอุตส่าห์รอกันมาตั้ง 40 ปี ขณะนั้น ผมอ่านออกว่า ทูตญี่ปุ่นกลัวว่าประกวดราคาใหม่บริษัทญี่ปุ่นจะไม่ชนะประมูล เรื่องการไม่ให้กู้เงินคงจะไม่จริง ผมก็เลยบอกไปว่าผมจำเป็นต้องยกเลิกการประมูลและแก้แบบใหม่ให้รองรับผู้โดยสารจาก 35 ล้านคนเป็น 45 ล้านคน ถ้าญี่ปุ่นไม่ให้กู้ก็ไม่เป็นไร ผมใช้เงินแบงค์กรุงไทยกับแบงค์ออมสินก็ได้ ผมก็เลิกการประมูล แก้แบบเป็น 45 ล้านคน และให้มีการประมูลใหม่
ผลปรากฏว่า ราคาลดลงจาก 54,000 ล้านบาท เป็น 36,666 ล้านบาท ประหยัดไป 17,000 ล้านบาทเศษ พร้อมกับรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 10 ล้านคน จาก 35 เป็น 45 ล้านคน ซึ่งขนาดเพิ่มแล้ววันนี้หลังจากเปิดไม่กี่ปีก็เต็มแล้ว ทั้งๆ ที่ไปใช้ดอนเมืองด้วย และในที่สุด ท่านทูตญี่ปุ่นคนเดิมก็กลับมาขอร้องให้เราใช้เงินกู้ JBIC ต่อไปเหมือนเดิม (การเจรจาต้องรู้ความต้องการของเขาและของเรา)
ถ้าท่านจำได้ช่วงผมเป็นนายกฯใหม่ๆ ผมได้ประกาศว่า ไทยจะไม่ยอมกู้เงินนอกเด็ดขาดยกเว้นสัญญาที่มีอยู่เดิม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเรามีเงินสำรองอยู่ 27-28 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่เรามีหนี้ต่างประเทศมากกว่าเงินสำรองเรามาก รวมทั้งหนี้ IMF ถึง 12,000 ล้าน ผมเข้าใจโลกทุนนิยมดีครับ มันเปรียบเสมือนว่า เมื่อแดดออก มีแต่คนจะเอาร่มมาให้เราถือเต็มไปหมดทั้งๆ ที่เราไม่ต้องใช้ แต่ยามฝนตก เราอยากได้ร่มสักคันก็ไม่มีใครให้ยืม เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างคำว่า Trust & Confident ให้ได้ เงินถึงจะมา
ผมเลยใช้นโยบายว่า กัดฟันไม่กู้เงินนอกเท่านั้น ต่างประเทศก็เริ่มมั่นใจขึ้น เงินต่างประเทศก็เริ่มเข้ามาประกอบกับการปรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นให้สอดคล้องกัน ทำให้พ่อค้านำเข้าและส่งออกที่เก็บเงินไว้ต่างประเทศก็เริ่มนำกลับเข้ามา เสถียรภาพเงินบาทก็แข็งขึ้น เงินสำรองก็มากขึ้นจนเราสามารถใช้หนี้ IMF ได้ ซึ่งตอนเกิดวิกฤติตอนเราต้องยืมเงิน IMF ทุกคนก็คิดว่าต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีกว่าจะใช้หนี้ได้
ตอนที่ผมตัดสินใจใช้หนี้หลายคนก็ห้ามผมว่า ทำไมต้องรีบใช้ เดี๋ยวเงินสำรองจะพร่องมากไปไม่พอใช้ บังเอิญผมมีประสบการณ์เป็นนักกู้เงินมาก่อน ถ้าเราเป็นหนี้แล้วใช้คืนได้เขาถึงว่าเราเป็นลูกค้าชั้นดีที่จะให้กู้มากขึ้นอีก ผมก็เลยสั่งให้ใช้หนี้ทั้งหมดทีเดียว หม่อมอุ๋ยขอต่อรองเป็นอีก 6 เดือน ผมก็เลยบอกว่าผมประกาศเลยนะว่าอีก 6 เดือนจะชำระ ก็เลยเกิดการชำระหนี้ IMF ก่อนครบกำหนดถึง 2 ปี ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดีขึ้นมาก เงินก็เริ่มไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนเรากลายเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็น Net Creditor Nation คือ เป็นประเทศที่มีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศมากกว่าเงินกู้ต่างประเทศ โดยรวมตัวเลขทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย เป็นครั้งแรกของไทย
สรุปก็คือว่า ถ้าเรามียุทธศาสตร์การเงินและการทำงานที่ควบคู่กันได้ดี เราจะสร้างTrust & Confident ให้กับองค์กรของเรา(ซึ่งในที่นี้ก็คือประเทศ) แล้วเราจะเติบโตได้ เพราะจะมีเงินทุนเข้ามาให้เราได้ใช้บริหารและสร้างรายได้อย่างไม่จำกัดครับ วันนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ "
Noch Hautavanija
ทักษิณ โพสต์ Facebook พูดถึง เงินกู้ IMF ว่าตัวเองใช้ก่อนกำหนด 2 ปี
สรุปข้อเท็จจริงสั้นๆ นะครับ
ปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤติหนักทางการเงินจนต้องพึ่ง IMF
ไทยได้ "วงเงินกู้มา 17,000 ล้านดอลลาร์" หรือประมาณ 6.8 แสนล้าน
รัฐบาลชวน ขอใช้แค่ 14,200 ล้านดอลลาร์ เพราะเศรษฐกิจดีขึ้นตอนปี43
เท่ากับใช้ไปจริงประมาณ 5.6 แสนล้านบาทเท่านั้น เลย "ยกเลิกกู้ก่อนกำหนด"
ทำให้รอบการชำระคืนก็หมดเร็วก่อนกำหนดอยู่แล้วโดยเงื่อนไข
ที่สำคัญที่สุดคือ
ตอนหมดสมัยรัฐบาลชวน ชำระหนี้ IMF ไว้ให้แล้วอย่างน้อย 70% ของมูลหนี้ทั้งหมด จนรัฐบาลถัดไปมาบริหารงานต่อเหลือจ่ายอีกไม่กี่พันล้านดอลลาร์เท่านั้น
การที่ทักษิณ มาพูดเหมาเอาว่าใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนดสองปีนั้น
จงใจให้คนเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองจ่ายหนี้เองทั้งหมด โดยที่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดว่า..
1.หนี้ที่เหลือเหลือนิดเดียว
2.รอบกำหนดน้อยลงอยู่แล้ว
3.ยอมค่าปรับในการจ่ายก่อนกำหนดทั้งที่ไม่จำเป็น
4.เงินที่เอามาจ่ายก่อนกำหนดนั้น คือเงินกู้จากแหล่งอื่นมาโปะ
อย่าให้วาทกรรมแบบนี้หลอกคุณได้ครับ
'ทักษิณ' โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้IMF 'ทักษิณ'โพสต์เล่าเบื้องหลังการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้'IMF' อีกแล้ว #@^##!#
#1
Posted 8 October 2013 - 15:31

POPULAR
#2
Posted 8 October 2013 - 15:35
แค่ศีล 5 ข้อ 4 มุสาวาทา เวรมณี งดเว้นจากการกล่าวเท็จ ... ทักษิณก็ยังรักษาไม่ได้
การโกหก พูดเท็จ จึงมีให้เห็นเป็นอาจิณ ![]()
ความจริงทักษิณผิดศีลห้าหมดทุกข้อแหล่ะ... แต่ควายแดงก็ยัง ชาบู ชาบู ว่าเป็นคนดี !!
- ตะนิ่นตาญี, pinkpanda, อาบังคนเหนือ and 1 other like this
ดอกไม้งามมีหนามแหลม ใช่บานแย้มให้คนชม บานไว้เพื่อสะสม ความอุดมแห่งผืนดิน...
#3
Posted 8 October 2013 - 15:38
ชาบู ชาบู
If you try hard enough, you can be whatever you want to be.
#4
Posted 8 October 2013 - 15:40
คนเสื้อแดงก็เชื่อ 100% อยู่แล้ว
คนเสื้อไม่แดงก็ไม่เชื่อ 100% อยู่แล้ว
พูดยังไงก็ไม่ดีขึ้นไปกว่านี้แล้วแหละ
เอ...หรือแค่ร้อนตัว กลัวภัยย้อนกลับ?
- เพื่อนร่วมชาติ, ตะนิ่นตาญี and ถั่งเช่า ตรา ควายธนูแดง like this

#5
Posted 8 October 2013 - 15:42
มิน่าวันนี้ถึงเห็นขี้ข้าสาวกแม้วไปโพสต์เรื่องไทยรักไทยปลดหนี้ IMF จากกระทู้โน้น
มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
![]()
#6
Posted 8 October 2013 - 15:46

POPULAR
แต่สมัยคุณทักษิณ สร้างหนี้เยอะเหมือนกันนะครับ
- ค่าโง่ทางด่วน
ที่มา: http://thaipublica.org/2012/09/ctx-1/
- การก่อสร้างท่าอากาศสุวรรณภูมิ
เนื่องจากความเร่งรีบการก่อสร้างจนทำให้อับอายไปทั่วโลก...
ปัญหาทางเทคนิควิศวกรรม สถาปัตยกรรม
- puggi, ฟ้าเข้ม, พ่อไอ้ร้อยล็อคอิน and 10 others like this
╱/(っ◕ ‿‿◕)っ Hello, I'm a Kyubey /人◕ ‿‿ ◕人\
╱/(っ◕ ‿‿◕)っ Please Make a contract with me and become a Magical girl! /人◕ ‿‿ <人\
ข้าพเจ้าขอสนับสนุนท่านผู้นำที่น่ารักที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!!! Heil Lertih Adolf!! Heil Lertih Adolf!! Heil Lertih Adolf!!
#8
Posted 8 October 2013 - 15:50

POPULAR
ศาสตราจารย์ ยัง วิเคราะห์ทักษิณ.. เขาไม่ใช่คน(ไทย)
– ผมคิดว่า ทักษิณไม่ใช่คนไทย แบบไทย เขามีความคิดอื่นอยู่ในหัว เขาไม่มีคำว่า “เกรงใจ” ทักษิณไม่คิดเรื่องบุญ-บาป เขาคิดแต่ว่า ทำอย่างไรจึงจะมีอำนาจ เขาต้องการเป็นนายใหญ่ เป็นหัวหน้าทุกคน การคิดแบบนี้ของทักษิณ สะท้อนให้เห็นเลยว่า เขาไม่คิดแบบคนไทยที่เป็นพุทธ หากแต่มีความคิดแบบ จักรพรรดิ์ของจีน
ดังนั้น ทุกอย่างที่เขาทำ วิธีการบริหารรัฐบาล การโยกย้ายเงินไปทางโน้นที ทางนี้ที มันเหมือนเมื่อสมัย ๒,๐๐๐ ปีที่แล้ว ความคิดแบบนี้เลยครับ ความคิดที่ว่าคือ เหนือโลกมีสวรรค์ ถัดลงมาเป็นคนหนึ่งคน และถัดลงมาคือคนที่เหลือทั้งหมด ทักษิณต้องการคุมบังเหียนรัฐบาล ตำรวจ ทหาร ตุลาการ ภาคธุรกิจ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นี่คือการทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้อาณัติของทักษิณ ไม่มีคนไทยคนไหนในประวัติศาสตร์ที่เหิมเกริมทำเช่นนี้
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงไม่เคยพยายามทำแบบนี้ รัชกาลที่ ๑ ทรงไม่เคยทำแบบนี้ นี่เป็นสิ่งใหม่และผิดแผกไปจากเดิม นี่จึงเป็นเหตุทำให้คนไทย แตกแยก เป็นสิ่งที่แทรกตัวเข้ามาโดยคุณทักษิณ
บางส่วนจาก บทสัมภาษณ์ ฝรั่งที่รู้จักเมืองไทย วิเคราะห์สัน-ดานทักษิณ โดยสุทธิชัย หยุ่น
Edited by ดอกปีบ, 9 October 2013 - 17:25.
- เพื่อนร่วมชาติ, ตะนิ่นตาญี, nhum and 9 others like this
ดอกไม้งามมีหนามแหลม ใช่บานแย้มให้คนชม บานไว้เพื่อสะสม ความอุดมแห่งผืนดิน...
#9
Posted 8 October 2013 - 15:50
กลัวควายธนูแดงเข้าตัวคนเลี้ยง เลยต้องกล่อม ต้องเซ่น สารพัด
ถึงผมจะเป็นคนหัวขบถ แต่ไม่คิดทรยศบุญคุณแผ่นดินเกิด
เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ใช่ใบอนุญาตทำร้ายประเทศชาติ
#10
Posted 8 October 2013 - 15:57
- ตะนิ่นตาญี and เช never die like this
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#12
Posted 8 October 2013 - 16:02
มนต์เสื่อม ๕๕๕
#14
Posted 8 October 2013 - 16:07
Noch Hautavanija
รัฐบาลนายกฯ ชวน สมัยที่ 2
รมว.คลัง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รมว.พาณิชย์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
รมว.ต่างประเทศ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
และรัฐมนตรีอีกหลายๆ ท่าน คือรัฐบาลที่นำพาประเทศฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ก่อนหมดสมัยใช้หนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรบ.ชวลิต และเพิ่มทุนสำรองประเทศมาอยู่ระดับปลอดภัย
แต่เสียดายสมัยนั้นไม่มี Social Media และท่านเหล่านี้ไม่มีนิสัยขี้โม้เท่านายกฯ คนถัดมา
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็น วิจารณญาณของคนรุ่นหลังเองที่พึงศึกษาในข้อเท็จจริงมากกว่า
แค่ลมปากอดีตนายกฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโกง และหนีภาษี ที่มีสถานภาพปัจจุบัน นักโทษหนีคดี
- paper punch, Bookmarks, nai_waanjeab and 2 others like this
#16
Posted 8 October 2013 - 16:12
Noch Hautavanija
รัฐบาลนายกฯ ชวน สมัยที่ 2
รมว.คลัง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รมว.พาณิชย์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
รมว.ต่างประเทศ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
และรัฐมนตรีอีกหลายๆ ท่าน คือรัฐบาลที่นำพาประเทศฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ก่อนหมดสมัยใช้หนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรบ.ชวลิต และเพิ่มทุนสำรองประเทศมาอยู่ระดับปลอดภัย
แต่เสียดายสมัยนั้นไม่มี Social Media และท่านเหล่านี้ไม่มีนิสัยขี้โม้เท่านายกฯ คนถัดมา
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็น วิจารณญาณของคนรุ่นหลังเองที่พึงศึกษาในข้อเท็จจริงมากกว่า
แค่ลมปากอดีตนายกฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโกง และหนีภาษี ที่มีสถานภาพปัจจุบัน นักโทษหนีคดี
คงไม่ทันคิดละมั้งว่ายุคนี้ การหาข้อมูลมันสะดวกขึ้นมากแล้ว
แค่ปลายนิ้วแถมกดแชร์ได้ด้วย ไม่ใช่รู้แล้วเงียบอีกต่อไป ![]()
#17
Posted 8 October 2013 - 16:13
Noch Hautavanija
รัฐบาลนายกฯ ชวน สมัยที่ 2
รมว.คลัง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รมว.พาณิชย์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
รมว.ต่างประเทศ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
และรัฐมนตรีอีกหลายๆ ท่าน คือรัฐบาลที่นำพาประเทศฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ก่อนหมดสมัยใช้หนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรบ.ชวลิต และเพิ่มทุนสำรองประเทศมาอยู่ระดับปลอดภัย
แต่เสียดายสมัยนั้นไม่มี Social Media และท่านเหล่านี้ไม่มีนิสัยขี้โม้เท่านายกฯ คนถัดมา
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็น วิจารณญาณของคนรุ่นหลังเองที่พึงศึกษาในข้อเท็จจริงมากกว่า
แค่ลมปากอดีตนายกฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโกง และหนีภาษี ที่มีสถานภาพปัจจุบัน นักโทษหนีคดี
คนรุ่นหลังบางคนยังละเมอว่าเงินกยศ. นั้นต้นคิดคือทักษิณเลย เรียกว่ารักหลงจนไม่โงหัว ![]()
ยุคสมัยเปลี่ยนไป
ความขัดแย้งก็ค่อยๆ จางไป
ลองย้อนหาอดีต 19 ตุลาฯ เทียบกับวันนี้ กย.2556
ความขัดแย้งมันหายไป
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน
เห็นแต่เด็กๆ จิ้มมือถือ เด็กพวกนี้จะสนใจใส่ใจ กับเหตุบ้านการเมืองรึเปล่า
พวกเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าสีไหน พากันตายเหอะ
ความขัดแย้งจะได้หมดไป
ขอบคุณท่านทักษิณ ชินฯ ที่ริเริ่ม ก ย ส.ให้เด็กรุ่นใหม่
ขอบคุณพรรคประชาวิบัติ ที่ค้านทุกเรื่อง จงค้านต่อไป
ไม่รู้จริงก็ไม่มีใครตำหนินะคะ ก.ย.ศ.เนี่ยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์เป็นต้นคิด
กลับไปอ่านมาให้รู้จริงก่อนโพสดีกว่า ว่า มติ ค.ร.ม. ปี 2539 นั้นมันใช่ของรัฐบาลเหลี่ยมหรือปล่าว
อ่านเยอะๆหาความรู้บ้าง จะรักจะชอบก็อย่าเลียไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบไม่บันยะบันยัง
http://th.wikipedia....ืมเพื่อการศึกษา
ทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้จัดตั้งขึ้น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยได้จัดตั้งขึ้นตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณประจำปีให้กับกระทรวงการคลัง มาดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน และในปี พ.ศ. 2541 รัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2542 ต่อมาได้นำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้า ฯ ต่อมาได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2541 เป็นผลให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ โดยกองทุนฯ มีฐานะเป็นองค์กรของรัฐบาลในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง
AMAZING coup d'etat , THAILAND ONLY ..
#18
Posted 8 October 2013 - 16:21
Noch Hautavanija
รัฐบาลนายกฯ ชวน สมัยที่ 2
รมว.คลัง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รมว.พาณิชย์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
รมว.ต่างประเทศ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
และรัฐมนตรีอีกหลายๆ ท่าน คือรัฐบาลที่นำพาประเทศฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ก่อนหมดสมัยใช้หนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรบ.ชวลิต และเพิ่มทุนสำรองประเทศมาอยู่ระดับปลอดภัย
แต่เสียดายสมัยนั้นไม่มี Social Media และท่านเหล่านี้ไม่มีนิสัยขี้โม้เท่านายกฯ คนถัดมา
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็น วิจารณญาณของคนรุ่นหลังเองที่พึงศึกษาในข้อเท็จจริงมากกว่า
แค่ลมปากอดีตนายกฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโกง และหนีภาษี ที่มีสถานภาพปัจจุบัน นักโทษหนีคดี
คนรุ่นหลังบางคนยังละเมอว่าเงินกยศ. นั้นต้นคิดคือทักษิณเลย เรียกว่ารักหลงจนไม่โงหัว
ยุคสมัยเปลี่ยนไป
ความขัดแย้งก็ค่อยๆ จางไป
ลองย้อนหาอดีต 19 ตุลาฯ เทียบกับวันนี้ กย.2556
ความขัดแย้งมันหายไป
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน
เห็นแต่เด็กๆ จิ้มมือถือ เด็กพวกนี้จะสนใจใส่ใจ กับเหตุบ้านการเมืองรึเปล่า
พวกเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าสีไหน พากันตายเหอะ
ความขัดแย้งจะได้หมดไป
ขอบคุณท่านทักษิณ ชินฯ ที่ริเริ่ม ก ย ส.ให้เด็กรุ่นใหม่
ขอบคุณพรรคประชาวิบัติ ที่ค้านทุกเรื่อง จงค้านต่อไป
ไม่รู้จริงก็ไม่มีใครตำหนินะคะ ก.ย.ศ.เนี่ยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์เป็นต้นคิด
กลับไปอ่านมาให้รู้จริงก่อนโพสดีกว่า ว่า มติ ค.ร.ม. ปี 2539 นั้นมันใช่ของรัฐบาลเหลี่ยมหรือปล่าว
อ่านเยอะๆหาความรู้บ้าง จะรักจะชอบก็อย่าเลียไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบไม่บันยะบันยัง
http://th.wikipedia....ืมเพื่อการศึกษา
ทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้จัดตั้งขึ้น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยได้จัดตั้งขึ้นตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณประจำปีให้กับกระทรวงการคลัง มาดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน และในปี พ.ศ. 2541 รัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2542 ต่อมาได้นำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้า ฯ ต่อมาได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2541 เป็นผลให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ โดยกองทุนฯ มีฐานะเป็นองค์กรของรัฐบาลในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง
นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ท่านปิดตัวเองไปนานมาก
อยากให้ท่านออกมาแสดงตนแบบ คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
ที่ขนาดเข้าผิดฝ่าย พอได้คุณกรณ์ติง ออกมาใส่กลับแบบไม่มียั้ง
อย่างน้อย พลังค้าน จะได้แข็งขึ้น ไม่เป็นดาบไม้ไผ่อีกต่อไป
Edited by redfrog53, 8 October 2013 - 16:22.
- ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่, ถั่งเช่า ตรา ควายธนูแดง and conservative like this
#19
Posted 8 October 2013 - 16:26
เมาไวอากร้ามาโพสหรือเปล่าลุง ![]()
#20
Posted 8 October 2013 - 16:38

Siriwanna Jill
ทากสินตอแหลไม่เลิก อ้างว่าใช้หนี้เงินกู้ IMF หมดก่อนกำหนดถึง 2 ปี สร้างชื่อเสียงประเทศดีมาก บรรยายภาพว่าบริหารประเทศ ซะเห็นภาพแบบกัดฟันสู้ ใครเชื่อมีลูกหลานโง่ตาย
ข้อมูลเหล่านี้ไปขอได้ที่ แบงก์ชาติ หรือเปิดเวป ดูรายงานประจำปี ว่า แต่ละปี แต่ละรัฐบาล กู้เงินมาเพื่อการสาธารณะเท่าไร ใช้หนี้ไปเท่าไร หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น หรือลดลง เมื่อ รัฐบาล แต่ละคณะได้เข้ามา บริหารประเทศ ข้อเท็จจริงเรื่องเงินกู้ IMF ว่าที่ทากสินพูด มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อรัฐบาลชวลิต ถูก จอร์ช โซลอส โจมตีเรื่องค่าเงินบาท และรัฐบาลได้เอาเงินบาทไปสู้ แล้วพ่ายแพ้ จนเงินสำรองที่มี 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2, 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกิดภาวะถังแตก เงินบาทอ่อนตัว จาก 25 บาท /ดอลลาร์สหรัฐ ไปอยู่ที่ 56 บาท รัฐบาลชวลิต จำเป็นต้องหาเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ต้องขอกู้เงิน จาก IMF ซึ่งในสัญญาที่ทำระหว่าง รัฐบาล ชวลิต กับ IMF จำนวนเงินที่ขอกู้ 17,200 ล้านดอลล่าร์ รมต.คลังขณะนั้น คือ นาย ทนง พิทยะ อดีตกรรมการกลุ่มชิน คอร์ปเปอร์ชั่น ผู้ดูแลกิจการการเงิน และ กลับมาเป็น รมต คลัง อีกรอบ ในรัฐบาลทักษิณ สมัยแรกช่วงปลาย
นายวีรพงษ์ หรือ ดร.โกร่ง เป็นคนทำสัญญาเงินกู้ โดนบีบจนหน้าเขียว บ่นอุบว่าไทยไม่มีทางฟื้นตัวแน่ มองไทยเป็นลูกหนี้ชั้นเลว จนถึงสมัย นายกชวน รมต คลัง ธานินทร์ เจรจากับ IMF สำเร็จ เพราะเครดิตดีกว่า ยอมผ่อนคลายกฎเหล็ก ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลง เหลือ 2.23% อัตรา SDR และให้ใช้งบประมาณแบบขาดดุล เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ภายในระยะเวลา 1 ปี 10 เดือน เศรษฐกิจพลิกฟื้นจากบวกเป็นลบ
เงินกู้ IMF ทั้ง package จะเป็นเงินรวมกัน 17,000 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยมาจากหลายๆ แหล่ง มีวงเงินต่างๆ กันคือ IMF 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
JEXIM 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Regional Central Banks 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ World Bank 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ADB 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยมีกำหนดเบิกจ่ายให้เป็น 12 งวด และ ไทยเบิกจริงเพียง 8 งวด ที่สำคัญคือ ใน 2 งวดแรก ที่มีจำนวนเงินมากที่สุดนั้น อยู่ในช่วงรัฐบาลชวลิต ซึ่งมีรองนายก ฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ชื่อ ทักษิณ แม้ว่าเงินงวดที่ 2 จะมาเบิกจ่าย ในเดือนแรกๆ
ของรัฐบาลชวน 2 ก็ตาม เป็นเงินสูงถึง 8,035 ล้านดอลลาร์สหรัฐ งวดที่ 3 - 8 สมัยชวน 2 เป็นเงินแค่ 3, 999.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อกู้เงินน้อยลง กำหนดการชำระเงินกู้งวดสุดท้าย ย่อมเร็วขึ้น 1 ปี ตามไปด้วย จากกลางปี 2547 เหลือเพียงกลางปี 2546 ประเทศไทย ก็จะหมดหนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล
รัฐบาลชวน หลีกภัย เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ ได้ทะยอย ใช้หนี้ ตั้งแต่ปี 2541-2543 เป็นเวลา 3 ปี จำนวนเงินที่ใช้หนี้ไปทั้งสิ้น 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รัฐบาล ทักษิณ ได้ตัดสินใจใช้หนี้ส่วนที่เหลือ ทั้งหมด ในปี 2546 จำนวนเงิน 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด ใช้เวลา บริหาร 2544-2546 เป็นเวลา3 ปี ใช้หนี้ IMF ส่วนที่เหลือ ด้วยการกู้จาก ADB ในอัตราดอกเบี้ยสูง 6 % เพื่อมาใช้หนี้ดอกเบี้ 2.23 % โง่หรือฉลาด !!
ทากสิน คุยโอ่ออกโทรทัศน์ รวมการเฉพาะกิจ โม้ว่าเป็นผู้ช่วย ให้ประเทศไทยปลดหนี้ IMF ก่อนกำหนดถึง 2 ปี และมีการนำไปขยายผลว่า ถ้าไม่ใช่ทักษิณประเทศไทย จะไม่มีทางใช้หนี้ IMF ได้เช่นนี้ จึงเป็นเพียงลูกไม้ เล่ห์เหลี่ยม ปลุกระดม หาเสียง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อย่างน่าเวทนา
ประชาชนคนไทย ที่ทนทุกข์ตลอดช่วงเวลา วิกฤติต่างหาก คือ วีรบุรุษ ช่วยกันกอบกู้วิกฤติของชาติ ในขณะที่ "ทักษิณ" ซึ่งมีสัมพันธ์เชิงลึก กับรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ประกาศ ลดค่าเงินบาทนั้น กลับไม่ได้รับผลกระทบ เหมือนคนอื่นๆ เพราะได้ล่วงรู้ข้อมูลสำคัญล่วงหน้า
ที่ไม่รู้จักอายก็คือ จนถึงบัดนี้ ก็ยังมีการพยายาม ลวงหลอกประชาชน คนไทยด้วยเรื่องลวงๆ พรรค์อย่างนี้ ต่อไปอีก เพียงหวังจะสร้างภาพลวงว่า ข้าเก่งกาจ เลอเลิศ ต่างๆ นานา เพื่อหวังผลประโยชน์ ทางการเมือง ของคนที่หลบหนีคดีทุจริต โกงกินบ้านเมือง
- anntracite, ชาวสวน, blackdragon and 4 others like this
#21
Posted 8 October 2013 - 16:41
คัยมีอัตราเงินกู้ที่เฮียหักกี้ไปกู้มาโป้ะบ้าง เทียบดอกเบี้ยสูงกว่ามาก ขอหน่อยนะ
#22
Posted 8 October 2013 - 16:52

POPULAR
ปัญหาที่ทักษิณมาสามารถโกหกมดเท็จ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ได้ตลอดและมีคนเชื่อ
เป็นไปตามหลักการพีอาร์ 2 ข้อล้วนๆเลยครับ
1. เป็นคนพูดก่อน "ใครพูดก่อนคนนั้นชนะ"
2. เป็นคนพูดเสียงดัง "ใครพูดเสียงดังกว่า คนนั้นชนะ"
แล้วพอมาเสริมด้วย "คนไทยไม่ชอบศึกษาข้อมูล" ทำให้การพูดของทักษิณไม่มีการขุดคุ้ยเอาข้อเท็จจริงมาโต้
คนไทยจำนวนมากจึึงถูกไอ้เห้นี่หลอกเอาแบบนี้แหละครับ
- paper punch, puggi, ปุถุชน and 16 others like this
#23
Posted 8 October 2013 - 16:52
คัยมีอัตราเงินกู้ที่เฮียหักกี้ไปกู้มาโป้ะบ้าง เทียบดอกเบี้ยสูงกว่ามาก ขอหน่อยนะ



- Bookmarks, redfrog53, blackdragon and 3 others like this
#24
Posted 8 October 2013 - 16:53
ต้องยอมรับอย่างนึงนะครับ ว่าทักษิณเป็นคนที่สม่ำเสมอ จริงๆ
"ตอแหล" ได้คงเส้นคงวา มายังไง ก็ยังคงเป็นแบบนั้นมาตลอด...!!!
![]()
- ตะนิ่นตาญี, Bookmarks, ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่ and 2 others like this
ขอเทิดทูนศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด
...แม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี
โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี
...ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย
#26
Posted 8 October 2013 - 16:57
ทักษิณโวยเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ........
(ไม่พูดหมดเปลือกว่า หนี้ที่ใช้เป็นหนึ่งในสามของหนี้ทั้งหมด....)
เหตุอันใดทักษิณจึงไม่โวย ไม่ภูมิใจที่บริษัทของเขา ฉลาด....
ไม่เสียหายจากการลดค่าเงินบาท.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
- redfrog53 likes this
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#27
Posted 8 October 2013 - 16:58
ปัญหาที่ทักษิณมาสามารถโกหกมดเท็จ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ได้ตลอดและมีคนเชื่อ
เป็นไปตามหลักการพีอาร์ 2 ข้อล้วนๆเลยครับ
1. เป็นคนพูดก่อน "ใครพูดก่อนคนนั้นชนะ"
2. เป็นคนพูดเสียงดัง "ใครพูดเสียงดังกว่า คนนั้นชนะ"
แล้วพอมาเสริมด้วย "คนไทยไม่ชอบศึกษาข้อมูล" ทำให้การพูดของทักษิณไม่มีการขุดคุ้ยเอาข้อเท็จจริงมาโต้
คนไทยจำนวนมากจึึงถูกไอ้เห้นี่หลอกเอาแบบนี้แหละครับ
มีกรมกร๊วก สื่อฯกร๊วก นักข่าวกร๊วกด้วย ช่วยบิดเบือน เบียงเบน........ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
Edited by ปุถุชน, 8 October 2013 - 17:03.
- ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่ and whiskypeak like this
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#28
Posted 8 October 2013 - 17:01
คัยมีอัตราเงินกู้ที่เฮียหักกี้ไปกู้มาโป้ะบ้าง เทียบดอกเบี้ยสูงกว่ามาก ขอหน่อยนะ
ถ้าถามโต้งงงงง.....White Lie...ว่ะ.....!
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#29
Posted 8 October 2013 - 17:01
ไม่มีแดงมางับเลย ไปไหนหมดนะ ![]()
#31
Posted 8 October 2013 - 17:07
ทักษิณโวยเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ........
(ไม่พูดหมดเปลือกว่า หนี้ที่ใช้เป็นหนึ่งในสามของหนี้ทั้งหมด....)
เหตุอันใดทักษิณจึงไม่โวย ไม่ภูมิใจที่บริษัทของเขา ฉลาด....
ไม่เสียหายจากการลดค่าเงินบาท.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ไม่ได้ปลดหนี้ กู้หนี้ใหม่โป๊ะหนี้เดิม เป็นหนี้มากกว่าเดิมอีก เป็นดินพอกหางหมู คัยใช้หนี้ก้อนใหม่นี้หมด
นั้นแหละจึงเป็นคนหนี้จริง เห-รี้ยเป็นแค่คนหมุนหนี้ สร้างหนี้ต่างหาก
- Bookmarks likes this
#32
Posted 8 October 2013 - 17:08
Noch Hautavanija
รัฐบาลนายกฯ ชวน สมัยที่ 2
รมว.คลัง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รมว.พาณิชย์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
รมว.ต่างประเทศ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
และรัฐมนตรีอีกหลายๆ ท่าน คือรัฐบาลที่นำพาประเทศฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้
ก่อนหมดสมัยใช้หนี้ IMF ที่เริ่มกู้โดยรบ.ชวลิต และเพิ่มทุนสำรองประเทศมาอยู่ระดับปลอดภัย
แต่เสียดายสมัยนั้นไม่มี Social Media และท่านเหล่านี้ไม่มีนิสัยขี้โม้เท่านายกฯ คนถัดมา
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็น วิจารณญาณของคนรุ่นหลังเองที่พึงศึกษาในข้อเท็จจริงมากกว่า
แค่ลมปากอดีตนายกฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโกง และหนีภาษี ที่มีสถานภาพปัจจุบัน นักโทษหนีคดี
คนรุ่นหลังบางคนยังละเมอว่าเงินกยศ. นั้นต้นคิดคือทักษิณเลย เรียกว่ารักหลงจนไม่โงหัว
ยุคสมัยเปลี่ยนไป
ความขัดแย้งก็ค่อยๆ จางไป
ลองย้อนหาอดีต 19 ตุลาฯ เทียบกับวันนี้ กย.2556
ความขัดแย้งมันหายไป
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน
เห็นแต่เด็กๆ จิ้มมือถือ เด็กพวกนี้จะสนใจใส่ใจ กับเหตุบ้านการเมืองรึเปล่า
พวกเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าสีไหน พากันตายเหอะ
ความขัดแย้งจะได้หมดไป
ขอบคุณท่านทักษิณ ชินฯ ที่ริเริ่ม ก ย ส.ให้เด็กรุ่นใหม่
ขอบคุณพรรคประชาวิบัติ ที่ค้านทุกเรื่อง จงค้านต่อไป
ไม่รู้จริงก็ไม่มีใครตำหนินะคะ ก.ย.ศ.เนี่ยนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์เป็นต้นคิด
กลับไปอ่านมาให้รู้จริงก่อนโพสดีกว่า ว่า มติ ค.ร.ม. ปี 2539 นั้นมันใช่ของรัฐบาลเหลี่ยมหรือปล่าว
อ่านเยอะๆหาความรู้บ้าง จะรักจะชอบก็อย่าเลียไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบไม่บันยะบันยัง
http://th.wikipedia....ืมเพื่อการศึกษา
ทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้จัดตั้งขึ้น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยได้จัดตั้งขึ้นตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณประจำปีให้กับกระทรวงการคลัง มาดำเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน และในปี พ.ศ. 2541 รัฐสภาได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2542 ต่อมาได้นำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้า ฯ ต่อมาได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2541 เป็นผลให้พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ โดยกองทุนฯ มีฐานะเป็นองค์กรของรัฐบาลในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง
นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ท่านปิดตัวเองไปนานมาก
อยากให้ท่านออกมาแสดงตนแบบ คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
ที่ขนาดเข้าผิดฝ่าย พอได้คุณกรณ์ติง ออกมาใส่กลับแบบไม่มียั้ง
อย่างน้อย พลังค้าน จะได้แข็งขึ้น ไม่เป็นดาบไม้ไผ่อีกต่อไป
คุณธารินทร์ เห็นว่า คนไทยมีความลำบากกับวิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวแกงแพง น้ำมันแพง ค่าไฟแพง ฯลฯ....
จึงอยากให้คนไทยที่ไม่มีสติปัญญา ความสามารถทำอย่างอื่นได้ ยึดอาชีพเลี้ยงชีพและครอบครัว...
เป็นไพร่เสื้อแดง "บัตรเติมเงิน" หาเลี้ยงชีพ...
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#33
Posted 8 October 2013 - 17:09
เอ้าเสื้อแดง..เชื่อแม้วเขาหน่อย
เขาบอกว่าเขาปลดหนี้ ไอเอ็มเอฟ ได้...เชื่อฝีมือแม้วเขาหน่อยเร็ว..
#34
Posted 8 October 2013 - 17:10
เอ้าเสื้อแดง..เชื่อแม้วเขาหน่อย
เขาบอกว่าเขาปลดหนี้ ไอเอ็มเอฟ ได้...เชื่อฝีมือแม้วเขาหน่อยเร็ว..
ถ้าไพร่เสื้อแดง บัตรเติมเงิน ไม่เชื่อแม้ว.....
พวกนี้ต้องอดตายแน่ๆ......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#35
Posted 8 October 2013 - 17:15
อยากรู้จังทีมงานรับจ้างของโอ๊คจะโพสต์แก้ตัวให้พ่อแม้วยังไง ![]()
#36
Posted 8 October 2013 - 17:18
พรรคนี้เขา PR เก่งนะครับ ปชป เทียบไม่ติด ขนาดเรือช่วยน้ำท่วมยังมีพ่นชื่อไว้

Edited by จอมโจรคิด, 8 October 2013 - 17:19.
เจตนารมณ์ส่วนตัว
- ไม่ใช้ถ้อยคำที่คำหยาบคาย
- ไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่มีเหตุผล
#37
Posted 8 October 2013 - 17:20
นิทานสะกดจิตทุยแดง ทั่นทักกี้แกเก่งชะมัด.................
ทุยแดงก๊อ ชาบู ชาบู
"ดาบวิเศษแสนคมอยู่ในมือลิงย่อมไร้ประโยชน์_กลับกัน_ยอดฝีมือที่บรรลุแล้ว ใช้กิ่งไม้ไผ่ก็ฆ่าคนได้ "
#38
Posted 8 October 2013 - 17:21
สมัย ชวน สุวรรณภูมิ จะสร้างทีรองรับผุ้โดยสารที่ 50 ล้านคน
แต่ว่า เมื่อเกิดการประมูล แล้ว ราคาได้เกินงบที่ตั้งไว้ นายกชวนเลยให้ปรับแบบลง และยุบสภา
สมัย ไอ้เหลี่ยม ลดสเปกทุกอย่าง ให้รองรับที่ 45 ล้านคน แต่ว่างบ สุดท้ายบานไป แสนสองหมื่นล้าน
แค่ที่ไอ้เหลี่ยม เห่าตามที่พูดมา ก็โม้แล้ว หากรองรับที่ 35 ล้าน สมัย นายกชวน คงประมูลจบไปแล้ว
ที่ 35 ล้าน ดอนเมืองก็รับได้อยู่แล้วเพราะพีคของดอนเมือง เคยรับถึงเกือบ 37 ล้าน
แต่ควายก็ยังคงชาบูต่อไป 555
#39
Posted 8 October 2013 - 18:07
ทักษิณโวยเป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ........
(ไม่พูดหมดเปลือกว่า หนี้ที่ใช้เป็นหนึ่งในสามของหนี้ทั้งหมด....)
เหตุอันใดทักษิณจึงไม่โวย ไม่ภูมิใจที่บริษัทของเขา ฉลาด....
ไม่เสียหายจากการลดค่าเงินบาท.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เหตุอันใดทักษิณจึงไม่บอกประชาชนว่า
รัฐบาลชวลิต-ทักษิณทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ'ต้มยำกุ้ง'....
รัฐบาลชวลิต-ทักษิณทำให้ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท
รัฐบาลชวลิต-ทักษิณทำอย่างไร....?
นักธุรกิจการเมืองกลุ่มหนึ่ง
จึงได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินบาท....!
การได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินบาทด้วยวิธีการ"ข่าววงใน"....
จึงไม่หน้าด้านพอจะประกาศความร่ำรวยจากการลดค่าเงินบาท ?
- paper punch and ชาวสวน like this
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#40
Posted 8 October 2013 - 18:09
สมัย ชวน สุวรรณภูมิ จะสร้างทีรองรับผุ้โดยสารที่ 50 ล้านคน
แต่ว่า เมื่อเกิดการประมูล แล้ว ราคาได้เกินงบที่ตั้งไว้ นายกชวนเลยให้ปรับแบบลง และยุบสภา
สมัย ไอ้เหลี่ยม ลดสเปกทุกอย่าง ให้รองรับที่ 45 ล้านคน แต่ว่างบ สุดท้ายบานไป แสนสองหมื่นล้าน
แค่ที่ไอ้เหลี่ยม เห่าตามที่พูดมา ก็โม้แล้ว หากรองรับที่ 35 ล้าน สมัย นายกชวน คงประมูลจบไปแล้ว
ที่ 35 ล้าน ดอนเมืองก็รับได้อยู่แล้วเพราะพีคของดอนเมือง เคยรับถึงเกือบ 37 ล้าน
แต่ควายก็ยังคงชาบูต่อไป 555
งบประมาณรัฐบาลชวน หลีกภัย
ไม่เผื่อแผ่คนอยากได้ค่าสัมปทาน
ค่านายหน้าก่อสร้าง 20-40 %......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
- redfrog53 likes this
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#41
Posted 8 October 2013 - 18:12
ทากสิน เป็นคนใช้หนี้ เป็นคนสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ
แมงวาปอย่ามาแถ เรื่องจริงเป็นอย่างนี้ ใครๆ ก็รู้
ช่วงนี้ คนเป่านกหวีดเสียงดังกันเยอะ ปีนี้เลยกลายเป็น " ปี แสบ หู "
#43
Posted 8 October 2013 - 18:22
อ่านจากคำพูดที่ชอบประชาสัมพันธ์ความเก่งของตัวเองแล้ว
อุ๊บ๊ะ !!!! อย่างนี้นี่เองควายถึงได้หลง
คนที่ไม่มีข้อมูลก็พร้อมจะเชื่ออย่างถวายหัว
ทุกสิ่งที่ตรูทำดีหมด ทุกสิ่งเป็นผลงานตรู ตรูเก่ง (จิง ๆ นะก๊ะ)
#45
Posted 8 October 2013 - 19:09
จากคลิปนี้ ตีแสกหน้าไอ้แม้วเลยว่าไม่ได้กู้เงินจากต่างประเทศ ![]()
#46
Posted 8 October 2013 - 19:18
โถพวกสลิ่มกับแมงวาปทั้งหลาย
กะอิแค่ เงินก็ของชวน IMF 7-8แสน ล้าน ช่วยใช้หนี้แค่ไม่กี่่ปีก็หมด
เดี๋ยวจะทำให้ดู กู้ 2ล้านล้าน แล้วใช้หนี้ ให้หมดภายใน 50 ปีแน่ คอยดู คนอย่างทักษิณ หาเงินในอากาศเก่งจะตาย
![]()
ชาบูชาบู
เราตระกูลชินจัง ขอยก ฐานะ เสื้อแดง จาก ไพร่ เป็น ควายแดง ณ.บัดนี้
ถึงแม้ พ่อแม่ เองจะให้ฐานะความเป็น คน มาแต่กำเนิดก็ตาม
#48
Posted 8 October 2013 - 19:28
จริงๆผมว่าไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่ช่วงนี้เรื่องเรตติ้งของพรรคเพื่อนักโทษกำลังตก เลยเอาของเก่าไปแหกตาสาวกสักหน่อยแค่นั้นเอง
เพราะสาวกที่ชอบในตัวนักโทษค่อนข้างสมองกลวงหลายคน เอาง่ายๆนักรบไซเบอร์กากๆจากเจเจ สาทร จากgo6tv,โอ้คอ้าก
ราชดำนา เขียนอะไรที่ดูโง่ๆ ใส่ไข่สักหน่อย พวกสาวกสมองกลวงก็เฮโลเชื่อไปซะหมดไม่คิดอะไรเลย ![]()
เนื้อหาในเน็ตมันเชื่อ 100% ไม่ได้ไม่ว่าจะมาจากใหน ต้องหัดคิดเองด้วย อย่าไปเชื่อ 100%
Edited by น้องจุบุจุบุ, 8 October 2013 - 19:30.
#49
Posted 8 October 2013 - 20:46
กู้ดอกเบี้ยแพง มาจ่ายหนี้ดอกเบี้ยต่ำ สุดยอดคนเก่งของพวกควายแดงเลย
กู้ IMF มาสี่แสนกว่าล้าน ดอกเบี้ยไม่กี่เปอร์เซ็นต์
ขายพันธบัตรกู้ชาติ เจ็ดแสนล้าน (ไม่รู้มันซื้อเองป่าว) มันเอาไปใช้หนี้อะไรของมัน รัฐบาลชวนก็จ่ายไปแล้วบางส่วน
ดอกเบี้ย ก็แพงบรรลัย 5-7 เปอร์เซ็นต์ เงินเหลืออย่างน้อย สามสี่แสนล้าน เอาไปผลาญที่สุวรรณภูมิกันเพลินเลย
แกล้งโง่กู้ดอกแพง ไปใช้หนี้ดอกเบี้ยถูก...ชวนคนปักธงหน้าบ้านประกาศอิสรภาพ โอ้าว แม่เจ้า...มีคนเอากะมันด้วย
ผมนึกถึงไอ้ที่กำลังจะกู้ สองล้านล้าน...ไม่มีข้อผูกมัดเรื่องโครงการเพราะไม่ได้ระบุไว้ใน พรบ.
คงได้บ่อน้ำมาซักหลายบ่อหน่อย..ที่เหลืออาจเอาไปโปะจำนำข้าว.....ถ้ายังเหลืออีก ก็หาเรื่องมั่วไปใช้อีก..
อยากเลือกมาเป็นรัฐบาลดีนัก...ผลาญซะให้เข็ด เอาให้ประเทศหมดตูดไปเลย
![]()
Edited by 55555, 8 October 2013 - 20:53.
#50
Posted 8 October 2013 - 21:38
มาดูกันว่าจิ๋วทิ้งอะไรไว้ให้ ชวน กับ ธารินทร์...
ผมว่าธารินทร์นี่แหละ รมต.คลังตัวจริง...
เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ดิ่งเหว ผลบวกยาแรงยุค "ธารินทร์"
วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีคลังในยุคแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินไทยปี 2540 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง จากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ และนักธุรกิจไทยตลอดเวลาที่รับตำแหน่งสามปี ว่า "ล้มเหลว" ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจขณะนั้น เพราะเดินหลงทางตามก้นไอเอ็มเอฟจนให้ "ยาแรง" เกินขนาด ซึ่งถือว่าเป็นการให้ยาผิด ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อีกทั้งทำให้ขาดความเป็น "อิสระ" ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นของประเทศไทยเอง ท่ามกลางภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น
วันเวลาได้ผ่านมาสิบปี แต่บนเวทีวิพากษ์ยังคงพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินการคลัง ในยุคของธารินทร์ทั้งแง่มุมบวกมุมลบ
หลังจากเหตุการณ์เงินบาทถูกโจมตีเป็นระลอกใหญ่จากภายนอกประเทศ ในช่วงวันวาเลนไทน์ 14-15 กุมภาพันธ์ 2540 ห่างจากระลอกแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2539 ราวคลื่นมรสุมสงบนิ่ง แต่เมฆฝนก็ตั้งเค้าอีกนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
โดยในเช้าวันหนึ่ง นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในขณะนั้น หอบแฟ้มเอกสาร เพื่อรายงานรัฐมนตรีคลัง ดร.อำนวย วีรวรรณ เกี่ยวกับความอ่อนแอของสถาบันการเงิน 18 แห่ง กับอีก 3 ธนาคารพาณิชย์ จำเป็นที่ทางการเองงัดเอาแผนควบกิจการมาใช้กัน โดยให้รัฐเข้าถือหุ้นใหญ่คล้ายกับจะจัดตั้งเป็นธนาคารกรุงไทยแห่งที่สอง
ในที่สุดมีคำสั่งปิดแค่ 16 สถาบันการเงิน ในเดือนมีนาคม 2540 นั้นเอง โดยมีรัฐค้ำประกันเงินฝาก แต่เมื่อไม่ปรากฏชื่อของสองบริษัทเงินทุนใหญ่ เช่น เอกธนกิจของนายปิ่น จักกะพาก และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ ทั้งที่เป็นความข้องใจของนักลงทุนในตลาด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เส้นแบ่งความเชื่อมั่นได้ขาดสะบั้นลง เกิดปรากฏการณ์ข่าวลือเป็นระลอกหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วยการถอนเงินจากสถาบันการเงินใหญ่ๆ จนขาดสภาพคล่อง และลุกลามสู่การแห่ถอนเงินครั้งใหญ่ ในระบบสถาบันการเงิน จนกระทั่งคลอนแคลน และนำไปสู่การต้องปิดสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอีก 42 แห่ง รวมเป็น 58 แห่ง ในเดือนสิงหาคมต่อมา ตามข้อเสนอของไอเอ็มเอฟ เพื่อตัดทิ้งเนื้อร้ายและเพื่อหยุดการแห่ถอนเงิน Deposit Run ในระบบสถาบันการเงินไทย
โดยที่รัฐบาลไทยต้องรับประกันเงินฝาก และกองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินให้ความคุ้มครอง กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างชาติทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
ในเวลานั้น อาณาจักรของ "เอกธนกิจ" ขยายตัวใหญ่จนเกือบจะก้าวกระโดดขึ้นเป็น "Mega Finance Company" กลับต้องล่มสลายลงไป กับสินทรัพย์ที่เสียหายกว่าแสนล้านบาท รวมทั้งความล้มเหลวของแผนการควบกิจการ กับธนาคารไทยทนุ ต่อมาได้ส่งผลเป็นโดมิโน ให้การหาผู้ร่วมทุนจากธนาคารต่างชาติของธนาคารไทยอีก 4 แห่ง ถึงกับล้มเหลวตามไปด้วย
เกือบจะเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสภาพนักวิ่งผลัดที่ส่งไม้ต่อจากวิกฤติสถาบันการเงินในระลอกแรกนั้น มาถึงการโจมตีค่าเงินบาทจากเฮดจ์ฟันด์ ที่เป็นกองทุนเก็งกำไรภายนอกประเทศได้เกิดขึ้นระลอกใหม่เป็นครั้งที่สาม ซึ่งนับเป็นระลอกที่ใหญ่ที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทย เฮดจ์ฟันด์มีอำนาจเงินนับหลายแสนล้านดอลลาร์ ทุ่มโจมตีเงินบาทสุดตัวเพื่อเอาชนะ ธปท.ในขณะนั้น จนทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่สะสมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ได้ไหลทะลักออกจาก ธปท.วันละหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง นับจากวันที่ 12-16 พฤษภาคม โดยหนักหน่วงที่สุดในช่วงวันที่ 13-14 พฤษภาคม ทุนสำรองเงินตราได้ไหลออกจำนวนมหาศาลไม่ต่ำกว่าวันละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จนกระทั่งทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่มีอยู่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2539 ลดลงแทบไม่เหลือหลอ ทำให้วิกฤตการณ์เงินบาทที่ถูกซ่อนเร้นไว้ กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ถล่มภาวะเศรษฐกิจไทย และฐานะการเงินของประเทศจนซวนเซแทบล้มทั้งยืน ประกอบกับคนไทยเริ่มขาดความเชื่อมั่นในประเทศกันเอง มีการนำเงินออกนอกประเทศในเดือนมิถุนายน จนทุนสำรองเกือบกลายเป็นเลขศูนย์
ในที่สุด ธปท.ก็หมดทางเลือกต้องลดค่าเงินบาท และประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จากการบริหารในระบบตะกร้าเงิน มาเป็นระบบลอยตัวแบบจัดการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทำให้เงินบาท มีค่าลดฮวบฮาบลงจากอัตรา 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 27-28 บาท และไถลลงหนักที่สุดในปลายเดือนมกราคม 2541 ที่ 56 บาท
ย้อนเวลากลับไปในวันที่ 21 สิงหาคม 2540 ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินไทย ก่อนที่จะลุกลามไปสู่วิกฤติระดับภูมิภาคในเอเชีย ประเทศไทยต้องเข้าโปรแกรมการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยได้รับเงินกู้เป็นจำนวน 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นเงิน Stand By Credit ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจะสามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ต่างชาติที่รุมขอคืนเงินกู้จากภาคธุรกิจของไทย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องยืนยันพันธกรณี (Letter Of Intent) ถึง 7 ฉบับ ที่ทำให้รัฐบาลไทย ต้องปฏิบัติตามในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบรัดเข็มขัดอย่างรุนแรง รักษาวินัยการคลังเคร่งครัด โดยเข้มงวดการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐทุกบาททุกสตางค์ และดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มข้น กำหนดอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง เพื่อบีบรัดการใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจเกิดเสถียรภาพ และเรียกความเชื่อมั่นกลับมา
เดือนพฤศจิกายนในปีนั้น รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออก รัฐบาลใหม่โดยการนำของนายชวน หลีกภัย ในสมัยที่สอง เข้ารับงานบริหารประเทศ โดยมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีคลัง ร่วมกอบกู้วิกฤติ ซึ่งเขาได้กล่าวล่าสุดว่า เศรษฐกิจไทยขณะนั้นถูกบีบรัดอย่างรุนแรง แต่ต่อมาไอเอ็มเอฟยอมรับว่า ใช้โปรแกรมที่ไม่ตรงกับประเทศไทย จึงยอมผ่อนคลายนโยบายการคลังลงภายหลัง จากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ได้พยายามต่อรองในเรื่องการกำหนดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ผ่อนปรนมากขึ้น เพราะฐานะการคลังของไทยไม่ได้มีปัญหาใดๆ โดยที่ตัว "G" คือ Government Spending เป็นเพียงเครื่องมือเดียวที่มีเงินพอที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติเท่านั้น แต่ ไอเอ็มเอฟยืนยันที่จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินหากมีผลกระทบต่อการตกรูดของเงินบาท และการพุ่งกระฉูดของเงินเฟ้อ ซึ่งในตอนนั้นเป็นปัญหาจากทางด้านต้นทุนสูง โดยที่ปัญหาเงินเฟ้อจากความต้องการในประเทศได้ตายไปหมดแล้ว จากผลพวงของภาวะวิกฤติ
ธารินทร์ เล่าให้ฟังว่า ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นกับระบบสถาบันการเงินไทย ยังไม่ได้จบลงไปพร้อมกับการสั่งปิด 58 สถาบันการเงิน (ต่อมาเหลือ 56 ไฟแนนซ์ โดยคืนใบอนุญาตให้กับเกียรตินาคิน และบางกอกอินเวสต์เมนท์) โดยไอเอ็มเอฟดึงธนาคารโลก เข้ามาช่วยฟื้นฟูสินทรัพย์ที่เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิด เพราะเห็นว่าจะต้องใช้ผู้ชำนาญการ มาดำเนินการอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้นานก็จะกลายเป็นหนี้เสียมากเพิ่มขึ้น โดยจะจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ให้กระทรวงการคลังและ ธปท.เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่โปร่งใส หรือมีการเตะถ่วงการทำงาน ถึงแม้ว่าทั้งสองหน่วยงานจะเป็นเจ้าของก็ตาม
องค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ถูกจัดตั้งขึ้นมาให้มีหน้าที่ทำการฟื้นฟูสถาบันการเงิน ไม่ใช่ฟื้นฟูสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน
ในเดือนพฤศจิกายน 2540 ธารินทร์ขอให้สมาคมธนาคารไทย ละธนาคารออมสินเข้ามาช่วยกันฟื้นฟูสถาบันการเงิน มีบรรษัทเงินทุนสากล หรือ ไอเอฟซี (International Finance Corporation) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือของธนาคารโลก และเคยเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของกลุ่มเอกธนกิจ เสนอแผนฟื้นฟูพร้อมใส่เงินเข้ามา โดยร่วมมือกับธนาคารดอยช์แบงก์ของเยอรมนี "แต่ไอเอฟซีมักจะบ่นว่า ไม่ได้รับความสะดวกจาก ปรส." ซึ่งในเวลานั้น กองทุนฟื้นฟูประกาศให้เอกธนกิจ ควบกิจการกับธนาคารไทยทนุโดยใช้เงินราว 8 พันล้านบาท
"ผมบอกให้ไอเอฟซีวิ่งไปหา ปรส.เพื่อเสนอแผนฟื้นฟูเอกธนกิจ แต่ ปรส.กลับบอกว่าปิดเวลารับการพิจารณา ทั้งที่ยังมีเวลาเหลืออีกสองวัน" ธารินทร์กล่าวในที่สุด ทางการก็สั่งปิดเอกธนกิจเป็นการถาวรในวันที่ 8 ธันวาคม 2540
ปรส.ได้ตกปากรับคำกับ "5 เสือ" ซึ่งบริษัทผู้สอบบัญชีระดับโลก อาทิเช่น อาเธอร์แอนเดอร์สัน เอิร์นสแอนด์ยัง คูเปอร์ส & ไลแบรนด์ ดีลอยด์ & โทมัสซึ และเคพีเอ็มจี ว่าจะให้เข้ามาร่วมทำงาน แต่ทั้ง "5 เสือ" ได้เสนอแผนร่วมงานกันมาเป็น joint package โดยต้องการค่าตอบแทน 1.6 พันล้านบาทในการเข้ามาบริหารสินทรัพย์ นอกจากเงินค่าบริหารที่แพงมากแล้ว "เขายังเสนอสิ่งที่ผมรับไม่ได้ คือ ถ้าทำงานไปแล้ว เกิดภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นในอนาคต (Future Liabilities) รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบ เมื่อขอให้ตัดเงื่อนไขนี้ออก เขาบอกว่าไม่ได้ ผมก็เลยให้เลิก" แต่ต่อมา ได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในการบริหารสินทรัพย์จากสถาบันการเงินเข้ามาดูแลแทน โดยมีการว่าจ้างด้วยผลตอบแทน 200 ล้านบาท
ธารินทร์กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤติสถาบันการเงินไทยในภาคพิสดาร มีปัญหาหนี้สินที่อาจเสียหายสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สินรวมทั้งภาระดอกเบี้ยในอนาคตที่นำไปฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ รวม 1 ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีการดำเนินคดีทางศาล โดยชนะคดีก็ตาม แต่ได้เงินคืนมาเพียงกว่าพันล้านบาท ส่วนหนี้สินที่โผล่มาอยู่กับ ปรส.ยังมีอีก 6 แสนล้านบาทนั้น ซึ่งหนี้ทั้งหมดมีตัวเลขโผล่มาทาง ธปท.ว่า เป็นหนี้เอ็นพีแอลที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ถึง 46.7% ของสินเชื่อทั้งระบบ
การหารือกอบกู้วิกฤติการเงินไทยในปี 2540 ที่ฝรั่งเรียกว่า "หมิ่นเหม่ต่อการเจ๊ง แต่ผมได้คุยกับชัยวัฒน์ (ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ว่าการ ธปท.ต่อจากนายเริงชัย) ว่า กองทุนฟื้นฟูพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงเป็นรายแบงก์ ซึ่งตอนนั้นเกิดปัญหากับอีก 5 แบงก์"
"เราตั้งแบงก์รัตนสิน เพื่อให้เป็น Bridge Bank ช่วยให้สภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้นกับแบงก์ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งไอเอ็มเอฟก็เห็นด้วย โดยให้ถ่ายโอนสินทรัพย์ที่ไม่ต้องมีการประมูล จากนั้นก็ให้ประเมินหนี้ของกองทุนฟื้นฟูใน ปรส.ว่ามีเท่าไร ปรากฏว่า มีหนี้เป็นเอ็นพีแอล 99%" ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงรับภาระความเสียหายออกพันธบัตรรัฐบาล 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระภาษีของประชาชนในอนาคต
ธารินทร์ ยอมรับว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่แท้จริงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง แล้วยังมาเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาค จากไทยสู่เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ซึ่งอยู่ๆ ก็มาถึงรัสเซีย ตุรกี รวมถึงอาร์เจนตินาในรอบที่สอง "ปัญหาไทยแก้ยาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นอินโดนีเชีย โดยไอเอ็มเอฟให้ตัดเงินอุดหนุนในการซื้อน้ำมัน และอาหารของประชาชน ซึ่งถ้าเราไม่มีภาคเกษตรช่วยไว้ อาจแย่กว่านี้ก็ได้"
"นับแต่วันแรก ผมเห็นปัญหาขาดสถาพคล่องทางการเงิน ท่อน้ำเลี้ยงที่จะไปภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ถูกปิดหมด แต่ทำอะไรไม่ได้ และที่แย่ก็คือ ธนาคารไทยถูกตัดเครดิตไลน์จากธนาคารต่างชาติหมด จน ธปท.ต้องเข้ามาประกันให้ แต่ทำได้แค่วงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น ที่ยอมรับไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่เพียงแบงก์เล็กแบงก์กลาง แม้แต่แบงก์ใหญ่ก็เปิดแอลซีไม่ได้ ทำให้ต้องออกแผนแม่บทแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินไทย 14 สิงหาคม 2541 และต้องปรับโครงสร้างให้ได้ ก็เพราะฐานะตอนนั้นความเสี่ยงของไทย ตกไปอยู่ที่อันดับสามจากท้ายตารางของ 160 ประเทศ"
ตั้งแต่ ธารินทร์ เข้ากุมบังเหียนเศรษฐกิจไทย มีการติดลบไปถึง 12% โดยในปีแรก 2540 ติดลบ 1.8% และปีที่สอง 2541 ติดลบอีก 10.8% แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็ค่อยกระเตื้องขึ้น จนรัฐบาลทักษิณเข้ามารับผลบวกมีอัตราเติบโตถึง 4.5% ต่อปี "ช่วงวิกฤติ คนจนช่วยคนรวย จากนี้ไปเศรษฐกิจต้องปรับโครงสร้างแล้วค่อยๆ ตั้งหลักต่อไป การปล่อยให้มหาเศรษฐีรวยแล้วรวยอีก หรือปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตบิดเบือน มันจะมั่นคงได้อย่างไร ประเทศไทยยังต้องเดินในแนวทางสมัยใหม่ ผมถูกต่อต้านในตอนนั้น เพราะไม่เน้นชาตินิยม แต่ตอนที่ผมส่งมอบงานนั้น ทุนสำรองประเทศมีฐานะสุทธิ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แล้ว ที่สำคัญเศรษฐกิจไทยต้องเดินไปอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว โดยไม่ต้องใช้นโยบายประชานิยม"
"ผมยอมรับว่า ทำได้แค่กู้วิกฤติ เพื่อเศรษฐกิจลุกขึ้นมาตั้งหลัก ไม่สามารถทำให้ลุกขึ้นวิ่งอย่างที่หลายคนต้องการ" ธารินทร์ กล่าวในที่สุด
จำได้ว่าจีดีพี ปี 42 และ 43 ก็เริ่มเป็นบวกแล้ว
Edited by 55555, 8 October 2013 - 21:44.
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users












