Jump to content


Photo
- - - - -

'ทักษิณ' โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้IMF 'ทักษิณ'โพสต์เล่าเบื้องหลังการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้'IMF' อีกแล้ว #@^##!#


  • Please log in to reply
66 replies to this topic

#51 redfrog53

redfrog53

    เกิดที่รัสเซีย มาโตที่ สรท.

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 25,221 posts

Posted 9 October 2013 - 04:12

มาดูกันว่าจิ๋วทิ้งอะไรไว้ให้ ชวน กับ ธารินทร์...
 
ผมว่าธารินทร์นี่แหละ รมต.คลังตัวจริง...
 
 
 

เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ดิ่งเหว ผลบวกยาแรงยุค "ธารินทร์"
วัชรา จรูญสันติกุล  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีคลังในยุคแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินไทยปี 2540 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง จากกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ และนักธุรกิจไทยตลอดเวลาที่รับตำแหน่งสามปี ว่า "ล้มเหลว" ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจขณะนั้น เพราะเดินหลงทางตามก้นไอเอ็มเอฟจนให้ "ยาแรง" เกินขนาด ซึ่งถือว่าเป็นการให้ยาผิด ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อีกทั้งทำให้ขาดความเป็น "อิสระ" ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นของประเทศไทยเอง ท่ามกลางภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น

วันเวลาได้ผ่านมาสิบปี แต่บนเวทีวิพากษ์ยังคงพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินการคลัง ในยุคของธารินทร์ทั้งแง่มุมบวกมุมลบ

หลังจากเหตุการณ์เงินบาทถูกโจมตีเป็นระลอกใหญ่จากภายนอกประเทศ ในช่วงวันวาเลนไทน์ 14-15 กุมภาพันธ์ 2540 ห่างจากระลอกแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2539 ราวคลื่นมรสุมสงบนิ่ง แต่เมฆฝนก็ตั้งเค้าอีกนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม

โดยในเช้าวันหนึ่ง นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในขณะนั้น หอบแฟ้มเอกสาร เพื่อรายงานรัฐมนตรีคลัง ดร.อำนวย วีรวรรณ เกี่ยวกับความอ่อนแอของสถาบันการเงิน 18 แห่ง กับอีก 3 ธนาคารพาณิชย์ จำเป็นที่ทางการเองงัดเอาแผนควบกิจการมาใช้กัน โดยให้รัฐเข้าถือหุ้นใหญ่คล้ายกับจะจัดตั้งเป็นธนาคารกรุงไทยแห่งที่สอง

ในที่สุดมีคำสั่งปิดแค่ 16 สถาบันการเงิน ในเดือนมีนาคม 2540 นั้นเอง โดยมีรัฐค้ำประกันเงินฝาก แต่เมื่อไม่ปรากฏชื่อของสองบริษัทเงินทุนใหญ่ เช่น เอกธนกิจของนายปิ่น จักกะพาก และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ ทั้งที่เป็นความข้องใจของนักลงทุนในตลาด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เส้นแบ่งความเชื่อมั่นได้ขาดสะบั้นลง เกิดปรากฏการณ์ข่าวลือเป็นระลอกหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วยการถอนเงินจากสถาบันการเงินใหญ่ๆ จนขาดสภาพคล่อง และลุกลามสู่การแห่ถอนเงินครั้งใหญ่ ในระบบสถาบันการเงิน จนกระทั่งคลอนแคลน และนำไปสู่การต้องปิดสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอีก 42 แห่ง รวมเป็น 58 แห่ง ในเดือนสิงหาคมต่อมา ตามข้อเสนอของไอเอ็มเอฟ เพื่อตัดทิ้งเนื้อร้ายและเพื่อหยุดการแห่ถอนเงิน Deposit Run ในระบบสถาบันการเงินไทย

โดยที่รัฐบาลไทยต้องรับประกันเงินฝาก และกองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินให้ความคุ้มครอง กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างชาติทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

ในเวลานั้น อาณาจักรของ "เอกธนกิจ" ขยายตัวใหญ่จนเกือบจะก้าวกระโดดขึ้นเป็น "Mega Finance Company" กลับต้องล่มสลายลงไป กับสินทรัพย์ที่เสียหายกว่าแสนล้านบาท รวมทั้งความล้มเหลวของแผนการควบกิจการ กับธนาคารไทยทนุ ต่อมาได้ส่งผลเป็นโดมิโน ให้การหาผู้ร่วมทุนจากธนาคารต่างชาติของธนาคารไทยอีก 4 แห่ง ถึงกับล้มเหลวตามไปด้วย

เกือบจะเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสภาพนักวิ่งผลัดที่ส่งไม้ต่อจากวิกฤติสถาบันการเงินในระลอกแรกนั้น มาถึงการโจมตีค่าเงินบาทจากเฮดจ์ฟันด์ ที่เป็นกองทุนเก็งกำไรภายนอกประเทศได้เกิดขึ้นระลอกใหม่เป็นครั้งที่สาม ซึ่งนับเป็นระลอกที่ใหญ่ที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทย เฮดจ์ฟันด์มีอำนาจเงินนับหลายแสนล้านดอลลาร์ ทุ่มโจมตีเงินบาทสุดตัวเพื่อเอาชนะ ธปท.ในขณะนั้น จนทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่สะสมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ได้ไหลทะลักออกจาก ธปท.วันละหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง นับจากวันที่ 12-16 พฤษภาคม โดยหนักหน่วงที่สุดในช่วงวันที่ 13-14 พฤษภาคม ทุนสำรองเงินตราได้ไหลออกจำนวนมหาศาลไม่ต่ำกว่าวันละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จนกระทั่งทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่มีอยู่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2539 ลดลงแทบไม่เหลือหลอ ทำให้วิกฤตการณ์เงินบาทที่ถูกซ่อนเร้นไว้ กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ถล่มภาวะเศรษฐกิจไทย และฐานะการเงินของประเทศจนซวนเซแทบล้มทั้งยืน ประกอบกับคนไทยเริ่มขาดความเชื่อมั่นในประเทศกันเอง มีการนำเงินออกนอกประเทศในเดือนมิถุนายน จนทุนสำรองเกือบกลายเป็นเลขศูนย์

ในที่สุด ธปท.ก็หมดทางเลือกต้องลดค่าเงินบาท และประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน จากการบริหารในระบบตะกร้าเงิน มาเป็นระบบลอยตัวแบบจัดการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทำให้เงินบาท มีค่าลดฮวบฮาบลงจากอัตรา 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 27-28 บาท และไถลลงหนักที่สุดในปลายเดือนมกราคม 2541 ที่ 56 บาท

ย้อนเวลากลับไปในวันที่ 21 สิงหาคม 2540 ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินไทย ก่อนที่จะลุกลามไปสู่วิกฤติระดับภูมิภาคในเอเชีย ประเทศไทยต้องเข้าโปรแกรมการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยได้รับเงินกู้เป็นจำนวน 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นเงิน Stand By Credit ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจะสามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ต่างชาติที่รุมขอคืนเงินกู้จากภาคธุรกิจของไทย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องยืนยันพันธกรณี (Letter Of Intent) ถึง 7 ฉบับ ที่ทำให้รัฐบาลไทย ต้องปฏิบัติตามในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบรัดเข็มขัดอย่างรุนแรง รักษาวินัยการคลังเคร่งครัด โดยเข้มงวดการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐทุกบาททุกสตางค์ และดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มข้น กำหนดอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง เพื่อบีบรัดการใช้จ่ายของภาคเอกชน โดยหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจเกิดเสถียรภาพ และเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

เดือนพฤศจิกายนในปีนั้น รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออก รัฐบาลใหม่โดยการนำของนายชวน หลีกภัย ในสมัยที่สอง เข้ารับงานบริหารประเทศ โดยมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีคลัง ร่วมกอบกู้วิกฤติ ซึ่งเขาได้กล่าวล่าสุดว่า เศรษฐกิจไทยขณะนั้นถูกบีบรัดอย่างรุนแรง แต่ต่อมาไอเอ็มเอฟยอมรับว่า ใช้โปรแกรมที่ไม่ตรงกับประเทศไทย จึงยอมผ่อนคลายนโยบายการคลังลงภายหลัง จากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ได้พยายามต่อรองในเรื่องการกำหนดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ผ่อนปรนมากขึ้น เพราะฐานะการคลังของไทยไม่ได้มีปัญหาใดๆ โดยที่ตัว "G" คือ Government Spending เป็นเพียงเครื่องมือเดียวที่มีเงินพอที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติเท่านั้น แต่ ไอเอ็มเอฟยืนยันที่จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินหากมีผลกระทบต่อการตกรูดของเงินบาท และการพุ่งกระฉูดของเงินเฟ้อ ซึ่งในตอนนั้นเป็นปัญหาจากทางด้านต้นทุนสูง โดยที่ปัญหาเงินเฟ้อจากความต้องการในประเทศได้ตายไปหมดแล้ว จากผลพวงของภาวะวิกฤติ


ธารินทร์ เล่าให้ฟังว่า ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นกับระบบสถาบันการเงินไทย ยังไม่ได้จบลงไปพร้อมกับการสั่งปิด 58 สถาบันการเงิน (ต่อมาเหลือ 56 ไฟแนนซ์ โดยคืนใบอนุญาตให้กับเกียรตินาคิน และบางกอกอินเวสต์เมนท์) โดยไอเอ็มเอฟดึงธนาคารโลก เข้ามาช่วยฟื้นฟูสินทรัพย์ที่เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งปิด เพราะเห็นว่าจะต้องใช้ผู้ชำนาญการ มาดำเนินการอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้นานก็จะกลายเป็นหนี้เสียมากเพิ่มขึ้น โดยจะจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ให้กระทรวงการคลังและ ธปท.เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่โปร่งใส หรือมีการเตะถ่วงการทำงาน ถึงแม้ว่าทั้งสองหน่วยงานจะเป็นเจ้าของก็ตาม

องค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ถูกจัดตั้งขึ้นมาให้มีหน้าที่ทำการฟื้นฟูสถาบันการเงิน ไม่ใช่ฟื้นฟูสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน

ในเดือนพฤศจิกายน 2540 ธารินทร์ขอให้สมาคมธนาคารไทย ละธนาคารออมสินเข้ามาช่วยกันฟื้นฟูสถาบันการเงิน มีบรรษัทเงินทุนสากล หรือ ไอเอฟซี (International Finance Corporation) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือของธนาคารโลก และเคยเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของกลุ่มเอกธนกิจ เสนอแผนฟื้นฟูพร้อมใส่เงินเข้ามา โดยร่วมมือกับธนาคารดอยช์แบงก์ของเยอรมนี "แต่ไอเอฟซีมักจะบ่นว่า ไม่ได้รับความสะดวกจาก ปรส." ซึ่งในเวลานั้น กองทุนฟื้นฟูประกาศให้เอกธนกิจ ควบกิจการกับธนาคารไทยทนุโดยใช้เงินราว 8 พันล้านบาท

"ผมบอกให้ไอเอฟซีวิ่งไปหา ปรส.เพื่อเสนอแผนฟื้นฟูเอกธนกิจ แต่ ปรส.กลับบอกว่าปิดเวลารับการพิจารณา ทั้งที่ยังมีเวลาเหลืออีกสองวัน" ธารินทร์กล่าวในที่สุด ทางการก็สั่งปิดเอกธนกิจเป็นการถาวรในวันที่ 8 ธันวาคม 2540

ปรส.ได้ตกปากรับคำกับ "5 เสือ" ซึ่งบริษัทผู้สอบบัญชีระดับโลก อาทิเช่น อาเธอร์แอนเดอร์สัน เอิร์นสแอนด์ยัง คูเปอร์ส & ไลแบรนด์ ดีลอยด์ & โทมัสซึ และเคพีเอ็มจี ว่าจะให้เข้ามาร่วมทำงาน แต่ทั้ง "5 เสือ" ได้เสนอแผนร่วมงานกันมาเป็น joint package โดยต้องการค่าตอบแทน 1.6 พันล้านบาทในการเข้ามาบริหารสินทรัพย์ นอกจากเงินค่าบริหารที่แพงมากแล้ว "เขายังเสนอสิ่งที่ผมรับไม่ได้ คือ ถ้าทำงานไปแล้ว เกิดภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นในอนาคต (Future Liabilities) รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบ เมื่อขอให้ตัดเงื่อนไขนี้ออก เขาบอกว่าไม่ได้ ผมก็เลยให้เลิก" แต่ต่อมา ได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในการบริหารสินทรัพย์จากสถาบันการเงินเข้ามาดูแลแทน โดยมีการว่าจ้างด้วยผลตอบแทน 200 ล้านบาท

ธารินทร์กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤติสถาบันการเงินไทยในภาคพิสดาร มีปัญหาหนี้สินที่อาจเสียหายสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สินรวมทั้งภาระดอกเบี้ยในอนาคตที่นำไปฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ รวม 1 ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีการดำเนินคดีทางศาล โดยชนะคดีก็ตาม แต่ได้เงินคืนมาเพียงกว่าพันล้านบาท ส่วนหนี้สินที่โผล่มาอยู่กับ ปรส.ยังมีอีก 6 แสนล้านบาทนั้น ซึ่งหนี้ทั้งหมดมีตัวเลขโผล่มาทาง ธปท.ว่า เป็นหนี้เอ็นพีแอลที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ถึง 46.7% ของสินเชื่อทั้งระบบ

การหารือกอบกู้วิกฤติการเงินไทยในปี 2540 ที่ฝรั่งเรียกว่า "หมิ่นเหม่ต่อการเจ๊ง แต่ผมได้คุยกับชัยวัฒน์ (ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ว่าการ ธปท.ต่อจากนายเริงชัย) ว่า กองทุนฟื้นฟูพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงเป็นรายแบงก์ ซึ่งตอนนั้นเกิดปัญหากับอีก 5 แบงก์"

"เราตั้งแบงก์รัตนสิน เพื่อให้เป็น Bridge Bank ช่วยให้สภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้นกับแบงก์ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งไอเอ็มเอฟก็เห็นด้วย โดยให้ถ่ายโอนสินทรัพย์ที่ไม่ต้องมีการประมูล จากนั้นก็ให้ประเมินหนี้ของกองทุนฟื้นฟูใน ปรส.ว่ามีเท่าไร ปรากฏว่า มีหนี้เป็นเอ็นพีแอล 99%" ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงรับภาระความเสียหายออกพันธบัตรรัฐบาล 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระภาษีของประชาชนในอนาคต

ธารินทร์ ยอมรับว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่แท้จริงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง แล้วยังมาเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาค จากไทยสู่เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ซึ่งอยู่ๆ ก็มาถึงรัสเซีย ตุรกี รวมถึงอาร์เจนตินาในรอบที่สอง "ปัญหาไทยแก้ยาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นอินโดนีเชีย โดยไอเอ็มเอฟให้ตัดเงินอุดหนุนในการซื้อน้ำมัน และอาหารของประชาชน ซึ่งถ้าเราไม่มีภาคเกษตรช่วยไว้ อาจแย่กว่านี้ก็ได้"

"นับแต่วันแรก ผมเห็นปัญหาขาดสถาพคล่องทางการเงิน ท่อน้ำเลี้ยงที่จะไปภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ถูกปิดหมด แต่ทำอะไรไม่ได้ และที่แย่ก็คือ ธนาคารไทยถูกตัดเครดิตไลน์จากธนาคารต่างชาติหมด จน ธปท.ต้องเข้ามาประกันให้ แต่ทำได้แค่วงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น ที่ยอมรับไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่เพียงแบงก์เล็กแบงก์กลาง แม้แต่แบงก์ใหญ่ก็เปิดแอลซีไม่ได้ ทำให้ต้องออกแผนแม่บทแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินไทย 14 สิงหาคม 2541 และต้องปรับโครงสร้างให้ได้ ก็เพราะฐานะตอนนั้นความเสี่ยงของไทย ตกไปอยู่ที่อันดับสามจากท้ายตารางของ 160 ประเทศ"

ตั้งแต่ ธารินทร์ เข้ากุมบังเหียนเศรษฐกิจไทย มีการติดลบไปถึง 12% โดยในปีแรก 2540 ติดลบ 1.8% และปีที่สอง 2541 ติดลบอีก 10.8% แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็ค่อยกระเตื้องขึ้น จนรัฐบาลทักษิณเข้ามารับผลบวกมีอัตราเติบโตถึง 4.5% ต่อปี "
ช่วงวิกฤติ คนจนช่วยคนรวย จากนี้ไปเศรษฐกิจต้องปรับโครงสร้างแล้วค่อยๆ ตั้งหลักต่อไป การปล่อยให้มหาเศรษฐีรวยแล้วรวยอีก หรือปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตบิดเบือน มันจะมั่นคงได้อย่างไร ประเทศไทยยังต้องเดินในแนวทางสมัยใหม่ ผมถูกต่อต้านในตอนนั้น เพราะไม่เน้นชาตินิยม แต่ตอนที่ผมส่งมอบงานนั้น ทุนสำรองประเทศมีฐานะสุทธิ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แล้ว ที่สำคัญเศรษฐกิจไทยต้องเดินไปอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว โดยไม่ต้องใช้นโยบายประชานิยม"

"ผมยอมรับว่า ทำได้แค่กู้วิกฤติ เพื่อเศรษฐกิจลุกขึ้นมาตั้งหลัก ไม่สามารถทำให้ลุกขึ้นวิ่งอย่างที่หลายคนต้องการ" ธารินทร์ กล่าวในที่สุด

 
จำได้ว่าจีดีพี ปี 42 และ 43  ก็เริ่มเป็นบวกแล้ว

 


ใช่ครับบบ จึงไม่อบากให้ คุณ ธารินทร์ เงียบ อยากให้ออกมาแบบคุณธีระชัย จัดหนักจุงเบย


Edited by redfrog53, 9 October 2013 - 04:14.

Posted Image

#52 Bookmarks

Bookmarks

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 33,617 posts

Posted 9 October 2013 - 08:42

ไอ่กากลี ตอนนี้ไปหาข้อมูลมาแก้ต่างให้ไอ่แม้วอยู่นะครับ รอแป๊บนุง  :D



#53 พ่อไอ้ร้อยล็อคอิน

พ่อไอ้ร้อยล็อคอิน

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 6,450 posts

Posted 9 October 2013 - 09:42

วันนี้ก็ยังไม่มีกาสรเข้ามาแฮะ :wacko:


อยากรู้ว่าประชาธิปไตยไทยเป็นแบบไหน ให้ดูการใช้รถใช้ถนนรู้จักกันแต่สิทธิ แต่ไม่เคยรู้จักหน้าที่ ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้

#54 พอล คุง

พอล คุง

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 11,014 posts

Posted 9 October 2013 - 10:41

ไหงเป็นกระทู้ปลอดแดง ซะงั้น

 

ห้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา


ถึงตรูจะเลวยังไง ตรูก้อไม่ได้ขายชาติ เหมือนเสื้อแดงว่ะ เข้าใจนะ

 


#55 เพื่อไทยทำได้ทุกอย่าง

เพื่อไทยทำได้ทุกอย่าง

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,247 posts

Posted 9 October 2013 - 11:12

สะท้อนว่าไอ้แมวหมดปัญญาจะโชว์ผลงานใหม่เลยใช้มุขหลอกควายเก่าๆมาหลอกควายฝูงเดิมไว้ใช้งานต่อ อ่ะ ใครที่รู้ตัวเป็นควายก็เล็มหญ้าต่อ ไม่อยากเป็นควายก็ตั้งใจเก็บเกี่ยวความรู้ใส่ตัวซะนะคะ


ทักษิณเป็นเทพเจ้าจริงๆนะ ไม่เชื่อถาม เสื้อแดง ดูสิ

#56 Emolution

Emolution

    โคตรพ่อโคตรแม่ควายแดง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,029 posts

Posted 9 October 2013 - 11:52

อย่าขี้โม้ อย่าขี้โม้



#57 Bookmarks

Bookmarks

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 33,617 posts

Posted 9 October 2013 - 16:06

ขอเวลา 2 วันนะ กากลี กับแต๋ม กำลังหาข้อมูลเพื่อแก้ตัวให้ไอ้แม้วยังไงดี  :D



#58 human

human

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 684 posts

Posted 9 October 2013 - 16:11

ขอเวลา 2 วันนะ กากลี กับแต๋ม กำลังหาข้อมูลเพื่อแก้ตัวให้ไอ้แม้วยังไงดี  :D

 

ความจริงก็คือความจริง จะผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ยังเป็นความจริง

 

แต่ไอ้คนที่เอาความจริงมาโกหกบิดเบือน ยังไงมันก็โกหกได้ไม่นาน

 

เชื่อเถอะ...เอิ้กๆๆๆๆๆๆ :D  :D


ผีหลอกก็ยังพอทนแต่คนหลอกคนกูทนไม่ได้

#59 Bookmarks

Bookmarks

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 33,617 posts

Posted 9 October 2013 - 17:49

 

ขอเวลา 2 วันนะ กากลี กับแต๋ม กำลังหาข้อมูลเพื่อแก้ตัวให้ไอ้แม้วยังไงดี  :D

 

ความจริงก็คือความจริง จะผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ยังเป็นความจริง

 

แต่ไอ้คนที่เอาความจริงมาโกหกบิดเบือน ยังไงมันก็โกหกได้ไม่นาน

 

เชื่อเถอะ...เอิ้กๆๆๆๆๆๆ :D  :D

 

ระวังจะเงิบเพราะพวกควายแดงนะครับ อย่างที่่คุณศิริโชคว่าไว้ ปัญญาชนแพ้คนหน้าด้าน เราเห็นพวกควายแดงหน้าด้านมาเยอะแล้วนะครับ  :lol:



#60 เรื่อยๆเอื่อยๆ

เรื่อยๆเอื่อยๆ

    There is a face beneath this mask, but it isn't me.

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,223 posts

Posted 9 October 2013 - 18:31

แสดงว่าผลงานของแม้วที่ใช้หลอกคนได้เหลือไม้ตายอยู่แค่สองเรื่อง คือใช้หนี้ไอเอ็มเอฟกับสร้างสนามบิน
ถ้าสามารถเล่นเรื่องนี้ตีกลับไปได้ในวงกว้าง แม้วก็จะกลายเป็นแค่คนขี้โม้ทันที เพราะเรื่องอื่นคนก็รู้หมดแล้วว่ามันทำไม่ได้เรื่อง

#61 gears

gears

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,450 posts

Posted 9 October 2013 - 18:55



ขอเวลา 2 วันนะ กากลี กับแต๋ม กำลังหาข้อมูลเพื่อแก้ตัวให้ไอ้แม้วยังไงดี :D


ความจริงก็คือความจริง จะผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ยังเป็นความจริง

แต่ไอ้คนที่เอาความจริงมาโกหกบิดเบือน ยังไงมันก็โกหกได้ไม่นาน

เชื่อเถอะ...เอิ้กๆๆๆๆๆๆ :D :D
ระวังจะเงิบเพราะพวกควายแดงนะครับ อย่างที่่คุณศิริโชคว่าไว้ ปัญญาชนแพ้คนหน้าด้าน เราเห็นพวกควายแดงหน้าด้านมาเยอะแล้วนะครับ :lol:

เค้าไม่เรียกว่าด้านครับ เค้าเรียกดักดาน
หน้าด้านนี้พอรู้ตัวเอง ดักดานนี้โง่เรียกพี่ เหอๆ

#62 redfrog53

redfrog53

    เกิดที่รัสเซีย มาโตที่ สรท.

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 25,221 posts

Posted 9 October 2013 - 18:59

ข้อท้วงติงของหลายท่านที่ระบุว่าดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศ 8 % เป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงนั้น มีเหตุผล ผู้เขียนจึงเข้าไปค้นข้อมูลดิบจากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 2 ปี อยู่ที่ 1.5 % ไม่ใช่ 8% ตามข้อมูลจาก
http://historythaico...012/03/imf.html ที่นำมาอ้างอิงในครั้งแรก
 
ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับยอดหนี้ก้อนสุดท้ายตรวจสอบอีกครั้งถูกต้องแล้ว
 
จึงขออนุญาตปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับเพจ ถ้าไทยไม่ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนดจะเป็นยังไงนะใหม่ โดยจะพบว่ามีส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไอเอ็มเอฟกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศคือ ดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่า 1.25 % (ดอกเบี้ย ไอเอ็มเอฟ 0.25%) ซึ่งหากไม่ใช้หนี้ก่อนกำหนดนำเงินมาฝากในประเทศเฉย ๆ ก็จะได้กำไร 1,476 ล้านบาท
 
ข้อมูลอ้างอิงลิงค์ธนาคารแห่งประเทศไทย
http://www2.bot.or.t...222&language=th
 
สมจิตต์ นวเครือสุนทร


 
 
ที่เจ็บใจ ต้องมาเสียดอกเบี้ยของดอกเบี้ยที่ถูกปรับ %%$#@@@%


Posted Image

#63 annykun

annykun

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,567 posts

Posted 10 October 2013 - 11:02

พวกเสื้อแดงเขาบอกว่า  การกระทำของทักษิณ  เป็นวิสัยทัศและความฉลาดเมพของทักษิณ  ครับ  ดังนั้นไม่ผิด


คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ชนะสงคราม  คือ   ความแข็งแกร่ง และ อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง

คุณธรรมที่พร้ำสอน  ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นรองลงมา   ส่วน  ประชาธิปไตยน่ะรึ  เอาเข้าจริงๆ  สำคัญอันใด?? 

 


#64 Lincoln16

Lincoln16

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 428 posts

Posted 10 October 2013 - 13:30

น่าสมเพชเวทนา

โกหกตัวเอง ปลอบใจตัวเอง หลอกลิ่วล้อ ....

 

 

dhb7h6bhfjcgb6e8aceab.jpg
'ทักษิณ'โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้IMF
'ทักษิณ'โพสต์เล่าเบื้องหลังการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โวเป็น'นายกฯ'ปลดหนี้'IMF'

 
8 ต.ค.56 เมื่อเวลา 12.45 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า" Me and My Country (1) ผมขอเริ่มตอนที่หนึ่งโดยการเล่าเรื่องเบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิครับ ปี 2544 ผมได้ประกาศว่าจะยกเลิกการประกวดราคาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งประกวดราคาโดยรัฐบาลก่อนเป็นวงเงิน 54,000 ล้านบาทเศษ โดยออกแบบรองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านคน ซึ่งขณะนั้นผมเห็นว่าแพงและจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้น้อยไป เกรงจะไม่พอ เปิดปุ๊บก็ต้องเต็มปั๊บ ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้นก็วิ่งมาพบผมและขอคัดค้านเพราะเรากู้เงิน JBIC อยู่ โดยบอกว่าจะยกเลิกเงินกู้
 
ผมก็นั่งคิด เนื่องจากเรายังไม่พ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ ก.ค.40 แต่ถ้าเรากลัวไม่ได้กู้เงิน เราก็ต้องสร้างสนามบินที่แพงเกินจริงและรองรับผู้โดยสารได้น้อยเกินไป เพราะจะสร้างใหม่ทั้งทีอุตส่าห์รอกันมาตั้ง 40 ปี ขณะนั้น ผมอ่านออกว่า ทูตญี่ปุ่นกลัวว่าประกวดราคาใหม่บริษัทญี่ปุ่นจะไม่ชนะประมูล เรื่องการไม่ให้กู้เงินคงจะไม่จริง ผมก็เลยบอกไปว่าผมจำเป็นต้องยกเลิกการประมูลและแก้แบบใหม่ให้รองรับผู้โดยสารจาก 35 ล้านคนเป็น 45 ล้านคน ถ้าญี่ปุ่นไม่ให้กู้ก็ไม่เป็นไร ผมใช้เงินแบงค์กรุงไทยกับแบงค์ออมสินก็ได้ ผมก็เลิกการประมูล แก้แบบเป็น 45 ล้านคน และให้มีการประมูลใหม่
 
ผลปรากฏว่า ราคาลดลงจาก 54,000 ล้านบาท เป็น 36,666 ล้านบาท ประหยัดไป 17,000 ล้านบาทเศษ พร้อมกับรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 10 ล้านคน จาก 35 เป็น 45 ล้านคน ซึ่งขนาดเพิ่มแล้ววันนี้หลังจากเปิดไม่กี่ปีก็เต็มแล้ว ทั้งๆ ที่ไปใช้ดอนเมืองด้วย และในที่สุด ท่านทูตญี่ปุ่นคนเดิมก็กลับมาขอร้องให้เราใช้เงินกู้ JBIC ต่อไปเหมือนเดิม (การเจรจาต้องรู้ความต้องการของเขาและของเรา)
 
ถ้าท่านจำได้ช่วงผมเป็นนายกฯใหม่ๆ ผมได้ประกาศว่า ไทยจะไม่ยอมกู้เงินนอกเด็ดขาดยกเว้นสัญญาที่มีอยู่เดิม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเรามีเงินสำรองอยู่ 27-28 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่เรามีหนี้ต่างประเทศมากกว่าเงินสำรองเรามาก รวมทั้งหนี้ IMF ถึง 12,000 ล้าน ผมเข้าใจโลกทุนนิยมดีครับ มันเปรียบเสมือนว่า เมื่อแดดออก มีแต่คนจะเอาร่มมาให้เราถือเต็มไปหมดทั้งๆ ที่เราไม่ต้องใช้ แต่ยามฝนตก เราอยากได้ร่มสักคันก็ไม่มีใครให้ยืม เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างคำว่า Trust & Confident ให้ได้ เงินถึงจะมา
 
ผมเลยใช้นโยบายว่า กัดฟันไม่กู้เงินนอกเท่านั้น ต่างประเทศก็เริ่มมั่นใจขึ้น เงินต่างประเทศก็เริ่มเข้ามาประกอบกับการปรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นให้สอดคล้องกัน ทำให้พ่อค้านำเข้าและส่งออกที่เก็บเงินไว้ต่างประเทศก็เริ่มนำกลับเข้ามา เสถียรภาพเงินบาทก็แข็งขึ้น เงินสำรองก็มากขึ้นจนเราสามารถใช้หนี้ IMF ได้ ซึ่งตอนเกิดวิกฤติตอนเราต้องยืมเงิน IMF ทุกคนก็คิดว่าต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีกว่าจะใช้หนี้ได้
 
ตอนที่ผมตัดสินใจใช้หนี้หลายคนก็ห้ามผมว่า ทำไมต้องรีบใช้ เดี๋ยวเงินสำรองจะพร่องมากไปไม่พอใช้ บังเอิญผมมีประสบการณ์เป็นนักกู้เงินมาก่อน ถ้าเราเป็นหนี้แล้วใช้คืนได้เขาถึงว่าเราเป็นลูกค้าชั้นดีที่จะให้กู้มากขึ้นอีก ผมก็เลยสั่งให้ใช้หนี้ทั้งหมดทีเดียว หม่อมอุ๋ยขอต่อรองเป็นอีก 6 เดือน ผมก็เลยบอกว่าผมประกาศเลยนะว่าอีก 6 เดือนจะชำระ ก็เลยเกิดการชำระหนี้ IMF ก่อนครบกำหนดถึง 2 ปี ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดีขึ้นมาก เงินก็เริ่มไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนเรากลายเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็น Net Creditor Nation คือ เป็นประเทศที่มีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศมากกว่าเงินกู้ต่างประเทศ โดยรวมตัวเลขทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย เป็นครั้งแรกของไทย
 
สรุปก็คือว่า ถ้าเรามียุทธศาสตร์การเงินและการทำงานที่ควบคู่กันได้ดี เราจะสร้างTrust & Confident ให้กับองค์กรของเรา(ซึ่งในที่นี้ก็คือประเทศ) แล้วเราจะเติบโตได้ เพราะจะมีเงินทุนเข้ามาให้เราได้ใช้บริหารและสร้างรายได้อย่างไม่จำกัดครับ วันนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ "

 
 
 
 
 
 

Noch Hautavanija
ทักษิณ โพสต์ Facebook พูดถึง เงินกู้ IMF ว่าตัวเองใช้ก่อนกำหนด 2 ปี
สรุปข้อเท็จจริงสั้นๆ นะครับ 
ปี 2540 ประเทศไทยประสบวิกฤติหนักทางการเงินจนต้องพึ่ง IMF
ไทยได้ "วงเงินกู้มา 17,000 ล้านดอลลาร์" หรือประมาณ 6.8 แสนล้าน
รัฐบาลชวน ขอใช้แค่ 14,200 ล้านดอลลาร์ เพราะเศรษฐกิจดีขึ้นตอนปี43
เท่ากับใช้ไปจริงประมาณ 5.6 แสนล้านบาทเท่านั้น เลย "ยกเลิกกู้ก่อนกำหนด" 
ทำให้รอบการชำระคืนก็หมดเร็วก่อนกำหนดอยู่แล้วโดยเงื่อนไข
ที่สำคัญที่สุดคือ 
ตอนหมดสมัยรัฐบาลชวน ชำระหนี้ IMF ไว้ให้แล้วอย่างน้อย 70% ของมูลหนี้ทั้งหมด จนรัฐบาลถัดไปมาบริหารงานต่อเหลือจ่ายอีกไม่กี่พันล้านดอลลาร์เท่านั้น
การที่ทักษิณ มาพูดเหมาเอาว่าใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนดสองปีนั้น
จงใจให้คนเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองจ่ายหนี้เองทั้งหมด โดยที่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดว่า.. 
1.หนี้ที่เหลือเหลือนิดเดียว 
2.รอบกำหนดน้อยลงอยู่แล้ว 
3.ยอมค่าปรับในการจ่ายก่อนกำหนดทั้งที่ไม่จำเป็น 
4.เงินที่เอามาจ่ายก่อนกำหนดนั้น คือเงินกู้จากแหล่งอื่นมาโปะ
อย่าให้วาทกรรมแบบนี้หลอกคุณได้ครับ


People shouldn't be afraid of their government.

Governments should be afraid of their people

 


#65 Bookmarks

Bookmarks

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 33,617 posts

Posted 10 October 2013 - 14:41

น่าสมเพชไอ่หนีคุกจริงๆ หลอกได้แต่ควายแดงว่าตัวเองไม่ได้กู้ แต่เป็นคนใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ  :unsure:



#66 ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

    หน้าตาดี มีอุดมการณ์

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 21,670 posts

Posted 10 October 2013 - 18:14

แสดงว่าผลงานของแม้วที่ใช้หลอกคนได้เหลือไม้ตายอยู่แค่สองเรื่อง คือใช้หนี้ไอเอ็มเอฟกับสร้างสนามบิน
ถ้าสามารถเล่นเรื่องนี้ตีกลับไปได้ในวงกว้าง แม้วก็จะกลายเป็นแค่คนขี้โม้ทันที เพราะเรื่องอื่นคนก็รู้หมดแล้วว่ามันทำไม่ได้เรื่อง

 

ยังมี 30 บาทรักษาทุกโรค กับกองทุนหมู่บ้าน ที่ขลังอยู่ครับ

ล้มยากเลยความเชื่อฝังหัว 3 ข้อนี้

- ทักษิณใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

- ทักษิณช่วยชาวบ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค

- ทักษิณช่วยให้เงินชาวบ้าน ผ่านกองทุนหมู่บ้าน


gladiator 1.jpg

 

 

 

 

 

 


#67 redfrog53

redfrog53

    เกิดที่รัสเซีย มาโตที่ สรท.

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 25,221 posts

Posted 10 October 2013 - 19:50

 

แสดงว่าผลงานของแม้วที่ใช้หลอกคนได้เหลือไม้ตายอยู่แค่สองเรื่อง คือใช้หนี้ไอเอ็มเอฟกับสร้างสนามบิน
ถ้าสามารถเล่นเรื่องนี้ตีกลับไปได้ในวงกว้าง แม้วก็จะกลายเป็นแค่คนขี้โม้ทันที เพราะเรื่องอื่นคนก็รู้หมดแล้วว่ามันทำไม่ได้เรื่อง

 

ยังมี 30 บาทรักษาทุกโรค กับกองทุนหมู่บ้าน ที่ขลังอยู่ครับ

ล้มยากเลยความเชื่อฝังหัว 3 ข้อนี้

- ทักษิณใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

- ทักษิณช่วยชาวบ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค

- ทักษิณช่วยให้เงินชาวบ้าน ผ่านกองทุนหมู่บ้าน

 

ใช่ครับ ไม่มีทักษิณคิดใหม่ทำใหม่นะ

มีแต่ทักษิณลอก ลักยอกเป็นของตน


Posted Image




1 user(s) are reading this topic

0 members, 1 guests, 0 anonymous users