"เกิดเป็นนักการเมืองจริงแท้แสนลำบาก จะได้ยากโหยหิวเพราะศรีภริยา" ทุภาษิตบทนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ไม่ต้องอื่นใด ดูอย่าง พลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย บุรุษเหล็กแห่งลุ่มน้ำอิระวดีที่เคยเปรยว่าอยากจะถอดหัวโขนทิ้ง เพราะแสนจะเหน็ดเหนื่อยกับการกุมบังเหียนประเทศมานาน 18 ปี แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะนางจ่าย จ๋าย ศรีภริยาเอก ซึ่งน่าจะเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในแดนอิระวดี ดูได้จากการทุ่มเงินราว 11 ล้านจัดงานแต่งงานลูกสาวคนเล็กเมื่อปี 2549 ได้คัดค้านเสียงแข็งกะจะให้รับใช้ชาติจนตายคาตำแหน่ง
หรืออย่างอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งตรอมใจตายที่ฮาวาย หลังถูกนางสิงห์เหล็กคอรี อาคีโน นำพลังประชาชนขับไล่ คนที่ยังสุขสบายจนทุกวันนี้ก็คือ นางอิเมลดา มาร์กอส ที่รัฐจำใจต้องคืนเงินให้หลายก้อนด้วยกัน เนื่องจากพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเงินที่ปล้นไปจากประชาชนจริงหรือไม่ ดูตัวอย่างจาก นางจ่าย จ๋าย หรือจากนางอิเมลดา มาร์กอส แล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไม นางไลลา ทราเบลซี เจ้าของสมญา "อิเมลดา มาร์กอสแห่งโลกอาหรับ" ภริยาคนที่สองของประธานาธิบดีซิเน เอล อาบิดิน เบน อาลี แห่งตูนิเซีย จะไม่รีบขนทองคำแท่งหนัก 1.5 ตัน มูลค่าประมาณ 1,750 ล้านบาท หนีไปเสพสุขในต่างประเทศบ้าง เพิ่มเติมจากทรัพย์สินกว่าแสนล้านบาท ที่แอบนำไปฝากไว้ในบัญชีลับธนาคารฝรั่งเศส หลังจากสามีเพิ่งถูกชาวตูนิเซียลุกฮือขับไล่จนต้องหนีกระเจิงไปตั้งหลักที่ซาอุดีอาระเบีย

ตอนนี้สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนหนึ่งที่ทั่วโลกต่างจับตามองว่าอาจจะเป็นรายต่อไป ก็คือ นางเกรซ มูกาเบ ศรีภริยาวัย 45 ปี ของประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ วัย 86 ปีแห่งซิมบับเว ซึ่งเต็มไปด้วยข่าวฉาวมาตลอดนับตั้งแต่เธอก้าวขึ้นมาเป็นนายหญิงแห่งทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อสิบปีที่แล้ว รวมไปถึงข่าวที่เธอตรงเข้าไปทำร้ายช่างภาพหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง เพราะโกรธที่ถูกตามถ่ายรูปขณะช็อปปิ้งอย่างสุดสำราญที่ฮ่องกง
ล่าสุดเธอเพิ่งฟ้องเรียกค่าเสียหาย 450 ล้านบาท จากหนังสือพิมพ์ซิมบับเว สแตนดาร์ด ที่อ้างข้อมูลลับจากวิกิลีกส์ว่าเธอเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าเพชรเถื่อน
เกรซ ซึ่งบรรดาปฏิปักษ์การเมืองของนายมูกาเบให้สมญาว่า "ดีสเกรซ" หรือ "ผู้ปราศจากความงามสง่า" ขณะที่เธอให้สมญาตัวเองว่า "แม่ของแผ่นดิน" ใช้ชีวิตอย่างสุดหรูหราเยี่ยงราชินี ที่โลกต้องอิจฉา ว่ากันว่าหนึ่งในสมบัติที่เธอสะสมในต่างประเทศก็คือ คฤหาสน์หรู 3 ชั้น ราคาเหยียบ 175 ล้านบาท ตั้งอยู่ในย่าน "มังกร 9 ตัว" เมืองเล็กๆ ในเขตนิวเทอร์ริทอรีส์ ในฮ่องกง
สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งซิมบับเว
เกรซ มูกาเบ เกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2508 ในเมืองชิฟวู เมืองเล็กๆ ทางตอนกลางของซิมบับเว ทางใต้ของกรุงฮาราเร ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนแคทอลิก เธอแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นกับนายสแตนลีย์ โกเรราซา นักบินกองทัพอากาศ และมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนชื่อว่า รัสเซลล์
เส้นทางสู่การเป็นภริยาคนที่สองของนายโรเบิร์ต มูกาเบ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศ อื้อฉาวตั้งแต่เริ่ม
เกรซได้เข้าทำงานเป็นเลขานุการในสำนักงานของนายมูกาเบ และเป็นที่ต้องตาต้องใจของประธานาธิบดี แม้ไม่โสดด้วยกันทั้งคู่ ต่างก็มีครอบครัวกันอยู่แล้ว แต่ในเวลาไม่นานนัก เป็นที่รับรู้กันในวงในรัฐบาลว่า เกรซ ผู้อ่อนกว่าประธานาธิบดี 40 ปี คือเมียเก็บของนายมูกาเบ กระทั่งมีลูกด้วยกันสองคน คือลูกสาวชื่อ โบนา ตั้งชื่อตามมารดาของมูกาเบ และโรเบิร์ต ปีเตอร์ จูเนียร์
สามีของเกรซฟ้องหย่า และต่อมา ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศ มีข่าวว่าไปเป็นนักการทูตประจำอยู่ในจีน
สี่ปีหลังจากนางแซลลี มูกาเบ ภริยาคนแรกและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ประชาชนรัก เสียชีวิตด้วยโรคไตในปี 2535 ทั้งสองได้เข้าพิธีสมรสที่จัดขึ้นอย่างหรูหราอลังการ เชิญแขกเหรื่อร่วมงานกว่า 1.2 หมื่นคน จนสื่อซิมบับเวเรียกขานว่า วิวาห์แห่งศตวรรษ
ปีถัดไป เกรซ มูกาเบ ให้กำเนิดลูกคนที่สาม ชื่อว่า ชาทุนกา
หลังเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งไม่นานนัก เกรซเป็นที่รู้จักในชื่อ Dis Grace (มาจาก disgrace ผู้ไม่สง่างาม) จากรูปแบบการดำเนินชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยที่เป็นนิสัยตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เธอชอบอยู่ในบ้านหลังใหญ่ หลังเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอสั่งก่อสร้างคฤหาสน์ใหญ่โตสองแห่ง แห่งแรกถูกเรียกว่า "เกรซแลนด์ส" ในย่านบอร์โรวเดล ย่านผู้มีอันจะกินในกรุงฮาราเร ซึ่งถูกวิจารณ์มากว่าฟุ่มเฟือยเกินเหตุและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก แม้เธออ้างว่า จ่ายค่าก่อสร้างด้วยเงินส่วนตัว แต่ไม่มีใครเชื่อ
คฤหาสน์หลังนี้ได้ขายให้พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบียที่ถูกโค่นอำนาจและเสียชีวิตในภายหลัง
แห่งที่สอง สร้างเสร็จในปี 2550 ข่าวว่าใช้งบสร้างสูงถึง 26 ล้านดอลลาร์ เป็นของขวัญจากพรรคซานู-พีเอฟ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล นัยว่าเพื่อขอบคุณการทำงานการเมืองรับใช้ประเทศชาติของนายโรเบิร์ต มูกาเบ นอกจากนี้ เธอยังได้สร้างบ้านหรูอีกหลังให้พ่อแม่ในเมืองบ้านเกิด ชิฟวู
ขาช็อปหมายเลขหนึ่ง
ความชื่นชอบช็อปปิ้งของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งซิมบับเวเป็นข่าวพาดหัวหลายครั้ง ก่อนที่บรรดาผู้นำของซิมบับเวและภริยาจะถูกห้ามเข้ายุโรปในปี 2545 นางเกรซ มูกาเบเป็นชาช็อปประจำในลอนดอน ปารีส โรม มิลาน และอีกหลายสถานที่ที่เศรษฐีและคนดังมักไปปรากฏตัวให้คนทั่วไปพบเห็น
เดอะ เดลี เทเลกราฟ รายงานเรื่องการไปช็อปปิ้งในปารีสครั้งหนึ่งว่า เธอช็อปแหลกในเวลาสั้นๆ หมดเงินไป 3.6 ล้านบาท
หลังจากซิมบับเวไม่ยอมให้ผู้สังเกตการณ์จากยุโรปเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งในปี 2545 สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกมาตรการแซงชั่นเจ้าหน้าที่ระดับสูงซิมบับเว 29 คน จากนั้นในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ได้ขยายครอบคลุมถึงนางมูกาเบและอีก 51 คน โดยห้ามเดินทางเข้าประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรแและอายัดทรัพย์สิน สหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตรคล้ายกันในเวลาต่อมา
เมื่อชื่อของเกรซ มูกาเบ ถูกรวมไว้ในมาตรการแซงชั่นด้วย สมาชิกสภายุโรปคนหนึ่งระบุว่า อย่างน้อยอาจจะช่วยหยุดเกรซ มูกาเบ ไม่ให้ไปช็อปปิ้งเมืองนอกได้ ขณะที่ประชาชนยังดิ้นรนปากกัดตีนถีบ
มาตรการแซงชั่นทำให้เธอต้องหันเดินทางไปยังส่วนอื่นของโลกอาทิ สิงคโปร์และฮ่องกง และการไปเยือนฮ่องกง ที่ซึ่งโบนา มูกาเบ ขณะที่บุตรสาวของเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่นั่น เธอได้ก่อวีรกรรมอันโด่งดังไว้เมื่อเดือนมกราคม 2552 นางมูกาเบ สั่งบอดี้การ์ดให้เข้ายึดกล้องจากนายริชาร์ด โจนส์ ช่างภาพชาวอังกฤษของเดอะ ไทม์ส ที่หน้าโรงแรมหรูที่เธอพักอยู่ จากนั้น เธอได้เข้าไปชกหน้าช่างภาพโจนส์อย่างบันดาลโทสะเต็มที่หลายทีด้วยมือที่สวมแหวนเพชรหลายวง ทำให้โจนส์ได้แผลบาดและขีดข่วนบนใบหน้า แต่นางมูกาเบรอดตัวจากการถูกดำเนินคดี โดยอาศัยเอกสิทธิคุ้มครองทางการทูตของจีน
ครั้งหนึ่งเมื่อถูกถามถึงรสนิยมรองเท้าแบรนด์หรู เฟอร์รากาโม ว่าจะไม่สวนทางกับความพยายามแก้ปัญหาความยากจนในประเทศเธอหรือ คำตอบของเธอคือ เธอมีเท้าที่แคบมาก เลยต้องใส่แต่เฟอร์รากาโมเท่านั้น และว่าการช็อปปิ้งเป็นอาชญากรรมหรือ ร้านพวกนี้มีไว้เพื่อให้คนเข้าไปซื้อของนะ"
นางมูกาเบ จึงได้ฉายานอกจาก ดิส เกรซแล้ว ยังมี "กุชชี เกรซ" หรือ "นักช็อปหมายเลขหนึ่ง" บางคนแขวะเธอว่าพยายามแข่งสวยสง่ากับเจ้าหญิงไดอานา ด้วยการซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพง ทั้งที่บางชุดดูเหมือนไม่ได้เหมาะกับสภาพอากาศแบบแอฟริกาเลย ส่วนเงินที่เธอนำมาถลุงกับการช็อปปิ้งคาดว่ามาจากดอกเบี้ยธนาคารกลางซิมบับเว ที่เธอถอนเข้ากระเป๋าตัวเองหลายล้านดอลลาร์
นายมูกาเบเองก็กระอักกระอ่วนใจกับพฤติกรรมภรรยา เพราะรู้สึกว่าตนเองยังเป็นมาร์กซิสต์ การใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพงสวนทางกับปรัชญาส่วนตัว แต่ความหลงใหลในตัวเกรซและความที่เธอเป็นแม่ของลูกถึงสามคนโดยที่ภรรยาคนแรกทำไม่ได้ ดูเหมือนจะช่วยให้ลืมความไม่สบายใจของเขาลงไปได้
เทียบกับ แซลลี มูกาเบ ภริยาคนแรก แซลลีมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังสามี เธอเคยเป็นครูและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เกรซดูเหมือนมีอิทธิพลเช่นกันแต่ในทางตรงกันข้าม ระบอบมูกาเบถูกมองว่าเริ่มตกต่ำโดยลำดับหลังเริ่มชีวิตสมรสกับภรรยาคนที่สองในปี 2539
เกรซสนับสนุนนโยบายยึดที่ทำกินของชนผิวขาวอันอื้อฉาวอย่างเต็มที่ มีเรื่องเล่าว่า เกรซไปเยือนฟาร์มแห่งหนึ่ง เดินอาดๆ เข้าไปดูถึงในบ้านและที่ดินขณะที่เจ้าของซึ่งอยู่ในวัยชราแล้วได้แต่มองอย่างตกใจ ต่อมา เธอยังยึดที่ดินผืนหนึ่งเพื่อปลูกบ้านของครอบครัว
ลอบเป็นชู้
มีเสียงนินทาเป็นระยะว่า ภรรยาที่อ่อนกว่าสามี 40 ปี มีสัมพันธ์นอกสมรสกับนักธุรกิจหนุ่มกว่า ร่ำรวย และดูดี แต่ผู้ชายเหล่านั้นต่างมีอันเป็นไป ไม่ถูกฆ่าก็ถูกขับออกนอกประเทศ
ซันเดย์ ไทม์ส ในแอฟริกาใต้ รายงานเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ว่าเกรซ สวมเขาสามี ลอบเป็นชู้กับนายกิเดียน โกโน ผู้ว่าการธนาคารกลางซิมบับเว ยาวนานถึง 5 ปี นายโกโนเป็นที่ทั้งที่ปรึกษาการเงินและพันธมิตรการเมืองที่สำคัญคนหนึ่งของนายมูกาเบ
มูกาเบรับรู้ข่าวช็อก ขณะนั่งอยู่ข้างเตียง ซาบีนา น้องสาวที่ป่วยหนักจากโรคมะเร็ง ที่เตือนพี่ชายก่อนตายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 ว่า กำลังถูกคนสองคนที่ไว้ใจที่สุด ทรยศ
รายงานบอกว่าทั้งคู่พบเจอกันเดือนละสามครั้ง ที่ฟาร์มโคนมของเกรซ หรือโรงแรมหรูในๆ ในแอฟริกาใต้ และเวลาเดินทางมาเอเชีย ตอนแรก มูกาเบไม่อยากเชื่อข้อกล่าวหานี้ แต่ต่อมาได้ปรึกษากับนายเคน ชาเดมานา บอดี้การ์ดที่ไว้ใจที่สุด ซึ่งนั่งอยู่ด้วยตอนที่ซาบีนาเตือน
บอดี้การ์ดบอกกับเจ้านายว่า ตัวเขาและสมาชิกในหน่วยลับอื่นๆ ต่างก็เคยได้ยินข่าวลือในเรื่องนี้ แต่แนะว่าทางดีที่ ควรปิดไว้ให้เงียบที่สุด
ข่าวว่า มูกาเบเจ็บใจมาก เพราะตัวเองเป็นคนที่สนับสนุนให้ทั้งสองสนิทกัน เพื่อจะได้หารือเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ และให้ช่วยจับตาดูพฤติกรรมภรรยาไม่ให้ไปมีข่าวกับใคร
ต่อมา ชาเดมานา เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา ศพของเขาถูกส่งให้ครอบครัวเพื่อทำการฝังในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน โดยไม่มีการผ่าชันสูตร จึงสงสัยกันว่าน่าจะถูกวางยาพิษ
จะว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ของมูกาเบกับเกรซ ก็มาจากการเป็นชู้เช่นกัน เพราะทั้งสองมีลูกด้วยกันถึงสองคนแล้วขณะที่มูกาเบ ยังมี แซลลี ภรรยาคนแรก ส่วนเกรซก็ยังไม่ได้เลิกกับสามี
หาทางหนีทีไล่
ครอบครัวหมายเลขหนึ่งแห่งซิมบับเว ได้เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในมาเลเซีย เมื่อต้นปี 2551 มีรายงานว่าเกรซ มูกาเบ อาจจะอยากพาลูกๆ ย้ายมาอยู่ที่มาเลเซีย คาดว่าเพื่อหนีความเครียดในบ้านและเพราะกลัวว่า จะตกเป็นเป้าลอบสังหาร นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เกรซ มีธุรกิจค้าเพชรอยู่ในฮ่องกง และซื้อบ้านหลังหนึ่งที่นั่นด้วย สื่อคาดการณ์ว่าเธอตั้งใจใช้สมบัติทั้งสองไว้เป็นทางหนีทีไล่ให้ลูกสาว โบนา ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยฮ่องกงในชื่ออื่น ส่วนตัวของเธอและมูกาเบ ก็หวังจะหลบหนีมายังดินแดนของจีนเช่นกันหากถูกขับออกจากอำนาจในซิมบับเว
เอกสารการทูตสหรัฐปี 2551 ที่เว็บไซต์จอมแฉวิกิลีกส์นำออกเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2553 เผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลซิมบับเวหลายคนและอภิสิทธิชนที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่น รวมทั้ง เกรซ และนายโกโน ผู้ว่าธนาคารกลาง โกยรายได้หลายล้านดอลลาร์เข้ากระเป๋าตัวเอง จากการทำเหมืองเพชรผิดกฎหมาย ทางตะวันออกของประเทศ ต่อมา เธอได้ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ด ที่นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ และเรียกร้องค่าเสียหาย 15 ล้านดอลลาร์ ฐานทำให้ชื่อเสียงของแม่ของประเทศชาติเสียหาย
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เกรซ มูกาเบ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งซิมบับเว)
http://www.komchadlu...0%E0%B8%A7.html


















