
นายสุนทร จันทร์รังสี (ที่ ๓ จากซ้าย) และคณะ มอบเครื่องปั้นดินเผารูปอวโรกิเตศวร แด่ Mr.Takashi Okada อัครราชทูตญี่ปุ่น
ประจำประเทศไทย ในโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
ยิ่งลักษณ์’หมดเสน่ห์ มั่นใจรัฐบาลไม่ครบวาระ นักวิชาการยืนยันทูตญี่ปุ่น
สื่อมวลชน นักธุรกิจ และองค์กรพัฒนา เอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะด้านการเมือง และเศรษฐกิจกับอัครราชทูตญี่ปุ่น ชี้คนอีสาน เลือกพรรคเพื่อไทยเพราะถูกปลุกกระแส แต่ คนมีการศึกษาแยกแยะได้ ประเมินผลงานรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” มุ่งทำเพื่อ “ทักษิณ” มั่นใจ อยู่ไม่ครบ ๔ ปี อาจถูกประชาชนขับไล่หรือเกิด รัฐประหาร ผลประเมิน อีสานโพล “ยิ่งลักษณ์” เริ่มหมดเสน่ห์ คะแนนดิ่งลงทุกด้าน ผลงาน เศรษฐกิจและการเมืองลดฮวบ
เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลา ๑๒.๐๐ น. ณ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส โคราช ตัวแทนองค์กรต่างๆ นำโดยนายสุนทร จันทร์รังสี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐(ส.ส.ร.๕๐) และผู้บุกเบิกหนังสือพิมพ์โคราชคนอีสาน, ดร.ปรีชา อุยตระกูล ประธานมูลนิธิชุมชนโคราช และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, นายสวัฒน์ จึงวิวัฒนาภรณ์ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มคิงส์ยนต์ และอดีตรองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายไพจิตร มานะศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คลังพลาซ่า จำกัด และกรรมการพัฒนาการค้าและพาณิชยกรรมคนรุ่นใหม่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และนายสันทนา ธรรมสโรจน์ สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง และประธานคณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขต ๖ ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะกับ Mr.Takashi Okada อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (Minister, Political Division, Embassy of Japan) และนางสาวไอลดา โชติช่วง Political Researcher, Embassy of Japan โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ
เหตุใดอีสานเลือกเพื่อไทย
การสนทนาเริ่มขึ้นจาก Mr.Takashi Okada สอบถามว่า เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงได้รับความนิยม และทำให้ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นายสุนทร จันทร์รังสี กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมีประชากรที่ยังยากจนอยู่มาก จนทั้งฐานะและความรู้ จึงมีการทุ่มพลังเงินกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้ชนะเลือกตั้ง ไม่เฉพาะแค่คนอีสานเท่านั้น แม้แต่คนกรุงเทพฯ เขตชานเมือง กระแสเพื่อไทยก็มี เพราะคนพวกนั้นยังไม่เข้าใจในความจริง
ทางด้านดร.ปรีชา อุยตระกูล กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งคือประมาณปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ มีการจัดเวทีคุยกับเกษตรกร(ชาวนา) ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเกษตรกรได้พูดคุยถึงนโยบายความแตกต่างระหว่างนโยบายจำนำข้าว กับนโยบายประกันราคาข้าว ซึ่งนโยบายจำนำข้าวเป็นของพรรคเพื่อไทย แต่เรื่องการประกันราคาข้าวเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเกษตรกรที่มาร่วมเวทีชอบนโยบายประกันราคาข้าวมาก เพราะอย่างไรก็ตามเขาก็สามารถเก็บข้าวไว้ได้ และเงินก็จะถึงมือเกษตรกรอย่างแน่นอน แต่การจำนำข้าวหรือจำนำพืชพันธุ์ทางการเกษตรส่วนใหญ่เงินจะไม่ถึงมือชาวนา กลับไปอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลางมากกว่า รวมทั้งจะเกิดคอร์รัปชั่นกันมาก จะเหมือนในอดีตที่มีการโกงในโครงการจำนำลำไยในสมัยรัฐบาลทักษิณ เมื่อตนถามเกษตรกรเหล่านั้นว่า เมื่อชอบนโยบายประกันราคาข้าว แต่ทำไมจึงเลือกพรรคเพื่อไทย เกษตรกรตอบว่า เหตุที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็เพราะลูกหลานที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ บอกให้เลือก เพราะว่าลูกหลานอยากได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท
นายสันทนา ธรรมสโรจน์ กล่าวเสริมว่า จากการติดตามผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ในส่วนของจังหวัดนครราชสรมาจะเห็นภาพว่า มีคู่แข่งอยู่ไม่เพื่อไทยก็เป็นภูมิใจไทย และพรรคชาติพัฒนา คะแนนที่ออกมาก็จะคู่คี่สูสี แต่คะแนนที่มาเป็นอันดับ ๓ จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคนี้ไม่ได้ใช้เงินในการซื้อเสียง แต่กลับมีคะแนนสูงใกล้เคียง สะท้อนว่า พื้นที่และประชากรส่วนใหญ่ของโคราชเป็นเกษตรกรและชอบนโยบายประกันราคาข้าว อีกประเด็นหนึ่งคือ ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมีกระแสเรื่องเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยกับชาวนาที่มีการติดตามข้อมูลข่าวสารก็จะบอกว่า “ไม่เลือกหรอก คนที่เผาบ้านเผาเมือง” แต่เราก็ต้องกลับมาคิดเหมือนกันว่า คะแนน vote no ในจังหวัดนครราชสีมามีประมาณ ๕๐,๐๐๐ คะแนน
โคราชไม่ใช่ฐานเพื่อไทย
อัครราชทูตฯ กล่าวว่า จากการไปพูดคุยในชุมชนหรือตามหมู่บ้านที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งส่วนใหญ่ชอบทักษิณมาก เพราะทักษิณให้ในสิ่งที่สัมผัสได้ เช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น จึงอยากรู้ว่า ทักษิณยังอยู่ในหัวใจของคนโคราชมากน้อยแค่ไหน?
นายสุนทร จันทร์รังสี กล่าวว่า สำหรับที่โคราชขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา และระดับเศรษฐกิจของคนด้วย ซึ่งคนที่ไม่สนใจเรื่องเงินและมีการศึกษาก็จะเข้าใจว่าทักษิณดีหรือไม่ดีอย่างไร ส่วนที่อุดรธานีเป็นการปลุกระดมและสร้างกันมานานให้เชิดชูทักษิณ
นายสันทนา กล่าวเสริมว่า ต้องดูบริบทในอดีตด้วยว่า โคราชไม่ใช่ฐานของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นฐานของนายสุวัจน์(ลิปตพัลลภ) พรรคชาติพัฒนา แต่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหม่ที่ต้องการเข้ามาแทรกแซง ส่วนพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ก็จะเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว เพราะแค่เปลี่ยนพรรคแต่ส.ส.ยังเป็นคนเดิม การที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาได้ในรอบนอกๆ เพราะมีกำลังทรัพย์มาก และเป็นแค่การเปลี่ยนหัวหรือเปลี่ยนสังกัดของส.ส.จากพรรคนี้ไปเป็นพรรคเพื่อไทยเท่านั้นเอง คือจะเลือกคนเป็นหลัก พรรคเพื่อไทยใช้กำลังทรัพย์มากจึงทำให้มาแรง ฉะนั้น คนโคราชจะไม่คลั่งทักษิณเหมือนกับบางจังหวัดในภาคอีสาน
เพื่อไทย’ทำให้ผิดหวัง
สำหรับผลงานรัฐบาลในช่วง ๖ เดือนแรกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรนั้น ดร.ปรีชา อุยตระกูล กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัวแล้วคิดว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยสร้างความผิดหวังให้กับผู้เลือกตั้ง และไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการบริหารงานเพราะมีน้อยมา รวมทั้งยังทำการที่เป็นปัญหามาก และนำมาซึ่งการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทักษิณทำได้แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถ control ได้ทุกเรื่อง หากมองในภาพของคนส่วนใหญ่และดูจากข่าวที่ออกมาเมื่อวานคือผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) พบว่า ความนิยมชมชอบในพรรคเพื่อไทยของคนอีสานลดลง คือท้ายที่สุดแล้วในทางการเมืองไม่มีผู้เลือกตั้งที่จะสวามิภักดิ์กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งยาวนาน อาจจะมีขาประจำอยู่ แต่ไม่ได้มีทั้งหมด อาจมีแค่ ๑๐% พรรคเพื่อไทยก็อาจจะมีขาประจำแต่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ ซึ่งชัยชนะของพรรคเพื่อไทยเป็นกระแสที่ถูกปลุกขึ้นมา การเมืองและการบริหารงานของรัฐบาลในช่วงหลังปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมามีปัญหามากมายและทำให้กระแสของทักษิณเพิ่มขึ้นมา และเมื่อชนะเลือกตั้งขึ้นมาแล้ว ปัญหาก็คือว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์บ้านเมืองมีมาก ทักษิณก็ไม่สามารถจะแก้ไขได้ แล้วในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาให้ทักษิณมากกว่าแก้ปัญหาให้ประชาชน นี่คือปัญหาที่คนอีสานที่สวามิภักดิ์กับพรรคเพื่อไทย หากมีการเลือกตั้งอีกภายในปีนี้ พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้ส.ส.เท่าเดิม หรืออาจจะแพ้การเลือกตั้ง แต่ตนไม่คิดว่า พรรคเพื่อไทยจะยุบสภาเพราะต้องการอยู่ให้นานที่สุดและอยู่ให้ครบ ๔ ปี เพราะรู้ว่าหากยุบสภาก็ต้องแพ้เลือกตั้งแน่นอน ตัวเร่งอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้มีปัญหาคือ มีความพยายามที่จะทำให้เกิดความรุนแรงของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมที่ต้องการจะใช้เวลาในการต่อสู้ให้สั้นลง เขาเป็นคนชอบเสี่ยงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เขาต้องสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง ให้เกิดการปฏิวัติ ให้เกิดความแตกแยก ฉะนั้น ในปีนี้ประชาชนอาจจะได้เห็นความรุนแรง ท้ายที่สุดโดยเงื่อนไขของความรุนแรงและความแตกแยกก็นำมาสู่สิ่งต่างๆ ที่จะเปลี่ยนตามเป้าหมายที่เขาต้องการ
“ส่วนมาตรา ๑๑๒ เป็นปมที่พรรคเพื่อไทยต้องการแก้ไข แต่เมื่อเริ่มมีเสียงต่อต้านก็ยุติ ความจริงแล้วส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอำนาจ แต่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจทุกอย่างคือทักษิณ ขึ้นอยู่กับว่าทักษิณต้องการให้ลงแบบไหนที่เขาจะสามารถยึดอำนาจมาได้แบบเบ็ดเสร็จ ถึงแม้จะมีกฎหมายอภัยโทษแต่ตอนนี้คงไม่กล้าทำ จึงมีพลังจากหลายส่วนที่ต่อต้านเขาอยู่ นี่คือสิ่งที่เป็นเงื่อนไขว่าทำอย่างไรเขาจะมีอำนาจได้ทั้งหมด” ดร.ปรีชา กล่าว
รัฐบาลชอบแตะของร้อน
ด้านนายสันทนา ธรรมสโรจน์ กล่าวว่า จากที่คุยกับชาวบ้านส่วนใหญ่สิ่งที่ไม่ชอบอย่างมากคือ เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง มีคนตาย และรัฐบาลก็จะให้เงิน ๗.๕ ล้านบาท เขาก็รู้สึกว่า ทำไมทำแบบนั้นต้องได้เงินและเป็นเงินเยอะด้วย รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม และไม่พอใจ ชาวบ้านรับไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่งคือราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ราคามันสำปะหลัง ๑.๗๐ บาท/กก. ชาวบ้านเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ประชาชนไม่พอใจและจะเป็นเรื่องสะสม ส่วนเรื่องข้าวเกษตรกรไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายจำนำข้าวเท่าใดนัก เป็นเรื่องยุ่งยาก และเคยมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นมาแล้ว จึงนำไปขายให้โรงสีดีกว่า ส่วนนโยบายบ้านหลังแรกหรือรถคันแรก เกษตรกรก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว จึงน่าจะสรุปได้ว่า ชาวบ้านไม่ค่อยพอใจผลงานของรัฐบาล ส่วนในทัศนะส่วนตัวของตนคิดว่า รัฐบาลชอบเล่นของร้อน เริ่มจากการเปลี่ยนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเข้าไปยุ่งกับกฎหมายทหาร จะแก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตรา ๑๑๒ ก็เป็นของร้อน ส่วนการเปลี่ยนรัฐมนตรีก็เอาคนที่มีปัญหาเข้ามาเช่นนางนลินี ทวีสิน ซึ่งก็ถือว่าเป็นของร้อนเหมือนกัน หากมองในแง่ดีที่รัฐบาลชอบแตะของร้อนก็คือ ประชาชนเริ่มรวมพลังกันได้มากขึ้นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจกันในการที่จะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และจะติดตามของร้อนทุกเรื่องที่รัฐบาลจะทำ รวมทั้งของร้อนล่าสุดที่เฉลิมบอกว่าจะออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม นอกจากนี้ยังมีเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นเรื่องอันตราย ของต้องห้ามที่ไม่ควรทำก็จะเป็นเรื่องท้าทายของเขา
คิดไม่รอบคอบ
นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนาภรณ์ มองว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของรัฐบาลนี้คือการบริหารจัดการน้ำ เพราะมีผลกระทบกับนักลงทุน และชาวบ้าน ซึ่งถ้าเกิดซ้ำอีกทีรัฐบาลนี้จะอยู่ไม่ได้เลย การแก้ปัญหาน้ำท่วมที่สุดท้ายจะทำให้อยู่ไม่ได้ แม้ว่าความต้องการของรัฐบาลนี้จะต้องการอยู่ให้ครบ ๔ ปี หรือว่าช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนจะมีการนำคนอื่นมาเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่า ในพรรคเพื่อไทยก็มาจากหลายกลุ่ม ซึ่งความคิดไม่ได้ทำเพื่อประเทศแต่ทำเพื่อบุคคลก็เลยทำให้การทำงานในอนาคตก็น่าจะมีปัญหา เพราะเหมือนเป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่ได้เป็นพรรคเก่าแก่เหมือนประชาธิปีตย์ ส่วนในเรื่องเศรษฐกิจนั้น เอกชนก็ช่วยตัวเองอยู่แล้ว ไม่ได้หวังพึ่งรัฐบาล เพราะนโยบายหลายอย่างก็ทำไปตามที่ประกาศเอาไว้ตอนหาเสียง โดยไม่ได้มองถึงประชาชน คิดแค่แผนการณ์แต่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ การกำหนดค่าแรง ๓๐๐ บาท/วันทั่วประเทศเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าการขึ้นค่าแรงต้องมีไตรภาคีอยู่แล้ว รวมทั้งเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทก็เหมือนกัน ซึ่งไม่ได้คำนึงว่าการประกาศนโยบายเหล่านั้นออกไปจะมีผลกระทบตามมามากน้อยแค่ไหน คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ได้ส.ส.มาเยอะๆ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาวางแผนไว้คือได้เป็นเสียงข้างมาก เมื่อได้เป็นเสียงข้างมากเข้ามาบริหารงาน ก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลกับเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องประชานิยม ไม่ได้เกิดผลทางเศรษฐกิจ ดูอย่างการเปิดเวทีโลกครั้งสุดท้าย พม่ากระโดดข้ามไทยไปแล้ว ใครๆ ก็รุมให้ความสนใจพม่า
ให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ
นายไพจิตร มานะศิลป์ กล่าวว่า ขณะนี้การบริหารงานหรือการทำงานของรัฐบาลน่าจะเป็นแค่น้ำจิ้ม ของจริงน่าจะเป็นช่วงที่บ้านเลขที่ ๑๑๑ กลับมา และช่วงนั้นน่าจะเกิดปัญหาพอสมควร แต่ในช่วงนี้รัฐบาลน่าจะให้ความรู้กับประชาชนในเรื่อง AEC มากกว่า เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะที่ประเทศอื่นเขารู้เรื่องกันหมดแล้ว ประเทศรอบบ้านเราเขาเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แต่รัฐบาลไทยยังเงียบๆ อยู่ กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวกลับเป็นภาคเอกชน เช่น หอการค้าที่มีการจัดสัมมนาเรื่องนี้ รัฐบาลควรจะมีรายการเผยแพร่ทางสื่อเพื่อเป็นการเตรียมความรู้ให้กับประชาชน ซึ่งตอนนี้รัฐบาลอาจจะมัวแต่ยุ่งกับคนๆ เดียว จึงไม่มีสมาธิไปทำอย่างอื่น ปีนี้น่าจะเป็นปีที่หนักหน่วงของเศรษฐกิจโลก เพราะไม่ใช่มีแค่เรื่องอาเซียนอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องเศรษฐกิจยุโรปอีกด้วยซึ่งจะต้องกระทบกับเศรษฐกิจไทยแน่ๆ เพราะฉะนั้นหากมัวแต่มุ่งไปที่เรื่องส่วนตัวก็น่าจะเกิดปัญหากับเศรษฐกิจไทย
“สำหรับอนาคตของประเทศไทยในเรื่องเศรษฐกิจนั้น มองได้ยากมาก แต่ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนว่า “รัฐบาลอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เราทำเอง อย่ามายุ่งกับเศรษฐกิจเลย” ซึ่งจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ ถ้าเขาไม่ทำให้เกิดปัญหา เศรษฐกิจก็จะเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง ถ้ายังทำเช่นนี้ก็สู้ไม่ทำดีกว่า” นายไพจิตร กล่าว
เมื่อถูกถามว่า เหตุใดจึงไม่ชอบทักษิณนั้น นายสุนทร จันทร์รังสี กล่าวสั้นๆ ว่า เพราะทักษิณเป็นคนทุจริตทุกรูปแบบ สำหรับกรณีที่จะขอแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพราะว่าต้องการสั่นสะเทือนสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่วันนี้สถาบันยังแข็งแรงอยู่ พวกนิติราษฎร์จึงพยายามเอาคีมมาโยกฟัน โดยคิดว่าเมื่อโยกไปนานๆ เดี๋ยวก็ถอนได้ ซึ่งแผนการนี้น่าจะไปได้มาจากฮุนเซนโมเดลของกัมพูชา ซึ่งทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นลูกไล่ แล้วก็ขึ้นมาเป็นใหญ่แทน หากทักษิณยังกระทำเช่นนี้ต่อไปความตึงเครียดก็จะเกิดขึ้นต่อไป ตนคิดว่าเขาเป็นโรคจิต หากเป็นคนทั่วไปถ้าถูกปฏิวัติก็คงให้ดำเนินต่อไป เช่นกรณีของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ถูกปฏิวัติ เขาให้ไปอยู่เมืองนอกก็ไป แล้วก็กลับมาด้วยความรู้สึกที่ยอมรับกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไร ประเทศชาติก็สงบ
นายสันทนา กล่าวว่า หากมองไปที่เรื่องธุรกิจ ทักษิณเป็นนักธุรกิจที่ขี้โกง อาจจะทำเพื่อบริษัทของตัวเองโดยไปเอาเปรียบบริษัทอื่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่ธุรกิจจะอยู่เหนือทุกอย่าง จะเอาแต่ได้ ถ้าใครมาขวางก็ต้องหาทางทำให้ได้ ถ้ามีกฎหมายควบคุมก็ต้องไปแก้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ over เกินไป วิธีคิดของทักษิณอันตราย ไม่มีใครยอมรับ แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่แข็งแรงเท่ารัฐบาลทักษิณ หากยิ่งอยู่นานประชาชนก็ยิ่งจะเข้มแข็งมากขึ้น เริ่มมีการตรวจสอบ เมื่อภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งมากขึ้นจะทำให้ระบบการเมืองไทยเริ่มเข้ารูปเข้ารอย นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนาภรณ์ มองว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของรัฐบาลนี้คือการบริหารจัดการน้ำ เพราะมีผลกระทบกับนักลงทุน และชาวบ้าน ซึ่งถ้าเกิดซ้ำอีกทีรัฐบาลนี้จะอยู่ไม่ได้เลย
รธน.แก้ได้แต่เพื่อใคร
สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายสุนทร จันทร์รังสี กล่าวว่า ในฐานะที่เป็น ๑ ใน ๑๐๐ ยอมรับว่า รธน.แก้ไขได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า จะแก้ไขเพื่อใคร และแก้ไขข้อไหน ซึ่งดูจากแนวโน้มแล้วไม่ใช่การแก้ไขเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อคนๆ เดียว หรือกลุ่มคนเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะยุ่งเหยิง ปั่นป่วน ไม่แพ้กับการพยายามจะแก้มาตรา ๑๑๒ อนาคตพรรคเพื่อไทยน่าจะอยู่ไม่ถึง ๔ ปี
ดร.ปรีชา อุยตระกูล กล่าวว่า ประการแรกผมคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันร่างมาเพื่อแก้ปัญหารัฐธรรมนูญปี ๔๐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่เมื่อทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ใช้กำลังเงินกำลังอำนาจเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญ ๔๐ ไม่ใช่คณะรัฐประหาร แต่ทักษิณฉีกมาก่อนหน้านั้นแล้ว และคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็น Agenda ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงที่มีวาระซ่อนเร้น เพื่อต้องการที่จะฟอกทักษิณ แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะพยายามอยู่ให้ครบ ๔ ปีก็ตาม แต่เชื่อว่าจะอยู่ไม่ครบ เพราะปัญหาการจัดการผลประโยขน์ภายในของกลุ่มต่างๆ ในพรรคเพื่อไทย ท้ายที่สุดแล้วจะไม่สามารถตกลงกันได้ ส่วนกลุ่ม ๑๑๑ คนก็ไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเมืองไทยเป็นอย่างปัจจุบันนี้ ตนเชื่อว่า ในช่วงปีนี้วิกฤติการเงินจะเข้ามากระทบกับประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยและไม่มีวินัยทางการคลัง ไปเพื่อมการใช้จ่ายในภาคประชาชนและรากหญ้า คิดว่าส่วนนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤติเหมือนปี ๔๐ สิ่งที่จะตามมาคือคนว่างงาน ปัญหาค่าครองชีพ ผมคิดว่าภายในปีหรือสองปีนี้พรรคเพื่อไทยต้องไปแน่นอน คือจะอยู่ไม่ได้เพราะประชาชนไล่หรือไม่ก็จะเกิดรัฐประหาร
นายสันทนา ธรรมสโรจน์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายแกว่งเท้าหาเสี้ยนก็น่าจะอยู่ได้ แต่ต้องยอมรับว่า พอเข้ามาปุ๊บก็แกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่เรื่อย จึงทำให้อยู่ไม่ครบเทอม ปัญหาของรัฐบาลมีเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลกด้วย
ความนิยมรัฐบาลตกต่ำ
ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ “อีสานโพล(E-Saan Poll)” เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เสียงสะท้อนชาวอีสานกับผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์” ครั้งที่ ๒ ประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕ โดยดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานต่อการทำงานของรัฐบาลใน ๖ ด้าน เพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้รัฐบาลได้นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงมาตรการและนโยบายการทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการสำรวจจะมีขึ้นทุกๆ เดือน โดยครั้งนี้เป็นการสำรวจครั้งที่ ๒ ตั้งแต่รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่ง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ จากกลุ่มตัวอย่าง ๑,๐๓๕ ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน ๒๐ จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ หนองคาย ชัยภูมิ เลย อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และบึงกาฬ
ผลสำรวจการประเมินผลงานรัฐบาลใน ๖ ด้าน พบว่า ด้านภาพรวมการทำงานของรัฐบาลประเมินให้ผ่านร้อยละ ๗๔.๗ ไม่ผ่าน ร้อยละ ๒๕.๓ ด้านการเมืองและประชาธิปไตย ประเมินให้ผ่านร้อยละ ๖๘.๓ ไม่ผ่าน ร้อยละ ๓๑.๗ ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ประเมินให้ผ่านร้อยละ ๕๖.๘ ไม่ผ่าน ร้อยละ ๔๓.๒ ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ประเมินให้ผ่านร้อยละ ๖๑.๒ ไม่ผ่าน ร้อยละ ๓๘.๘ ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ประเมินให้ผ่านร้อยละ ๕๓.๙ ไม่ผ่าน ร้อยละ ๔๖.๑ ด้านการต่างประเทศ ประเมินให้ผ่านร้อยละ ๘๑.๒ ไม่ผ่าน ร้อยละ ๑๘.๘
เมื่อพิจารณาเทียบกับช่วงปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ พบว่า แม้ครั้งนี้คนอีสานจะประเมินให้ผลงานผ่านแต่ก็เป็นคะแนนการประเมินที่ลดลงทุกๆ ด้าน คือ คะแนนในภาพรวมลดลงจากเดิมร้อยละ ๘๓.๓ เหลือร้อยละ ๗๔.๗ ขณะที่ด้านการเมืองลดลงจากเดิมร้อยละ ๘๐ เหลือร้อยละ ๖๘.๓ ด้านเศรษฐกิจลดลงจากเดิม ๗๖.๑ เหลือร้อยละ ๕๖.๘ ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ลดลงจากเดิมร้อยละ ๗๔.๓ เหลือร้อยละ ๖๑.๒ ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ลดลงจากเดิมร้อยละ ๖๙.๑ เหลือร้อยละ ๕๓.๙ และด้านการต่างประเทศ ลดลงจากเดิมร้อยละ ๘๖.๗ เหลือร้อยละ ๘๑.๒
วอนรัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับผลการสำรวจนักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด ลำดับที่หนึ่งคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ ๔๘.๒ รองลงมา ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ร้อยละ ๑๖.๓ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ร้อยละ ๑๔.๕ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ ๖.๑ และคนอื่นๆ ร้อยละ ๑๔.๙ เมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งที่ผ่านมาล่าสุดพบว่า คะแนนประเมินของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรับลดลงจากครั้งที่ ๑ (สำรวจ ธันวาคม ๒๕๕๔) ในขณะที่อีก ๓ คนมีคะแนนประเมินผลงานเพิ่มขึ้น และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ (จากผลงานการแฉบ่อนการพนัน) ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ ๓ แทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนกระทรวงที่มีผลงานเข้าตามากที่สุดในขณะนี้ ๓ ลำดับแรก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ ๑๙.๘ รองลงมากระทรวงมหาดไทยร้อยละ ๑๕.๗ กระทรวงกลาโหม ร้อยละ ๑๐.๘ ตามลำดับ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ ได้คะแนนในกลุ่มกระทรวงที่ผลงานไม่โดดเด่นมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๕
ประเด็นปัญหาที่คนอีสานเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเร่งด่วน คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง-รายได้ต่ำ ตามด้วยมาตรการปรามปรามยาเสพติด และมาตรการปรับปรุงระบบการศึกษา ตามลำดับ
รัฐบาลหมดช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
“ผลงานในช่วงเริ่มศักราชใหม่ของรัฐบาลยังไม่โดดเด่นทำให้ผลการประเมินลดลงทุกด้าน ส่งสัญญาณถึงช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลได้หมดลงแล้ว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่คะแนนประเมินลดลงอย่างน่าตกใจ คาดว่าเป็นผลจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่เห็นผลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ที่หาได้ การเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทและเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท สำหรับผู้จบปริญญาตรีทุกคน การบริหารจัดการภัยธรรมชาติก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมส่งผลให้คะแนนด้านนี้ยังคงรั้งท้าย ส่วนคะแนนด้านการเมืองก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากกระแสความขัดแย้งของการแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ รวมไปถึงการปรับโฉมครม.ใหม่ ที่ถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงาน ดังนั้น กระทรวงต่างๆ ควรสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์อย่างเร่งด่วน” ดร.สุทิน กล่าวตอนท้าย
อนึ่ง ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยเพศหญิง ร้อยละ ๕๐.๙ เพศชาย ร้อยละ ๔๙.๑ ส่วนใหญ่อายุ ๔๖-๕๕ ปี ร้อยละ ๒๖.๗ รองลงมา อายุ ๓๖-๔๕ ปี ร้อยละ ๒๕.๒ อายุ ๒๖-๓๕ ปี ร้อยละ ๒๐.๘ อายุ ๑๘-๒๕ ปี ร้อยละ ๑๘.๕ และอายุ ๕๖ ปีขึ้นไป ร้อยละ ๘.๙
ส่วนระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบปริญญาตรี ร้อยละ ๓๐.๔ รองลงประถมศึกษา/ต่ำกว่า ร้อยละ ๒๖.๘ ระดับปวช./มัธยมปลาย ร้อยละ ๑๔.๙ มัธยมต้น ร้อยละ ๑๑.๔ ปวส./อนุปริญญา ร้อยละ ๑๐.๘ ปริญญาโทและเอก ร้อยละ ๕.๗
ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตร กรรม ร้อยละ ๒๒.๒ รองลงรับราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ ๒๐.๓ ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ใช้แรงงาน ร้อยละ ๑๖.๓ ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ ๑๔.๕ พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ ๑๐.๕ นักเรียนนักศึกษา ร้อยละ ๙.๕ และอื่นๆ ร้อยละ ๖.๗
http://koratdaily.co....html?task=view
โพลแบบนี้ผมยอมรับครับ อย่างน้อยยังระบุกลุ่มระบุการศึกษา ไม่ใช่โพลอะไรไม่รู้ ออกมาบอกผลแต่ไมไ่ด้ระบุที่มา




This topic is locked






