Jump to content


Photo
- - - - -

คนไทยกระอักสินค้าแพง !!!! รัฐบาลมีแต่เส้น...ไม่มีน้ำยา !!!


  • Please log in to reply
ยังไม่มีผู้แสดงความเห็นในกระทู้นี้

#1 budsaya

budsaya

    น้องใหม่

  • Members
  • Pip
  • 43 posts

ตอบ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 14:24

ยุคที่ราคาสินค้า ข้าวปลาอาหารแพงหูฉี่ชนิดรัฐบาลควบคุมไม่อยู่ นอกจากทำให้ชาวบ้านชาวช่อง คนหาเช้ากินค่ำเดือดร้อนกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว ค่าครองชีพที่กระโดดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังบั่นทอนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสพุ่งจนหลุดกรอบไปด้วย
สถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบันยังมีทิศทางชะลอตัว เนื่องจากมีแรงกดดันจากปัจจัยลบไม่มาก มีเพียงปัญหาค่าครองชีพ ราคาข้าวของเครื่องใช้ สินค้าเกษตร พลังงานที่ปรับขึ้น โดยมีกลุ่มข้าวแกง อาหารสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว เป็นแรงกดดันใหญ่สุดที่กระทบต่อภาพรวมของเงินเฟ้อมีสัดส่วนต่อการคำนวณสูงถึง 15-20% ขณะที่ปัจจัยรองลงมา คือราคาพลังงาน น้ำมันเบนซิน ดีเซล เอ็นจีวี ก๊าซแอลพีจี ที่ทยอยปรับขึ้น หลังรัฐบาลประกาศยกเลิกการงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน รวมทั้งยังมีค่าครองชีพอื่น ๆ ข้าวของเครื่องใช้ที่แพงต่อเนื่องผสมโรงเข้ามาอีก
เงินเฟ้อ2เดือนพุ่ง3.35%
แม้เงินเฟ้อในขณะนี้ยังไม่ถึงขีดอันตราย โดยตัวเลข 2 เดือนล่าสุด ม.ค.-ก.พ.เฉลี่ยที่ 3.35% อยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้ทั้งปี 3.3-3.8% แต่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าในอนาคตเงินเฟ้ออาจถีบตัวสูงขึ้นรวดเร็วจนทะลุเกิน 4.0% ไปได้ เนื่องจากอนาคตมีปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหลายปัจจัย
นอกจากปัจจัยเดิมที่เพิ่มแรงกดดันยิ่งขึ้น ทั้งจากราคาพลังงาน อย่าง แอลพีจี ที่ทยอยปรับขึ้นลิตรละ 0.50 บาทต่อเดือน ซึ่งมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์แล้ว ในแง่ของการขนส่งมวลชน ขนส่งสินค้า ยังได้รับผลกระทบตามมาด้วยเช่นกัน เพราะบรรดารถร่วมบริการ เรือด่วน ออกข่าวมาแล้วเตรียมขอขยับราคาในเร็ววัน ทำให้ย่อมส่งผลกระทบต่อคนหาเช้ากินค่ำอย่างเลี่ยงไม่ได้
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังกระทบทางอ้อมต่อราคาสินค้าที่แพงอยู่แล้วให้แพงขึ้นไปอีก เพราะต้นทุนขนส่งสินค้าต้องปรับขึ้น รวมถึงราคาสินค้าอื่นที่วัตถุดิบเกี่ยวข้องกับการปรับขึ้นลงของราคาน้ำมัน เช่น เหล็ก ปุ๋ยเคมี พืชพลังงาน จะปรับขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับรัฐบาลยังไม่มีวี่แววแก้ไขปัญหาปากท้องได้สำเร็จ มาตรการควบคุมข้าวแกงถูก ร้านอาหารธงฟ้า ยังออกมากะปริดกะปรอย ขนาดแม่ค้าขนมจีนยังร้องโวยวายว่า ขายของได้ลำบาก เพราะรัฐมีแต่เส้นแต่ไม่มีน้ำยา
แนวโน้มยังพุ่งต่อเนื่อง
ปัญหาเหล่านี้มีส่วนเร่งให้เงินเฟ้อทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ ปัจจัยใหม่ที่เข้ามากระชากเงินเฟ้อให้ปรับตัวแรงขึ้นไปอีก ซึ่งเริ่มตั้งแต่ไตรมาสสอง หรือเดือน เม.ย. นี้ เป็นต้นไป
ปัจจัยแรก การเริ่มใช้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทในเดือนเม.ย. ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนมากหลายล้านคน ดังนั้นการได้รับค่าแรงเพิ่มจะทำให้ภาคแรงงานมีกำลังใช้จ่ายมากขึ้น เป็นการเร่งเงินเฟ้อโดยตรง ประกอบกับเกิดผลกระทบทางอ้อม เมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนต้องจ่ายค่าแรงสูงขึ้น ก็จะมีการผลักภาระไปให้ประชาชน ด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าแทน ซึ่งจะกระทบต่อเงินเฟ้อถึง 2 เด้ง
นอกจากนี้มีแรงหนุนจากราคาอาหารที่ขยับขึ้นตามโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่แม้ในช่วงแรก ราคาข้าวในตลาดยังไม่สูงขึ้นจากการจำนำนาปีนัก เพราะเกิดน้ำท่วมและตลาดการค้าโลกไม่เอื้ออำนวย แต่ในโครงการนาปรังที่กำลังเริ่มนี้ คาดการณ์กันว่าราคาข้าวในประเทศจะปรับสูงได้อีกตามราคาส่งออก หลังจากอินเดีย และเวียดนามเหลือข้าวส่งออกน้อยลง สอดคล้องกับความเห็นสมาคมผู้ผลิตข้าวถุงไทย ที่ประเมินว่าราคาต้นทุนข้าวจะเริ่มสูงขึ้นในเดือน เม.ย. และอาจต้องทบทวนปรับขึ้นราคาข้าวถึงหลังสงกรานต์
หวั่นน้ำมันดิบพุ่ง 150 ดอลลาร์
ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงค่าไฟฟ้าเอฟที เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่กระทบต่อการดูแลเงินเฟ้อ โดยหลายฝ่ายประเมินราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งทะลุ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไม่ช้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย จากการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำของธนาคารกลางทั่วโลก การอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางยุโรปให้เงินแก้ปัญหาหนี้สาธารณะแก่รัฐบาลกรีซ จึงเอื้อต่อการลงทุนเข้าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน ตลอดจนข้อพิพาทและมาตรการตอบโต้ระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกอิสราเอล อาจทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจนถึงจุดวิกฤติ
ด้านค่าไฟฟ้า ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยอมรับว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เดือนพ.ค.-ส.ค.นี้ ปรับสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20-30 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก พร้อมกันท่าไม่เห็นด้วยที่ให้รัฐบาลพยุงค่าไฟฟ้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะทำให้โครงสร้างราคาพลังงานบิดเบือนมาก และแก้ทีหลังได้ยาก
ดังนั้นเห็นว่าปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ถาโถมเข้าใส่ กระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างจัง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้ว่า ในครึ่งปีแรกเงินเฟ้ออาจยังเพิ่มไม่สูง แต่ทยอยปรับขึ้นมากในครึ่งปีหลัง เฉลี่ยทั้งปี 55 ที่ 3.9% สูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยสูงขึ้น 3.0%
ขณะที่ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ’ธนวรรธน์ พลวิชัย” มองว่า เงินเฟ้อไตรมาสแรกคงไม่รุนแรง แต่ตั้งแต่ไตรมาสสองอาจเห็นการปรับทยอยขึ้น โดยเฉพาะหลังครึ่งปีเป็นต้นไป น่าเห็นเงินเฟ้อทะลุเกิน 4% หรือบางเดือนสูงถึง 5%ได้ เพราะมีปัจจัยแวดล้อมทั้งน้ำมัน สินค้า ซึ่งเป็นของที่ต้องกินต้องใช้ทุกวันแพงขึ้น แต่เชื่อว่าภาพรวมเงินเฟ้อทั้งปีนี้น่าอยู่ที่ระดับ 4.0% แต่ไม่ถือว่าเป็นระดับที่น่าอันตรายแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
พาณิชย์การันตีเอาอยู่แน่
อย่างไรก็ตาม ’ยรรยง พวงราช” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังยืนยันว่า งานนี้รัฐบาลเอาอยู่ เงินเฟ้อทั้งปีไม่เกิน 3.8% แน่นอน เพราะการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทบต่อเงินเฟ้อทั้งปีแค่ 0.112% การขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม กก.ละ 0.75 บาท กระทบเงินเฟ้อ 0.0018% และขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีไม่มีผลต่อเงินเฟ้อด้วย แต่ก็เป็นห่วงกลุ่มอาหารจานด่วน ข้าวผัดและก๋วยเตี๋ยว ที่ยังแพงขึ้นต่อเนื่อง

แม้แต่ละฝ่ายจะมีความเห็นสวนทางกัน แต่ประชาชนอดสงสัยไม่ได้ว่า เงินเฟ้อเพิ่มหรือไม่เพิ่มจะกระทบต่อชาวบ้านกันอย่างไร ประการแรก ดัชนีเงินเฟ้อคือตัวเลขที่สะท้อนถึงมูลค่าเงินที่แท้จริงในกระเป๋า เงินเฟ้อยิ่งเพิ่มมากเท่าไร ยิ่งทำให้มูลค่าเงินที่แท้จริงลดลงไปมากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนมีเงิน 100 บาท อาจซื้อข้าวกะเพราไก่ได้ 4 กล่อง แต่พอเงินเฟ้อปรับขึ้นมาต่อเนื่อง เงิน 100 บาท จะเหลือซื้อข้าวกะเพราไก่ได้ 3 กล่องเท่านั้น ดังนั้นในแต่ละปีถ้าใครมีรายได้เพิ่มต่ำกว่าเงินเฟ้อแสดงว่า “กำลังจนลง” ซึ่งในระยะยาวย่อมส่งผลเสียต่อกำลังซื้อผู้บริโภคภายในประเทศให้ลดลง และทำให้เศรษฐกิจฝืดเคือง
ความสำคัญของเงินเฟ้ออีกประการหนึ่ง คือ ตัวเลขเงินเฟ้อมีผลโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ หากเงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากต้องปรับเพิ่มขึ้นไล่เลี่ยกันไปด้วย กลายเป็นสวรรค์ของคนรวย นรกของคนจน เพราะคนมีฐานะปานกลาง และยากจน ส่วนใหญ่มีหนี้สินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ต้องเสียค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้านในแต่ละเดือนเพิ่ม ซ้ำเติมรายจ่าย ค่าครองชีพที่มากอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นไปอีก ผิดกับคนรวยที่มีเงินฝากธนาคารไว้จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
ดังนั้นเงินเฟ้อจึงมีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ หากรัฐบาลยังปล่อยให้ข้าวของแพงดูแลไม่ได้ จนดันเงินเฟ้อเพิ่มต่อไปอย่างนี้ เชื่อว่าประชาชนคงอยู่ได้ลำบากและเมื่อถึงเวลานั้น ’เก้าอี้รัฐบาล” อาจกระเทือนได้เช่นกัน...
ทีมข่าวเศรษฐกิจ

http://www.dailynews...businesss/15542




ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้

สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน