ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้า
#1
Posted 16 March 2012 - 19:25
และได้อ่านหัวข้อ ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้า เห็นว่าน่าสนใจมาก เลยอยากจะมาแบ่งปันเพื่อนๆครับ
///////
๖
หลังจากที่ได้พิจารณาแนวความคิดในการพัฒนารัฐบาลของการเลือกตั้งรัฐบาลทั้งคณะ รัฐบาลเงา และรัฐบาลแห่งชาติ ทั้งสองแนวทางไปแล้วว่าความคิดใดน่าจะดีที่สุดในการพัฒนารัฐบาลให้เกิดประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
คราวนี้หันมาศึกษาแนวความคิดในการพัฒนารัฐบาลของ ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้า ดูบ้าง
แนวความคิดในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้ามีพื้นฐานและหลักการของการคิด พอสรุปได้ดังนี้
#2
Posted 16 March 2012 - 19:44
ชนชั้นนี้กำลังหาทางคืบคลานจากการครอบงำทางเศรษฐกิจไปสู่การครอบงำทางการเมือง เพื่อนำเอาอำนาจทางการเมืองไปเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบันลักษณะพิเศษของสถานการณ์ประเทศไทยเราคือในด้านเศรษฐกิจ ผู้ถือถุงเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น พวกเขาจึงเริ่มต่อกรกับผู้ถือปืน
แสดงออกด้วยการร่างกติกาของสังคมหรือรัฐธรรมนูญในทางที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากขึ้น
ทั้งนี้โดยใช้ข้ออ้าง ๒ อย่างคือ เพื่อให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
เพื่อวัตถุประสงค์ข้อแรก จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง บุคคลที่จะตั้งพรรคการเมืองได้จะต้องมีสมาชิกที่แน่นอน และมีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แน่นอน
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ข้อ ๒ ต้องลดทอนหรือยุบเลิกอำนาจของวุฒิสมาชิกซึ่งพวกเขาถือว่าเป็น ฐานอำนาจของผู้ถือปืน
ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ ผู้ถือถุงเงินก็จะครองเมือง ผู้ถือปืนก็จะถูกเก็บไว้ในกรงขังอย่างว่านอนสอนง่าย รัฐมนตรีกลาโหมของฝ่ายถือถุงเงินก็สามารถบัญชา ๓ เหล่าทัพได้
ถ้าเป็นไปตามนี้ ในทางการเมือง ประเทศไทยอาจได้รับการโฆษณาว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ในทางเศรษฐกิจ กลุ่มนายทุนผูกขาดยิ่งจะทวีการผูกขาด
นักวิชาการตะวันตกบางคนและนักการเมืองฝ่ายซ้ายนิยมจีนนั้น ต่างมองไม่เห็นภัยนายทุนผูกขาด พวกเขาสมคบกับกลุ่มนายทุนผูกขาดรุมตีฝ่ายทหารว่าเป็นเผด็จการเป็นผู้หวงอำนาจ ไม่ยอมยุบเลิกวุฒิสมาชิก และไม่ยอมรามือจากการเมือง
เนื้อหาความขัดแย้งระหว่างทหารกับกลุ่มพรรคการเมืองในปัจจุบันจึงเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนายทุนผูกขาดกับกลุ่มต่อต้านการผูกขาด
เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มดำเนินนโยบายประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งเป็นผลดีแต่กลุ่มทุนผูกขาดกับกลุ่มที่กำลังคิดหาระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆที่เป็นผลดีแก่ประชาชนส่วนข้างมาก
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ที่รักความเป็นธรรม รักความก้าวหน้าของสังคม จะต้องสามัคคีกับฝ่ายทหารที่ก้าวหน้า คัดค้านระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมของกลุ่มทุนผูกขาด ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนฝ่ายข้างมาก ยืนหยัดในหนทางการพัฒนาสังคมที่มีทั้งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมืองคู่กัน
การเปิดโปงกลุ่มพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่ควรกล่าวว่าพวกเขาเป็นเผด็จการ วิธีการเปิดโปงที่ได้ผลน่าจะชี้ให้เห็นว่า พรรคการเมืองกลุ่มพิทักษ์รัฐธรรมนูญขณะนี้คือตัวแทนของกลุ่มนายทุนผูกขาด ซึ่งมีนโยบายประชาธิปไตยเสรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การขยายตัวของกลุ่มทุนผูกขาด ไม่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเต็มใบหรือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อะไร
#3
Posted 16 March 2012 - 19:48
แนวคิดหรือทฤษฎีเกี่ยวกับประชาธิปไตยเสรีนิยม (liberalism democracy)
แนวคิดเสรีนิยมดั้งเดิม (classical liveralism) เน้นแนวความคิดที่ว่า มนุษย์เป็นผู้รู้จักเหตุผล และรู้ดีว่าอะไรเป็นผลประโยชน์ของตน เมื่อเป็นเช่นนี้แต่ละบุคคลประกอบกิจการต่าง ๆ และใช้ชีวิตได้อย่างเสรีปราศจากการแทรกแซงจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้คนเราสามารถพัฒนาตนเองได้ดีที่สุด แนวคิดเสรีนิยมมีสมมุติฐานว่า สังคมมีความผสมกลมกลืนกันและมีความสมดุลกันอยู่ในตัว เมื่อใดที่มีปัญหาเกิดขึ้นก็จะเป็นอยู่เพียงชั่วคราวและจะมีการปรับตัวแก้ไขเองให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุลย์ (equilibrium) อยู่เสมอ
แค่สีที่เน้นก็จบแล้ว คนไทยยังไม่เจริญขนาดนั้น
ว่าแต่คนเจริญที่ละโมบโลภมาก ก็มีแผนหรือคำสวยๆไว้หลอกคนอีกเหมือนเดิม
พอดีไปค้นเจอคนอื่นมาเลยเอามาแชร์ข้อมูลกันค่ะ
เดี๋ยวนี้เบื่อคำว่าเสรี จัง
อยากได้ประชาธิปไตยหน้าที่รับผิดชอบก้าวหน้ามากกว่า
Edited by overtherainbow, 16 March 2012 - 19:50.
- แสนยานุภาพ likes this
#4
Posted 16 March 2012 - 19:56
#5
Posted 16 March 2012 - 19:57
ส่วนพวกข้าราชการประจำ รวมทั้งฝ่ายทหาร ก็ยากที่จะได้รับสิทธิทางการเมืองอย่างชอบธรรม เพราะกลุ่มทุนผูกขาดและกลุ่มนักการเมืองกระล่อนที่ปรารถนาจะเป็นรัฐมนตรี พยายามที่จะกีดกัดข้าราชการประจำตลอดเวลา
วิธีการต่อสู้ที่ได้ผลคือ ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอย่างใหม่ ที่มิใช่ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแผนใหม่ของจีน
หากแต่เป็นประชาธิปไตยที่เดินไประหว่าง ๒ ระบอบนี้ เลือกสรรคเอาส่วนดีของ ๒ ระบอบนี้มาใช้ ซึ่งจะทำให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้มวลชนเอือมระอา โดยเข้าใจผิดไปว่า เมื่อทหารอยากได้อำนาจทีไรก็จะต้องมาขอแก้รัฐธรรมนูญทุกทีไป
ข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมคือ ประชาธิปไตยแบบนี้ไม่เคยเป้นประชาธิปไตยของประชาชนส่วนข้างมากอย่างแท้จริง
กรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย และปัญญาชนมักไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการร่างธรรมนูญ กลุ่มนายทุนใหญ่หรือกลุ่มทุนผูกขาดและกลุ่มเจ้าที่ดินใหญ่ มักเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพรรคการเมือง
เท่าที่ผ่านมา อำนาจอธิปไตยมาจากผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจการทหาร บุคคลเหล่านี้สถาปนาตนเองขึ้นมาใช้อำนาจ โดยอ้างว่าทำในนามประชาชน
ตามความเป็นจริง มวลชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความตื่นตัวทางการเมือง
การแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น ๓ ฝ่าย มีความมุ่งหมายเพื่อให้คานกันและตรวจสอบกันนั้น ในทางเป็นจริง กลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทางทหารสามารถบัญชาอยู่ข้างหลังกลุ่มอำนาจทั้ง ๓ เสมอ
มวลชนส่วนมาก อันได้แก่กรรมกรและชาวนา สามารถใช้สิทธิ์ใช้เสียงทางการเมืองของตนอย่างแท้จริง ก็มิใช่ว่ามวลชนจะสามารถเสนอแผนนโยบายการเมืองที่สะท้อนผลประโยชน์ทั่วด้านของตนได้อย่างแท้จริง เพราะมวลชนยังขาดความรู้ด้านต่างๆ
เหตุนี้การเคารพในสิทธิของมวลชนจึงจำเป็นต้องประสานการนำอันถูกต้อง
ประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของมวลชนจึงจำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีการนำ มีการให้ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ได้ใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตน และมีการนำด้วยความคิดและแนวทางที่เป็นวิทยาศาสตร์
ประชาธิปไตยในลักษณะเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ประชาธิปไตยเสรีนิยมซึ่งถือกติกา มือใครยาวสาวได้สาวเอา ผลที่สุดคนมือสั้นซึ่งเป็นคนส่วนมากก็จไม่ได้อะไร
ในที่สุดการระเบิดใหญ่ทางสังคมจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#6
Posted 16 March 2012 - 20:10
เราจึงจำเป็นต้องสร้างระบบของเราเอง ไม่จำเป็นต้องไปลอกเลียนจากประเทศอื่นมาทั้งดุ้น
เราได้เดินทางมาถึงทาง ๒ แพร่ง ทางขวาเป็นระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่เป็นผลดีต่อทุนผูกขาด ทางซ้ายเป็นระบอบประชาธิปไตยแผนใหม่ ซึ่งมีภัยเผด็จการของคอมิวนิสต์และการลิดรอนสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนค่อนข้างมาก
เราจึงต้องบุกเบิกทางสายกลางขึ้นมาใหม่ รวมเอาส่วนดีจากทั้ง ๒ ระบอบมาใช้ เราเรียกระบอบประชาธิปไตยชนิดนี้ว่า ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้า
ระบอบเศรษฐกิจที่คู่กับระบอบการเมืองชนิดนี้คือ ระบอบเสรีนิยมที่ก้าวหน้า เป็นระบอบเสรีนิยมที่มีการนำ
รัฐมีบทบาทนำการพัฒนาเศรษฐกิจไปในหนทางที่หลีกเลี่ยงการผูกขาดระดับสูง และการระเบิดใหญ่ของสังคม ดำเนินการลดช่องว่างอย่างมีจังหวะก้าว ทำให้ประชาชนส่วนข้างมากของประเทศอยู่ดีกินดี ให้ประชาชนมีทั้งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทางการเมืองคู่ขนาน
ที่เรียกว่า เสรีนิยมก้าวหน้า ก็เพราะระบอบนี้ทั้งระบอบถือว่าเป็นระบอบเศรษฐกิจในระยะผ่าน
เป็นระบอบที่ผ่านจากระบอบเสรีนิยมไปสู่ระบอบสังคมนิยมอย่างสันติ อย่างค่อยเป็นค่อยไป และผ่านการปรับตัวของสังคมเอง
เป็นระบอบที่อนุญาตให้สังคมมีการขยับเขยื้อน ไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เหตุนี้จึงมีลักษณะก้าวหน้า
เป้าหมายบั้นปลายของระบอบเสรีนิยมที่ก้าวหน้าก็คือ ระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย นั่นคือ พื้นฐานโดยทั่วไปของสังคมเป็นแบบสังคมนิยม แต่วิถีการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตย
รวมความว่าระบอบเสรีนิยมที่ก้าวหน้ามีลักษณ์ ๓ ประการใหญ่ๆ คือ ด้านหนึ่งเป็นเสรีนิยมที่มีการนำ อีกด้านหนึ่งเป็นเสรีนิยมที่มีลักษณะก้าวหน้า เพราะวิถีดำเนินทั้งกระบวนของระบอบนี้มุ่งไปสู่ระบอบสังคมนิยม เป็นการตระเตรียมเงื่อนไขเพื่อก้าวไปสู่สังคมนิยมอย่างมีจังหวะก้าว
ประการสุดท้ายเป็นการ ประสานประชาธิปไตยทางการเมืองเข้ากับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
#7
Posted 16 March 2012 - 20:30
ตัวอำนาจรัฐประกอบขึ้นด้วยบุคคลเหล่านี้ ก็จะแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนส่วนข้างมากได้
ทหารที่ก้าวหน้าและขบวนการมวลชนเป็นเสาค้ำสำคัญที่ประกันให้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้าได้รับการปฏิบัติและพัฒนาต่อไปได้
เพื่อป้องกันอำนาจทุนผูกขาด รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ควรประกอบด้วยตัวแทนที่มาจาก ๓ ฝ่ายคือ
ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ อย่างที่เป็นอยู่นี้ โดยถือเกณฑ์ประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ๑ คน เพื่อจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน้อยลง เป็นการประหยัด
สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพวกนี้ไม่สามารถแทนเจตจำนงของประชาชนได้ มีแนวโน้มเป็นปากเป็นเสียงของพวกนายทุนใหญ่มากกว่า ต่เราคงไว้เป็นการรักษาประเพณีประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ในขณะเดียวกันก็เป็นการเคารพในสิทธิเสรีภาพและการตัดสินใจของประชาชน
ฝ่ายที่มากจากชมรมอาชีพต่างๆ ชมรมอาชีพที่มีสมาชิกตั้งแต่ ๑๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปมีสิทธิเลือกตัวแทน ๑ คน ต่อ ๑๕๐,๐๐๐ คน
ตัวแทนเหล่านี้สามารถสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ดีกว่าตัวแทนประเภทแรก และสามารถแทนความเรียกร้องต้องการของคนส่วนข้างมากได้
ฝ่ายที่มาจากผู้ชำนาญการพิเศษในแขนงวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น ชมรมวิทยาศาสตร์สังคม ๑๕ คน ชมรมวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ๑๕ คน ชมรมผู้เชี่่ยวชาญของทหาร ๓๐ คน ชมรมผู้บริหารระดับสูง ๑๕ คน
ฝ่ายนี้โดยทั่วไปควรเป็นผู้มีอุดการประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้า ซึ่งอาจใช้วิธีการแต่งตั้งก็ได้ ต่อไปจึงปรับเป็นการเลือกตั้งภายในแต่ละชมรม
อำนาจของสภาผู้แทนคือ รับรองงบประมาณแผ่นดิน รับรองนโยบายของรัฐออกกฏหมาย และเป็นที่ปรึกษารัฐบาลในการดำเนินนโยบายด้านต่างๆด้วย
เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นเป็นไปด้วยดี ปราศจากการขัดขวาหรือลดแรงต้านให้น้อยลงถึงขั้นต่ำสุด ฝ่ายทหารที่เป็นแกนนำของการเปลี่ยนแปลง ควรกำหนดนโยบายและท่าทีดังนี้
ต่อสถาบันกษัตริย์ ฝ่ายทหารที่ก้าวหน้าต้องการเปลี่ยนแปลง มักใกล้ชิดกับวิทยากรที่มีหัวทางสังคมนิยม จึงเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งไปปลุกปั่น ก่อให้เกิดความสงสัยระแวงในท่าทีของทหารฝ่ายนี้ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องแสดงท่าทีชัดเจนในปัญหานี้
ต่อกลุ่มทุนผูกขาด เฉพาะหน้านี้ไม่ควรโจมตีกลุ่มทุนผูกขาดสูงจนเกินไป เพราะจะทำให้พวกเขารวมศูนย์มารุมโจมตีกลุ่มทหารได้
รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้าจึงมีนโยบาย ๒ ด้าน ต่อกลุ่มทุนผูกขาดคือ ด้านส่งเสริมและด้านที่ชี้นำและจำกัด
ต่อพวกฝ่ายซ้ายไร้เดียงสาและกลุ่มนิยมเหมาและนิยมจีน ฝ่ายซ้ายไร้เดียงสาก็คือพวกที่เชื่อตามลัทธิมาร์กซ์-เลนิน อย่างหลับหูหลับตา พวกกลุ่มนิยมเหมาก็คือพวกนิยมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงและชอบแนวชนบทล้อมเมือง พวกนิยมจีนคือพวกเชื้อสายจีนไม่ว่าจะเป็นจีนเหมา จีนเติ้ง เชียร์ทั้งนั้น เป็นปากเป็นเสียงของอิทธิพลจีนในประเทศไทย
บุคคล ๓ กลุ่มนี้ ล้วรแต่คัดค้านกลุ่มทหาร
นโยบายและท่าทีที่ถูกต้องต่อพวกเขาควรจะเป็นจำกัดและขจัด คือในขั้นต้นควรมีมาตรการจำกัดบทบาทของพวกเขา ถ้าไม่ไหวก็ควรมีนโยบายกำจัด
กลุ่มที่โฆษณาโจมตีทหารประชาธิปไตยอย่างเอางานเอาการมากที่สุดคือกลุ่มซ้าย ๓ ประเภทที่ว่านี้
ต่อทุนผูกขาดต่างชาติ รัฐบาลควรสนใจพัฒนาบุคลากรของตนให้สูงอย่างรีบเร่ง เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาเหมาะสมเราจะได้สามารถรับซื้อกิจการเหล่านั้นมาดำเนินการเอง ..."
#8
Posted 16 March 2012 - 20:43
มาร์กซ์วิเคราะห์คนในสังคมออกเป็น ๒ ชนชั้น คือชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดอันได้แก่นายทุน กับชนชั้นที่ถูกกดขี่ขูดรีด อันได้แก่กรรมกร
ทั้ง ๒ ชนชั้น มาร์กซ์วิเคราะห์ให้เห็นว่าต้องเป็นคัตรูกัน และต้องล้มล้างทำลายกัน ซึ่งแนวความคิดในเรื่องระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้าก็ทำการวิเคราะห์สังคมออกเป็น ๒ พวก ๒ ฝ่าย
ผู้ที่ถือถุงเงิน กับ ผู้ที่ถือปืน
กลุ่มทหารที่ก้าวหน้า กับ ทหารที่ไม่ก้าวหน้า
กรรมกรและชาวนา
พรรคการเมืองและนักการเมือง
ระบอบที่เป็นผลดีแก่กลุ่มทุนผูกขาดกับระบอบที่เป็นผลดีแก่ประชาชน
กลุ่มที่ต้านทหารกับข้าราชการ
และอื่นๆ
แล้วทำการวิเคราะห์ให้เห็นว่าเป็นศัตรูกัน เพื่อจะได้เข่่นฆ่าทำลายกัน
ทางออกที่แนวความคิดนี้เสนอ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือเศรษฐกิจ ขาดความเป็นประชาธิปไตย เนื่องจากในด้านการเมืองนั้นมีความแนวความคิดที่ทำลายพรรคการเมือง แล้วใช้ตัวแทนสาขาอาชีพแทน ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบเดียวกับ รัฐบาลแห่งชาติ บางแนวความคิด
และเป็นแนวทางความคิดที่มีลักษณะแบบเดียวกันกับ ระบอบประชาธิปไตยของไทยอันมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข หรือที่นิยมเรียกกันง่ายๆในหมู่ที่คัดค้านว่า สภาเปรสิเดียม
ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้ายังถูกโจมตีว่า แนวทางที่เสนอที่อ้างว่าอยู่ระหว่างกลางของทางขวาที่เป็นระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่เป็นผลดีต่อนายทุนผูกขาด และทางซ้ายที่เป็นประชาธิปไตยแผนใหม่ของจีน ทำให้ไม่ทราบว่าแบบตรงกลางที่เรียกว่าประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ก้าวหน้านั้น เป็นประชาธิปไตยแบบโซเวียตหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีที่แสดงออกต่อสถาบันและกลุ่มพลังต่างๆ มีลักษณะเป็นเผด็จการมากกว่าที่จะมีลักษณะประชาธิปไตย เพราะมีลักษณะที่กีดกัน จำกัด และขจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกซ้ายไร้เดียงสาที่นิยมเหมาและนิยมจีน แต่ไม่ได้พูดถึงว่าพวกซ้ายที่นิยมโซเวียตจะต้องกำจัดด้วยหรือไม่
แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ไม่ต้องการให้มีพรรคการเมือง หรือถ้าจะมีก็จะมีเพียงพรรคเดียว คือพรรคที่รวมคนที่มีความคิดก้าวหน้าเท่านั้นน
และความหมายของคำว่าก้าวหน้าตามแนวความคิดนี้ เมื่อมีการก้าวหน้าจากปัจจุบันไปสู่ระบอบประชาธิปไตยสังคมนิยมแล้ว จะยังคงก้าวหน้าไปสู่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์อีกหรือไม่
อย่างไรก็ดี ผู้ที่เห็นด้วยกับแนวความคิดได้ชี้แจงว่า เป็นแนวความคิดแบบไทยๆ ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์แต่อย่างไร
เป็นแนวความคิดที่จะกู้ชาติ แต่ถูกมองว่าเป็นภัยของชาติ
#9
Posted 16 March 2012 - 20:44
หนังสือมันเก่าแล้วน่ะครับ เนื้อหาก็อาจจะเก่าไปบ้าง สำหรับคนชอบของเก่าครับ ^^"
ขอให้เรื่องนี้มีประโยชน์สำหรับผู้สนใจอ่าน ไม่มากก็น้อยนะครับ
#10
Posted 16 March 2012 - 21:06
***
รัฐบาลแห่งชาติ เป็นอีกแนวความคิดในการพัฒนารัฐบาลแต่แนวความคิดนี้มี ๒ แนวด้วยกัน
แนวทางหนึ่งมีพื้นฐานของความคิดที่ว่า ที่ประชาธิปไตยไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร มีปัญหามาจากนักการเมืองที่แย่งชิงตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีกัน และการมีฝ่ายค้านในสภาทำให้รัฐบาลต้องคอยมาแก้ปัญหาและข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน เสียเวลาในการพัฒนาประเทศชาติ
ดังนั้นจึงควรแยกอำนาจฝ่ยบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยผู้แทนราษฏรจะเป็นรัฐมนตรีไม่ได้
ส่วนผู้แทนราษฏรนั้น เปลี่ยนจากการเลือกตั้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาเป็นการระดมตัวแทนบุคคลจากสาขาทุกอาชีพในลักษณะแต่งตั้งเข้ามา เพื่อเข้ามาช่วยงานรัฐบาล ไม่ใช่เข้ามาเป็นฝ่ายค้าน
ส่วนฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีนั้น ก็จะมาจากการแต่งตั้งเช่นเดียวกัน
มีผู้โต้แย้งว่า แนวความคิดนี้ไม่สามารถพัฒนารัฐบาลเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้ เนื่องจากเป็นแนวความคิดที่่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ไม่เป็นประชาธิปไตยนับตั้งแต่การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมถึงการเลือกตัวแทนจากทุกกลุ่มสาขาอาชีพ และการไม่มีฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร
นอกจากนี้ัยังถูกวิจารณ์เป็นแนวความคิดที่คลุมเครือ ที่ไม่ได้แจงไว้อย่างแจ่มชัดว่าใครเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ทำให้มีการคาดคิดกันไปต่างๆนาๆ
คาดคิดไปว่ารัฐบาลแห่งชาติน่าจะเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แล้วคณะปฏิวัติรัฐประหารเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้กำหนดให้มีการแยกอำนาจบริหารออกจากอำนาจนิติบัญญัติ และให้มีการแต่งตั้งตัวแทนจากทุกสาขาอาชีพ
ไม่ว่าจะมีการแต่งตั้งกันโดยวิธีใดก็ตาม ผู้วิจารณ์ชี้ว่า แนวความคิดรัฐบาลแห่งชาติจะทำให้เกิดอำนาจรัฐ อันอาจจะนำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเหมือนคอมมิวนิสต์ได้ในเวลาอันไม่ช้านัก
เนื่องจากระบบบริหารและนิติบัญญัติ ตลอดจนการแต่งตั้งตัวแทนจากทุกสาขาอาชีพมีลักษณะที่เป็นแบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์นิยมใช้
เพียงแต่ยังขาดมาตรการอื่นๆที่จะเสริมเข้ามาเท่านั้น
อีกแนวทางหนึ่งของแนวความคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ เป็นความต้องการให้มีพรรคการเมืองและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ที่เหมือนกันคือ ไม่ต้องการให้มีฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร
โดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในสภาผู้แทนราษฏรจะร่วมกันเป็นรัฐบาลทั้งหมด จึงเรียกว่า รัฐบาลแห่งชาติ
ความแตกต่างในแต่ละพรรคการเมืองมีเพียงว่า พรรคการเมืองใดได้เสียงมากก็ได้เป็นรัฐมนตรีมากเท่านั้น
แนวความคิดนี้ถูกวิจารณ์ว่า แม้จะมีลัษณะของความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าแนวคิดแรก เนื่องจากยังมีพรรคการเมืองและยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรอยู่
แต่เป็นแบบที่จะนำไปสู่ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ได้โดยง่าย เนื่องจากมีลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในลาว
ในปี ๒๕๑๖ ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อรวมลาว ๓ ฝ่ายขึ้น คือฝ่ายซ้าย ฝ่ายเป็นกลาง และฝ่ายขวา เพื่อให้เกิดความปรองดองแห่งชาติ
แต่เนื่องจากฝ่ายขวาและฝ่ายเป็นกลางเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน ทำให้มีจุดอ่อนในขณะที่ฝ่ายซ้ายไม่เคยเป็นรัฐบาลเลย จึงไม่มีจุดอ่อนหรือมีภาพพจน์ที่เสียหายให้โจมตีได้
ฝ่ายซ้ายได้พยายามหาจุดอ่อนให้สื่อมวลชนและขบวนการมวลชนทำการโจมตีฝ่ายขวาและฝ่ายเป็นกลาง คนแล้วคนเล่า ทำให้มีการลาออกจากตำแหน่งไปบ้าง หลบลี้หนีหน้าไปอยู่ต่างประเทศบ้าง และไม่มีใครอยากจะเป็นรัฐมนตรีแทน
ในที่สุดเมื่อถึงปี ๒๕๑๘ รัฐบาลแห่งชาติลาวก็กลายเป็นรัฐบาลแห่งชาติของฝ่ายซ้ายแต่เพียงฝ่ายเดียวไป
ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แนวความคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติจะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสมาชิกอยู่ในสภาผู้แทนราษฏรเป็นรัฐบาลร่วม อันเป็นการเปิดทางให้กับฝ่ายคอมมิวนิตส์โดยง่าย
ฝ่ายที่เสนอแนวความคิดนี้ได้โต้แย้งว่า ไม่ได้มีแนวความคิดที่จะให้เลยเถิดไปถึงเพียงนั้นเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ลดความขัดแย้งกันในพรรคการเมืองในการแย่งกันเป็นรัฐบาลเท่านั้น
#11
Posted 16 March 2012 - 23:45
ที่ตรงๆที่สุด ชัดๆที่สุด คือ แก้กฎหมายต่างๆ
อย่าง รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบ ที่เกี่ยวเนื่องกัน
เช่น ระบบการเลือกตั้ง ระบบสภา คณะรัฐมนตรี หรือจะโครงสร้างศาลด้วยก็แล้วแต่
ฯลฯ
แต่ปัญหาก็คือว่า คนที่มีอำนาจในการปรับปรุงตรงนี้ ไม่ยอม เพราะจะไปขัดผลประโยชน์เข้า
กลัวว่าจะไปสร้างความลำบากแก่การทำมาหากิน
อีกประเด็นนึงในการสร้างระบบการเมืองการปกครองที่ดีคือ
การให้ความรู้ การสร้างทัศนคติ ของประชาชนให้ถูกต้องต่อการเมือง การมีส่วนร่วม...
#12
Posted 17 March 2012 - 00:16
คอมมูนิสต์คืออะไร
คือระบบการปกครองเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นใหญ่
มีการเลือกตั้ง
ไม่ต่างจากประชาธิปไตย
แต่ เวลามีอำนาจ ที่ได้จากประชาชนมาแล้ว
เอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของใคร
อ้างว่า คนเราเกิดมา มีคุณค่าเท่าเทียมกัน
แต่เอาเข้าจริง มันก็ยังแบ่งชนชั้นกันอยู่ดี
อ้างเอาเรื่องความเท่าเทียมมาล้มสมมติเทพ
สุดท้าย ได้อำนาจมาแล้วก็อยากเป็นสมมติเทพเสียเอง
ถ้าประชากรมีความรู้คู่คุณธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนชั่ว บ้านเมืองก็เจริญเองแหละ
- พงษ์เพชร and กากจริงไรจริง like this
#13
Posted 17 March 2012 - 00:28
ผมไม่ได้ว่าระบอบนี้มันดี แม้ว่าระบอบนี้ เหมือนจะดูสวยหรูเพียงใดแต่สุดท้ายบทสรุปกลับกลายเป็นว่า ระบอบนี้ดันไปคล้องกับลัทธิคอมมิวนิสต์ อ่านเผินๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจมันสักเท่าไหร่ด้วยซ้ำ หากใครพอจะรู้เรื่องระบอบนี้ ก็น่าจะมาแบ่งปันความรู้กันได้
แม้หนังสือมันจะเก่า แต่กลับมีคำสมัยใหม่ที่เราคุ้นหูกันบ่อยๆ เช่น ประชาธิปไตยเต็มใบ, กู้ชาติ ซึ่งผมว่ามันก็ไม่น่าจะล้าสมัยจนเกินไปน้าา
@bangkaa คำว่าแก้ทั้งโครงสร้างนั้น ผมก็ยังมองไม่เห็นโครงสร้างใหม่ที่จะมารองรับ คำว่าขัดผลประโยชน์มันใช้ตลอดเวลาตราบใดที่ กมม ยังไม่มีอำนาจในการแก้ไขอะไร
#15
Posted 17 March 2012 - 00:58
แปลว่าด้านการเมืองใช้ ระบอบเสรีประชาธิปไตย
ด้านเศรษฐกิจใช้สังคมนิยม คือรัฐเข้าครอบครองปัจจัยการผลิต
ไม่รู้ผมเข้าใจถูกหรือเปล่า
ดูแล้วน่าจะเจ๊งกว่าเดิม
เพราะนายทุนก็หว่านเงินเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ
เมื่อได้อำนาจรัฐก็ควบคุมทุกอย่าง
แต่เศรษฐกิจแบบนี้ไม่เอื้ออำนวยให้ต่างชาติ
เข้ามาลงทุนเพราะไม่มั่นใจว่ารัฐจะยึดกิจการเมื่อไหร่
ปรีดี ก็เคยคิดเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจ แบบสังคมนิยม น่าจะคล้ายๆ กัน
Edited by phoosana, 17 March 2012 - 01:00.
- แสนยานุภาพ likes this
#16
Posted 17 March 2012 - 01:08
#17
Posted 17 March 2012 - 12:25
เสื้อแดงอ่านสามบรรทัดสุดท้ายพอ แล้วจะรู้ว่าพ่อตักขี้ของพวกเอ็งต้องการให้พวกเอ็งสู้เพื่ออะไรระบบจะดีแค่ไหน ถ้าประชากรโง่-ไร้คุณธรรม มันก็ไปไม่รอด
คอมมูนิสต์คืออะไร
คือระบบการปกครองเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นใหญ่
มีการเลือกตั้ง
ไม่ต่างจากประชาธิปไตย
แต่ เวลามีอำนาจ ที่ได้จากประชาชนมาแล้ว
เอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของใคร
อ้างว่า คนเราเกิดมา มีคุณค่าเท่าเทียมกัน
แต่เอาเข้าจริง มันก็ยังแบ่งชนชั้นกันอยู่ดี
อ้างเอาเรื่องความเท่าเทียมมาล้มสมมติเทพ
สุดท้าย ได้อำนาจมาแล้วก็อยากเป็นสมมติเทพเสียเอง
ถ้าประชากรมีความรู้คู่คุณธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนชั่ว บ้านเมืองก็เจริญเองแหละ
Edited by วิดวะแบกปูนไปโบกตึก, 17 March 2012 - 12:26.
- พงษ์เพชร likes this
#18
Posted 17 March 2012 - 14:04
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยตาม รธน ของเรา มันมีอำนาจสามอำนาจคานกันอยู่
คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ถ้าสามอำนาจนี้มันคานกันอยู่จริง มันก็คงไม่มีปัญหา
แต่สภาพที่เป็นอยู่อย่างชัดเจนของประเทศเราคือ อำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติ มัน
ไม่ได้คานกัน แต่กลับกลายเป็นเนื้อเดียวกันอีกต่างหาก มันก็เหมือนพิการแหละครับ มีสามขา
แต่เดินได้สองขามันก็กระโพกกระเพก บางครั้งเดินไปก็ล้มแผละ
ถามว่านักการเมืองเคยคิดแก้ไขปัญหานี้ไหม คำตอบก็คือ ไม่เลย แต่ปัจจุบันที่เขาคิด เขากำลัง
จะเข้าไปรวบอำนาจตุลาการเข้ามาอีกต่างหาก
พวกที่ชอบพล่ามเรื่องประชาธิปไตยเขามองประชาธิปไตยแค่ว่าประชาชนเลือกพรรคไหนเข้ามามาก
พรรคนั้นก็เป็นรัฐบาลบริหารประเทส นั่นมันแค่กระพี้ประชาธิปไตย เพราะเขามองแค่ฝ่ายบริหารฝ่ายเดียว ไม่เคยมอง
ถึงอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเขาก็เป็นผู้เลือกเข้ามา
เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ มันผิดตั้งแต่แนวคิดในการเลือกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติให้เข้ามาเป็นพวกเดียวกันแล้ว
การเลือกตั้งของประเทศไทยจึงเหมือนการเลือกคณะผู้บริหารประเทศ แล้วแถมคนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบ
ไปคานอำนาจของผู้บริหารประเทศ ไปด้วย แล้วมันจะไปคานอำนาจไปตรวจสอบอะไรกันครับ ภาพที่ท่านเห็นกันอยู่
ทุกวันนี้คือ ไอ้พวกของแถมที่เขาให้ไปคานอำนาจไปตรวจสอบรัฐบาลมันเรียงหน้าออกมาแก้ตัวแทนรัฐบาลกันสลอน
ถ้าระบบมันยังเป็นอยู่อย่างนี้ ใครจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร จะจับมันกลับหัวกลับหางพลิกคว่ำพลิกหงาย ก็คงไม่ช่วย
อะไรให้ดีขึ้น เพราะหัวใจของประชาธิปไตย คือความโปร่งใส ถูกตรวจสอบได้ โดยการคานอำนาจกัน มันไม่มีมานานแล้ว
ที่ผ่านมา เราพยายามเพิ่มการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระบ้าง ภาคประชาชนบ้าง แล้วแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะไอ้ต้นตอ
ใหญ่มันยังเหมือนเดิม เราจะเพิ่มอะไรแก้อะไรมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ
สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเรายังมีฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่ช่วยแก้ตัว แก้ข้อกล่าวหาให้รัฐบาล ไม่ใช่ทำหน้าที่ตรวจสอบการ
ทำงานของรัฐบาล ก็ไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญก็ได้ มีเลือกตั้งอย่างเดียวพอ ประชาชนเลือกใครเข้ามามาก ก็บริหารไป ผิดถูก
ชั่วดีไม่เป็นไร เสียงส่วนใหญ่เลือกมาแล้ว อีกสี่ปีค่อยว่ากัน
- กากจริงไรจริง likes this
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users










