ทำไมถึง ...... เบื่อ ว. วชิรเมธี ??
#51
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 15:06
แต่ผู้มีปัญญาก็ย่อมจะหาทางรู้ หาทางศึกษา หาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตะบี้ตะบันเชื่ออยู่อย่างเดียว
#52
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 15:08
ฉบับเต็มครับ
![]()
คนที่ตัดตอนมาทำได้บิดเบือนและอคติมาก
ทวิตธรรมนำทวิตเตอร์
ทำไม่ดีต่อคนอื่น ก็เหมือนยื่นปลายดาบเข้าหาตัวเอง
ข้อดีของการอยู่ในระบบ ก็คือ มีความมั่นคง
แต่ข้อเสียของการอยู่ในระบบ ก็คือ มันริบเอาอิสรภาพไปจากเรา
ทำงานดี งานก็สร้างคน ทำงานสับสน
คนก็เสียเพราะงาน
ปล่อยวางการวิพากษ์วิจารณ์
มุ่งมั่นทำงานที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า
โลกเปลี่ยน เพราะการลงมือทำ
ไม่ได้เปลี่ยน เพราะคำที่พร่ำพูด
เงินคือปัจจัยอำนวยความสะดวก
ไม่ใช่ดัชนีวัดความสำเร็จของชีวิต
สตางค์ ที่ใช้อย่างปราศจาก สติ จะกลายเป็น ศัตรู
หยิบยื่นอาชีพให้แก่คนประเสริฐกว่าหยิบเงินให้กับเขา
รวยแล้วจงให้ ได้แล้วจงแบ่งปัน
เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย
จงเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต
อย่าปล่อยให้เป็นอสรพิษย้อนมากัดตนเอง
ทรัพย์สินเป็นสิ่งสมมุติ ประโยชน์ที่รังสรรค์
แก่เพื่อนมนุษย์เป็นของจริง
คอรัปชั่นยังอยู่ตราบใด
ประชาธิปไตยก็ยังล้าหลังตราบนั้น
อำนาจเป็นสิ่งสัมพัทธ์ นำไปสู่วิวัฒน์ก็มี
นำไปสู่กาลีก็มาก
ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น
แต่เรามักต่ออายุให้มันด้วยความคิดวนเวียนซ้ำซาก
อนาคตขึ้นอยู่กับมันสมองสองมือของตน
ไม่ใช่ผลของพรหมลิขิต
อย่าจริงจังกับโลกจนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย
อย่าวิ่งวุ่นโวยวายจนถึงกับวิกลจริต
รักษาประวัติชีวิตให้ขาวสะอาด ไม่ประมาท
ในการทำหน้าที่ วันหนึ่งโชคดีจะมาเคาะประตู door.
-----------------------------------------------------------------------
ทวิตธรรมนำทวิตเตอร์
ทำไม่ดีต่อคนอื่น ก็เหมือนยื่นปลายดาบเข้าหาตัวเอง Mistreating others is like pointing a sword at yourself.
ข้อดีของการอยู่ในระบบ ก็คือ มีความมั่นคง
แต่ข้อเสียของการอยู่ในระบบ ก็คือ มันริบเอาอิสรภาพไปจากเรา
Being part of a system gives us “stability” but takes away our “liberty”.
ทำงานดี งานก็สร้างคน ทำงานสับสน
คนก็เสียเพราะงาน
Decent work makes decent people. Indecent work makes indecent people.
ปล่อยวางการวิพากษ์วิจารณ์
มุ่งมั่นทำงานที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า
Do not let criticism discourage you.
Better get on with your responsibilities.
โลกเปลี่ยน เพราะการลงมือทำ
ไม่ได้เปลี่ยน เพราะคำที่พร่ำพูด
The world progresses because of actions, not words.
เงินคือปัจจัยอำนวยความสะดวก
ไม่ใช่ดัชนีวัดความสำเร็จของชีวิต
Money is a factor of convenience,
not an index of success.
สตางค์ ที่ใช้อย่างปราศจาก สติ จะกลายเป็น ศัตรู
A purse used without poise will become poison.
หยิบยื่นอาชีพให้แก่คนประเสริฐกว่าหยิบเงินให้กับเขา
Giving people a job is better than giving them money.
รวยแล้วจงให้ ได้แล้วจงแบ่งปัน
Give – when you are wealthy.
Share – when you have plenty.
เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย
Money expands to enhance Dhamma.
จงเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต
อย่าปล่อยให้เป็นอสรพิษย้อนมากัดตนเอง
Transform money into quality of life.
Do not let it become a poisonous snake.
ทรัพย์สินเป็นสิ่งสมมุติ ประโยชน์ที่รังสรรค์
แก่เพื่อนมนุษย์เป็นของจริง
Material possessions are unreal,
unlike benefits you can create for mankind.
คอรัปชั่นยังอยู่ตราบใด
ประชาธิปไตยก็ยังล้าหลังตราบนั้น
As long as corruption exists,
democracy will be undeveloped.
อำนาจเป็นสิ่งสัมพัทธ์ นำไปสู่วิวัฒน์ก็มี
นำไปสู่กาลีก็มาก
Power is relative; it can lead to prosperity
or calamity.
ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น
แต่เรามักต่ออายุให้มันด้วยความคิดวนเวียนซ้ำซาก
True suffering is brief, but it lives on in your own thoughts.
อนาคตขึ้นอยู่กับมันสมองสองมือของตน
ไม่ใช่ผลของพรหมลิขิต
Your future lies in your hands and your brain, not fate.
อย่าจริงจังกับโลกจนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย
อย่าวิ่งวุ่นโวยวายจนถึงกับวิกลจริต
Do not take life so seriously that you commit suicide.
Do not go so wild that you become insane.
รักษาประวัติชีวิตให้ขาวสะอาด ไม่ประมาท
ในการทำหน้าที่ วันหนึ่งโชคดีจะมาเคาะประตู
Keep your life clean, be cautious in your duties, and one day good luck will knock on your door.
ต้องเข้าใจครับว่า ฉายา แดง 3 บรรทัด ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
#54
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 15:42
ฉบับเต็มครับ
![]()
คนที่ตัดตอนมาทำได้บิดเบือนและอคติมาก
ทวิตธรรมนำทวิตเตอร์
ทำไม่ดีต่อคนอื่น ก็เหมือนยื่นปลายดาบเข้าหาตัวเอง
ข้อดีของการอยู่ในระบบ ก็คือ มีความมั่นคง
แต่ข้อเสียของการอยู่ในระบบ ก็คือ มันริบเอาอิสรภาพไปจากเรา
ทำงานดี งานก็สร้างคน ทำงานสับสน
คนก็เสียเพราะงาน
ปล่อยวางการวิพากษ์วิจารณ์
มุ่งมั่นทำงานที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า
โลกเปลี่ยน เพราะการลงมือทำ
ไม่ได้เปลี่ยน เพราะคำที่พร่ำพูด
เงินคือปัจจัยอำนวยความสะดวก
ไม่ใช่ดัชนีวัดความสำเร็จของชีวิต
สตางค์ ที่ใช้อย่างปราศจาก สติ จะกลายเป็น ศัตรู
หยิบยื่นอาชีพให้แก่คนประเสริฐกว่าหยิบเงินให้กับเขา
รวยแล้วจงให้ ได้แล้วจงแบ่งปัน
เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย
จงเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต
อย่าปล่อยให้เป็นอสรพิษย้อนมากัดตนเอง
ทรัพย์สินเป็นสิ่งสมมุติ ประโยชน์ที่รังสรรค์
แก่เพื่อนมนุษย์เป็นของจริง
คอรัปชั่นยังอยู่ตราบใด
ประชาธิปไตยก็ยังล้าหลังตราบนั้น
อำนาจเป็นสิ่งสัมพัทธ์ นำไปสู่วิวัฒน์ก็มี
นำไปสู่กาลีก็มาก
ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น
แต่เรามักต่ออายุให้มันด้วยความคิดวนเวียนซ้ำซาก
อนาคตขึ้นอยู่กับมันสมองสองมือของตน
ไม่ใช่ผลของพรหมลิขิต
อย่าจริงจังกับโลกจนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย
อย่าวิ่งวุ่นโวยวายจนถึงกับวิกลจริต
รักษาประวัติชีวิตให้ขาวสะอาด ไม่ประมาท
ในการทำหน้าที่ วันหนึ่งโชคดีจะมาเคาะประตู door.
-----------------------------------------------------------------------
ทวิตธรรมนำทวิตเตอร์
ทำไม่ดีต่อคนอื่น ก็เหมือนยื่นปลายดาบเข้าหาตัวเอง Mistreating others is like pointing a sword at yourself.
ข้อดีของการอยู่ในระบบ ก็คือ มีความมั่นคง
แต่ข้อเสียของการอยู่ในระบบ ก็คือ มันริบเอาอิสรภาพไปจากเรา
Being part of a system gives us “stability” but takes away our “liberty”.
ทำงานดี งานก็สร้างคน ทำงานสับสน
คนก็เสียเพราะงาน
Decent work makes decent people. Indecent work makes indecent people.
ปล่อยวางการวิพากษ์วิจารณ์
มุ่งมั่นทำงานที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า
Do not let criticism discourage you.
Better get on with your responsibilities.
โลกเปลี่ยน เพราะการลงมือทำ
ไม่ได้เปลี่ยน เพราะคำที่พร่ำพูด
The world progresses because of actions, not words.
เงินคือปัจจัยอำนวยความสะดวก
ไม่ใช่ดัชนีวัดความสำเร็จของชีวิต
Money is a factor of convenience,
not an index of success.
สตางค์ ที่ใช้อย่างปราศจาก สติ จะกลายเป็น ศัตรู
A purse used without poise will become poison.
หยิบยื่นอาชีพให้แก่คนประเสริฐกว่าหยิบเงินให้กับเขา
Giving people a job is better than giving them money.
รวยแล้วจงให้ ได้แล้วจงแบ่งปัน
Give – when you are wealthy.
Share – when you have plenty.
เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย
Money expands to enhance Dhamma.
จงเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต
อย่าปล่อยให้เป็นอสรพิษย้อนมากัดตนเอง
Transform money into quality of life.
Do not let it become a poisonous snake.
ทรัพย์สินเป็นสิ่งสมมุติ ประโยชน์ที่รังสรรค์
แก่เพื่อนมนุษย์เป็นของจริง
Material possessions are unreal,
unlike benefits you can create for mankind.
คอรัปชั่นยังอยู่ตราบใด
ประชาธิปไตยก็ยังล้าหลังตราบนั้น
As long as corruption exists,
democracy will be undeveloped.
อำนาจเป็นสิ่งสัมพัทธ์ นำไปสู่วิวัฒน์ก็มี
นำไปสู่กาลีก็มาก
Power is relative; it can lead to prosperity
or calamity.
ความทุกข์แท้ๆ อายุสั้น
แต่เรามักต่ออายุให้มันด้วยความคิดวนเวียนซ้ำซาก
True suffering is brief, but it lives on in your own thoughts.
อนาคตขึ้นอยู่กับมันสมองสองมือของตน
ไม่ใช่ผลของพรหมลิขิต
Your future lies in your hands and your brain, not fate.
อย่าจริงจังกับโลกจนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย
อย่าวิ่งวุ่นโวยวายจนถึงกับวิกลจริต
Do not take life so seriously that you commit suicide.
Do not go so wild that you become insane.
รักษาประวัติชีวิตให้ขาวสะอาด ไม่ประมาท
ในการทำหน้าที่ วันหนึ่งโชคดีจะมาเคาะประตู
Keep your life clean, be cautious in your duties, and one day good luck will knock on your door.
ขอบคุณ คุณสยามที่นำบทความฉบับเต็มมาให้อ่าน
ยิ่งอ่านยิ่งเห็นความบัดซบของพวกล้มเจ้า (มันโดนทักษิณถีบหัวส่งออกมาแล้วเลยขี้เกียจเรียกแดง)
นิสัยของพวกคอมมิวนิสต์คือ สร้างข่าวลือ ปั่นข่าวเท็จ ใส่ร้ายคนดี
- แสนยานุภาพ and David_GinoLa like this
#55
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 16:00
จึงจำเป็นต้องทำลาย สิ่งเหล่านี้ลงทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนหันมาฟังอุดมการณ์ของพวกมัน ที่พวกมันคิดว่าดีเลิศ และประเสริญที่สุด ยิ่งกว่าความคิดอื่นใดในโลกนี้
Edited by annykun, 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 16:02.
- แสนยานุภาพ, ดราม่า and whiskypeak like this
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ชนะสงคราม คือ ความแข็งแกร่ง และ อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
คุณธรรมที่พร้ำสอน ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นรองลงมา ส่วน ประชาธิปไตยน่ะรึ เอาเข้าจริงๆ สำคัญอันใด??
#56
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 16:02
เพราะคำกล่าวของท่านสมัยนั้นนับได้ว่าแหวกแนวคิดเก่าๆพอควร
แต่กาลเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นเองแหละครับว่าใครเป็นทองแท้ ใครคือก้อนอิฐ
อีกอย่างถ้าดู"พระ"แบบที่เสื้อแดงนับถือ (ธรรมชโย, พยอม)
ก็จะรู้เองแหละว่าคนพวกนี้เค้านับถือพระแบบไหน
- ดีแต่อ่าน and คนสับปะหลี้ like this
#57
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 16:08
*ต่ออีกเรื่อง ที่วุ่นวายในโลกมากไป เพราะศาสนาพุทธก็มีหลายนิกาย แต่ละนิกายก็อาจจะมีแยกย่อยลงไปอีก แถมความเป็นปัจเจกบุคคลอีก
พระสงฆ์ ต่างก็มีหน้าที่ที่ยึดถือแตกต่างกันไป ทั้งมุ่งไปนิพพานตัวคนเดียว มุ่งพาไปทั้งกลุ่ม มุ่งพาคนเข้าศาสนา ชวนคนให้มาพิสูจน์ในศาสนา สอนพระสงฆ์ให้ถึงฝั่งนิพพาน จรรโลงสังคมให้อยู่สงบ ดูแลคนให้มีกินมีใช้ ผมว่าหลากหลายดีออกนะ
*อย่างพระพยอม ก็เคยไปเข้าค่ายวัดของท่านอยู่ และเคยจำคำสอนดีๆ บางอย่างได้(แต่จำไม่ได้ว่าฟังจากที่ไหน) เช่น เรื่องเกี่ยวกับค่าแรง บางคนทำงานดี ขยัน วันละ500ก็อยากจ่าย ยินดีจ่าย แต่บางคน วันละ50บาทก็แพงไป เพราะทำอะไรก็ไม่เป็นแถมทำข้าวของเสียหายอีก
#58
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 16:08
- อสูรนิรนาม, Baboonga and whiskypeak like this
"ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ" - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
"คนเราสามารถเปลี่ยนต้นไม้ประหลาด ให้เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนคนผิดให้เป็นพระเจ้า เปลี่ยนสีขาวให้เป็นสีดำ เพียงเพราะความเชื่อของตัวเองเพียงเท่านั้น"
#59
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:01
สมัยรุ่นท่านพุทธทาสยังไม่ pop ก็แบบนี้ล่ะครับ มีคนกล่าวหาว่าท่านเป็นเดียรถีร์บ้าง เป็นพวกล้มพระศาสนาบ้าง
เพราะคำกล่าวของท่านสมัยนั้นนับได้ว่าแหวกแนวคิดเก่าๆพอควร
แต่กาลเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นเองแหละครับว่าใครเป็นทองแท้ ใครคือก้อนอิฐ
อีกอย่างถ้าดู"พระ"แบบที่เสื้อแดงนับถือ (ธรรมชโย, พยอม)
ก็จะรู้เองแหละว่าคนพวกนี้เค้านับถือพระแบบไหน
ท่านพุทธทาสเอง ก็เคยโดนกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์ ทั้งๆที่ท่านแค่วิจารณ์ข้อดี-ข้อเสีย ของประชาธิปไตยตามหลักธรรมมะ เท่านั้นเอง
คำ เทศ คำสอน และข้อเขียนของท่านบังเอิญมันไม่เข้าหู ของพวกมีอุดมการณ์สุดโต่ง ที่เชิดชูประชาธิปไตยว่าดีเลิศ เสียเต็มประดาราวกับว่ามันไม่มีข้อเสียใดๆเลย แม้แต่น้อย
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ชนะสงคราม คือ ความแข็งแกร่ง และ อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
คุณธรรมที่พร้ำสอน ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นรองลงมา ส่วน ประชาธิปไตยน่ะรึ เอาเข้าจริงๆ สำคัญอันใด??
#60
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:17
ไม่ได้อ้างไปถึงคำสอนของพระพุทธองค์ครับ แต่พูดถึงในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ละยุค สรุปก็คือ ถึงเป็นพระ แต่ก็มีหน้าที่หลักคล้ายกัน และหน้าที่เสริมก็เปลี่ยนไปตามความถนัดของบุคคล ยุคปัจจุบันเราอาจจะยึดติดความคิดแบบเหมารวม อะไรๆ ต้องเหมือนกันหมด เป้นพระต้องมีหน้าที่แบบนี้ องค์ไหนทำต่างออกไป แสดงว่าไม่ยึดถือในคำสอน แสดงว่าเลว ไม่ควรนับถือ เลยต้องการจะชี้ว่า แม้เป็นพระ ก็ยังมีความถนัดที่ต่างกันอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ทำเพิ่มเติมออกมา ก็คงเป็นสิทธิ์ของเราที่จะดูว่า เป็นกุศลหรือไม่ เป็นกุศลกับคนกลุ่มไหน
ส่วนหลักกาลามสูตร อันนี้ก็เอาไว้จัดการกับสายวิทย์ เมื่อห้ามเชื่อ ถ้าอยากรู้ความจริง ให้ลงไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ลองเอง เจ็บเอง แต่ก่อนจะลอง ก็ดูก่อนว่าทำไปแล้วเป็นประโยชน์หรือไม่ หรือจะทำให้ใครเดือดร้อนหรือเปล่า
ลามไปถึง อยากรู้ว่าเป็นพระเลเวลสูงแล้วจะเหาะเหินเดินอากาศได้จริงหรือไม่ ลงไปลองด้วยตัวเองสิครับ พูดๆ กันมันก็ไม่จบ แถมตามหลักสายวิทย์ครองจักรวาล ประโยคแบบนี้มันไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว แม้จะมีผู้น่าเชื่อถือมาพูด มันก็ยังไม่น่าเชื่อ
ถ้าอยากรู้ ควรพิสูจน์ด้วยตัวเอง หลายๆ คนไม่อยากให้คนอื่นงมงายกับคำพูดของท่าน ว. แต่กลับ พร้อมจะเชื่อโดยไม่ต้องลงมือพิสูจน์ด้วยตัวเองกับแนวคิดแบบวิทย์ สุดท้าย เชื่อกลุ่มไหน ก็งมงาย ถ้าไม่ได้พิสูจน์ ด้วยตัวเอง แต่งมงายแบบวิทย์แล้วมันคงดูทันสมัย ท่าน ว. คงน้อยใจล่ะมั้ง ในเมื่อคนยังงมงายเหมือนกัน แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ชอบที่จะงมงายกับวิทยาศาสตร์
Edited by ด๋อยแทง, 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:18.
#61
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:28
จงเลือกเอา ส่วนดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ ต่อโลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี เพียงส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว มองหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง
ท่านพุทธทาสภิกขุ
Edited by Raja22, 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:28.
- แสนยานุภาพ likes this
#62
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 21:22
นี้ก็เป็นอีกกระทู้ที่ผมไม่อยากตอบโต้
เราคงไม่มี เนื้อที่ และเวลา พอที่จะ discuss กันอย่างถึงแก่น (ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ถูกกับ
จริต ของ แสนยานุภาพ)
ขอสั้นๆ ด้วยเวลา และเนื้อที่ที่จำกัดแห่งนี้มาถึง แสนยานุภาพว่า
หัวข้อกระทู้ที่ว่า ทำไม ถึงเบื่อ ว วชิรเมธี ด้วยเหตุผล 3 ข้อ และนำสิ่งที่คิดเอง เชื่อเอง ตอบเอง
สรุปเอง มาแสดง ราวกับว่าทั้งหมดนั้น ถูกแล้ว ดีแล้ว มากล่าวหาผู้อื่น (ว วชิรเมธี)
ตอบตัวเองให้ได้อย่างชัดเจนก่อนว่า
ศาสนาพุทธคืออะไร
แก่นแท้ของศาสนาพุทธคืออะไร
ศาสนาพุทธที่แท้จริง ต่างไปจากศาสนาพุทธที่เราเข้าใจอย่างไร
ก่อนที่จะถามผู้อื่น น่าจะเป็นการดีกว่า ถ้า หันกลับมาถามตัวเองก่อนว่า
เข้าใจศาสนาพุทธ จริงจริง แล้วหรือ
อย่ามัวแต่เรียกหาความถูกต้องจากผู้อื่นก่อนที่จะเรียกถามจากตัวเอง
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#63
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 21:23
ต่อมาเวลาล่วงเลยมา ก็ทำให้ไม้บางส่วนของกลองนั้นผุไป ก็เอาไม้อื่นมาปะเข้าไว้
เมื่อส่วนใดชำรุดอีก ก็เอาไม้อื่นมาปะเข้าไว้อีก
ปะนานๆ เข้า จนเนื้อเดิมหายไปหมด จีงเห็นแต่เนื้อไม้ใหม่ที่ปะเข้าไว้
คนก็ไม่รู้ว่ากลองเนื้อเดิมนั้นเป็นอย่างไร
ฉันใด ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ในกาลข้างหน้า จะมีอะไรๆ เข้ามาในพระสูตรบ้าง พระธรรมวินัยบ้าง มาในส่วนอื่นบ้าง
คนไม่ศ๊กษาให้ตลอด ไม่ศึกษาให้ลึกชึ้ง ก็จะเข้าใจผิด คิดว่านี้แหละคือ พุทธศาสนา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#64
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 21:38
โสกะสัตเต ปโมเจนโต โสภวัณณัง นมามิหัง
พระองค์ทรงมีพระทัยที่ไม่มีความโศก
พระองค์ทรงงดงามทั้งในมนุษย์โลก และเทวโลก
พระองค์ทรงปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นความโศก
พระองค์ผู้ทรงมีวรรณงดงาม ข้าพเจ้าขอนมัสการ
ตะนิ่นตาญี
วันเสาร์ที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
เวลา ๒๑.๓๘ นาฬิกา
#65
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 21:57
ถีง แสนยานุภาพ
นี้ก็เป็นอีกกระทู้ที่ผมไม่อยากตอบโต้
เราคงไม่มี เนื้อที่ และเวลา พอที่จะ discuss กันอย่างถึงแก่น (ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อให้ถูกกับ
จริต ของ แสนยานุภาพ)
ขอสั้นๆ ด้วยเวลา และเนื้อที่ที่จำกัดแห่งนี้มาถึง แสนยานุภาพว่า
หัวข้อกระทู้ที่ว่า ทำไม ถึงเบื่อ ว วชิรเมธี ด้วยเหตุผล 3 ข้อ และนำสิ่งที่คิดเอง เชื่อเอง ตอบเอง
สรุปเอง มาแสดง ราวกับว่าทั้งหมดนั้น ถูกแล้ว ดีแล้ว มากล่าวหาผู้อื่น (ว วชิรเมธี)
ตอบตัวเองให้ได้อย่างชัดเจนก่อนว่า
ศาสนาพุทธคืออะไร
แก่นแท้ของศาสนาพุทธคืออะไร
ศาสนาพุทธที่แท้จริง ต่างไปจากศาสนาพุทธที่เราเข้าใจอย่างไร
ก่อนที่จะถามผู้อื่น น่าจะเป็นการดีกว่า ถ้า หันกลับมาถามตัวเองก่อนว่า
เข้าใจศาสนาพุทธ จริงจริง แล้วหรือ
อย่ามัวแต่เรียกหาความถูกต้องจากผู้อื่นก่อนที่จะเรียกถามจากตัวเอง
สวัสดีครับ
ด้วยความสัตย์จริง ไม่เคยคิดดูถูกพุทธศาสนา แต่เพจที่ได้ไปเจอมานั้นทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจในความคิดของชาวพุทธบางกลุ่ม อันที่จริง ก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หลังจากที่รู้แหล่งที่มา
ปล. ผมเข้าใจครับ ว่าคุณมีเวลาจำกัด... และขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านครับ
#66
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 22:36
ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็ขออภัยครับ
เจตนา คุณแสนยานุภาพ ไม่เคยคิดดูถูกพุทธศาสนา
แต่คุณแสนยานุภาพ ก็ไปนำเอาสิ่งที่คนอื่นแสดงความเห็น
มาตั้งเป็นหัวกระทู้ แล้วแสดงเหตุผลประกอบ เสมือนหนึ่ง
สนับสนุน ความเห็นอันนั้น แล้วกลับบอกให้ผมไปถามเจ้าของเพจนั้น
พูดอย่างนี้ ผมก็งง สิครับ
ส่วนคุณจะดูถูก หรือไม่ดูถูก พุทธศาสนา นั้น แม้ผมจะเป็น พุทธมามกะ
ผมก็ไม่ได้เดือดร้อน และโกรธเคืองอะไร เพราะ ไม่ว่าคุณจะหันมาสรรเสริญ
มันก็ไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลง ความเป็นศาสนาพุทธ ไปได้ด้วย คำติฉิน นินทา หรือ สรรญเสริญของผู้ใด
ถึงบรรทัดนี้ ผมขอฝากให้ผู้ดูแล กรุณาใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสมในการตั้งหัวกระทู้ด้วยครับ
หรือพร้อมรบทั้งทางการเมือง ศาสนา วัฒนธรรรมไปด้วยกันทั้งหมดแล้ว ไช่ไหม
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#67
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 22:44
#68
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 22:56
เข้าใจ ดูมันก็ตลกดีนะครับ การตั้งชื่อนี่บ่งบอกแนวคิดของคนได้
ผมก็เพิ่งรู้นะครับว่าคุณแสนยานุภาพนี่นับถือคริสต์ (เห็นบอกว่าเข้าโบสถ์ ถ้าผิดก็ขออภัยครับ)
ในความคิดผม ผมมองว่าก็ดีเหมือนกันครับกับการนำกระทู้ลักษณะนี้มาวิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะ
มันจะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาได้ดีขึ้น เพียงแต่เราอาจมองว่าเป็นฝ่ายเราฝ่ายตรงข้าม
มากไปหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าเรามองว่าที่เขาพูดแบบนั้นเพราะเขาคิดอย่างไร หรือเพราะเขาไม่
เข้าใจหรือไม่ มันก็จะมีคำอธิบายในความเห็นของแต่ละท่านได้อย่างเป็นความรู้จริง ๆ มากกว่า
ที่เรามองว่าเขาคิดอย่างนี้เพราะพวกนี้มันไม่ใช่พวกเรา ซึ่งมันก็มีส่วนถูกอยู่นะครับว่าที่เขาคิด
แบบนี้มันก็คิดตรงข้ามกับเราแหละ แต่ถ้าเราเน้นตรงนี้มากไป มันจะเกิด อคติ แล้วทำให้เราไม่ยอม
รับแม้เขาอาจจะถูก (ผมไม่ได้ว่าเขาคิดถูกนะครับแค่ยกตัวอย่าง) เพียงแต่อยากบอกว่าเรื่องนี้
ถ้าเขาคิดถูกเราก็ต้องยอมรับว่าเขาถูก แต่ที่ผมมองแล้ว เขาผิดเต็ม ๆ ครับ เหมือนที่หลาย ๆ ท่าน
วิพากษ์วิจารณ์มาแหละครับ
- Gop likes this
#69
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:17
ส่วนตัวผม ผมใช้หลักกาลามสูตรครับ อ่านไปด้วยคิดไปด้วยครับ อันไหนเราพิจารณาเห็นว่าดีเราก็เก็บไปใช้ อันไหนคิดว่าไม่ใช่ก็วางทิ้งไว้
คล้ายๆกับผมเลย แต่ของผมผมใช้หลักกามสูตร
ปล.ล้อเล่นน่า อย่าด่ากันนะ
- คนสับปะหลี้ and Master Chief like this
#70
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:18
ผมไปเจอเพจพวกนี้ก็รู้สึกตกใจมาก เพราะเพื่อนๆหลายคนเขาก็นับถือพระ ว.วชิรเมธี ผมเองก็เคยได้ยินได้เห็นมาบ้าง แต่ผมไม่เคยรู้ และไม่เคยคิดว่าจะมีคนโจมตีใส่ร้ายท่าน (ถ้าเข้าไปอ่านๆดูจะเห็นว่ามีคำว่า "*คุณ*" "กุ" อยู่ไม่น้อย) การเอาแค่ข้อความใดข้อความหนึ่งมาขยายผลในทางเสื่อม ไม่ตรงกับเนื้อหาและข้อเท็จจริงที่ท่านต้องการสื่อ ก็เป็นการโจมตีทำลายโดยตรงอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย คนธรรมดาอยู่ๆคิดจะทำมันทำไม่ได้หรอกครับ มันต้องทำกันเป็นขบวนการ และพวกที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและกล้าบิดเบือนมันจะเป็นพวกอนุรักษณ์ศาสนาน่ะ ก็ยากนะครับ เพราะจริงๆแล้วพวกนี้ไม่ได้คิดเรื่องศาสนาหรอก มันเป็นเรื่องการเมือง ก็น่าจะรู้ว่าพระที่เสื้อแดงสนับสนุนน่ะเป็นอย่างไร ซึ่งท่านไม่ใช่ และพวกมันเริ่มสร้างความสับสนทำให้คนที่หลงเข้าไปดูเริ่มหลงเชือ่บ้างแล้ว
อันที่จริงถ้าคิดว่าการที่ผมนำมาให้ดูกันเป็นการเผยแพร่ในสิ่งไม่ถูกไม่ควร ผู้ดูแลบอร์ดจะลบก็ได้ครับ แต่ความจริงคือ กลุ่มและขบวนการพวกนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มันเล่นเรื่องสถาบันเบื้องสูงตลอด ธงชาติไทยมีสามสี มันก็เล่นทั้งสามสี นั่นแหละครับ
#71
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:23
ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย มีแต่จะสร้างความขุ่นข้องหมองใจกันไปโดยเปล่าประโยชน์
เราอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอยู่แล้ว
คุณลองนึกภาพนะครับ
วันที่ โอบามา สาบานตนรับตำแหน่ง จะมีประโยคว่า So help me God
หากผมมาวิจารณ์ว่า งมงาย God สร้างโลกจริงหรือ
นี้มหัศจรรย์กว่า เรื่องในพระไตรปิฎกอีก
อะไร จะเกิดขึ้น
เพื่อเป็นการตัดปัญหา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่เราเองก็ไม่สามารถ คาดการณ์ได้
ก็สมควรพิจาณาก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะ การนำศาสนามาเล่นในเชิงการเมือง
โดยไม่ทราบเจตนาว่า ถามอย่างบริสุทธิ์ใจ หรือมี เจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่
เหตุผลก็มีสั้นๆ เท่านี้แหละครับ
- David_GinoLa likes this
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#72
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:28
#74
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:39
ผมเข้าใจแล้วว่าคุณไม่มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่น
ผมไม่คิดอย่างนั้นเลย
ผมขออภัยครับ
ทำใจให้สบายเถอะ ไม่มีอะไรมากหรอก
เพียงแต่เป็นคัวอย่างให้เราเรียนรู้ว่า เรื่องแบบนี้ค่อนข้าง sensitive
แค่นั้น จริงๆ
สวัสดีครับ
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#75
ตอบ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:44
คนที่ค่อนข้างอ่อนไหวผมก็ไม่อยากให้เขารู้สึกแย่เช่นกัน บางทีก็อาจจะตีความผิดแล้วเกิดปัญหาตามมา
ยกให้เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลบอร์ดแล้วกันครับ เห็นสมควรโยกไปทางไหน ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ
#76
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 00:57
#77
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 01:29
ผมเคยฟังท่านพูดประโยคนี้ครับ ตอนไปฟังเทศ
ท่าน ว. : "เงินทองของนอกกายไม่ตายก้อหาใหม่ ท่านจงปล่อยวางเสียเถอะเรื่องเงินๆๆทองๆๆ เเล้วลองมานั่งสมาธิสักอาทิตย์นึงดูสิเเล้วจะรู้ว่า ความผ่อนคลายเป็นอย่างไง"
นางA : เเล้วลูกๆๆดิฉันจะทำยังไงเหรอค่ะ ถ้าดิฉันมานั่งสมาธิ
ท่าน ว. : สิกาก้อต้องยอมปล่อยวางสะมั่งน่ะ จะได้ไม่ร้อนกาย ร้อนใจ
ผมฟังไม่หมดน่ะครับ เเค่คราวๆๆๆ เห็นหญิงคนนั้นบอกลูก 3 เเต่ท่านว.พยายามจะให้นางปลดปล่อยความเดือนเนื้อร้อนใจ ผมคิดในใจ ถ้าไม่มีเงิน ยังไงตรูก้อต้องร้อนอยู่เเล้วล่ะว้า ถ้ารวยเเบบเศรษฐี พ่อจะมานั่งทั้งเดือนเลย นี้วันๆๆยังไม่มีกินเลย จะมานั่งไงฟ่ะ
คงหมายถึงจะเดือดร้อนไปทำไม ถ้าต้องหาเงินก็คิดแต่เรื่องวิธีหาเงิน
อย่าไปเดือดเนื้อร้อนใจให้เสียสมาธิกับการทำมาหาเงิน
ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ ซับซ้อนนิดหน่อย
- อสูรนิรนาม likes this
#78
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 01:32
แค่ปล่อยวางสิ่งที่ควรปล่อยวาง มีสมาธิในสิ่งที่ควรทำ
ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ
#79
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 16:22
ขอเสริมต่ออีกหน่อยแล้วกัน ผมขอนำบทสนทนาธรรม ที่ผู้รู้และเข้าใจ ธรรมมาแสดงเพิ่มเพิ่มเติม
(ผมเห็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราทีมีบทบามสำคัญต่อการตัดสินอนาคตประเทศชาติ อย่างน้อย 1ท่าน
มีความเข้าใจ ธรรมะเป็นอย่างดี ก็น่าจะเป็นความอบอุ่นใจ ที่เราจะได้รับ)
เราต้องเข้าใจให้ตรงก่อน ว่า ศาสนาพุทธเป้น ศาสนาแห่งปัญญา ไม่ไช่ รถเมล์ ที่จะมีหลายสาย
มีเพียงสายเดียวเท่านั่น คือเส้นทางขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ก็เพื่อเข้าใจพระธรรมตามความเป็นจริง ดังนั้น
เมื่อได้ยินได้ฟังคำอะไร ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า สิ่งนั้น คือ อะไร และประการที่สำคัญพระธรรมที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ทุกคำ ทุกพยัญชนะ เพื่อให้เข้าใจความจริงแม้แต่คำว่าสมาธิก็เช่นเดียว
สมาธิ เป็นสภาพธรรมที่มีจริงว่าโดยสภาพธรรมแล้ว เป็นเจตสิกประการหนึ่งที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด
อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์ และ ก็จะต้องมีสมาธิซึ่งเป็นเอกัคคตาเจตสิก
เกิดร่วมกับจิตทุกครั้งทุกขณะ ไม่เว้นเลย ดังนั้น ไม่ว่าจะนั่ง จะยืน จะนอน จะเดิน จึงไม่ปราศจาก
สมาธิเลย สมาธิหรือเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับอกุศลก็เป็นอกุศลสมาธิ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรประกอบ
เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม มีปัญญาเป็นต้น มีแต่จะเพิ่มพูนความไม่รู้และอกุศล
ธรรมอื่น ๆ ต่อไป
พระพุทธเจ้า ทรงสอนสัตว์โลกให้มีปัญญา เข้าใจความจริง แต่ไม่ใช่ด้วยการหยุดนิ่งโดยการนั่งสมาธิ
กำหนดลมหายใจครับ เพราะการหยุดนิ่ง มีสมาธิ ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้หมายความว่าเมื่อจิตจด
จ่ออยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง โดยไมได้คิดเรื่องอื่นนอกจากสิ่งนั้น จนเป็นสมาธิแล้วสิ่งนั้นจะดีนะครับ สมาธิ
มีทั้งทีเกิดกับกุศลและอกุศล ซึ่งขณะที่เกิดกับอกุศล เป็นมิจฉาสมาธิ ไม่ดี เพราะเป็นอกุศล แม้ขณะนั้น
จะไม่ได้คิดเรื่องอะไร อยู่กับสิ่งนั้น แต่ก็ไม่ดีคัรบ ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ร้อยด้าย เข้ารูเข็ม
ขณะนั้นต้องมีสมาธิ ใช่ไหมครับ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น แต่สมาธินั้นไม่เป็นกุศลและไม่ใช่ปัญญา
แต่เป็นอกุศลคือมีความต้องการที่จะทำ จะร้อยด้ายเข้ารูเข็ม แม้จะมีสมาธิ จิตไม่ซัดซ่ายไป
ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แต่เป็นสมาธิที่เกิดกับอกุศล ไม่ดีครับ ดังนั้นพระพุทธเจ้า ไม่ได้สอน
ให้ทำสมาธิ แต่สอนให้เข้าใจความจริง ให้มีความเข้าใจถูก มีปัญญาเข้าใจความจริง โดยไม่ใช่
การนั่งสมาธิ แต่สอนให้เข้าใจความจริงที่กำลังปรากฎในขณะนี้ครับ
ขณะที่นั่งสมาธิและเข้าใจว่าเป็นหนทางที่ถูก ทั้งๆที่ปฏิบัติผิด เป็นโลภะ ความพอใจที่ประกอบ
ด้วยความเห็นผิด แต่การทำงานอดิเรกด้วยโลภะ พอใจ ติดข้อง แต่ไมได้มีความเห็นอะไรที่ผิด
จากความเป็นจริง ก็เป็นเพียงโลภะที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดเท่านั้น ซึ่งจิตโดยมากในชีวิต
ประจำวัน มักเป็นจิตประเภทนี้ครับ
อีกคำหนึ่งที่ควรจะได้พิจารณา คือ ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การไปทำ เพราะเหตุว่าปฏิบัติธรรม ไม่ใช่
การไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาด้วยความเป็นตัวตนหรือความติดข้องต้องการ แต่ธรรมเกิดขึ้นทำ
กิจหน้าที่ของธรรม นั่นก็คือ สติ และสัมปชัญญะ(ปัญญา)เกิดขึ้นระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรม
ที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้ ตามความเป็นจริง ซึ่งจะต้องอาศัยการฟังการศึกษาพระธรรมสะสมความ
เข้าใจในเรื่องของสภาพธรรมไปตามลำดับ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติ
ถูกต้อง ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นความเข้าใจถูก เห็นถูก จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ที่พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อม เพราะ ผู้คนขาดการศึกษาพระธรรม โดยละเอียด มุ่งแต่ที่จะทำตาม
ที่คนอื่นบอกครับ โดยไม่ใช่ปัญญาของตนเอง ที่เกิดจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เมื่อบอกว่า
ปฏิบัติ คือ นังสมาธิ ก็เชื่อ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบกับพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ ว่าจริงหรือไม่ครับ
ดังนั้น ความถูกต้อง สัจจะ ความจริงที่เป็นความเห็นถูก ไม่ได้ตัดสินที่จำนวนคนที่ทำ ปริมาณมาก หรือ
สังคมยึดถือกัน แต่ ตัดสินที่สิ่งนั้นถูกต้องหรือไม่ ตรงตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหรือไม่ครับ
- แสนยานุภาพ likes this
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#80
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 17:13
แต่การนั่งสมาธินี่ จะว่าไม่ถูกซะที่เดียวก็คงไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับผุ้นั่งสมาธิกับ
ผู้สอนให้นั่งสมาธิ ว่ามีเจตนาอย่างไรด้วย
การนั่งสมาธิมันมีหลายระดับ แต่ที่เราเห็นกันทั่วไป ที่ประชาชนไปนั่งหลับตากันเป็น
กลุ่มใหญ่ ตามวัดตามวา หรือตามสำนักต่าง ๆ นั้น ก็น่าจะเป็นระดับต้น ๆ ที่อยากสงบ
อยากหลีกหนีความสับสนวุ่นวาย ซึ่งมันก็ได้ผลตอนนั่งสมาธินั่นแหละ กลับไปบ้านก็
วุ่นวายเหมือนเดิม เรื่องแบบนี้มันต้องฝึกให้บ่อย จนชินแล้วจึงไปปรับให้เข้ากับชีวิต
ประจำวันที่มันสับสนวุ่นวายได้ แต่ถ้าเราจะเริ่มโดยทำชีวิตประจำวันของเราให้มีสมาธิ
อยู่ตลอดเวลาดูจะเป็นเรื่องอยาก เพราะวัน ๆ หนึ่งเราได้รับผลกระทบทั้งจากภายนอก
และภายในตัวเราเองไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเรื่อง ทั้งหนักทั้งเบา ทั้งแก้ปัญหาเองได้ทั้งแก้ไม่ได้
คาราคาซังอยู่ อย่างคุณผู้หญิงที่ไปปรึกษาท่าน ว นั่นแหละ
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณผู้หญิงท่านนั้น ไม่ได้รับการฝึกสมาธิเลย โอกาสที่ท่านจะสงบหรือแก้
ปัญหาชีวิตของตนเองได้ ก็มีอย่างเดียวคือ ขาดอะไรต้องได้อันนั้น ปัญหาถึงจะหมด เช่น
ขาดเงิน ก็ต้องได้เงินมา ได้เงินมาปัญหาก็หมด แต่ปัญหานี้มันก็จะวนกลับมาอีก แต่ถ้าท่าน
ได้ฝึกนั่งสมาธิ ซึ่งมันก็ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ไปนั่งหลับตาเฉย ๆ นะครับ มันต้องมีการบอกหลักธรรม
คำสอนประกอบกันไปด้วย และเมื่อท่านมีจิตใจที่สงบได้ระดับหนึ่งจากที่เคยฟุ้งซ่านตลอดเวลา
ท่านก็อาจคิดแก้ไขปัญหาออกได้ด้วยตนเอง นั่งสมาธิแบบนี้ไม่ทำให้บรรลุธรรมได้หรอกครับแต่
มันช่วยแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของแต่ละคนได้ ถ้าเข้าใจ
- แสนยานุภาพ likes this
#81
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:12
นอนหลับไม่ดีกว่าหรือ
เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#82
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 18:36
พระโสดาบันเป็นผู้ที่ประจักษ์แจ้งแล้วในสภาพธรรม จะไม่เห็นผิดอีกต่อไป
พระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก ที่สามารถดับกิเลสได้ในระดับหนึ่ง
ดับได้เป็นเพียงบางประเภท ยังไม่สามารถดับได้ทุกประการ เพราะผู้ที่จะดับ
กิเลสได้อย่างหมดสิ้น ไม่มีเหลือนั้น คือ พระอรหันต์
ดังนั้น สิ่งที่คุณ blue ว่ามานั้น ให้มีสมาธิตลอดเวลาสำหรับปุถุชน
อย่างเราๆท่านๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน
สิ่งที่ทำได้คือ สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูก กันต่อไป
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#83
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 19:05
ผมในฐานะพุทธศาสนิกชน มุมมองของผม คือ ภูมิธรรมแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไป
พระท่านเทศน์ ถ้าหากฟังแล้วคิดตามก็อาจจะตีความหมายที่ลึกซึ้งได้กว่านี้
ฆ่าเวลา ในที่นี้อาจจะเป็นการเกิดขึ้นมาชีวิตหนึ่ง แต่ดันไม่สร้างสมบุญบารมี กระทำแต่กรรมชั่ว ทำร้ายทำลายผู้อื่น ใช้เวลาไม่เหมาะสม นี่คือ ความหมายคำว่า ฆ่าเวลาของท่าน
ฆ่าคน ในที่นี้อาจจะเป็นคำที่ดูแรงไปซักหน่อย แต่ผมคิดว่า ท่านอาจจะเปรียบเปรยมากกว่า เผื่อให้ประโยคมันดูคล้องจอง ก็มิอาจทราบได้ มีแต่คนที่จ้องจะด่าจ้องจะจับผิดท่าน
หากเพียงแต่ในหัวใจของคนเหล่านั้น มีธรรมะเพียงสักชั่วขณะจิตก็คงดี นักการเมืองมีเยอะแยะ ทำชั่วตั้งมากมาย ไม่คิดเป็นหูเป็นตาให้บ้านเมือง ไม่คิดจะตรวจสอบ
มาตรวจสอบพระ เห้อ ท้อใจในตรรกะของคนเหล่านั้น อีกหน่อยก็เอาเทคโนโลยีมาบูชา กันหมดแน่ลูกหลานคนพวกนั้น เวรกรรมประเทศไทยจริงๆ
- แสนยานุภาพ likes this
#84
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 19:36
ถ้ามันเกิดกับใครแล้ว ปัญหาใหญ่ก็คือ นอนไม่หลับ ถ้าไปหาหมอ
หมอก็คงให้ยานอนหลับ ไปหาพระ พระก็ให้ทำจิตให้สงบ โดยนั่งสมาธิ
แต่ทั้งหมอ ทั้งพระ ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป มันก็มีปัจจัยหลายอย่าง
เข้ามาประกอบด้วย โดยเฉพาะตัวผู้ฟุ้งซ่านเอง
ปัจจุบัน ทั้งวัดทั้งสำนักสอนธรรม มีเยอะครับ ปัญหาก็คือมันมีความแตกต่าง
กันในการยึดถือหรือปฏิบัติ การที่ปุถุชนธรรมดา ๆ จะเข้าไปศึกษาธรรม ณ
ที่ใดที่หนึ่ง แล้วจะเข้าใจว่า ที่เราศึกษาตามสำนักนั้น ๆ มันถูกต้องหรือเปล่า
มันก็เป็นเรื่องยาก จะศึกษาโดยการอ่านพระไตยปิฎกเอง ก็ดูจะยากหนักเข้าไปอีก
เพราะฉะนั้น คนทั่วไปที่ยังต้องดิ้นรนอยู่ในสังคม ผมว่า แค่ มีศีล 5 ละอบายมุข
ก็น่าจะสุดยอดแล้วครับ แต่ที่เข้าไปศึกษาตามสำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ผมมองว่า
น่าจะมีอยู่สองประเภท (เดานะครับ) คือประเภทมีปัญหาชีวิตต้องการหาทางออก
กับประเภทที่ต้องการปฏิบัติธรรมในขั้นที่สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่ถ้าเป็นคนปกติ
ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยสนใจเข้าไปศึกษา ดูคล้าย ๆ
โรงพยาบาลแหละครับ ไม่ป่วยก็ไม่เข้าโรงพยาบาล ทางศาสนาถ้าไม่กลุ้มไม่ทุกข์ก็
ไม่เข้าวัด ความเข้าใจในหลักศาสนาก็อาจน้อยไป แต่ยังคงยึดมั่นในประเพณีนิยมต่าง ๆ
ทางศาสนาอย่างเหนียวแน่น แถมยังทำท่าจะพัฒนาก้าวหน้าให้ทันยุคทันสมัยเข้าไปอีก
ซึ่งตรงนี้มันเป็นภาพที่ขัดแย้งในเชิง เทวนิยม กับ อเทวนิยม มาตลอด การหวังผลใน
หลักศาสนาจริงจังมันจึงดูเหมือนยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินในสังคมปัจจุบัน
#85
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 19:40
เบื่อส่วนตัวก็ว่าไป คนส่วนใหญ่ยังไม่เบื่อ
ท่านว.ดีกว่าพระเน่าๆที่ทำมาหารับประทานแปลกๆอีกหลายคน
ที่ว่าประเภท ทำบุญให้สุดตัวทำมากได้มาก
ขายที่ขายทางก็มีนะจ๊ะ
- แสนยานุภาพ likes this
#86
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 20:00
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายอันเป็นเหตุ
แห่งความกระเสือกกระสนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง
จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมปริยายอันเป็นเหตุแห่งความ
กระเสือกกระสนเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กระทำกรรมอันใดไว้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม
ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#87
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 21:20
"การทำงานคือการปฏิบัติธรรม"
ผมคิดในใจว่า ท่านท่าจะบ้า แต่ไม่ได้พูดออกมานะ
เพราะต้องเซ็คกับพระไตรปิฎกก่อน แล้วก็เจอว่า
ท่านพุทธทาสพูดถูกต้อง
คนที่ด่าพระนะ เซ็คความถูกต้องแล้วหรือยัง?
- แสนยานุภาพ likes this
#88
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 21:26
ฟังไว้นะจ๊ะ หมดตัวเท่านั้น ถึงจะได้ขึ้นจานบินไปสวรรค์ นะจ๊ะ
- แสนยานุภาพ and demonoidphenomenon like this
[color=#0000ff;][font="Tahoma, sans-serif;"]เราจะรู้.....รสชาติของความสุข[/color][font="Tahoma, sans-serif;"]ก็ต่อเมื่อ เราผ่านความทุกข์มาก่อน[/font][/font]
#89
ตอบ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 23:45
จีงขอคัดลอก การสนทนาธรรมที่ดีมาฝาก
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
นิพพานมี 2 อย่าง คือ สอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทาทิเสสนิพพาน
สอุปาทิเสสนิพพาน เป็นการดับกิเลสหมดสิ้น แต่ยังมีขันธ์ ห้าอยู่ เช่น ระพุทธเจ้าทรงดับกิเลสหมดสิ้นที่พุทธคยา แต่ยังไม่ปรินิพพานเป็นนิพพานที่เป็นการดับกิเลสหมดสิ้น แต่ยังมีชีวิต มีขันธ์ ห้าอนุปาทาทิเสสนิพพาน คือ การดับสภาพธรรมทั้งปวง ไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งนามธรรมและรูปธรรมขันธ์ ห้า ไม่เกิดขึ้นอีกเลย เช่น ที่กุสินารา พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ไม่มีการเกิดขึ้นของ ขันธ์ ห้าและสภาพธรรมอะไรอีกเลย เรียกว่า อนุปาทาทิเสสนิพพาน
ดังนั้นพระพุทธเจ้า และพระสาวกผู้เป็นพระอรหันต์ ดับกิเลสหมดสิ้นแล้ว เมื่อถึงคราวที่จุติจิตเกิด คือ สิ้นชีวิต ก็จะไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมอะไรอีกเลย ทั้ง จิต เจตสิกและรูป เรียกว่า ปรินิพพาน อันหมายถึงการดับโดยรอบสิ้นเชิง ไม่มีการเกิดขึ้นของขันธ์และสภาพธรรมอะไรเลย ดังนั้น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อจุติจิตเกิด ก็ไม่มีการไปอยู่ในสถานที่ มี สวรรค์หรือ จักรวาลอื่นๆอีกเลย เพราะไม่มีการเกิดขึ้นของ จิต เจตสิกและรูปแล้ว หากยังไปเกิดในสถานที่ใด มี สวรรค์ หรือ จักรวาล ก็แสดงว่า ยังมีการเกิดยังไม่พ้นจาการเวียนว่ายตายเกิดจริงๆ ครับเปรียบอุปมาเหมือน แสงเทียน เมื่อสิ้นเชื้อ คือ น้ำมัน(สิ้นกิเลส)แสงเปลวเทียนก็ดับไป เปลวเทียนที่ดับไป ก็ไม่สามารถบัญญัติได้ว่า ไปอยู่ที่ไหนอย่างไร หายไปเลย นั่นเอง
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๒๙๐
วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย เราจักละพวกเธอไป
เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว. ท่านพระสารีบุตรเถระก่อนที่ท่านจะดับขันธปรินิพพาน ได้เข้าไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่๔๓๐
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขย กำไรแสนกัปแต่กัปนี้ไป ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนาม อโนมทัสสี ปรารถนาเห็นพระองค์ ความปรารถนาของข้าพระองค์นั้นสำเร็จแล้ว ข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้ว เป็นการเห็นครั้งแรก นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย การได้เห็นพระองค์ไม่ได้มีอีกแล้ว"
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา ก็ไม่สามารถที่จะเห็นพระอรหันต์ซึ่งดับขันธปรินิพพานไปแล้วได้เลย เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายดับกิเลสอันเป็นเหตุให้มีภพใหม่ได้แล้ว จึงไม่มีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์ เมื่อไม่มีการเกิด คนอื่นก็ไม่สามารถพบเห็นได้ หรือแม้แต่ตนเอง ก็ไม่สามารถเห็นผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากไม่มีการเกิด นั่นเอง ดังเช่นคำกราบทูลปรินิพพานของท่านพระสารีบุตร ว่า การได้เห็นพระองค์ ไม่ได้มีอีกแล้ว
ท่านพระสารีบุตร ปรินิพพานก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ เดือน ครับ.
- แสนยานุภาพ likes this
Everyone thinks of changing the world, but no one thinks of changing himself. Leo Tolstoy
#90
ตอบ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 00:28
คงไม่ตอบแล้ว มีคนแย่งตอบไปหมดแล้ว T^T
ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้
สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน










