เตือนหายนะ'จำนำข้าว'ภาคเกษตรพัง-เสี่ยงขาดทุนหนัก
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

168Share
TOOLS
-
คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp
คัดลอก
ขนาดตัวอักษร
พิมพ์ข่าวนี้
ส่งต่อให้เพื่อน
More Sharing Services แบ่งปันข่าว
- หมอวรงค์แฉ "โรงสี" โกงชาวนาโครงการจำนำข้าว
- ดีเอสไอ-กองปราบสอบทุจริตจำนำข้าวจ.บุรีรัมย์
- อ่างทองเปิดรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังถึง 15 ก.ย.55
- พาณิชย์คาดรับจำนำข้าวนาปรังได้ผลผลิต8ล้านตัน
- DSIชงกคพ.รับคดีทุจริตจำนำข้าวเป็นคดีพิเศษ
อ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ"กรุงเทพธุรกิจ"วิพากษ์นโยบายจำนำข้าวหลังติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเตือนว่านโยบายดังกล่าวกำลังจะสร้าง "ความหายนะ" โดยแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น
เขากล่าวว่า นโยบายรับจำนำข้าวกำลัง จะสร้างความหายนะให้แก่โครงสร้างภาคเกษตรของไทย และสร้างภาระให้แก่งบประมาณจำนวนมหาศาลเนื่องจากรัฐต้องนำเงินไปใช้ในการ จำนำ “นโยบายรับจำนำ หากราคาจำนำใกล้เคียงกับราคาตลาด จะช่วยเกษตรกรได้ แต่หากราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดมาก จะทำให้รัฐกลายเป็นผู้ซื้อรายเดียวในตลาด ซึ่งขณะนี้ใช้เงินไปแล้วกว่าแสนล้านบาท ซึ่งไม่รวมถึงค่าโกดัง ค่าเสื่อม ขณะที่เราใช้เงินรับจำนำเกวียนละ 15,000 บาท แต่เราส่งออกเกวียนละ 750 บาท ดังนั้นเราไม่เห็นภาพการขยายตัวของการส่งออก”
เขากล่าวว่า รัฐบาลอ้างว่าจะเก็บสต็อกเอาไว้ระบายออกในช่วงที่ราคาสูง โดยหวังว่าเมื่อรัฐบาลซื้อข้าวเก็บในสต็อกมากๆ แล้ว ข้าวในตลาดจะหายไปและจะทำให้ราคาสูง แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือราคาข้าวในตลาดโลกไม่ปรับขึ้นตามที่คาดไว้ แต่ปรับขึ้นระดับหนึ่ง หากรัฐบาลจะระบายก็จะขาดทุน
“ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นขณะนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ อย่างเวียดนาม ขณะที่ไทยยังเก็บสต็อกไว้ เพราะราคาจำนำสูงเกิน ระบายออกไม่ได้ นโยบายจำนำของไทยจึงเป็นการอุดหนุนราคาผู้ส่งออกข้าวรายอื่น ขณะที่ประเทศอื่นได้ประโยชน์จากราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น”
เขากล่าวว่า ปีนี้ การส่งออกข้าว 5% เราสูญเสียตลาดไปแล้ว ที่ไทยยังส่งออกได้ขณะนี้คือข้าวนึ่ง ซึ่งเรากำลังเจอกับคู่แข่งใหม่คืออินเดีย
อัดคนในรัฐบาลไม่เข้าตลาดโลก
เขากล่าวว่า รัฐบาลหวังว่าราคาข้าวจะสูงกว่าราคาจำนำ แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งคนในรัฐบาลเข้าใจตลาดข้าวของโลกน้อยเกินไป เพราะความเป็นจริงแล้วผลผลิตข้าวในตลาดโลกออกทุก 3 เดือน เนื่องจากข้าวมีช่วงเก็บเกี่ยวสั้น เมื่อราคาข้าวเริ่มปรับขึ้น หลายๆ ประเทศก็เริ่มผลิตขึ้นมาส่งออก ทำให้เวลานี้มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด
อย่างกรณีล่าสุด บราซิล กำลังเร่งขยายพื้นที่ผลิต แม้แต่ในเอเชียเองก็กำลังเร่งผลิตเช่นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ดังนั้นความหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นโดยคิดว่าผลผลิตไม่เพียงพอนั้น "ไม่เป็นความจริง" การค้าข้าวของโลกปี 2554 มีประมาณ 35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3 ล้านตันจากปี 2553 ขณะที่การผลิตมีจำนวน 453 ล้านตันข้าวสาร และการบริโภค 448 ตันข้าวสาร หากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เพิ่มกำลังการผลิต ข้าวในตลาดก็จะราคาตกลง
“กรณีเดียวที่จะทำให้ข้าวราคาสูงกว่าราคาจำนำของรัฐบาลคือเกิดภัยแล้งรุนแรงทั่วโลกเท่านั้น”
หากราคาไม่ปรับขึ้นมากกว่าราคาจำนำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลจำเป็นต้องระบายสต็อกออกในราคาที่ต่ำเพราะไม่สามารถเก็บสต็อกได้ ซึ่งถึงเวลานั้นจะขาดทุนมหาศาลจากนโยบายนี้
บิดเบือนโครงสร้างภาคเกษตร
นอกจากนี้ เขาบอกว่าเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเกษตรของไทย ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นระยะยาวและมองไม่เห็นระยะสั้น นั่นคือ นโยบายจำนำราคาสูง จำให้เกิดการบิดเบือนโครงสร้างการปลูกพืชในประเทศ เพราะเกษตรกรจะหันไปปลูกข้าวเนื่องจากได้ราคาดีกว่า
“นอกจากจะทำให้สต็อกข้าวยิ่งเพิ่มขึ้นแล้ว การหันไปปลูกข้าวเพิ่มขึ้น ก็เท่ากับว่าดึงปัจจัยการผลิตที่ใช้ปลูกพืชอื่นไปปลูกข้าว”
เขากล่าวว่า การบิดเบือนโครงสร้างเกษตรจากนโยบายรัฐบาลนี้เอง ทำให้พืชผลอื่นเริ่มหายไปจากท้องตลาดหรือให้ผลผลิตออกมาน้อย ขณะนี้คนไทยเริ่มซื้อผักผลไม้อื่นๆ ราคาแพงขึ้น และมีแนวโน้มที่แพงขึ้นเรื่อยๆ “ในระยะสั้น เป็นความสำเร็จของรัฐบาล แต่ระยะยาว จะกระทบราคาอาหารจะแพงขึ้น”
บีบรายเล็กออกจากระบบ
เขากล่าวว่า จากการลงพื้นที่หลายแห่งในพื้นที่ภาคกลาง พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของเกษตรกร และที่จะส่งผลกระทบมากยิ่งขึ้นก็คือ นโยบายรับจำนำเอื้อประโยชน์กับเกษตรกรรายใหญ่เท่านั้น และต่อไปจะเห็นว่าเกษตรกรที่เหลืออยู่เป็นเกษตรกรรายใหญ่หรือเป็นนักลงทุน ที่เข้าไปลงทุนจากนโยบายรับจำนำ เพราะได้ผลตอบแทนสูง เนื่องจากต้นทุนอยู่ที่ 4,500 บาทต่อเกวียน ขณะที่ขายได้ 15,000 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรรายเล็กเข้าถึงนโยบายจำนำไม่ได้ เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการขนส่ง ดังนั้น จึงเห็นว่ามีคนเดินใบประทวน หรือคนกลางรับซื้อจากเกษตรรายย่อยเพื่อมาส่งโรงสีที่เข้าโครงการจำนำ
“ขณะนี้เราเห็นว่าเกษตรกรรายย่อยถูกไล่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต้องขายที่ดินให้รายใหญ่เข้ามาทำนาหรือขอเช่าที่ดิน เมื่อมีรายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ค่าเช่านาสูงขึ้น ตอนนี้เราเห็นชัดแถวสุพรรณบุรี มี 'คนเดินนา' เป็นอาชีพรับจ้างการดูแลทำนาขนาดใหญ่”
กลไกตลาดพังพินาศ
เขายังกล่าวถึงกลไกตลาดข้าวในประเทศที่ใช้เวลาพัฒนามานานจะพังลง โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีและตลาดกลางทางเกษตรที่เคยมีบทบาทสำคัญในการค้าข้าวของ ไทย ตลาดกลางค้าข้าวขนาดใหญ่ในพื้นที่ปลูกข้าวภาคกลางได้สูญหายไปพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของนโยบายอุดหนุนราคาของรัฐบาลตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากชาวนานำข้าวไปขายให้รัฐบาลจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตลาดกลาง
“ตลาดกลางหลายแห่งหมดสภาพไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดข้าวกำนันทรง ที่นครสวรรค์ หรือกรณีตลาดสหกรณ์ศรีประจันต์ ที่เคยเป็นตลาดข้าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขณะนี้กลายสภาพไปเป็นตลาดนัดขายของ”
นอกจากการสูญหายของตลาดกลางทางการเกษตรแล้ว ธุรกิจโรงสีก็จะสูญหายไปด้วย ยกเว้นโรงสีขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมนโยบายจำนำของรัฐบาลเท่านั้น “หากกลไกตลาดไม่ดี ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับคนบางกลุ่ม หากดูไม่ดี การทุจริตคอร์รัปชันก็จะตามมา ใครจะรับผิดชอบ”
เตือนบัตรเครดิต-พักหนี้สร้างปัญหา
เขายังกล่าวถึงนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรและนโยบายพักชำระหนี้ว่า เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวนโยบายด้านเกษตรไทย นโยบายบัตรเครดิตมีส่วนดีทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง แต่ปัญหาก็คือทำให้เกษตรกรพึ่งพาพันธุ์ข้าวและปุ๋ยเคมีมากขึ้น ซึ่งเสี่ยงอย่างมากเรื่องมาตรฐานของพันธุ์ข้าวและคุณภาพปุ๋ยเคมีที่เข้าร่วม โครงการ ขณะนี้เกษตรกรไทยมีปัญหามากเรื่องคุณภาพพันธุ์ข้าว หากเป็นสมัยก่อน เกษตรกรจะเลือกสายพันธุ์เอง คัดสายพันธุ์จากแปลงเพาะปลูก แต่เมื่อมีนโยบายจำนำ เกษตรกรก็ไม่สนใจพัฒนาคุณภาพ มุ่งแต่ปลูกเพื่อขายในราคาจำนำและใช้ปุ๋ยเคมีมากยิ่งขึ้นเพื่อเร่งผลผลิต “นโยบายบัตรเครดิตและพักหนี้ ทำให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบจำนำมากยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบทั้งระบบ”
เชื่อรัฐไม่มีปัญญาขายข้าว
ผลกระทบสุดท้ายต่อระบบค้าข้าวของไทยคือผู้ส่งออก ซึ่งซื้อข้าวแข่งกับภาครัฐไม่ได้ เนื่องจากราคาจำนำสูงกว่าตลาดโลก ดังนั้นจะเห็นว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยจะลดลง เนื่องจากรัฐบาลใช้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เข้ามามีบทบาทแทน เขาเห็นว่า อคส.ไม่มีศักยภาพจำหน่ายข้าวในตลาดโลก และความสามารถมีไม่มากพอ อีกทั้งการระบายข้าวจากสต็อกรัฐจะล่าช้ามาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการระบายข้าวจากสต็อกรัฐที่นับวันเพิ่มขึ้นตามฤดูเพาะปลูก เขาย้ำอีกว่า หากนโยบายนี้ล้มเหลว ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศยากจนยิ่งขึ้น เพราะรัฐจะนำเงินไปจำนำแต่ละปีจำนวนมหาศาล หากประเมินจากปีนี้กว่าแสนล้านบาท และหากใช้นโยบายนี้ 4 ปี ก็จะเป็นเงินกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมหาศาล “หากผลผลิตข้าวโลกสูงเพิ่มขึ้น เราจะเจ็บหนัก”












