Jump to content


numania

เป็นสมาชิกตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2554
ออฟไลน์ เข้าใช้งานครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2554 10:38
-----

#78245 "วิปริต" !?! .

โดย Suraphan07 on 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 13:29

ขออนุญาตก็อปแป่ะบทความดีดี
ที่น่าจะสามารถเก็บไว้ เป็นหลักฐานอ้างอิง
ต่อไปในอนาคตได้ว่า...

ครั้งหนึ่งประเทศไทยได้มี สิ่งวิปริต เกิดขึ้นมากมาย ในเวลาใกล้ๆกัน...

วิปริต (เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน)

เหตุบ้านการเมืองยามนี้ มีสิ่งวิปริต ผิดปกติ แปรปรวน จากสภาพที่ควรจะเป็นมากมาย

1) เอาพริตตี้มาเป็นผู้บริหารประเทศ
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโอกาสให้แสดงความรู้ความสามารถ และปรากฏผลการทำงานออกมาชัดเจนแล้วว่า "เอาไม่อยู่"

ไม่ว่าจะในเรื่องความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ทั้งการมองไปข้างหน้า การเข้าใจโลก เข้าใจประเทศ เข้าใจสังคม ล้วนแต่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจให้รับผิดชอบ บ้านเมืองในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศต่อไป
น่าเสียดายว่า คนไทยที่มีความสามารถมากกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีมากมาย เป็นแสนหรือเป็นล้านคน

แต่วิปริตแท้ๆ หรือเป็นความโชคร้ายอะไรหนอ ทำให้ประเทศนี้ได้คนที่ไม่มีความสามารถขึ้นมานำพาประเทศไทย

ระบบการคัดสรรคนเข้าสู่อำนาจบ้านเมืองคง จะต้องมีความผิดปกติ หรือมีความวิปริต
ระบบการเลือกตั้ง ระบบการซื้อเสียง ระบบการซื้อสส. ระบบการเล่นพรรคเล่นพวก ระบบการเอาชนะคะคานทางการเมือง โดยไม่ได้ดูความเหมาะสมต่อภาพรวม ของประเทศชาติส่วนรวม
เหมือนกับเอาพริตตี้ เอาคน แต่งหน้าทำผม เขียนปาก ทาตา เลือกเสื้อผ้า กระเป๋าถือ แต่งตัวไม่ซ้ำแต่ละวัน
แต่เรื่องงานราชการแผ่นดิน กลับทำตัวไม่รู้เรื่อง
พอเรื่องอะไรก็ตามที่กระทบต่อส่วนรวมกลับบอกปัด หลบเลี่ยง อ้างไม่รู้เรื่อง

เช่น จะออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ก็บอกว่า กลับไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของคนอื่นทำ
เรื่องนิรโทษกรรม ก็บอกไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องคนอื่น


ทุกเรื่องไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของคนอื่น

ทั้งๆ ที่ คนเป็นนายกรัฐมนตรี มีสิทธิในการมอบอำนาจ มอบหมายให้คนที่มีหน้าที่ทำแทนได้ แต่ ย่อมไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
จะโยนความรับผิดชอบ หรือปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว ทำไม่ได้
หนทางเดียวที่จะปรับสภาพบ้านเมืองให้พ้นจากความวิปริตอันนี้
คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรจะปรับตัวเองออกจาก ครม.ชุดใหม่โดยเร็วที่สุด

2) เฟซบุ๊คของนายกฯ และตัวนายกฯ กระทำมิบังควร

มีความเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม กระทำการจาบจ้วง ล่วงละเมิด ใส่ร้ายป้ายสีสถาบันเบื้องสูงอย่างอุกอาจ ตัดต่อภาพ โพสต์ข้อความ ทั้งในสื่อออนไลน์ อินเตอร์เนต และในเครือข่ายของคนเสื้อแดงบางกลุ่ม รวมไปถึงการเคลื่อนไหวโจมตีกฎหมายหมิ่นสถาบันอย่างเป็นขบวนการ
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกลับมีพฤติกรรมที่อ้างว่าผิดพลาด แต่สอดรับไปในทิศทางที่เอื้อให้ กลุ่มคนข้างต้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเคลื่อนไหวต่อได้อีก

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เฟซบุ๊คนายกฯ ลงภาพ ร.8 แทนที่จะเป็นภาพรัชกาลปัจจุบัน, การยกเลิกงานแสดงแสง-สี-เสียง (พาโนรามา) ในวันเฉลิมฯ หรือ แม้แต่การจงใจใส่ชุดสีดำในงานพิธีมหามงคล
กรณีเฟซบุ๊ค นายกฯ ยิ่งลักษณ์อ้างว่าตนเอง ไม่ได้ทำ แต่มีทีมงาน ซึ่งจะอย่างไรก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่ตนเองจะต้องกำกับดูแล ตรวจสอบ และจัดการเมื่อเกิดข้อผิดพลาด


มอบหน้าที่ได้ และมอบความรับผิดชอบไม่ได้

ซึ่งเป็นการ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการแสดงชุดนี้ก็ได้จัดสรรงบประมาณ ว่าจ้างเอกชนเข้ามารับงานกันไปแล้ว แถมมีการแสดงไปหนึ่งรอบแล้ว เพราะฉะนั้น การอ้างว่าเพื่อประหยัดเงิน จึงเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่สมจริงเลย


Posted Image

กรณีคุณยิ่งลักษณ์ใส่ชุดดำในวันที่มีพระราชพิธี เป็นเรื่องไม่เหมาะสม ไม่รู้กาลเทศะ

พิธีสมโภชพระทันตธาตุฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล ในวันเฉลิม 5 ธันวาฯ รวมไปถึงพิธีลงนามถวายพระพร บริเวณซุ้มกิจกรรมต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง ก็ปรากฏข่าวคราวว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ เลือก ที่จะแต่งตัวด้วยชุดสีดำที่ วันดังกล่าว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็มี การเปลี่ยนเสื้อผ้า มากกว่า 1 ชุด จึงทำให้เชื่อได้ว่า เป็นความตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย หรือประมาท พลั้งเผลอ
ที่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใด คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องเอาจริงกับการปราบปรามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด หรือการแสดงข้อความ ภาพถ่าย ภาพตัดต่อ ฯลฯ ในลักษณะดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสี อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ ที่มีกระจายอยู่ในสื่อออนไลน์ แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ขบวนการดังกล่าวเหิมเกริมมากขึ้นทุกวัน

3) คุกการเมือง สำหรับนักโทษคดีอาญาเสื้อแดกรมราชทัณฑ์กำลังจะดำเนินการย้ายผู้ต้องขัง และนักโทษบางกลุ่มออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปไว้ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่

นำโดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ
อ้างว่า นักโทษกลุ่มนี้เป็นนักโทษการเมือง เพราะเป็นผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเสื้อแดงชุมนุม เผาบ้านเผาเมือง
การกระทำในลักษณะตีขลุม เหมารวมเช่นนี้ นับเป็น ความวิปริตของกระบวนการยุติธรรมอีกอย่างหนึ่ง
จะนำมาซึ่งความหายนะของระบบยุติธรรมและการรักษากฎหมายบ้านเมือง

ผมเห็นใจ และเห็นด้วยที่เราจะแยกแยะผู้ต้องขังหรือนักโทษตามความหนักเบาแห่งคดี

และเห็นด้วยที่บรรดาชาวบ้านผู้เข้าร่วมชุมนุมกับแกนนำเสื้อแดง และได้กระทำผิดกฎหมายเล็กน้อย เช่น ฝ่าฝืนประกาศตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เข้าไปในพื้นที่ห้ามเข้า หรือชุมนุมกันโดยขัดต่อประกาศ เป็นต้น

หรือแม้แต่ผู้ชุมนุมหรือผู้ปราศรัยที่แสดงออก เกินเลยไปบ้างในทางวาจา เช่น พูดจากระทบหรือละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น โดยเฉพาะพวกนักการเมือง หมิ่นประมาท หรือพูดจาแบบกลอนพาไป ก็ยังพออะลุ้มอล่วย (แต่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เมื่อผู้เสียหายใช้สิทธิดำเนินคดี)


แต่สำหรับการกระทำความผิด ที่เกินเลยไปถึงขั้น พูดจาหรือกระทำการดูหมิ่น ใส่ร้ายป้ายสี แสดงการ อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง ไม่ว่าจะในที่ชุมนุม บนเวทีชุมนุม หรือในขบวนการชุมนุมนั้นก็ตาม แบบนี้ เป็นความจงใจกระทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน โดย ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์ทางการเมืองและมวลชนเป็นเครื่องอำพรางความผิดของตนเอง สมควรจะต้อง ถูกดำเนินคดีและลงโทษอย่างเด็ดขาด

แบบนี้ ไม่ใช่คดีการเมือง และผู้กระทำผิดก็ไม่ใช่นักโทษการเมือง

นอกจากนี้ การกระทำการด้วยความรุนแรง เช่น ทำร้ายประชาชน ทำลายทรัพย์สินทางราชการ วางเพลิง เผาทรัพย์ พกพาอาวุธ ใช้อาวุธ ไม่ว่าจะเป็นมีด ปืน อาวุธสงครามร้ายแรง ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ สังหาร ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ฯลฯ การกระทำเหล่านี้ ล้วนเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน

ยิ่งเลือกกระทำในช่วงสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ปกติ มีความวุ่นวายทางการเมือง ยิ่งเป็นการซ้ำเต็ม สถานการณ์บ้านเมือง ยิ่งไม่สมควรได้รับความเมตตา หรือลดหย่อนผ่อนผันการลงโทษ

หากผู้กระทำความผิดร้ายแรงเหล่านี้ ศาลยุติธรรม พิพากษาแล้ว หรือศาลยุติธรรมไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว ชั่วคราว หรืออยู่ระหว่างการคุมขังโดยคำสั่งของศาล แต่กลับจะได้รับการเลือกปฏิบัติ อาศัยอำนาจฝ่ายบริหารเข้าไปหยิบยื่นผลประโยชน์ ช่วยเหลือดูแลดีกว่า นักโทษหรือผู้ต้องขังทั่วไป ย่อมไม่เป็นธรรม และจะเป็น การทำลายระบบยุติธรรมของบ้านเมืองอย่างร้ายแรง
เปรียบเทียบกับผู้กระทำผิดอื่นๆ อย่างกรณีนักเรียน นักเลง เมื่อกระทำความผิด ดักยิงคู่อริ แต่พลาดไปโดน เด็ก ป.3 เสียชีวิต ศาลยุติธรรมให้ลงโทษจำคุก 17 ปี 3 เดือน ต้องอยู่คุกร่วมกับนักโทษอาญาทั่วไป แต่คนที่เผาบ้านเผาเมือง หรือสั่งการ บงการให้เผาบ้านเผาเมือง ฆ่าทหาร ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพียงแค่อาศัยสถานการณ์ การเมืองเป็นฉากอำพรางตัว คนอย่างนี้ควรจะได้อยู่คุก การเมืองหรือ?

ใครต้องการยุติความวิปริตของบ้านเมืองนี้ ยกมือขึ้น?


วันที่ 12/12/2011
http://www.naewna.co...s.asp?ID=291737





อือมมม...ทั้งวิปริตทั้งอาเพศ จริงๆ...

บางที่น้ำยังไม่ทันแห้ง อีกที่ก็แล้งหาน้ำทำไร่นาไม่ได้
บางที่อยู่ห่างไกล ต่างประสบภัยหนาวเย็น แบบไม่เคยเป็นมาก่อน...

Posted Image


#78276 ก๊าบๆๆๆ!! เฉลิม แฉชายชุดดำยิงคนเสื้อแดง เป็นตำรวจจากอีสาน

โดย David_GinoLa on 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 13:51

Posted Image

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีชายชุดดำซุ่มยิงกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ว่า กลุ่มคนดังกล่าวเป็นนายตำรวจ มาจากทางภาคอีสาน ซึ่งมีทั้งระดับ นายพล และ พ.ต.อ. ที่เติบโตมาจาก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งหากมีหลักฐานที่ชัดเจนก็จะสามารถจับกุมได้ทันที
ส่วน กรณีที่ คนร้ายบุกยิงคนสนิท และหัวคะแนนของ อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เขตดอนเมือง นั้นว่าตนมองว่า เหตุดังกล่าวไม่น่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า

เนื่อง จากวิถีของกระสุนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นความแค้นส่วนตัว เพราะผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงที่ทารุณมาก ทั้งนี้ในช่วงปีใหม่นี้ ตนก็ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเข้มงวดเป็นพิเศษแล้ว โดยเฉพาะ 10จุดทั่วกรุงที่มีการวางระเบิดไปเมื่อปี 50

http://news.mthai.co...ews/144951.html




#77349 ฉันไม่ใช่กะหรี่การเมือง โดย amplepoor

โดย amplepoor on 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 15:31

′หัวแข็ง′ เปลี่ยนชีวิต "รังสิมา"..ฉันไม่ใช่กะหรี่การเมือง ย้ายพรรคไปยกมือให้โจร
วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 11:30:49 น
คอลัมน์ จุดเปลี่ยน การเมือง มติชน 11 ธันวาคม 2554
Posted Image

หลาย ต่อหลายคน ต้องล้มเลิก "ความฝัน" ไว้กลางทาง เพราะระหว่างทางที่เดิน อาจต้องเผชิญกับขวากหนาม ที่เป็นอุปสรรคบั่นทอนให้หมด "แรงใจ" ที่จะก้าวเดินต่อ แต่ก็มีบางคน ที่ยังคงมีความเชื่อมั่นและศรัทธาใน "ความฝัน" ที่วาดหวังจะนำพาชีวิตของตัวเองให้ไปถึงยังปลายทางที่มุ่งหวังไว้ เฉกเช่น รังสิมา รอดรัศมี หรือ "เจ๊โอ๋" ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนางพยาบาล โรงพยาบาลอัมพวา

ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้เห็น "น้า" ผู้เป็นทหารเรือ ยืนสง่า โดดเด่นอยู่ในเครื่องแบบ สีขาว "ด.ญ.รังสิมา" ผู้หลงรักเสน่ห์ในเครื่องแบบสีขาว จึงเริ่มใฝ่ฝันอยากเป็นทหารเรือ ด้วยการสมัครสอบ แต่ก็ถอดใจเสียก่อนด้วยจำนวนผู้สมัครที่มีมากจนเกินไป และหวั่นใจกับการเป็น "เด็กในสวน" ที่เกรงว่าจะสู้ "เด็กเมือง" ไม่ได้

หลัง จากนั้น จึงเบนเข็มทิศชีวิตของตัวเอง ด้วยการจับมือกับเพื่อนสาว 3 คน เข้าสมัครสอบในโรงเรียนชายล้วนประจำจังหวัด หรือ โรงเรียนศรัทธาสมุทร ที่เริ่มจะเปิดรับผู้หญิงบ้างแล้ว เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่เน้น ด้านวิชาการ ผนวกกับการที่เธอชื่นชอบวิชาคณิตศาสตร์เป็นชีวิตจิตใจ จึงตัดสินใจเข้าเรียน ถึงแม้จะเดินทางมาเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะถนนขณะนั้นเป็นทางลูกรัง ทำให้ในทุกวันเสื้อผ้าและผมของเธอจะเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดง แต่นั่น ก็ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเดียวที่เธอต้องเผชิญ เนื่องจากครอบครัวเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ไม่ค่อยสนับสนุนให้ลูกสาวได้รับการศึกษาเท่าผู้ชาย และประกอบกับการเป็น พี่สาวคนโต ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน ทำให้หน้าที่ในการดูแลน้องๆ จึงตกเป็นภาระของเธอในขณะนั้น

ด้วยการที่ถูกดูถูกไว้ว่าผู้หญิงเรียน ไปก็แต่งงาน ออกเรือน ส่งเรียนก็เท่ากับเสียเงินฟรี ถ้อยคำต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องก้าวเดินต่อไป เพื่อลบคำสบประมาท ขณะ ที่เธอเรียนอยู่โรงเรียนประจำจังหวัด บังเอิญมีเพื่อนไปซื้อใบสมัครสอบผู้ช่วยพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ด้วยคุณสมบัติที่เพื่อนสาวของเธอมีไม่ครบ จึงได้นำใบสมัครมาขายต่อให้ในราคา 10 บาท
Posted Image

เธอ จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสอบแข่งขัน ด้วยความที่เป็นคนรักในวิชาคณิตศาสตร์ เธอมั่นใจเต็มร้อยว่าเธอจะสามารถสอบได้คะแนนในวิชานี้เต็ม วันประกาศผลสอบรับ 60 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 1,000 กว่าคน ปรากฏว่ามีชื่อของเธอติดเป็นอันดับที่ 14


หลังจากนั้น จึงได้ตัดสินใจเข้ามาเรียน ผู้ช่วยพยาบาล ที่ รพ.รามาธิบดี และได้รับเงินเดือนเดือนละ 1,250 บาท ผนวกกับการเข้าเวร เฝ้าไข้ตามบ้านเรือนต่างๆ ก็นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และในระหว่างนั้นก็ได้เรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จนจบ ม.ศ.5 เมื่อไม่ได้ใส่เครื่องแบบสี ขาวในชุดทหารเรือดั่งใจฝัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยม เธอได้สอบชิงทุนเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยพยาบาล จังหวัดนราธิวาส 2 ปี และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลอัมพวา ในชุดขาวของนางพยาบาล เธอบอกว่า ใจเธอรักไปในเครื่องแบบสีขาวแล้ว

โรงพยาบาลอัมพวาขณะนั้นเป็นสถานี อนามัยชั้นหนึ่ง ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่มีแพทย์ เวลาคนไข้หนักก็จะส่งไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดอย่างเดียว มีนางพยาบาลไม่กี่คน โทรศัพท์ไม่มีต้องใช้วิทยุสื่อสาร ไม่มีไฟฟ้า ใครอยู่เวรต้องปั่นไฟใช้เอง และต้องอาศัยข้าวจากบาตรพระ เธอเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำงานเป็นนางพยาบาล 16 ปี การที่เธอลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ดูแลชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วย ส่งผลดีจนเธอกลายมาเป็นผู้แทนราษฎร ในทุกวันนี้ ชาวบ้านในละแวกนั้นจะเรียกเธอว่า "หมอโอ๋" หลายครั้งเธอ เป็นผู้นำชาวบ้าน ในการร่วมกันคิด พัฒนา ปรับปรุง ถนนหนทาง ท่าเรือ หรือแม้แต่เปลี่ยนสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาล 30 เตียง ที่อาศัยงบหลวงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เธอจึงขอความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้านช่วยกันบริจาคสร้างอาคารขึ้นมา

หลังจากที่เธอใช้ทุนหมด เธอก็สอบชิงทุนต่อในทันที และเรียนจนจบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขต หาดใหญ่ (มอ.) ใน ขณะนั้นปี 2535 เธอก็กลับมาใช้ทุนต่ออีก 4 ปีที่โรงพยาบาลอัมพวา เป็นช่วงเวลาที่กระแสพรรคพลังธรรมแรงมาก มีคนติดต่อไปลงสมัครเป็น ส.ส.พรรคพลังธรรม แต่ขณะนั้นเธอยังใช้ทุนไม่หมด พอเข้าสู่ปี 2539 ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ส.ส.เก่า พรรคประชาธิปัตย์ อย่าง นายวิโรจน์ ณ บางช้าง นายปรีชา คงศรี เขาบอกว่าถ้าเขาแพ้ 3 สมัย เขาจะล้างมือ และจะบวช เลิกเล่นการเมือง เมื่อเขาแพ้ เขาก็บวชและก็เลิกเล่นการเมือง หลังจากนั้นใน จ.สมุทรสงคราม ก็ไม่มีคู่แข่ง มีเพียงคนเดียวคือ ลูกของ แคล้ว ธนิกุล ที่เป็น ส.ส.มาแล้ว 3 สมัย

และแล้ว "จุดเปลี่ยน" ของชีวิต ก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งที่เธอไปงานรับปริญญารุ่นน้อง ก็เจอเพื่อนสมัยเรียนที่ มอ. ก็ชักชวนให้เข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยความที่เขาเห็นภาพเธอเป็นพวกหัวแข็ง หัวรุนแรง เพราะสมัยก่อนจะเป็นผู้นำในการเดินขบวนทุกอย่าง "เจ๊โอ๋" เล่าว่า เราก็บอกว่าเราไม่เอา ไม่มีเงิน เราไม่มีญาติพี่น้องเป็นนักการเมืองเลย จะไปสู้ได้เหรอ เพื่อนก็บอก พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องใช้ตังคŒให้ใช้ใจสู้อย่างเดียว "เพื่อนก็พา ไปหานายชวน หลีกภัย ที่จังหวัดตรัง พอถึงบ้านนายชวน ประมาณ 1 ทุ่ม ก็เริ่มถามไล่ซักประวัติต่างๆ นานา ขณะนั้นเรามีเงินเพียงแค่ 1 แสน แต่ต้องลาออกจากราชการก่อน เพราะจะได้บำเหน็จ

"นายชวนก็ถามว่า เป็นผู้หญิงถ้าถูกโจมตีเรื่องชู้สาวจะทนได้ไหม ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะแพ้ เพราะการโจมตีเรื่องชู้สาวเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าหนูทนได้ก็เล่นได้ ถ้าหนูทนไม่ได้แพ้น่ะ


"เราก็บอกว่า ลูกปืนหนูยังไม่กลัวเลย นับประสาอะไรจะมากลัวเรื่องชู้สาว เท่านั้นแหละถูกใจแก แกก็บอกว่าถ้างั้นลงได้"

หลังจากนั้น นายชวนก็โทร.หา "อลงกรณ์ พลบุตร" ให้ช่วยดูแล
เธอ เล่าถึงแรงผลักดัน ที่ดลบันดาลใจเธอให้ตัดสินใจก้าวลงสมัครเป็นผู้แทนฯของประชาชน เนื่องจากเธอมองว่า นักการเมือง ขี้โกง ทุจริต มีอิทธิพล และเลวทุกคน เธอจึงได้ตั้งคำปฏิญาณไว้กับตนเองว่า หากเธอได้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนฯ เธอจะไม่โกงแผ่นดินโดยเด็ดขาด "เวลา จัดปราศรัยใหญ่จะตั้งเวทีที่หน้าวัดหลวงพ่อบ้านแหลม และจะสาบานต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีจริง สาบานเลยว่าถ้าโกงแผ่นดินขอให้มีอันเป็นไป รวมทั้งแม่และพี่น้อง ก็ขอให้มีอันเป็นไปด้วย"


ครั้งแรกในปีལ ได้ 33,000 คะแนน แพ้ไป 1,800 คะแนน หลังจากนั้นเธอก็ขยันลงพื้นที่ตลอดระยะเวลา 4 ปีเต็ม ครั้งที่สองได้ 51,000 คะแนน จนได้ก้าวเข้ามาเป็น ผู้แทนฯ ลงสมัครครั้งที่ 3 ได้ 55,000 คะแนน ครั้งที่ 4 ได้ 62,000 คะแนน ครั้งที่ 5 ได้ 68,000 คะแนน หลังจากที่เธอเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ แทนฯ ด้วยความที่เป็นคนตรงไปตรงมา ฝีปากกล้า ในปี 2548 ยุบสภา มีพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม ชักชวนเธอย้ายพรรคถึง 4 หน ด้วยค่าตัว 10-40 ล้านบาท เธอจึงปฏิเสธกลับไปว่า

"ฉันไม่ใช่กะหรี่การเมืองน่ะ อย่ามาดูถูกฉัน จะให้เราไปยกมือให้โจรมาปกครองประเทศ เราไม่เอา เราเป็นเด็กนายชวน ถ้าเราย้ายพรรคเราไม่ใช่คนแล้ว เท่ากับเราเนรคุณ และไปยกมือให้โจรมาปล้นประเทศ เราไม่เอาหรอก"

หลังจากต่อสู้มาอย่าง หนัก ในเส้นทางสายการเมือง ถึงวันนี้เธอได้เป็น ส.ส. มาแล้ว 4 สมัย และด้วยภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปจากผู้แทนฯ คนอื่น เราจะเห็นเธอไปไหนมาไหนโดยขาดคนติดตาม เธอบอกว่า "ไม่จำเป็นเลย ไม่ต้องมีคนขับรถให้ ขับเองได้ อย่าไปกลัว ฟ้าได้ขีดเส้นทางชีวิตมาแล้วว่าต้องตายแบบไหน"

ณ ตอนนี้ ภาพที่เธอเคยสร้างขึ้นในตัวนักการเมืองไทยได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยมองว่าผู้แทนฯส่วนใหญ่เลวทุกคน หาดียาก แต่พอได้เข้ามาในวงการนี้ เธอยืนยันได้ว่า ผู้แทนฯไม่ได้เลวไปทุกคน และเธอก็พร้อมจะทำในสิ่งตรงกันข้ามกับคนเลว