Jump to content


แมว มหาภัย

เป็นสมาชิกตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน 2551
ออฟไลน์ เข้าใช้งานครั้งล่าสุด: 7 กุมภาพันธ์ 2557 15:31
-----

Topics I've Started

ถึงลุงกำนัน ขอพักทำมาหากินแป๊ป แต่ถ้ามีอะไรครึ่งชั่วโมงถึงแนวหน้า

11 ธันวาคม พ.ศ. 2556 - 12:23

เกรงว่าลุงกำนันจะหาว่าทิ้งกัน


รถคันนี้อยู่ที่ไหน

6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 - 11:35

ชายแก่หัวเกรียนคนหนึ่ง ท่าทางอิดโรย ชุดม้อฮ่อมสีซีดๆเก่าคร่ำของแกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แกคงเดินมาไกลจากวัยสูงอายุของแก กันเปลวแดดที่แผดเผาทำให้แกต้องทรุดลงนั่งพักผ่อนที่ม้าหินอ่อนหน้าร้าน เราสงสารเลยชวนแกเข้ามาพักในร้านที่เปิดแอร์เย็นๆ เราตกใจเล็กน้อยที่พบว่าลุงคนนั้นคือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง มหาบุรุษในใจเรา เรารีบจัดเครื่องดื่มที่ดีที่สุดในร้านเอามาให้ แต่ลุงแกปฏิเสธลุงแกขอแค่น้ำเปล่าแก้วเดียว แล้วที่ลุงต้องเดินมาเพราะอะไรรู้ไหม แต่ก่อนลุงแกมีรถเก่าๆอยู่คันหนึ่ง คันที่เหมือนกับในรูปนี่แหละ แต่แกขายรถของแกไปเพื่อเอาเงินที่ขายรถมาเป็นทุนในการต่อสู้กับเผด็จการสุจินดา รถแนชคันนั้นอยู่ที่ใครจะขอเอาทองไปปิดและไปไหว้รถคันนั้นสักครั้งAttached File  download (1).jpg   9.74K   26 downloads


จังหวะนี้แหละ สุรินทร์กับศุภชัยขึ้นหัวหน้ากับเลขาแทน อภิสิทธิ์สุเทพลงข้างถนน

5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 - 22:16

กินสามต่อเข้าฮอร์ส ได้ซอร์ฟความรู้สึกเสื้อแดงเป็นของแถม


หายไปหนึ่งข้อหานะไอ้เจี่ยะ หงอก (บางส่วนจากพระราชพรหมยาน)

19 สิงหาคม พ.ศ. 2556 - 06:17

ในหลวงของเรา โดยพระราชพรหมยาน

       ถ้าหากวันนี้จะให้พรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอให้พระองค์ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปวงชนชาวไทย  ถ้าจะให้ไปตามนี้  ก็รู้สึกว่าจะไปซ้ำกับคุณงามความดีของพระองค์ที่มีอยู่แล้ว   เพราะบรรดาพสกนิกรทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้วว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรวงมีพระมหากรุณาธิคุณ  คือมีพระเมตตาเป็นเลิศ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมามีโอกาสได้เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วหลายปี  ปีละหลายๆครั้ง   ทุกครั้งที่พระองค์ปรารภ  อาตมารู้สึกว่า  พระองค์ต้องการอยู่อย่างเดียวว่า   จะทำอย่างไรให้บรรดาปวงชนชาวไทยที่อยู่ในชาติทั้งหมด จะเป็นคนไทยหรือคนชาติไหนก็ตามที  มีความสุขไม่อดไม่อยาก  มีความอุดมสมบูรณ์  นี่แสดงว่าพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ  เป็นประจำมีความรักความเมตตาต่อพศกนิกร  เวลาว่างจากภารกิจและราชการบ้านเมืองแล้วพระองค์ก็เสด็จแปรพระราชฐาน  ไปสู่เขตต่างๆของประเทศไทยเพื่อให้คำแนะนำ  สิ่งใดที่พระองค์ช่วยได้ก็ทรงราชทานความช่วยเหลือ  จะเห็นได้ว่า พรหมวิหาร ๓ ข้อแรกคือเมตตา กรุณา มุทิตา ท่านมีหมด

        ส่วนพรหมวิหารข้อ ๔ คืออุเบกขา  ความวางเฉย

ในครั้งหนึ่งอาตมาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์  ได้ปรารภกับพระองค์ถึงภสรกิจที่อาตมาทำว่า  การทำการสงเคราะห์ปวงชนชาวไทยตามกำลังที่ได้รวบรวมจากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์  ทำการแจกอาหารการบริโภค  ยารักษาโรค สร้างโรงเรียนตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้  แรกระทำแบบนีกลับมีคนบางพวกบอกว่า

        “อาตมาเป็นพระการเมือง”

       พระองค์ตรัสว่า “ผมก็ทราบมาเหมือนกัน  แล้วหลวงพ่อมีความรู้สึกอย่างไร”

       อาตมาเลยถวายพรไปว่า “อาตมาไม่มีความรู้สึกอะไร  เพราะถือว่าอาตมาไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกสภาราษฎร และ ก็ไม่เคยอยากจะเป็นรัฐมนตรี  เค้าจะหาว่าการบ้านหรือการเมืองก็ช่างเค้า  ถือว่าเฉยๆ ถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  นินทา ปสังสา  ขึ้นชื่อว่านินทาและสรรเสิรญเป็นของธรรมดาของโลก  อาตมาไม่หนักใจในคำนินทาและคำสรรเสิรญใดๆเพราะไม่มีความสนใจ”

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสว่า “ผมก็เหมือนกันแหละครับ  เมื่อก่อนเค้าลือกันว่าผมฆ่าพี่  แต่เวลานี้มาลือกันว่าผมฆ่าพ่อตา”  ข่าวลืออันหลังนี้อาตมาไม่ทราบจึงกราบทูลว่า

      “ข่าวลือที่ว่าฆ่าพ่อตานั้น  เป็นอย่างไรมาอย่างไร”

พระองค์ก็ตรัสบอกว่า “เค้าลือกันว่าพ่อตาผมเป็นไข้   ผมเอาเหล้ากรอกปากแล้วพาพ่อตาออกวิ่ง พ่อตาก็เลยหัวใจวายตาย”

       ก็ได้ทูลถามพระองค์ไปว่า “แล้วมหาบพิตรมีความรู้สึกอย่างไร  ในเมื่อคำนินทาปรากฏขึ้น

       พระองค์ตรัสขึ้นว่า  “ก็เรื่อยๆขอรับ”

     ก็หมายความว่าใครจะอย่างไรก็ช่าง  ความดีหรือความชั่วที่จะมีขึ้นได้ต้องอาศัยการกระทำเป็นสำคัญ  เมื่อเราทำความดีแล้วใครจะว่าเราชั่ว  หรือเราจะทำชั่วแล้วใครจะมาสรรเสริญเราว่าดี  ก็เรื่องของเค้าเราจะดีหรือจะชั่วขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา  ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคำนินทา หรือคำสรรเสริญของคนอื่น.   

 

 


หายไปหนึ่งข้อหานะไอ้เจี่ยะ หงอก (บางส่วนจากพระราชพรหมยาน)

19 สิงหาคม พ.ศ. 2556 - 06:17

ในหลวงของเรา โดยพระราชพรหมยาน

       ถ้าหากวันนี้จะให้พรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอให้พระองค์ทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปวงชนชาวไทย  ถ้าจะให้ไปตามนี้  ก็รู้สึกว่าจะไปซ้ำกับคุณงามความดีของพระองค์ที่มีอยู่แล้ว   เพราะบรรดาพสกนิกรทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้วว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรวงมีพระมหากรุณาธิคุณ  คือมีพระเมตตาเป็นเลิศ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมามีโอกาสได้เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วหลายปี  ปีละหลายๆครั้ง   ทุกครั้งที่พระองค์ปรารภ  อาตมารู้สึกว่า  พระองค์ต้องการอยู่อย่างเดียวว่า   จะทำอย่างไรให้บรรดาปวงชนชาวไทยที่อยู่ในชาติทั้งหมด จะเป็นคนไทยหรือคนชาติไหนก็ตามที  มีความสุขไม่อดไม่อยาก  มีความอุดมสมบูรณ์  นี่แสดงว่าพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ  เป็นประจำมีความรักความเมตตาต่อพศกนิกร  เวลาว่างจากภารกิจและราชการบ้านเมืองแล้วพระองค์ก็เสด็จแปรพระราชฐาน  ไปสู่เขตต่างๆของประเทศไทยเพื่อให้คำแนะนำ  สิ่งใดที่พระองค์ช่วยได้ก็ทรงราชทานความช่วยเหลือ  จะเห็นได้ว่า พรหมวิหาร ๓ ข้อแรกคือเมตตา กรุณา มุทิตา ท่านมีหมด

        ส่วนพรหมวิหารข้อ ๔ คืออุเบกขา  ความวางเฉย

ในครั้งหนึ่งอาตมาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์  ได้ปรารภกับพระองค์ถึงภสรกิจที่อาตมาทำว่า  การทำการสงเคราะห์ปวงชนชาวไทยตามกำลังที่ได้รวบรวมจากบรรดาคณะศิษยานุศิษย์  ทำการแจกอาหารการบริโภค  ยารักษาโรค สร้างโรงเรียนตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้  แรกระทำแบบนีกลับมีคนบางพวกบอกว่า

        “อาตมาเป็นพระการเมือง”

       พระองค์ตรัสว่า “ผมก็ทราบมาเหมือนกัน  แล้วหลวงพ่อมีความรู้สึกอย่างไร”

       อาตมาเลยถวายพรไปว่า “อาตมาไม่มีความรู้สึกอะไร  เพราะถือว่าอาตมาไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกสภาราษฎร และ ก็ไม่เคยอยากจะเป็นรัฐมนตรี  เค้าจะหาว่าการบ้านหรือการเมืองก็ช่างเค้า  ถือว่าเฉยๆ ถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  นินทา ปสังสา  ขึ้นชื่อว่านินทาและสรรเสิรญเป็นของธรรมดาของโลก  อาตมาไม่หนักใจในคำนินทาและคำสรรเสิรญใดๆเพราะไม่มีความสนใจ”

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสว่า “ผมก็เหมือนกันแหละครับ  เมื่อก่อนเค้าลือกันว่าผมฆ่าพี่  แต่เวลานี้มาลือกันว่าผมฆ่าพ่อตา”  ข่าวลืออันหลังนี้อาตมาไม่ทราบจึงกราบทูลว่า

      “ข่าวลือที่ว่าฆ่าพ่อตานั้น  เป็นอย่างไรมาอย่างไร”

พระองค์ก็ตรัสบอกว่า “เค้าลือกันว่าพ่อตาผมเป็นไข้   ผมเอาเหล้ากรอกปากแล้วพาพ่อตาออกวิ่ง พ่อตาก็เลยหัวใจวายตาย”

       ก็ได้ทูลถามพระองค์ไปว่า “แล้วมหาบพิตรมีความรู้สึกอย่างไร  ในเมื่อคำนินทาปรากฏขึ้น

       พระองค์ตรัสขึ้นว่า  “ก็เรื่อยๆขอรับ”

     ก็หมายความว่าใครจะอย่างไรก็ช่าง  ความดีหรือความชั่วที่จะมีขึ้นได้ต้องอาศัยการกระทำเป็นสำคัญ  เมื่อเราทำความดีแล้วใครจะว่าเราชั่ว  หรือเราจะทำชั่วแล้วใครจะมาสรรเสริญเราว่าดี  ก็เรื่องของเค้าเราจะดีหรือจะชั่วขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา  ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคำนินทา หรือคำสรรเสริญของคนอื่น.