
.
.
.
ทุกท่านในนี้ส่วนใหญ่อาจทราบดีว่าผมเป็นเพียงเด็กเนิร์ดธรรมดาซึ่งสนใจเรื่องของผู้ใหญ๋เป็นพิเศษ แน่นอนสาเหตุที่ทำไมผมถึงมีความสนใจอันผิดแปลกจากคนทั่วไป ก็เพราะผมนั้นอยากที่จะได้เข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถนัดที่สุดของผม แม้ทุกอย่างมันอาจจะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน แต่ผมก็เชื่ออย่างนึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะยังไม่เห็นผลหากยังไม่ได้กระทำลงไป ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขอแค่ทำลงไปก่อน แน่นอนมันก็ยังดีกว่ามาเสียใจภายหลังทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย มันอาจจะเป็นความดื้อรั้นของผมเอง ยอมรับว่าผมเองก็ไม่ได้เพิ่งศึกษาแบบเอามันเสียกระไร เมื่อย้อนไปแล้วทุกอย่างนั้นมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอน 19 กันยา 49 ในขณะนั้นผมเป็นเพียงเด็กแปดขวบที่มองโลกในแง่ร้าย ขี้อาย ไม่รู้จักซึ่งสังคม สงวนท่าทีตลอดเวลา ทำให้ดูเหมือนว่าผมเป็นคนขี้เก๊กซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ มีสิ่งนึงที่มันแปรเปลี่ยนความคิดผมได้ คือการได้เปิดปากพูด ซึ่งการพูดมันก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร ผมจึงได้ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง แม้จะยังกลัวว่า จะโดนด่าโดนชม ถูกซุบซิบนินทา และผมก็ไม่เสียใจเลยจริงๆ ที่ยอมเปิดปากพูดออกมา ยอมรับตัวเองว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้ ซึ่งย่อมทำให้หลายๆอย่างรอบๆตัวผม เปิดกว้างขึ้น มันทำให้ผมได้อ่านความคิด ความเห็นคนอื่นแบบตั้งแง่ ผมเองคนนึงที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง ทำไมคนๆนั้นถึงทำอย่างนี้ ทำไมถึงมีการรังเกียจ ทำไมถึงเศร้า ทำไมถึงสนุกบลาๆๆๆ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามเพราะก่อนหน้านั้นผมมันเป็นคนขี้อาย จะถามอะไรต่อมิอะไรก็ไม่กล้าซึ่งมันทำให้ผมเรียนรู้ถึงชีวิตมนุษย์นอกจากตัวเองและครอบครัว แล้ววันนั้นมันก็เริ่มต้นขึ้น ผมตื่นมาพร้อมกับอาการตกใจบนนาฬิกาซึ่งเวลานั้นผมควรจะอยู่ที่โรงเรียนแล้ว พอเดินออกจากเตียงเพื่อไปดูทีวีผมเห็นพ่อกับแม่กำลังดูทีวี แน่นอนตอนนั้นเองคือคำประกาศของคมช. ซึ่งหนังสือพิมพ์ฺบนพื้นเขียนชัดเจนเลยว่า ปฏิวัติ (ตอนนั้นผมยังงงเลยว่าไอ้คำว่าปฏิวัตนี้ิมันคืออะไรแน่ ก็ได้ท่านพ่อนี่แหละชี้แจงให้กระจ่างว่าจริงแล้วความเป็นมามันคืออะไร) พอผมถามพ่อว่า ทำไมวันนี้ไม่ไปทำงาน แล้วไม่ปลุกหนูไปโรงเรียนหรือ ทั้งๆที่ก็ไม่ใช่วันหยุึด มันเป็นวันอังคารซึ่งผมจำได้แม่นก็เพราะว่า โรงเรียนมีชั่วโมงว่ายน้ำ ความรู้สึกแรกเริ่มเลยคือ เหมือนกับตัวผมเองได้ตายไปแล้วเพราะทุกๆอย่างที่เกี่ยวดองกับเราถูกปิดกั้นหมด ออกมาร้านค้า ก็พร้อมใจกันปิดพรึบ ความรู้สึกที่ว่าไม่มีอะไรทำจริงๆนั้นมันเป็นอย่างงี้นี่เอง เืมื่อผ่านวันนั้นมา ผมก็เริ่มมองการเมืองในเชิงลึกมากขึ้นโดยตามความคิดอ่านของพ่อ ไม่ว่าใครจะทำอะไร ผมจะถามพ่อท่านตลอดว่า ทำไมเขาถึงทำ ทำไปได้อะไร ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ผมมองคนที่ชื่อว่าทักษิณ เป็นคนที่มีอิทธิพลมาก ถึงขนาดทุกๆอย่างเกิดขึ้นได้เพียงเพราะคนๆเดียว และก็เพราะคนๆนี้ที่ทำให้ผมได้อ่านรัฐธรรมนูญครั้งแรก ก่อนลงประชามติ ถ้าทุกคนจำได้ เล่มสีเหลืองๆที่ผ่านการเห็นชอบนั่นหล่ะมันคงเป็นจุดเริ่มต้นจริงๆ แม้บางอย่างหรือหลายๆอย่างของหนังสือทั้งเล่มจะมีสิ่งที่ผมไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดอันเป็นเหตุเป็นผลของผมในบางครั้งเป็นลางๆแล้วละนะ ผมเริ่มเข้าใจว่า บางสิ่งที่เรากลัวและไม่กล้าทำนั้นมันสามารถทำได้ โดยไม่ต้องมีอะไรให้ต้องวิตก เพราะกฎถูกกำหนดจากตรงนั้น นั่นคือสิ่งที่พ่อผมได้บอกไว้ การศึกษาต่อมาคือการดูสมุดพก จริงๆครับ มันเริ่มด้วยสมุดพกเมื่อตอนจบ ป.4 เพียงเล่มเดียวในด้านหลังนั้นจะมีวงกลมที่แสดงวิสัยทัศน์อยู่ผมเริ่มศึกษาสังคมจากเพียงแค่จุดเล็กตรงนั้นเพียงแค่นั้นจริงๆ จุดเริ่มต้นคือตัวเอง ซึ่งเป็นวงกลมที่เล็กที่สุด ต่อมาก็คือบ้านหลังจากนั้นก็เป็นโรงเรียน โรงเรียนเป็นชุมชน ชุมชุนเป็นสังคม สังคมเป็นประเทศ ประเทศเป็นโลกซึ่งเป็นวงกลมที่อยู่นอกสุดแต่ใหญ่ที่สุดผมมองว่าทำไมเราเองยังอยู่ที่ตรงนี้เองน้า... ซึ่งแนวคิดตรงนี้ทำให้ผมเคยบอกกับพ่ออย่างนึงว่า อยากออกไปข้างนอก ไปดูโลกกว้าง จนบางครั้งผมเคยคิดว่า อยากจะเที่ยวรอบโลกให้ได้ซักรอบ ซึ่งมันทำไม่ได้่ แต่ใจจริงก็ยังหวังอย่างงั้นอยู่
แต่เมื่อเริ่มโตขึ้นผมมองว่าบางสิ่งที่อยากรู้ บางสิ่งที่อยากเห็น มันไม่เป็นความสุขอีกต่อไป แรกๆก็ทำใจไม่ได้อยู่หรอก แต่เวลามันผ่านเลยไป ทำให้ชาชินไปเอง แม้วันนี้ผมจะยอมรับได้ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับโดยดุษฎี หากเรารับไม่ได้ก็มีเพียง 2 วิธี คือ หลีกหนี กับ เปลี่ยนแปลงมัน ซึ่งผมยึดเอาเป็นบรรทัดฐาน ในการแสวงหาความรู้ตอนนี้ สิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราปราถนา สิ่งที่เราภาวนาและคิดถึง หากสิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวดองกันในเรื่องเดียวละก็ ผมก็จะทำ พร่ามมามากละ
แม้รู้ว่าเพียงลำพังนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ผมถึงใฝ่หาใครซักคน ใครซักคนที่เติมเต็มคำภาวนา ใครซักคนที่เติมเต็มความปราถนา หากว่าผมจะขอเพียงสิ่งเดียว เส้นทาง มันคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่อาจได้จากบอร์ดนี้ เพราะอีก 7ปีข้างหน้า ผมไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเห็นอีกหรือเปล่า สำหรับผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองทั้งหลาย จริงๆแล้วก็คงเป็นพรรคเดียว พรรคนี้ที่บอร์ดเราเอาใจช่วย พูดตรงๆแล้ว ผมอาจจะขอแค่คุณผึ้งน้อยคนเดียวก็ได้ เอาเหอะ เส้นทางสู่วงการเมืองนี้ จริงๆแล้วผมอยากถามหาประตูขึ้นเวทีหน่อยน่ะครับ พอจะมีบ้างไหม ถึงจะรู้ว่าเข้ายาก แต่ประตูไหนก็ได้ ผมเข้าได้ทุกวิธีอยู่แล้ว แต่ขอไอ้ที่มันง่ายที่สุดก็พอ เพราะผมเองก็ไม่ได้มีเส้นสายอะไรกะเค้ามากนัก ครอบครัวผมมีแต่เส้นสายฝั่งศัตรูคือ รองฯเป็ด ณ บางบอน คนเดียวถึงฝากได้ก็ไม่ได้ดีใจอะไรเลยกับคนฝั่งนี้ ยังไงก็ ขอความกรุณาด้วยครับ ถ้าพูดสาธารณะไม่ได้่ก็ PM มาเหอะ เพราะเมื่อได้ข้อสรุปเมื่อไหร่ ผมก็จะจากบอร์ดนี้รวมทั้งสังคมออนไลน์ เพื่อไปศึกษาอย่างเต็มตัว มีเพียงเท่านี้จริงๆ
Edited by Lelouch Vi Britannia, 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555 - 19:50.