ผมไม่เกี่ยวนะครับ แค่เอามาช่วยเขาแชรํให้คนที่ยังไม่รู้จักสุหฤทได้อ่าน
จะโจมตีก็โจมตีสุหฤทโดยตรง อย่างโจมตีผม :-)
--
สวัสดีครับทุกท่าน
หากท่านได้เข้ามาจนได้พบกับข้อความนี้ ก็คงเกิดขึ้นมาจากการ share ข้อความโดยเพื่อนๆหรือผู้ที่ให้ความสนใจและความสำคัญกับผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หมายเลข 17 ที่มีชื่อเรียกขานกันหลากหลายในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นโต้ ผู้ว่าเด็กแนว ดีเจสุหฤท พ่อมดอีเล็คโทรนิคส์ ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าใครจะเรียกหา ฉายาเหล่านี้มักจะสะท้อนชีวิตในด้านใดด้านหนึ่ง หรือมุมใดมุมหนึ่งของผู้สมัครรายนี้ แต่ชีวิตของชายผู้นี้มีอะไรที่น่าค้นหาอีกมากมาย และผมขอถือโอกาสนี้เรียบเรียงมุมมองของผมที่มีต่อผู้สมัครคนนี้ และผมอยากจะขอให้ท่านได้สละเวลาสักนิดเพื่อให้โอกาสผมได้นำเสนอ ตัวตนของเขา ด้วยหวังว่าภาพที่ชัดเจนจะปรากฏแก่สายตาของท่านและทำให้ท่านได้เห็นว่า ชายผู้นี้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
สำหรับผู้สมัครบางท่านที่มีองค์กรมารองรับและสมัครมาในนามของพรรคการเมือง เขาก็จะมีผู้คนมากหน้าหลายตาหมุนเวียนผลัดกันขึ้นไปบนเวที เพื่อพูดถึงผู้สมัคร รายนั้นๆว่าเขาเป็นคนดีเช่นใด และเหตุผลใดคนกรุงเทพฯจึงสมควรที่จะเลือกเบอร์นั้นเบอร์นี้ ผมอาจจะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ไม่ได้มียศฐาบรรดาศักดิ์ใดๆ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคใด ผมมีเพียงตำแหน่งทางสายเลือดที่ผู้สมัครเรียกผมว่า “พี่ชาย”
หากท่านยังอ่านมาจนถึงบันทัดนี้ ก็แปลว่าท่านคงสนใจอยากจะรู้ว่าพี่ชายคนนี้มีเรื่องอะไรที่จะมาเล่าแจ้งแถลงไขให้กับท่านฟัง ผมเพียงแค่อยากจะนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของชีวิตผู้ชายคนนี้คนที่ขันอาสามาเพื่อที่จะบริหารบ้านหลังใหญ่ที่มีสมาชิกผู้อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นร่วมสิบล้านคน ผมหวังว่าข้อเขียนของผมจะเป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่กำลังเป็นและจะเป็นไปของผู้สมัครคนนี้เพื่อให้ทุกท่านที่ได้อ่านได้รู้จักตัวตนของเขา
มีนักจิตวิทยาและนักเขียนชื่อ สตีเฟ่น อาร์ โคว์วีย์ ได้ศึกษาและเขียนหนังสือเชิงวิชาการที่ขายดีระดับโลกได้ แจงลักษณะอุปนิสัยเจ็ดประการที่ก่อให้เกิดประสิทธิผล และนี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะขอแชร์ให้กับทุกท่านได้ทราบว่า สุหฤท มีอุปนิสัยเหล่านี้เต็มเปี่ยม ลองอ่านตามกันมาดูครับ แล้วท่านลองพิจารณาและวิเคราะห์ดูสักนิดครับว่าผู้ที่อาสาท่านมาเป็นผู้ว่าราชการคนใหม่ของกรุงเทพมหานครคนนี้มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วยหรือไม่ 1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน 2.เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ 3. ทำตามลำดับความสำคัญ 4. คิดแบบ ชนะ- ชนะ 5. เข้าใจคนอื่นก่อนก่อนที่จะให้คนอื่นเข้าใจเรา 6. ประสานพลังสร้างสิ่งใหม่ 7. ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (ที่กล่าวมาถึงตั้งแต่ข้อหนึ่งถึงหกนั้น) จะใช้เกิดมีประสิทธิภาพในชีวิตจริงแล้วนั้นก็ต้องหมั่นใช้มันอยู่เสมอๆ
ผมมีโอกาสที่ดีกว่าชาวกรุงเทพฯมหานครอีกมากมายที่ได้มีโอกาสรู้จักตัวตนของสุหฤท มาอย่างยาวนาน ยาวนานพอที่เมื่อเขาประกาศสมัครเป็นผู้ว่ากรุงเทพฯมหานคร ผมก็ไม่ลังเลใจเลยที่จะเชื่อมั่นในศักยภาพของเขาว่าเขาพร้อมที่จะมาเปลี่ยมเมืองหลวงของประเทศไทยให้สามารถก้าวไปสู่ความเป็นมหานครได้เป็นอย่างดี หลายๆคนคงนึกแปลกใจว่าใยสุหฤทจึงหาญกล้าเข้ามารับผิดชอบเมืองหลวงแห่งนี้ ด้วยความที่สุหฤทมีความเป็นผู้นำอยู่สูงมาก ตั้งแต่วัยเรียน เขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอยู่ในหลายครั้งหลายคราว มีโอกาสนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเชียร์ของทางโรงเรียน เป็นผู้ที่มีความสามารถในการโน้มน้าวและกระตุ้นจิตใจของเพื่อนพ้องและน้องพี่ให้มีจิตใจหึกเหิม และเขาก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างดีเยี่ยม
นอกเหนือจากคุณสมบัติในด้านการเป็นผู้นำแล้ว สุหฤทมีความมุ่งมั่นที่จะทำตามที่ตัวเองฝันอย่างแรงกล้า ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบในเสียงเพลง เขาก็พยายามขวนขวายเรียนและเสริมสร้างทักษะให้กับตัวเองไม่ว่าจะเป็นในด้านการเป็นมือกลอง (ได้มีโอกาสเข้าร่วมวงดนตรียุคก่อตั้งของวงอัลเทอร์เนตีฟยุคต้นๆของเมืองไทย) ด้านการเป็นดีเจ เขาสามารถออกอัลบั้มเพลงที่เขาแต่งขึ้นมาจากมันสมองของเขา และได้รับเชิญไปเป็นดีเจในรายการวิทยุที่มีคนฟังเป็นจำนวนมาก
ยามเมื่อมาทำงานที่บริษัท ก็เป็นแม่ทัพหน้าในการบุกตลุยเอายอดขายมาเพื่อหล่อเลี้ยงชิวตพนักงานนับพันคน ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายนักในการที่จะบริหารองค์กรที่มีคนอยู่ร่วมกันมากมายแบบนี้ และการเป็นผู้บริหารระดับสูงก็ย่อมต้องหมายถึงว่า เรื่องราวที่หนักๆทั้งหลายต่างจะมุ่งสู่ส่วนที่สูงที่สุดขององค์กร หลากหลายครั้งที่ผมมีโอกาสได้รับรู้ถึงความเครียดของงานในชีวิตของเขา แต่ทุกครั้งก็เห็นเขายิ้มสู้กับปัญหาและเผชิญกับปัญหาอย่างกล้าหาญ
หลากหลายครั้งคราวที่สุหฤทได้แสดงออกถึงความคุกรุ่นทางอุดมการทางความคิดซึ่งส่วนมากแล้วเขามักจะแสดงออกถึงเรื่องราวเหล่านี้บนโต๊ะอาหารที่มีสมาชิกในครอบครัวมานั่งทานกันอย่างพร้อมเพรียง เราผ่านการถกเถียงในเรื่องต่างๆอย่างออกรสออกชาติ แต่สิ่งที่พวกเราได้ทำกันในวันเหล่านั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการได้บ่น การได้พูด และการได้ระบายความนึกคิดของเราบนโต๊ะอาหารเท่านั้น มีบางครั้งบางคราวที่มีโอกาสได้รับทราบว่าความคุกรุ่นทางความคิดทางการเมืองของสุหฤทมีสูงมากขนาดที่ไปยืนกล่าวปราศัยบนรถดับเพลิงในช่วงระหว่างการชุมนุมในเดือนพฤษภา 2535 หรือที่พวกเราเรียกกันติดปากว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
จนวันหนึ่งในขณะที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ ผมได้รับทราบข่าวการลงรับสมัครเป็นผู้ว่าราชการของสุหฤทผ่านทาง whatsapp หลังจากนั่งอ่านข้อความทบทวนอยู่สักพักหนึ่ง ก็ได้รู้สึกว่า “เอาอีกแล้วครับท่าน” เขากำลังสานฝัน ซึ่งในกรณีนี้เป็นความฝันอันสูงยิ่งอีกแล้ว ผมทึ่งในพลังอันเต็มเปี่ยมของน้องชายคนนี้ของผมจริงๆ ผมนับถือในความกล้าที่จะแหวกแนว และทำตามฝันและความเชื่อของตนเอง แหวกความกลัว เสริมความกล้าให้กับตัวเอง ให้ก้าวผ่านเส้นบางๆที่ขวางกั้นเขาจากดินแดนแห่งความฝัน กับ ดินแดนแห่งความเป็นจริง
จากวันที่เขาประกาศมาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่าสุหฤทคงได้ทำให้ทุกท่านได้เห็นและได้สัมผัสกับพลังของเขาไปบ้างแล้ว สิ่งที่เขากำลังทำ อย่างน้อยๆก็ได้จุดประกายความหวังให้กับคนอีกหลายคน สิ่งที่เขานำเสนอ เป็นสิ่งที่แปลกและแตกต่างไปจากปกติทั่วไป ฉีกแนวทางที่ซ้ำซากและจำเจ แต่อย่างไรก็ตามอยู่บนพื้นฐานของการขับเคลื่อนเมืองใหญ่แห่งนี้ไปในทิศทางที่ถูกต้องและควรจะเป็น ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับพลังของชาวกรุงเทพมหานครอีกหลายคนที่ร่วมกันกับเขา ได้สรรสร้างสิ่งใหม่ๆให้เกิดขึ้นอยู่ ผ่านป้ายหาเสียงชูมือ พลังอันบริสุทธ์ในการเชิญชวนเพื่อนๆฝูงๆหรือคนรู้จักให้มาร่วมกันสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับกรุงเทพฯ ผ่านกิจกรรมไวรัสความกล้า ฯลฯ
กล่าวโดยสรุปแล้ว ด้วยอุปนิสัย 7 ประการ รวมถึงความมุ่งมั่น พลังอันเต็มเปี่ยม ความเป็นผู้นำอันชัดเจน ความกล้าที่จะแหวกจากกฏเกณฑ์เดิมๆเพื่อมุ่งสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ความยึดมั่นในสิ่งที่ตนเองเชื่อ และเดินหน้าและลงมือทำในสิ่งที่ตนเองฝันอย่างมุมานะ และไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำให้เขาไขว้เขว ทำให้ผมเชื่อมั่น และอยากจะขอเชิญชวนทุกท่านที่มีโอกาสได้อ่านบทความชิ้นนี้ของผม ได้ร่วมกันไปกาเบอร์ 17 ในวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม นี้โดยพร้อมเพรียงกันครับ และท่านจะพบกับ “กรุงเทพที่สุดฤทธ์” จากชายคนนี้ที่ชื่อ “สุหฤท”
--
