ถ้าไม่ไหวต่อเนื่องจริงๆ โครงการเครื่องจักรใหม่ก็คงต้อง
ยกเลิกแทนการระงับ รวมถึงการจ้างงานทั้งหมด...
เหอๆๆ...ถึงตอนนั้นเหล่าพนักงาน ลูกจ้างหลายร้อยชีวิต
ก็คงได้โอกาส กลับไปรับเงินวันละ 300 บาท ตามภูมิลำเนาเดิมของตน
เพราะคงจะประกาศใช้ทั่วประเทศแล้ว...
โอ้ว ...ช่างเป็นนโยบายที่ดีแท้ทีเดียวเชียวน่ะเนี่ยะ...
"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คนเคยทำสนับสนุน"
ว่าแต่ว่าท่านนายกปูแดง จะมีวิธีแก้แหใหม่ๆยังไงต่อดี
นอกจากใช้ปากบอกว่า "เป็นห่วง"
รับมือค่าแรง 300 ฉับไวสไตล์ "ลิงแก้แห"
26 เมษายน 2555 เวลา 08:47 น.
โดย...จตุพล สันตะกิจ
เรียกว่าสนองตอบกับสถานการณ์ได้เร็วพอสมควร ตามสไตล์การบริหารงานแบบธุรกิจของพรรคเพื่อไทย รับคำสั่งตรงจาก “เบื้องบน” ส่วน “เบื้องล่าง” มีหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ที่สำคัญต้องทันใจคนสั่งการที่นิสัย “ใจร้อน”
ไม่เช่นนั้นอาจถูก “ปลด” กลางอากาศ เหมือนที่อดีตรัฐมนตรีหลายคนเคยประสบมาแล้ว โดยเฉพาะห้วงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน มิ.ย. ที่ว่ากันว่าเป็นการ “เขย่าใหญ่” ต่างคนต่างเร่งสร้างผลงานให้อยู่ในระดับประทับใจ
เป็นที่มาของมติ ครม. วันที่ 24 เม.ย. ที่เห็นชอบมาตรการการเงินและมาตรการภาษี 8 มาตรการ เพิ่มขีดความสามารถของ “เอสเอ็มอี” ซึ่งเป็น “นายจ้างกลุ่มใหญ่” ที่ได้รับผลกระทบและได้รับแรงบีบคั้น “สาหัสที่สุด” จากนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาท ของพรรคเพื่อไทย
ได้แก่ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงาน 2 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อส่งเสริมการจ้างงานผ่านกองทุนประกันสังคม 1 หมื่นล้านบาท
การให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีหลักเพียงพอ 2.4 หมื่นล้านบาท และการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ 1 หมื่นล้านบาท
การตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแรงงาน 4.2 หมื่นบาทต่อราย โดยปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี เป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 4 ปี
ส่วนมาตรการภาษี เช่น ยกเว้นภาษีขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ตั้งแต่ปีแรก และนำส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า
สิ่งที่สะท้อนชัดเจนจากมาตรการที่ออกมา “รับมือ” กับนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาทครั้งนี้ จะพบว่าเป็นตัวยาสูตรเดิมๆ ที่เห็นกัน “ชินตา”
ประหนึ่ง “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ทุกรัฐบาลงัดมาใช้ทุกครั้งในยามที่ประเทศเกิดเหตุการณ์ “ไม่ปกติ” ในระบบเศรษฐกิจ
ย้อนหลังได้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประ ท้วงการเมือง เหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง วิกฤตเศรษฐกิจโลกหลายครั้ง ค่าเงินบาทแข็ง สถานการณ์ราคาน้ำมันแพง และล่าสุดเหตุการณ์อุทกภัยปลายปี 2554
ยาสามัญที่จัดลงถาดยาประเคนให้ “เอสเอ็ม อี” ตัวยาหลักๆ หนีไม่พ้นการให้สินเชื่อผ่อนปรน หรือซอฟต์โลน การค้ำประกันสินเชื่อ และการหักลดหย่อนภาษี จะแตกต่างกันบ้างก็ส่วนน้อยตามความลักษณะจำเพาะของเหตุการณ์

ตรงนี้ไม่ต่างจาก “หมอเลี้ยงไข้” ดีๆ นี่เอง
ขณะที่ตลอดห้วงเวลา 5-6 ปี เอสเอ็มอียังเป็นกลุ่มนายจ้างที่มีความ “เปราะบาง” เมื่อถูกรับแรงกระแทกจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกแทบทุกครั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น วิธีการทำงานแบบ “ทำไป-แก้ไป” ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย “ถนัด” โดยเฉพาะการออกมาตรการแก้ปัญหา “ทีละจุด” รังแต่จะทำให้ลดผลกระทบจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท ยุ่งเหยิงเป็น “ลิงแก้แห”
เพราะต้องไม่ลืมว่านโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่พรรคเพื่อไทย “ชูโรง” หาเสียงของพรรคเพื่อไทยและถือ “ได้ทำแล้ว” เป็นนโยบายที่สร้างความแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจไทย “ครั้งใหญ่” และ “ลึก” ระดับโครงสร้าง
กระทั่งมีเสียงเรียกร้องจากบรรดานักอุตสาห กรรมและนายจ้างที่เสนอว่า ขอให้ออกกฎหมายห้ามใช้นโยบายปรับค่าแรงมาเป็นนโยบายหาเสียงกันเลยทีเดียว
เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 39.5% จากระดับปัจจุบัน ส่งผลให้นายจ้างและสถานประกอบการมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 6-10% ยังไม่นับต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และวัตถุดิบ
ภาระที่ถมใส่บ่านายจ้างเอสเอ็มอีรอบนี้หนักหน่วงยิ่งนัก
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยืนกรานนโยบายเพิ่มกำลังซื้อในประเทศผ่านนโยบายเพิ่ม “ค่าจ้าง”
พร้อมทั้งตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้พ้นจากประเทศที่พึ่งพา “ค่าแรงต่ำ” โดยไม่สนใจเสียงเหล่านายจ้างที่เสนอให้ยืดเวลาปรับค่าจ้าง 300 บาท ทั่วประเทศเป็น 23 ปี เพื่อให้มีเวลาปรับตัว
เป็นสิ่งที่ฟังแล้วสวยหรู แต่ทว่าไม่ได้เข้าถึง “หัวใจ” การยกระดับประเทศการพัฒนาประเทศที่แท้จริง
โดยเฉพาะการสร้างระบบการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง ไม่ใช่ระบบ “ผูกขาด” อย่างทุกวันนี้
นายจ้างที่เป็นเอสเอ็มอีไม่อาจ “ก้าวข้าม” ไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับขั้นสูง การผลิตสินค้าที่พึ่งพาการวิจัยพัฒนา
หรือการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การผลิตสินค้าที่ “โดดเด่น” มีการออกแบบและพัฒนาเทคนิคการผลิตเฉพาะ ตลอดจนการลงทุนเพื่อวิจัยพัฒนาในระดับกิจการ
สิ่งที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่เป็นในตอนนี้ คือ เป็นผู้รับจ้างผลิต และจำต้องอยู่ในห่วงโซ่ของการผลิตที่ต้องแข่งขันในด้านราคาและต้นทุน ที่สำคัญที่สุด คือ “การไม่มีอำนาจต่อรอง” ใดๆ
ในขณะที่ผลพวงการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ “ระลอกแรก” ทำให้บรรดานายจ้างทั้งหลาย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีนับล้านรายต่างยกมือ “กุมขมับ” เฝ้ากังวลถึงอนาคตของกิจการที่สร้างมากับมือด้วยน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อ
ที่หนักกว่านั้นคือ การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ “ระลอกสอง” ที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ที่บางจังหวัดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะพุ่งขึ้น 7080% และมีแนวโน้มว่า 7 จังหวัดนำร่องที่ปรับค่าจ้าง 300 บาท ไปก่อนหน้านี้ต้องขยับปรับเพิ่มค่าแรงเกินกว่า 300 บาท อย่างเลี่ยงไม่ได้
การปรับระบบค่าจ้างอย่างฉับพลัน ไม่มีการเตรียมการ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นรุนแรง ตัวเลขการว่างงานที่ปรับเพิ่มขึ้น
ประเทศไทยยามนี้กำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือยกระดับค่าจ้าง อาจเกิดขึ้นที่นี่ ประเทศไทย
การปรับลดคนงานขนานใหญ่ เพราะมีการนำเครื่องจักรมาแทนคน ส่วนที่ไปไม่ไหวก็ต้องปิดกิจการ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีค่าแรงถูก ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศพัฒนาอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทยอยตามมาให้รัฐบาล “แก้” หลังนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เดินหน้า “เต็มสูบ”
http://www.posttoday...วสไตล์-ลิงแก้แห
Edited by Suraphan07, 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 09:46.











