Jump to content


Photo
- - - - -

"ค่าแรง 300" เจ้านายผมสั่งระงับโครงการซื้อเครื่องจักรเพิ่มแล้ว...


  • Please log in to reply
17 ความเห็นในกระทู้นี้

#1 Suraphan07

Suraphan07

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 8,016 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 09:34

ท่านบอกว่า รอดูผลประกอบการไปจนถึงสิ้นปีนี้...
ถ้าไม่ไหวต่อเนื่องจริงๆ โครงการเครื่องจักรใหม่ก็คงต้อง
ยกเลิกแทนการระงับ รวมถึงการจ้างงานทั้งหมด...

เหอๆๆ...ถึงตอนนั้นเหล่าพนักงาน ลูกจ้างหลายร้อยชีวิต
ก็คงได้โอกาส กลับไปรับเงินวันละ 300 บาท ตามภูมิลำเนาเดิมของตน
เพราะคงจะประกาศใช้ทั่วประเทศแล้ว...
โอ้ว ...ช่างเป็นนโยบายที่ดีแท้ทีเดียวเชียวน่ะเนี่ยะ...
"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คนเคยทำสนับสนุน"
ว่าแต่ว่าท่านนายกปูแดง จะมีวิธีแก้แหใหม่ๆยังไงต่อดี
นอกจากใช้ปากบอกว่า "เป็นห่วง"

รับมือค่าแรง 300 ฉับไวสไตล์ "ลิงแก้แห"
26 เมษายน 2555 เวลา 08:47 น.
โดย...จตุพล สันตะกิจ

เรียกว่าสนองตอบกับสถานการณ์ได้เร็วพอสมควร ตามสไตล์การบริหารงานแบบธุรกิจของพรรคเพื่อไทย รับคำสั่งตรงจาก “เบื้องบน” ส่วน “เบื้องล่าง” มีหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ที่สำคัญต้องทันใจคนสั่งการที่นิสัย “ใจร้อน”
ไม่เช่นนั้นอาจถูก “ปลด” กลางอากาศ เหมือนที่อดีตรัฐมนตรีหลายคนเคยประสบมาแล้ว โดยเฉพาะห้วงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน มิ.ย. ที่ว่ากันว่าเป็นการ “เขย่าใหญ่” ต่างคนต่างเร่งสร้างผลงานให้อยู่ในระดับประทับใจ
เป็นที่มาของมติ ครม. วันที่ 24 เม.ย. ที่เห็นชอบมาตรการการเงินและมาตรการภาษี 8 มาตรการ เพิ่มขีดความสามารถของ “เอสเอ็มอี” ซึ่งเป็น “นายจ้างกลุ่มใหญ่” ที่ได้รับผลกระทบและได้รับแรงบีบคั้น “สาหัสที่สุด” จากนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาท ของพรรคเพื่อไทย
ได้แก่ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงาน 2 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อส่งเสริมการจ้างงานผ่านกองทุนประกันสังคม 1 หมื่นล้านบาท
การให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีหลักเพียงพอ 2.4 หมื่นล้านบาท และการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ 1 หมื่นล้านบาท
การตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแรงงาน 4.2 หมื่นบาทต่อราย โดยปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี เป็นเวลาสูงสุดไม่เกิน 4 ปี
ส่วนมาตรการภาษี เช่น ยกเว้นภาษีขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ตั้งแต่ปีแรก และนำส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า
สิ่งที่สะท้อนชัดเจนจากมาตรการที่ออกมา “รับมือ” กับนโยบายเพิ่มค่าจ้าง 300 บาทครั้งนี้ จะพบว่าเป็นตัวยาสูตรเดิมๆ ที่เห็นกัน “ชินตา”

ประหนึ่ง “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ทุกรัฐบาลงัดมาใช้ทุกครั้งในยามที่ประเทศเกิดเหตุการณ์ “ไม่ปกติ” ในระบบเศรษฐกิจ
ย้อนหลังได้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประ ท้วงการเมือง เหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง วิกฤตเศรษฐกิจโลกหลายครั้ง ค่าเงินบาทแข็ง สถานการณ์ราคาน้ำมันแพง และล่าสุดเหตุการณ์อุทกภัยปลายปี 2554
ยาสามัญที่จัดลงถาดยาประเคนให้ “เอสเอ็ม อี” ตัวยาหลักๆ หนีไม่พ้นการให้สินเชื่อผ่อนปรน หรือซอฟต์โลน การค้ำประกันสินเชื่อ และการหักลดหย่อนภาษี จะแตกต่างกันบ้างก็ส่วนน้อยตามความลักษณะจำเพาะของเหตุการณ์

Posted Image

ตรงนี้ไม่ต่างจาก “หมอเลี้ยงไข้” ดีๆ นี่เอง
ขณะที่ตลอดห้วงเวลา 5-6 ปี เอสเอ็มอียังเป็นกลุ่มนายจ้างที่มีความ “เปราะบาง” เมื่อถูกรับแรงกระแทกจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกแทบทุกครั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น วิธีการทำงานแบบ “ทำไป-แก้ไป” ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย “ถนัด” โดยเฉพาะการออกมาตรการแก้ปัญหา “ทีละจุด” รังแต่จะทำให้ลดผลกระทบจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท ยุ่งเหยิงเป็น “ลิงแก้แห”
เพราะต้องไม่ลืมว่านโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่พรรคเพื่อไทย “ชูโรง” หาเสียงของพรรคเพื่อไทยและถือ “ได้ทำแล้ว” เป็นนโยบายที่สร้างความแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจไทย “ครั้งใหญ่” และ “ลึก” ระดับโครงสร้าง
กระทั่งมีเสียงเรียกร้องจากบรรดานักอุตสาห กรรมและนายจ้างที่เสนอว่า ขอให้ออกกฎหมายห้ามใช้นโยบายปรับค่าแรงมาเป็นนโยบายหาเสียงกันเลยทีเดียว

เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 39.5% จากระดับปัจจุบัน ส่งผลให้นายจ้างและสถานประกอบการมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 6-10% ยังไม่นับต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และวัตถุดิบ
ภาระที่ถมใส่บ่านายจ้างเอสเอ็มอีรอบนี้หนักหน่วงยิ่งนัก
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยืนกรานนโยบายเพิ่มกำลังซื้อในประเทศผ่านนโยบายเพิ่ม “ค่าจ้าง”
พร้อมทั้งตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้พ้นจากประเทศที่พึ่งพา “ค่าแรงต่ำ” โดยไม่สนใจเสียงเหล่านายจ้างที่เสนอให้ยืดเวลาปรับค่าจ้าง 300 บาท ทั่วประเทศเป็น 23 ปี เพื่อให้มีเวลาปรับตัว
เป็นสิ่งที่ฟังแล้วสวยหรู แต่ทว่าไม่ได้เข้าถึง “หัวใจ” การยกระดับประเทศการพัฒนาประเทศที่แท้จริง
โดยเฉพาะการสร้างระบบการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง ไม่ใช่ระบบ “ผูกขาด” อย่างทุกวันนี้
นายจ้างที่เป็นเอสเอ็มอีไม่อาจ “ก้าวข้าม” ไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับขั้นสูง การผลิตสินค้าที่พึ่งพาการวิจัยพัฒนา
หรือการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การผลิตสินค้าที่ “โดดเด่น” มีการออกแบบและพัฒนาเทคนิคการผลิตเฉพาะ ตลอดจนการลงทุนเพื่อวิจัยพัฒนาในระดับกิจการ
สิ่งที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่เป็นในตอนนี้ คือ เป็นผู้รับจ้างผลิต และจำต้องอยู่ในห่วงโซ่ของการผลิตที่ต้องแข่งขันในด้านราคาและต้นทุน ที่สำคัญที่สุด คือ “การไม่มีอำนาจต่อรอง” ใดๆ
ในขณะที่ผลพวงการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ “ระลอกแรก” ทำให้บรรดานายจ้างทั้งหลาย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีนับล้านรายต่างยกมือ “กุมขมับ” เฝ้ากังวลถึงอนาคตของกิจการที่สร้างมากับมือด้วยน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อ
ที่หนักกว่านั้นคือ การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ “ระลอกสอง” ที่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ที่บางจังหวัดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะพุ่งขึ้น 7080% และมีแนวโน้มว่า 7 จังหวัดนำร่องที่ปรับค่าจ้าง 300 บาท ไปก่อนหน้านี้ต้องขยับปรับเพิ่มค่าแรงเกินกว่า 300 บาท อย่างเลี่ยงไม่ได้

การปรับระบบค่าจ้างอย่างฉับพลัน ไม่มีการเตรียมการ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นรุนแรง ตัวเลขการว่างงานที่ปรับเพิ่มขึ้น
ประเทศไทยยามนี้กำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือยกระดับค่าจ้าง อาจเกิดขึ้นที่นี่ ประเทศไทย
การปรับลดคนงานขนานใหญ่ เพราะมีการนำเครื่องจักรมาแทนคน ส่วนที่ไปไม่ไหวก็ต้องปิดกิจการ ย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีค่าแรงถูก ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศพัฒนาอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
เหล่านี้เป็นปัญหาที่ทยอยตามมาให้รัฐบาล “แก้” หลังนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เดินหน้า “เต็มสูบ”
http://www.posttoday...วสไตล์-ลิงแก้แห

Edited by Suraphan07, 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 09:46.


#2 blue

blue

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 1,979 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 11:05

เรื่องนี้รัฐบาลมีแผนรองรับแล้ว เพราะ ดร โกร่งเพิ่งแนะนำให้นำเครื่องจักรมาใช้
แทนแรงงานคน ประเทศเพื่อนบ้านเขาก็เริ่มพัฒนาแล้ว ก็ปล่อยให้คนของเขากลับ
ไปทำงานที่ประเทศของเขา เงินออมของประเทศก็มีเยอะแยะมากมายเก็บไว้ก็ไม่ได้
อะไรขึ้นมา เอาออกมาใช้เลย ไม่ต้องไปกู้ รัฐบาลมีสิบห้าล้านเสียงสนับสนุนอยู่แล้ว
ทำได้เลย

#3 แอบดูที่รูเดิม

แอบดูที่รูเดิม

    ขาประจำอำเช็ด!!!

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,025 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 11:22

เป็นประเด็นที่บ.ผมมา2-3วันแล้วครับ
เพราะขึ้นให้แค่ไม่กี่กลุ่ม ไม่ได้ขึ้นทั้งระบบ
น้องๆเค้าก็ไม่พอใจหยุดงานประท้วงกัน ล่าสุดก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ว่าจะยังไง

ทำไมชอบทำให้คนอื่นเค้าลำบากกันด้วยน๊า รัฐบาลชุดนี้เนี่ยะ
ทำอาชีพยาม เงินเดือนน้อย ไม่ค่อยมีปัญหากะใคร

#4 อิสระในกรอบ

อิสระในกรอบ

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 660 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 15:58

โกร่งบอกว่ารับไม่ได้ให้ย้ายไปประเทศอื่น

#5 phoosana

phoosana

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 7,687 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 16:17

ใช้เครื่องจักรแทนคน แล้วเอาคนไปเป็นปุ๋ย มั้ง :D
We love fender.

#6 Shariff

Shariff

    สมาชิกหน้าตาดี

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,802 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 16:25

ผลพวงจากค่าแรง 300

ปรากฎว่า เงินเดือนผมขึ้้น 2000

ขึ้นกันถ้วนหน้าทุกคนในบริษัท

แต่ปรับเงินเดือนประจำปีของปีนี้ไม่มี

ต้องตั้งกระทู้ชมนายกปูที่ทำให้ได้ปรับเงินเดือนแบบใจดีไหม









ไม่มีทางหรอก ชาเย็นแก้ว 22 บาทแล้วครับพี่น้องแถวบ้านผม

รายได้เพิ่ม หาได้มีเงินเก็บเพิ่มไม่ ค่าครองชีพมันขึ้นไปก่อนเงินเดือนปรับ 2000 ซะอีก
"การปลดปล่อยตัวเองออกจากความเป็นทาสทางความคิดมิใช่ใครอื่น, มีแต่เราเท่านั้นที่จะต้องกระทำ "จากเพลง Redemption song.

#7 phoosana

phoosana

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 7,687 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 16:29

งง จริงๆ ชาดำที่ทำงานแก้วยี่สิบบาท ขนาดพอๆ กับน้ำอัดลมในเซเว่นแก้วละ 18 บาท
ยอมเดินไปซื้อเซเว่นดีกว่ากดน้ำเแข็งน้อยๆ ก็ได้ นี่แม่ค้ายัดน้ำแข็งมาซะเต็มแก้ว
ดูดสามทีก็หมดแล้ว
We love fender.

#8 Suraphan07

Suraphan07

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 8,016 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 17:05

มีนักวิชาการบางท่าน ให้ความเห็นว่า
การขึ้นเงินเช่นนี้ โดยภาพรวมระยะยาว น่าจะเป็นผลดี
เพราะระบบธุรกิจเปรียบเหมือน ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่น รก คลื้ม
พอเจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป

ที่เหลือรอดก็มีแต่ที่แข็งแรง จากนั้นค่อยมาทำการตัดแต่ง กิ่งก้านใหม่
ให้ดูสวยงาม กระชับ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...

หลายท่านคงคิดว่า การใช้เครื่องจักรทดแทนคน
สามารถช่วยลดปัญหาแรงงานได้...
แต่ความเป็นจริง ในหลายๆธุรกิจ ยังคงต้องใช้แรงงานอยู่
และเครื่องจักรส่วนมาก ก็นำเข้าจากต่างประเทศ
ใครสายป่านไม่ยาวพอ ก็เตรียมตัวพับกระเป๋าได้เลย...

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า ลูกค้าจะช่วยขึ้นราคาให้บ้าง
เพื่อไม่ให้ "ขาดทุน" แต่เชื่อได้ว่า เขาคงหาตัวเลือกอื่นๆ
เพราะเขาทำธุรกิจ ไม่ใช่ตั้งมูลนิธิ... :mellow:

#9 ครุฑดำ

ครุฑดำ

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,056 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 17:22

มีนักวิชาการบางท่าน ให้ความเห็นว่า
การขึ้นเงินเช่นนี้ โดยภาพรวมระยะยาว น่าจะเป็นผลดี
เพราะระบบธุรกิจเปรียบเหมือน ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่น รก คลื้ม
พอเจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป

ที่เหลือรอดก็มีแต่ที่แข็งแรง จากนั้นค่อยมาทำการตัดแต่ง กิ่งก้านใหม่
ให้ดูสวยงาม กระชับ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...

หลายท่านคงคิดว่า การใช้เครื่องจักรทดแทนคน
สามารถช่วยลดปัญหาแรงงานได้...
แต่ความเป็นจริง ในหลายๆธุรกิจ ยังคงต้องใช้แรงงานอยู่
และเครื่องจักรส่วนมาก ก็นำเข้าจากต่างประเทศ
ใครสายป่านไม่ยาวพอ ก็เตรียมตัวพับกระเป๋าได้เลย...

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า ลูกค้าจะช่วยขึ้นราคาให้บ้าง
เพื่อไม่ให้ "ขาดทุน" แต่เชื่อได้ว่า เขาคงหาตัวเลือกอื่นๆ
เพราะเขาทำธุรกิจ ไม่ใช่ตั้งมูลนิธิ... :mellow:

ได้ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรนี่ครับ
ก็แสดงว่าบริษัทท่านยังไม่มีเงินมากพอจะซื้อเครื่องจักร
ทนใช้แรงคนเพราะว่ายังพอหมุนไปได้เดือนต่อเดือน
เป็นผมคงไปพึ่งธนาคารsmeครับ แล้วลดคนงานลง
ระยะยาวคุ้มกว่าเยอะ ทนเป็นหนี้ไปซะ4-5ปี เหอๆ

เอ็งขอเป็น"ขี้ข้าโจร" ข้าเลือกเป็น"ข้าธุลีพระบาท" เอ็งขอเป็น"ไพร่" ข้าเลือกเป็น"พสกนิกร"


#10 พิฆาตอสูร

พิฆาตอสูร

    พอจะทนเสื้อแดงได้นิดๆ

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,786 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 17:56

คนที่ถูกเครื่องจักรแทนที่ จะทำอย่างไร

ธุรกิจรอด ประชาชนไม่รอด

ประเทศชาติจะรอดได้อย่างไร

ฟ้าสีทองผ่องอำไพ  ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


#11 asawinee

asawinee

    ปฏิรูป ก่อน เลือกตั้ง

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 9,003 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 20:50

มีนักวิชาการบางท่าน ให้ความเห็นว่า
การขึ้นเงินเช่นนี้ โดยภาพรวมระยะยาว น่าจะเป็นผลดี
เพราะระบบธุรกิจเปรียบเหมือน ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่น รก คลื้ม
พอเจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป

ที่เหลือรอดก็มีแต่ที่แข็งแรง จากนั้นค่อยมาทำการตัดแต่ง กิ่งก้านใหม่
ให้ดูสวยงาม กระชับ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...

หลายท่านคงคิดว่า การใช้เครื่องจักรทดแทนคน
สามารถช่วยลดปัญหาแรงงานได้...
แต่ความเป็นจริง ในหลายๆธุรกิจ ยังคงต้องใช้แรงงานอยู่
และเครื่องจักรส่วนมาก ก็นำเข้าจากต่างประเทศ
ใครสายป่านไม่ยาวพอ ก็เตรียมตัวพับกระเป๋าได้เลย...

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า ลูกค้าจะช่วยขึ้นราคาให้บ้าง
เพื่อไม่ให้ "ขาดทุน" แต่เชื่อได้ว่า เขาคงหาตัวเลือกอื่นๆ
เพราะเขาทำธุรกิจ ไม่ใช่ตั้งมูลนิธิ... :mellow:


แล้วทำไมสหพัฒน์ถึงได้ย้ายฐานการผลิตไปพม่า โดยเฉพาะสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจำเป็นต้องใช้ฝีมือแรงงานมากกว่าเครื่องจักร
ทำไมโรงงานสำลีที่ขอนแก่น ต้องย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานไปยังลาวปีหน้า ส่วนในไทยใช้เครื่องจักร
นักวิชาการโลกสวยซะจริง

#12 รักควายแดงทุกตัว

รักควายแดงทุกตัว

    น้องใหม่

  • Members
  • Pip
  • 20 posts

ตอบ 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 22:07

มีนักวิชาการบางท่าน ให้ความเห็นว่า
การขึ้นเงินเช่นนี้ โดยภาพรวมระยะยาว น่าจะเป็นผลดี
เพราะระบบธุรกิจเปรียบเหมือน ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่น รก คลื้ม
พอเจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป


ที่เหลือรอดก็มีแต่ที่แข็งแรง จากนั้นค่อยมาทำการตัดแต่ง กิ่งก้านใหม่
ให้ดูสวยงาม กระชับ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...


หลายท่านคงคิดว่า การใช้เครื่องจักรทดแทนคน
สามารถช่วยลดปัญหาแรงงานได้...
แต่ความเป็นจริง ในหลายๆธุรกิจ ยังคงต้องใช้แรงงานอยู่
และเครื่องจักรส่วนมาก ก็นำเข้าจากต่างประเทศ
ใครสายป่านไม่ยาวพอ ก็เตรียมตัวพับกระเป๋าได้เลย...

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า ลูกค้าจะช่วยขึ้นราคาให้บ้าง
เพื่อไม่ให้ "ขาดทุน" แต่เชื่อได้ว่า เขาคงหาตัวเลือกอื่นๆ
เพราะเขาทำธุรกิจ ไม่ใช่ตั้งมูลนิธิ... :mellow:


นักวิชาการเกษตรขอบอก ใบหนาแน่นรกคลึ้มถ้ามากเกินไป เวลาโดนลมแรงจะทำให้เกิดแรงต้านทำให้ต้นไม้ล้มถอนรากถอนโคน หรืออาจทำให้กิ่งที่ต้านโดนลมทำให้ฉีกลำต้นทำให้ต้นไม้ตายได้ครับ

ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงต้องตัดแต่งกิ่งไม้ให้มีพุ่มใบเหมาะสมกับลำต้นก่อนนะครับไม่ใช่เสียหายแล้วค่อยมาแก้ไขครับ

นโยบาย 300 ร้อยเปรียบเหมือนลมแรงพัดเข้าใส่ต้นไม้ครับ ถ้าต้นไม้นั้นยังไม่ได้ตัดแต่งกิ่งก่อนคง....

#13 ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

    หน้าตาดี มีอุดมการณ์

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 21,670 posts

ตอบ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 04:26

มีนักวิชาการบางท่าน ให้ความเห็นว่า
การขึ้นเงินเช่นนี้ โดยภาพรวมระยะยาว น่าจะเป็นผลดี
เพราะระบบธุรกิจเปรียบเหมือน ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่น รก คลื้ม
พอเจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป

ที่เหลือรอดก็มีแต่ที่แข็งแรง จากนั้นค่อยมาทำการตัดแต่ง กิ่งก้านใหม่
ให้ดูสวยงาม กระชับ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...


พนันได้เลยว่าไอ้นักวิชาการที่พูดแบบนี้ ทั้งชีิวิตคงไม่เคยทำธุรกิจ

:angry:


เข้ามาเพิ่ม คันปากทนไม่ไหว

เจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป

อางี้ไหม ถ้าผู้สมัครอธิการบดีดันไปรับปากกรรมการบริหารมหาลัยว่า..ถ้าผมประหยัดงบรายจ่ายให้ได้ ท่านต้องเืลือกผมเป็นอธิการ
ทีนี้พอได้ตำแหน่ง ก็เลยมาประกาศนักวิชาการที่เป็นอาจารย์ว่า... "ลดค่าสอนนะ อจ.คนไหนทนเงินน้อยได้ก็รอด ทนไม่ได้ก็ลาออกไป"
มันยังจะกล้าแถว่าตัวเองเป็นใบไม้ก้านผุที่ถูกระบบปลดระวางอีกไหม

Edited by ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่, 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 04:33.

gladiator 1.jpg

 

 

 

 

 

 


#14 Thai4u

Thai4u

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,398 posts

ตอบ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 06:22

ระยะยาว SME โดนกระทบแน่นอน ไม่น่าเกิน 5 ปี (ควจจะมีกฎหมายกำหนดห้ามนำนโยบายแบบนี้มาหาเสียง)

ส่งออกของไทยก็ย่ำแย่ทีสุดในรอบหลายปี

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ค่าครองชีพยังพุ่งกระฉูดแบบนี้

น่าเป็นห่วงสำหรับคนรายได้น้อยจริงๆ

เอ๊ะ!!หรือพวกเค้ารับสภาพได้..........

คุณต้องลงมือ จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง "คานธี"

 

กฏของเสียงข้างมาก จะใช้กับเรื่องของมโนธรรมไม่ได้ "คานธี"

 


#15 korkang

korkang

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,879 posts

ตอบ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 07:39

คนที่ถูกเครื่องจักรแทนที่ จะทำอย่างไร

ธุรกิจรอด ประชาชนไม่รอด

ประเทศชาติจะรอดได้อย่างไร

ตัวอย่างชัดเจนคือน่าจะเป็นยามตามอาคาร แทนที่โดยใช้กล้อง ไม้กั้น ประตูเลื่อนออโต้ และบัตรแถบแม่เหล็ก ใช้แตะเวลาเข้าออก มีเพียงรปภ.ไม่กี่คนที่อยู่ในห้องควบคุม

#16 Suraphan07

Suraphan07

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 8,016 posts

ตอบ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 08:44

ลิงค์บทความที่นักวิชาการท่านนั้นเขียนไว้...
พี่เลี้ยง คนวิจารณ์ คนเชียร์ มักจะเสียงดังและ
เก่งกว่าผู้เล่นเสมอ ? ... ;)

"คิดอย่างไรกับเงินเดือน ปริญญาตรี 15,000 บาท
กับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท?"
http://www.tpa.or.th...tentFile997.pdf

#17 จอมโจรคิด

จอมโจรคิด

    อธรรมผู้น่ารัก

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 3,299 posts

ตอบ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 08:51

ปีก่อนทุกเดือนผมเหลือประมาณ 2000 หลักหักเงินเก็บ ปีนี้พอหักเงินเก็บแล้วแทบไม่เหลือเลยครับ ขนาดเงินเดือนเพิ่มมาอีกประมาณ 2000 นะ

นี่ผมระมัดระวังการใช้จ่ายแล้วนะ

เจตนารมณ์ส่วนตัว
- ไม่ใช้ถ้อยคำที่คำหยาบคาย
- ไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่มีเหตุผล


#18 ปุถุชน

ปุถุชน

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 27,531 posts

ตอบ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 - 09:20

มีนักวิชาการบางท่าน ให้ความเห็นว่า
การขึ้นเงินเช่นนี้ โดยภาพรวมระยะยาว น่าจะเป็นผลดี
เพราะระบบธุรกิจเปรียบเหมือน ต้นไม้ที่มีใบหนาแน่น รก คลื้ม
พอเจอลมพัดแรงๆ ใบเก่า กิ่งแห้ง ก้านผุ ที่ต้านไม่ไหวก็จะหลุดร่วงไป

ที่เหลือรอดก็มีแต่ที่แข็งแรง จากนั้นค่อยมาทำการตัดแต่ง กิ่งก้านใหม่
ให้ดูสวยงาม กระชับ และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น...

หลายท่านคงคิดว่า การใช้เครื่องจักรทดแทนคน
สามารถช่วยลดปัญหาแรงงานได้...
แต่ความเป็นจริง ในหลายๆธุรกิจ ยังคงต้องใช้แรงงานอยู่
และเครื่องจักรส่วนมาก ก็นำเข้าจากต่างประเทศ
ใครสายป่านไม่ยาวพอ ก็เตรียมตัวพับกระเป๋าได้เลย...

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า ลูกค้าจะช่วยขึ้นราคาให้บ้าง
เพื่อไม่ให้ "ขาดทุน" แต่เชื่อได้ว่า เขาคงหาตัวเลือกอื่นๆ
เพราะเขาทำธุรกิจ ไม่ใช่ตั้งมูลนิธิ... :mellow:



ถ้าผมเป็นนักวิชาการ นักการเมืองพรรคเพื่อแม๊วและข้าราชการประจำ ผมก็คิดอย่างนั้นได้...
แต่นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ นายจ้าง และลูกจ้างเอกชนไม่ได้คิดอย่างนั้น.......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...





ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้

สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน