น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาค่าครองชีพของประชาชนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) อีกหน่วยละ 30 สตางค์ ในรอบบิลเดือนพ.ค.-ส.ค.ว่า เป็นห่วงอยู่ และได้รับเสียงร้องเรียนอยู่เหมือนกัน ซึ่งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน หากได้มาตรการที่ชัดเจนแล้วจะชี้แจงให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่าเข้ามาติดตามงานของเกือบทุกกระทรวง และได้ฝากความห่วงใยของประชาชนไปยังกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาด ไทยที่กำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง รวมทั้งกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขเศรษฐกิจทั้งหมด
'เรื่องค่าน้ำค่าไฟต่างๆ นั้น คงต้องขอกลับไปดูภาพรวมก่อนว่าจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน การเข้าไปช่วยเหลือนั้นโดยหลักแล้วเราคงจะไม่สามารถออกมาตรการเป็นภาพรวมทั้งหมดได้ แต่จะเข้าไปดูเป็นรายกลุ่ม เพราะต้องใช้ งบประมาณ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นคงจะเลือกช่วยเฉพาะจุดที่มีผลกระทบเบื้องต้นก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย' น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว
ส่วนเรื่องค่ารถโดยสารนั้น ได้ติดตามและหารือกันอยู่ โดยสั่งการให้กระทรวงพลังงานไปหารือถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ แต่การแก้ปัญหานั้น คงจะต้องแก้เฉพาะจุดที่มีผลกระทบก่อน ซึ่งค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้ปรับสูงขึ้น ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นำกำไรของบมจ.ปตท. มาอุดหนุนและแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนนั้น วันนี้มีเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่แล้ว ขอให้กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เข้าไปพิจารณาในรายละเอียดก่อน
นายดิเรก ลาวัลย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกกูเลเตอร์) กล่าวว่า ขณะนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องอัตราค่าบริการจากมาตรการค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ตั้งแต่ 25 เม.ย. - 4 พ.ค.2555 ซึ่งเป็นการปรับลดหน่วยการใช้ไฟฟรีของครัวเรือนจากเดิมไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน หลังจากนั้นจะประกาศใช้ในเดือนมิ.ย.2555 ทำให้ครัวเรือนได้รับประโยชน์เหลือ 4.37 ล้านครัวเรือนจาก 8 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะเป็นการลดภาระการอุดหนุนจากผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่นลง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าเอฟทีและค่าโดยสารรถสาธารณะว่า จะกระทบเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นไม่มากนัก ไม่น่าจะเกิน 0.1-0.2% แต่จะผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และอาจผลักภาระมายังราคาสินค้าบ้าง ทั้งนี้ ยังคงกรอบเพดานเงินเฟ้อทั้งปีไว้ที่ 4% แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากกว่าคือภาษีสรรพสามิตน้ำมันซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 0.005 บาท จากเดิมเก็บที่ 5.3 บาทต่อลิตร และรัฐคงอัตราดังกล่าวถึงสิ้นเดือนพ.ค.นี้ โดยประเมินว่าการขึ้นเบนซินและดีเซลทุกๆ 1 บาท จะกระทบเงินเฟ้อ 0.2-0.3%
ที่มา : http://www.khaosod.c...HdOQzB5Tnc9PQ==
รากหญ้าถึงกับยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นของขวัญชิ้นนี้
Edited by อิสระในกรอบ, 27 เมษายน พ.ศ. 2555 - 09:53.














