เพราะอะไร...นายกฯ เหลวไหล - ประเทศชาติเหลวแหลก
(1) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เธอขาดประสบการณ์ทางการเมือง ไม่เคยปรากฏบทบาทหรือแสดงการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สะท้อนความมีอุดมการณ์ หรือแม้แต่ความสนใจปัญหาบ้านเมืองส่วนรวมมาก่อนเลยแม้แต่น้อย เธอเข้ามาเป็น สส.ภายใต้การเชิดหุ่นของพี่ชายที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้เป็นแม้แต่หัวหน้าพรรคการเมือง ไม่เคยลงเลือกตั้งโดยอาศัยเฉพาะต้นทุนทางการเมืองของตนเอง หาเสียงไม่กี่วันก็ได้เป็นนายกฯ จากฐานเสียงและการเชิดของพี่ชายเธอ เธอไร้ประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยสิ้นเชิง ไม่เคยทำงานในสภา ไม่เคยเป็นผู้แทนราษฎร และไม่เคยคลุกคลีสัมผัสกับปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
.jpg)
(2) เธอขาดความรู้และวิสัยทัศน์ที่จะเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความเป็นไปของไทยและของโลก ที่ผ่านมา เธอมีตำแหน่งในบริษัทของตระกูล ซึ่งมีลูกจ้างเป็นผู้บริหารมืออาชีพคอยรับผิดชอบดูแล ไม่ได้แสดงความรู้ความสามารถในฐานะผู้บริหารที่โดดเด่น ไม่ได้เผชิญโลกธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมืองและสังคมด้วยตัวเองอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำ ยังไม่แสวงหาความรู้เพิ่มเติมแต่อาศัยทีมงานเขียนโพยเตรียมไว้ให้ ซึ่งแม้แต่จะอ่านโพยก็ยังอ่านผิดๆ พลาดๆ ซ้ำซาก
(3) เธอขาดวิจารณญาณที่จะเชื่อ หรือเลือกที่จะเชื่อในเรื่องใดกับคนใด ขาดวิจารณญาณในการตัดสินใจการเลือกใช้ใคร เลือกที่จะฟังใคร ในประเด็นปัญหาต่างๆ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคนเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องรู้แตกฉานทุกเรื่อง แต่สำคัญคือ จะต้องรู้จักที่จะเลือกใช้คน เลือกฟังคนที่มีความรู้จริงแท้ ไม่ฉ้อฉล ไม่โง่ ไม่คดโกง ก่อนจะมีวิจารณญาณที่แม่นยำด้วยตนเอง
(4) ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ผลประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวขัดกันกับผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ เพราะถ้าจะรักษาความเป็นนิติรัฐ เคารพระบบยุติธรรมของประเทศ นายกฯก็จะต้องเดินหน้าบังคับคดีตามกฎหมาย เคารพศาลยุติธรรม ซึ่งจะทำให้พี่ชายและตนเองสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัว อย่าลืมว่า เธอเป็นคนที่ช่วยพี่ชายซุกหุ้น มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท ซึ่งมีข้อครหาจะต้องถูกดำเนินคดีฐานให้การเท็จในศาลต่อไปด้วย
(5) เธอขาดวิญญาณของผู้นำประเทศที่มีความกล้าหาญ มองปัญหาของประเทศทะลุ และพร้อมจะแก้ไข เอาชนะปัญหา เมื่อไร้ประสบการณ์ ไม่เคยต่อสู้เพื่อประเทศชาติส่วนรวมมาก่อน จิตวิญญาณเธอย่อมไม่ถูกหล่อหลอม ไม่มีความกล้าหาญ แถมความรู้ความเข้าใจปัญหาของประเทศชาติส่วนรวมก็อ่อนด้อย ไม่เข้าใจปัญหา ไม่ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของตนในฐานะผู้นำประเทศไม่เอาชนะปัญหา แต่มุ่งเอาชนะทางการเมือง เช่น ใช้บริการของนักโต้วาทีเพื่อสร้างวาทกรรม “ถูกทั้งแผ่นดิน” เพียงเพื่อกลบปัญหา “แพงทั้งแผ่นดิน” ค่าครองชีพสูง ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ
(6) เธอขาดความมั่นใจในการเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงหุ่นเชิด แต่งตัวสวย กลบเกลื่อน โยนกลอง โยนการรับผิดชอบ โยนการตอบคำถาม โยนการถูกตรวจสอบ อ้างว่า “เป็นเรื่องของสภา” – “ฝ่ายที่รับผิดชอบกำลังดูแลอยู่” ฯลฯ ทำเหมือนตนเองไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ที่ผ่านมา เธอจึงเอาตัวรอดด้วยการเล่นละคร เสแสร้ง ยิ้มหวาน เธอโพสท่าถ่ายรูปให้กับตากล้อง แต่เดินหนีคำถามของนักข่าว แสร้งว่าเชื่อมสัมพันธ์ปรองดองกับทุกฝ่าย ทั้งๆ ที่ มีแต่เปลือก ไร้แก่น บริหารล้มเหลว ประเทศเจ๊งทั้งแผ่นดิน 11 เดือนภายใต้อำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ฝ่ายตรงข้ามไม่เคยออกมาชุมนุมประท้วง ขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเหมือนยุครัฐบาลที่แล้วต้องเผชิญกับการก่อกวนของแกนนำเสื้อแดง แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว สอบตกกราวรูด โดยเฉพาะในด้านการบริหารเศรษฐกิจ
เพราะอะไร...
(1) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เธอไม่ใส่ใจงานและการตรวจสอบของสภา ทั้งๆ ที่ จะได้รับฟังข้อมูลความคิดเห็นที่รอบด้าน ในขณะเดียวกันก็ปัดความรับผิดชอบในเรื่องสำคัญ อ้างว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งๆ ที่ ฝ่ายบริหารมาจากสภา มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องมีการดุลและคานอำนาจกันและกัน โดยที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ไม่ให้รัฐมนตรีหลุดจากการเป็น สส.เหมือนสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ดังนั้น รัฐมนตรีและนายกฯ ที่เป็น สส.ก็ยิ่งต้องทำงานในสภาด้วย
(2) งานการต่างประเทศของรัฐบาล ขาดความรอบรู้ สถานการณ์ โครงสร้างอำนาจการเมืองของโลก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เธอจึงได้แต่ยิ้ม พูดเอาใจต่างชาติ แต่งกายเอาใจต่างชาติ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ ได้ลึกซึ้ง ทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสมีภาษาไทย แต่เธออยากแสดงภาษาอังกฤษที่แสนอัปลักษณ์ รูปประโยคแปลตรงจากคำศัพท์ภาษาไทย คำศัพท์แปลตรงจากคำไทย หากเป็นคนธรรมดาหรือคนที่พูดกันตามพัฒน์พงศ์ พัทยา ก็คงยอมรับได้ แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็ขาดประสบการณ์ความรู้ด้านการต่างประเทศเช่นเดียวกับเธอ แทนที่จะเอาคนที่มีความรู้เข้ามาเสริมการทำงาน กลับกลายเป็นไม่สามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลทำงานแทนได้ ก็ได้แต่ร่วมกันเอื้ออำนาจผลประโยชน์ให้นักโทษหนีคดีความผิด ทักษิณ ชินวัตร ให้สามารถเดินทางต่างประเทศได้สะดวก แตกต่างกับประเทศพม่า เขาให้นางออง ซาน ซู จี ที่มีภาพลักษณ์ดี มีปัญญารอบรู้ เป็นตัวนำการเชื่อมประสานต่างประเทศ
สามารถแลกเปลี่ยนประเด็นกับสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิผล โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นกิจวัตร
.jpg)
(3) การบริหารประเทศยามวิกฤติ
3.1 การบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมล้มเหลว สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารตัดสินใจ
1.ตัดสินใจตั้งคนผิดมาเป็นผู้บริหารจัดการ ใช้คนผิดงาน เอาพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก มาบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วม
2.ปล่อยให้พรรคพวก สส.ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการเข้ามายุ่งเกี่ยวการบริหาร ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วม ทั้งใน ศปภ. ไม่ว่าจะเรื่องของบริจาค ถุงยังชีพ หรือแม้แต่การปลุกม็อบมารื้อคันกั้นน้ำบางพื้นที่
3.ปกปิดข้อมูลความจริงมิให้ประชาชนรู้เพื่อเตรียมรับมือและช่วยตัวเอง เมื่อรัฐบาลเอาไม่อยู่ แทนที่จะบอกความจริงกับประชาชน ประชาชนเสมือนถูกหลอกให้ตายใจ พึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้ ช่วยตัวเองก็ไม่ทันเสียแล้ว
4.มีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรคพวก ทั้งในด้านการเมืองและธุรกิจ บิดเบือนการตัดสินใจตามหลักการและข้อมูลข้อเท็จจริง ทำให้การผันน้ำไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการท่วมขังเป็นเวลานาน และปริมาณมากกว่าที่ควรเป็น
5.ขณะนั้นควรใช้กฎหมายที่ให้อำนาจสั่งการ เช่น กฎหมายบริหารในภาวะฉุกเฉิน แต่กลับไม่ใช้ ลอยตัว ไม่กล้ารับผิดชอบ ทำให้การทำงานขัดแย้งไม่เป็นเอกภาพ ทั้งในระหว่างเจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่ ประชาชนกับประชาชน และประชาชนกับเจ้าหน้าที่
3.2 การบริหารจัดการสถานการณ์ระเบิดที่หาดใหญ่และความไม่สงบในภาคใต้
สะท้อนภาวะผู้นำล้มเหลว เมื่อเกิดระเบิดที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายกฯ ก็ไม่กล้าที่จะลงไป ไม่กล้าสั่งการ ไม่กล้าดำเนินการ ไม่กล้าตัดสินใจ อ้างยกเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง ทั้งๆ ที่ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญกว่าการแต่งตัวสวยๆ ให้ช่างภาพถ่ายรูป
(4) การบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว สอบตก
1.นโยบายที่สัญญาไว้ ทำไม่ได้ ทำไม่ครบ และกลับตรงกันข้าม เช่นจะกระชากค่าครองชีพลงมา กลับกลายเป็นว่าค่าครองชีพแพงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รายได้ประชาชนลดลง จะยกเลิกกองทุนน้ำมัน กลับยังจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอยู่ แถมทำให้กองทุนน้ำมันที่เคยเป็นบวกกลับกลายเป็นติดลบ ขาดทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เท่ากันทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ทำทันที กลับได้เพียง 7 จังหวัด แถมล่าช้าแรมปี โดยที่ค่าครองชีพทะยานสูงขึ้นไปรออยู่แล้ว ปริญญาตรีจบใหม่ ทุกสาขา เงินเดือน 15,000 บาท กลับกลายเป็นเฉพาะข้าราชการ แถมไม่ใช่เงินเดือนทั้งหมด เป็นเพียงเงินเพิ่มพิเศษ และยังได้ไม่ครบ จำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน ผลประโยชน์ตกกับพ่อค้าที่วิ่งเต้นนักการเมือง เกิดการทุจริตรั่วไหล ชาวนาไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถูกหักสารพัด แถมหลายพื้นที่นาถูกน้ำท่วม รายได้หาย หมดเนื้อหมดตัว จะสร้างรถไฟฟ้า 10 สายทั่วกรุงเทพฯ ค่าโดยสาร 20 บาท ถึงวันนี้ยังมีแต่ลม โกหกอย่างเลื่อนลอย ฯลฯ
2.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำแต่เรื่องใช้เงิน ถลุงเงินแผ่นดิน ออกนโยบายเอาหน้าประชานิยม แม้จะเกิดภาวะข้าวของแพง เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้ดี ออกรถคันแรก กองทุนให้สตรีเป็นหนี้ แจกเงินให้คนเสื้อแดงเพื่อตอบแทนทางการเมือง ฯลฯ แต่เรื่องที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ยั่งยืนของประชาชนกลับละเลย ไม่ดำเนินการ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ บำนาญประชาชน ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ฯลฯ
3.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “ดีแต่โม้ เก่งแต่กู้” ของแท้ เคยหาเสียงว่าจะล้างหนี้ประเทศ แต่กลับขยันก่อหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งทำลายสถิติเดิมของประเทศ
4.ปัญหาข้าวของราคาแพง แทนที่รัฐบาลจะแก้ปัญหา แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับโต้วาทีกับประชาชน โดยอ้างว่าอุปาทาน คิดไปเอง
5.ผู้นำรัฐบาลขาดความรู้ความเข้าใจในกลไกเศรษฐกิจ มองเศรษฐกิจเป็นธุรกิจปล่อยให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดำเนินการ กระทั่งมีความพยายามซุกหนี้ของประเทศ สร้างภาพทางการคลัง เตรียมถลุงใช้เงินแผ่นดิน เป็นอันตรายต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศอย่างยิ่ง โดยที่นายกรัฐมนตรี “หนูไม่รู้” ไม่สามารถจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย
(5) สร้างภาพว่าปราบยาเสพติด ทะเลาะกับชนกลุ่มน้อยตามชายแดน แต่ปัญหายาเสพติดในชุมชนระบาดหนักทั่วประเทศ ปัญหาสังคมและอาชญากรรมขยายตัวรวดเร็ว เมื่อข้าวของแพง แต่รัฐมีนโยบายยุยงส่งเสริมให้คนใช้เงินเกินตัว เกิดการปล้น จี้ ก่ออาชญากรรมทั่วไป เยาวชนอายุน้อยมีเพศสัมพันธ์ขณะไม่พร้อม ฆ่าลูก ติดเอดส์ ฆ่าตัวตาย นักเรียนยกพวกตีกัน ยิงกัน ความรุนแรงลุกลาม
(6) รัฐบาลเอาใจใส่แต่เพียงการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่ใช่คนของตัว เล่นพรรคเล่นพวก บีบให้ข้าราชการเปลี่ยนสี ไม่เช่นนั้นก็ถูกโยกย้ายออกไป เช่น การเอาพลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เครือญาติขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ ผบ.ตร. โดยโยก ผบ.ตร.คนเดิมไปอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ เตะนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกไปจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ย้ายคนของตัวเองไปอยู่ที่ดีเอสไอ ป.ป.ท. และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่สำคัญ เป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมเพื่อพลิกคดี ของพรรคพวกตัวเองให้รอดพ้นความผิด เป็นต้น
(7) ตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์หมกมุ่นอยู่แต่การวางแผนยึดอำนาจปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ จะเห็นได้ 3 เรื่อง
7.1 พยายามจะฉีกรัฐธรรมนูญ อ้างตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
7.2 ดำเนินการล้างผิดให้คนโกงชาติ ทุจริตโกงกิน ล้มล้างอำนาจตุลาการ โดยอ้างกฎหมายปรองดอง
7.3 มุ่งประหารรัฐโดยอาศัยเสียงข้างมาก พรรคธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ ยึดกุมอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และทำทุกวิถีทางเพื่อคืบคลานหวังจะคุมอำนาจฝ่ายตุลาการ
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 บัญญัติชัดเจนว่า
มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
ดังนั้น หากพรรคธุรกิจการเมืองทุนนิยมสามานย์ “ระบอบทักษิณ” สามารถยึดกุมอำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่ายเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จเมื่อใด ย่อมคุกคามพระราชอำนาจ และบิดเบือนระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์อาจจะกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ หรือเป็น “รัฐไทยใหม่”
(8) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ควบคุมแทรกแซงสื่อ โดยเฉพาะฟรีทีวี ให้เสนอแต่ความจริงด้านเดียว ไม่ว่าจะกรณีปลดรายการที่ไม่ยอมปิดหูปิดตาประชาชนที่ช่อง 11 หรือปล่อยให้มีการคุกคามนักข่าวช่อง 7 ตามมาด้วยการปลดรายการที่ช่อง 9 เป็นต้น
(9) บทบาทของนายกรัฐมนตรี 11 เดือน นางสาวยิ่งลักษณ์ใช้วิธีการเล่นละครการเมืองตบตาแต่งตัวสวย เสื้อผ้าหน้าผม เป็นตัวละครซื่อๆโง่ๆเป็นหญิงที่พยายามเข้าหาทุกฝ่าย ใช้ความเป็นหญิงออดอ้อน ปกปิดความผิดพลาดและเรื่องที่ตนทำไม่เป็น แม้เรื่องส่วนตัวจะถูกเปิดเผยเป็นระยะๆ เช่น ช่วยพี่ซุกหุ้น ให้การเท็จต่อศาล หนีการประชุมสภาไป ว.5 ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ และพยายามต่อความสัมพันธ์กับอดีตและปัจจุบันของนายทหารใหญ่ เป็นต้น
บทสรุป
ถึงวันนี้ ประเทศไทยเสียเวลาและโอกาสกับนายกฯ นกแก้วนกขุนทองมามากแล้ว 11 เดือนในความพยายามของรัฐบาลเธอ คือผลประโยชน์ส่วนตัวและอำนาจของทักษิณ ในขณะที่ประเทศชาติสูญเสียต้นทุน เสียประโยชน์ และเสียโอกาสมากเกินพอแล้ว บัดนี้ เวลาของเธอหมดแล้ว...จงไปเสียจากการเป็นผู้นำประเทศของเราเสียเถิด เวลาของเธอหมดแล้ว... ไปๆ
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต
http://www.naewna.com/politic/columnist/1702











