Jump to content


Photo
- - - - -

วาทกรรมหลอกควาย ผลไม้พิษ กับคดียึดทรัพย์ทักษิณ


  • Please log in to reply
2 ความเห็นในกระทู้นี้

#1 คนกรุงธน

คนกรุงธน

    เมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 6,129 posts

ตอบ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 05:53

http://www.naewna.co.../columnist/1633
Posted Image
ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของทักษิณ ชินวัตร ถึงได้ออกมาส่งเสียงวี๊ดว้ายกะตู้วู้ ตีปีกสนับสนุน ขอบคุณพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมล้างผิดในนาม “ปรองดอง” เป็นการใหญ่
ก็เพราะเนื้อหาสาระของ พ.ร.บ.เหล่านี้ (ทั้งร่างของ พลเอกสนธิ และร่างของ ส.ส.เพื่อไทย) ล้วนแต่จะยังผลประโยชน์ตกแก่ทักษิณ ชินวัตร
ช่วยให้ไม่รับต้องโทษ ไม่ต้องรับผิด และยังจะได้เงิน 46,000 ล้านบาท ซึ่งถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาชี้ขาดว่าได้มาโดยมิชอบ ร่ำรวยผิดปกติ สั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว แต่จะได้กลับคืนไปสู่กระเป๋าของตนเอง
เงิน 46,000 ล้านบาท มันมากมายมหาศาลแค่ไหน...
แม้จะมากไม่เท่าจำนวนเงินที่รัฐบาลน้องสาวทักษิณก่อหนี้ในช่วงที่ผ่านมาไม่ ถึงปี แต่ก็มากเกินพอที่จะเป็นชิ้นเนื้อโอชะให้สัตว์หิวเงินในร่างนักการเมือง น้ำลายสอ อยากรุมแทะรุมฟัด จึงต้องช่วยผลักดันทุกวิถีทาง
ส่วนนายพานทองแท้เป็นลูกทักษิณ ก็ย่อมจะต้องการให้พ่อมีกองมรดกมากๆ เป็นธรรมดา
สุดแสนเวทนา... ลิ่วล้อบริวารของทักษิณ พยายามท่องติดปากต่อๆ กัน กับบรรดาวาทกรรมที่เสกสรรปั้นแต่ง บิดเบือนเพื่อที่จะอ้างความชอบธรรมในการลบล้างคดียึดทรัพย์ทักษิณ และคืนเงินให้ทักษิณ
ที่พูดกันมากที่สุด คือ ทฤษฎีผลไม้พิษ ซึ่งเป็นวาทกรรมหลอกควายที่อ้างตามๆ กันมาบ่อยมาก
อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ นักกฎหมายมหาชน อดีต คตส. มีคำอธิบายไว้ชัดเจนมาก บอกว่า

Posted Image

“...คตส. เป็นเพียง ป.ป.ช.เฉพาะกิจ คือเป็นองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจ ป.ป.ช.ตรวจสอบการปฏิบัติราชการของระบอบทักษิณ ตามกระบวนการไต่สวนในกฎหมาย ป.ป.ช. หากพบว่ามีมูลคดีในเรื่องใดในฐานความผิดตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วก็ให้ส่ง พนักงานอัยการดำเนินคดีทางศาลตามปกติต่อไป
ในกรอบราชการเช่นนี้ ผู้ถูกกล่าวหาในกระบวนการไต่สวนของ คตส. ก็ได้พยายามต่อสู้ในศาลว่า กฎหมายจัดตั้ง คตส. ไม่เป็นธรรม หรือ คตส.ดำเนินคดีขัดต่อกฎหมาย ป.ป.ช.มาโดยตลอด แต่ศาลก็ชี้ขาดเป็นที่สุดมาตลอดว่า ประกาศ คมช.จัดตั้ง คตส.นี้มีฐานะเป็นกฎหมาย และในตัวกฎหมายก็ไม่มีมาตรการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ทุกคดีดำเนินไปตามกรอบและมาตรฐานของกฎหมายปกติ เหมือนคดีปกติทุกประการ การที่บิ๊กบังเละโผล่มากล่าวอ้างในร่างกฎหมายอย่างเลื่อนลอยว่ากระบวนการ คตส.ขัดต่อหลักนิติธรรม จึงเป็นการแทรกแซงและละเมิดอำนาจตุลาการที่ได้ตัดสินปัญหานี้เป็นที่ยุติไว้ แล้ว อย่างชัดแจ้งมาก
สำหรับกรณีที่รัฐสภาไทย เคยตรากฎหมายให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวที่คณะปฏิวัติใช้อำนาจสั่งขังลืมดัง กรณีที่ขังคุณอุทัย พิมพ์ใจชนนั้น กรณีนี้ก็มิใช่การล้มล้างอำนาจศาลหรือกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดไม่ หากแต่เป็นการปฏิเสธการใช้อำนาจโดยมิชอบของคณะปฏิวัติโดยตรงเลยทีเดียว
เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว การที่ฝ่ายรัฐบาลจะอาศัยเสียงข้างมากใช้อำนาจรัฐสภาล้มล้างคดีของ คตส. จึงเป็นเรื่องไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่ต่างจากกรณีที่จอมพลสฤษดิ์ สั่งขังคุณอุทัย พิมพ์ใจชน แต่อย่างใด
ใครกันแน่ คมช.หรือฝ่ายรัฐบาล ที่ถืออำนาจบาตรใหญ่? ก็เป็นปัญหาที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนด้วย จะให้ถามบิ๊กบังเละ ก็คงฟังไม่ได้เพราะแกยืนอยู่ทั้งสองฝั่งเลย
ท้ายที่สุดนี้ สำหรับข้ออ้างที่ว่า กฎหมาย คตส.มาจากเผด็จการ บรรดาการกระทำของ คตส. และการกระทำอื่นที่สืบเนื่องจึงต้องเสียไป ตาม "ทฤษฎีผลไม้พิษ" นั้น ก็เป็นความเห็นที่นักคิดฝ่ายรัฐบาลคิดขึ้นเอง โดยไม่มีที่ยืนในระบบนิติศาสตร์ไทยแม้แต่น้อย กล่าวคือ
ก.กฎหมายไทยกับคณะรัฐประหาร เมืองไทยมีการปกครองโดยรัฐธรรมนูญและโดยคณะรัฐประหารสลับกันเป็นระยะตลอดมา ในส่วนระบบการเมืองนั้นก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยตลอดเวลา แต่ในส่วนระบบกฎหมายนั้น กระบวนการยุติธรรมกลับจะเดินไปตามปกติ มีตำรวจ อัยการ ศาล ใช้อำนาจตามกฎหมายปกติไปตลอดเวลา โดยอาจมีอำนาจคณะรัฐประหารมาล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพราษฎรเป็นบางกรณี เช่น ให้อำนาจเจ้าหน้าที่การคุมขังบุคคลอันธพาล หรือผู้มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยไม่ผ่านศาล หรือยึดทรัพย์นักการเมืองในรัฐบาลก่อน เป็นต้น
สำหรับกรณีหลังที่ใช้อำนาจคณะรัฐประหารมาล่วงสิทธิชาวบ้านนี้ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่มีการปกครองโดยรัฐธรรมนูญแล้วก็จะมีการแก้ไขหรือปฏิเสธ โดยรัฐสภาหรือศาลสูงในภายหลังทุกครั้งไป แต่การปฏิเสธนี้จะไม่มีผลย้อนหลัง คือจะมีผลไปข้างหน้านับแต่วันที่พิพากษา หรือวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเท่านั้น
ข.กฎหมายโมฆะไม่ได้ โดยสภาพข้างต้น บุคคลที่ถูกจำขังในฐานะเป็นบุคคลอันธพาลโดยคำสั่งคณะรัฐประหาร เมื่อถูกปล่อยตัวโดยกฎหมายของรัฐสภาแล้ว ก็จะฟ้องร้องรัฐหรือเจ้าหน้าที่โดยอ้างว่ากฎหมายอันธพาลเป็นโมฆะมาแต่แรกไม่ ได้ หลักกฎหมายของศาลฎีกาไทยที่ตัดสินว่าคณะปฏิวัติที่ครองอำนาจได้ย่อมมีอำนาจ ตรากฎหมายได้ และถือเป็นกฎหมายตลอดไปจนกว่าจะยกเลิกแก้ไขไปภายหน้านั้น จึงเป็นหลักที่ช่วยให้กระบวนการปกครองโดยกฎหมายเดินไปตามปกติได้ไม่ว่าการเมืองจะปรวนแปรไปเช่นใดก็ตาม
ค.ทฤษฎี "ผลไม้พิษ" หากถือตามเกณฑ์ข้างต้นที่กล่าวมา จนทุกวันนี้และในร่างกฎหมายนี้ ก็ยังไม่ปรากฏเลยว่ากระบวนการใช้อำนาจของ คตส. ไม่เป็นธรรม ไม่ได้มาตรฐานรัฐธรรมนูญที่ตรงไหน ด้วยทางตันเช่นนี้นี่เองที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ต้องคดี คตส. ต้องหันไปสร้างทฤษฎีผลไม้พิษขึ้นมาว่า คตส.มาจากอำนาจรัฐประหารที่ชั่วร้าย ผลงานทางคดีของ คตส.จึงชั่วร้ายตามไปด้วย คำพิพากษาของศาลที่ตัดสินลงโทษไปตาม คตส.จึงมีความชั่วร้าย มีพิษรัฐประหารเจือปนอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องปฏิเสธการดำเนินคดี คตส.ทุกขั้นตอน
คำอธิบายเช่นที่กล่าวมา เป็นการนำทฤษฎีคุ้มครองสิทธิพื้นฐานในคดีอาญามาใช้โดยบิดเบือน ต้นกำเนิดของทฤษฎีนี้อันที่จริงแล้วก็มาจากศาลสูงสหรัฐที่ตัดสินว่า หากเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ เช่น ไม่แจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ หาพยานหลักฐานโดยดักฟัง โดยทรมาน โดยล่อลวงฯ แล้ว ศาลจะต้องยกฟ้องหรือต้องปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเสมอ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว ก็จะเท่ากับว่าศาลได้ยอมรับและตกเป็นเครื่องมือของการละเมิดสิทธิพื้นฐานของ ประชาชน ดังนั้น คดีใดที่มีกระบวนการละเมิดรัฐธรรมนูญเช่นนี้เจือปนอยู่จึงต้องถือเป็นเช่นผลไม้พิษ ที่นิติรัฐจะนำมาตัดสินหรือรับประทานต่อไปอีกไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีหลักฐานเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงสักเพียงใดก็ตาม
จากที่กล่าวมา ตัวจริงของทฤษฎีนี้จึงเป็นทฤษฎีทางกฎหมาย ที่ใช้ได้ก็ต่อเมื่อการไต่สวนของคตส.ในคดีใด ได้ล่วงละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ซึ่งจนบัดนี้ก็ไม่ปรากฏแต่อย่างใด

การนำวิธีคิดตามทฤษฎีกฎหมายนี้มาอ้างอิงทางการเมืองว่า การรัฐประหารเป็นเช่นยาพิษ นิติรัฐต้องปฏิเสธคดีหรือผลไม้ที่มีพิษรัฐประหารเจือปน จึงเป็นทฤษฎีที่สร้างหรือจินตนาการกันขึ้นมาเองแบบไทยๆ ตามความบันดาลใจทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ระบบกฎหมายไทยเองก็มีมาตรการจัดการกับปัญหาการใช้อำนาจโดยอำเภอใจของคณะรัฐ ประหารอยู่แล้ว

การต่อต้านรัฐประหารจึงเป็นมิติทางการเมือง จะเอามาดัดจริตปรุงแต่งเป็นอาวุธทางกฎหมายเพื่อย้อนหลังนั่งยานข้ามกาลเวลา เอาไปต่อสู้กับคณะรัฐประหารที่ได้หายไปจากแผ่นดินแล้วไม่ได้ หากฝ่ายรัฐบาลยังขืนจะนำอาวุธนี้มาประดิษฐานไว้ในระบบกฎหมายไทยให้ได้ ก็มีหนทางเดียวคือแก้ไขไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หากยังยืนยันฝืนผลักดันให้ผ่านเป็นพระราชบัญญัติ ก็จะต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก ว่าเป็นการล่วงละเมิดอำนาจตุลาการอย่างแน่นอน...”
ละเอียด ชัดเจน แม่นยำ...
ควรจะช่วยกันแพร่กระจายความรู้นี้ พวกเราคนไทยจะได้ไม่ถูกควายหลอก
อย่าให้มีใครมาจูงจมูกใคร ไม่ยอมให้ใครใช้มือ ส.ส.ในสภาแทนคันไถ... เพื่อไถเอาเงินแผ่นดินไปให้ทักษิณ... ด้วยการยกมือสนับสนุน พ.ร.บ.ที่อ้างว่าปรองดอง...
คนไทยไม่ใช่ควายนะครับ!

Edited by คนกรุงธน, 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 06:04.

"น้อมส่งเสด็จสู่พระนิพพาน"


#2 JUR1ST

JUR1ST

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 2,803 posts

ตอบ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 10:15

ถ้าจะเอาทฤษฎีผลไม้พิษมาใช้ ไอ้แม้วไม่ควรได้เป็นนายกฯ ตั้งแต่ปี 44 แล้วเพราะซุกหุ้น คำสั่งทางการเมืองใดๆ ที่ไอ้แม้วสั่งก็ควรเพิกถอนซะให้หมดเพราะขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่แรก แต่เชื่อเหอะพวกนักวิชาการรับใช้ก็จะอ้างประโยชน์จากเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญในตอนนั้นและให้เคารพคำสั่งศาล ทั้งนี้เป็นไปตามสันดานที่เอาแต่ประโยชน์เข้าตัวเอง

#3 RiDKuN_user

RiDKuN_user

    มหาเมพ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 13,167 posts

ตอบ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 10:21

การรัฐประหาร 2475 ก็คงเป็นผลไม้พิษด้วย เพราะยึดอำนาจกันเอง ประชาชนไม่ได้รู้เห็นอะไรเลย
เห็นควรว่าควรย้อนกลับไปก่อนปี 2475 เลยครับ ^_^
" ชีวิตผมไม่เคยกลัวอะไรทั้งนั้น ผมกลัวอย่างเดียว...กลัวจะถูกมองว่า 'ขายชาติ' " - The Last Tycoon

~ ทักษิณตาย เสรีไทยไชโย ~




ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้

สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน