เสียงส่วนใหญ่ จากลมหายใจที่เน่าเหม็น
#1
Posted 9 November 2011 - 03:01
- Ladieskaka likes this
#2
Posted 9 November 2011 - 03:02
#3
Posted 9 November 2011 - 03:18
#4
Posted 9 November 2011 - 03:23
ผู้รู้ทั้งหลายหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตคือะไรบอกผมหน่อย ผมจะได้เอาไปบอกอาจารณ์ได้
คงบอกไม่ได้หรอก พวกหลงทางมืดมัวตาบอด บ้าไบ้ บอกอะไรก็ไม่รู้ไม่เห็น อ่าน อธิปัตย์ 5 ข้างล่างหรือยัง
#5
Posted 9 November 2011 - 03:25
#6
Posted 9 November 2011 - 03:27
#7
Posted 9 November 2011 - 03:32
แสดงว่าคุณก็ไม่รู้อะดิ
อ่านรึยัง
#8
Posted 9 November 2011 - 03:35
ไปดีกว่า นึกว่าที่นี่จะมีพวกรู้จริง
หมาย่อมคิดว่าคนอื่นไม่รู้จักขี้ หมีมักคิดว่าคนอื่นไม่รู้จักผึ้ง คนโง่ก็ย่อมคิดว่าใครอื่นไม่รู้จริงเท่าตน
- Tetsuko, ปกติทำแต่งาน and SINANJU like this
#9
Posted 9 November 2011 - 09:11
#10
Posted 9 November 2011 - 09:51
#11
Posted 10 November 2011 - 13:30
ก็ช่วยบอกหน่อยดิ เออถามง่ายง่าย คนไม่รู้จะได้รู้ รู้ก็บอก อย่างจะรู้ดิว่าประชาธิปไตของคนในี้เป็นยังไง
อ่านลายเซ็นของผมรึยัง ถ้ายังก็แล้วไป ถ้าอ่านแล้วก็ถามมาเป็นข้อๆจะได้ตอบ
#12
Posted 10 November 2011 - 13:43

POPULAR
"สิทธิ" และ "หน้าที่"
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือเสื้อแดงไม่ทราบ(ขอบเขต)สิทธิของตัวเอง ไปหลงคำยุยงของแกนนำให้ไป "ละเมิดสิทธิผู้อื่น" โดยเข้าใจว่านั่นเป็นการรักษาสิทธิของตัวเอง... ซึ่งมันคนละเรื่องกัน
ขณะเดียวกันคนเสื้อแดง(จริงอยากจะผูก "อีกสี" เข้าไปด้วยเพราะออกทำนอง "คลั่งหน้าที่" ) ก็ไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง เลือกสวมหมวกไม่เหมาะสม อย่างเสื้อแดงเลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่พลเมืองของรัฐไทยใหม่... แล้วละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักรไทย พอมีเรื่องราวก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิดกฎหมาย (ไม่ทำหน้าที่ของพลเมืองราชอาณาจักรไทย)
ดังนั้นลำพังพื้นฐานสองคำของ "ประชาธิปไตย" (สิทธิและหน้าที่) ยังไม่สามารถทำความเข้าใจ ประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม... การอ้าง "เสียงส่วนใหญ่" ก็ไม่ใช่ "ประชาธิปไตย" อย่างที่พยายามกล่าวอ้างกันอยู่แล้วครับ... ออกทำนอง "คณาธิปไตย" พวกกู(มีเยอะ)เป็นใหญ่ หรือมองสูงมาอีกระดับก็อาจจะเรียกกันเป็น "ธนาธิปไตย" กูมีเงินมาก(ซื้อคนได้)ก็เป็นใหญ่... ซึ่งก็ปรากฏว่าในข้อเท็จจริงก็เป็นการเข้าใจผิดอีกนั่นแหละ อย่างที่คุณ halfmoon ยกมาคือคนไม่เลือกเยอะกว่าอยู่ดี...
ส่วนตัวผมไม่อยากได้หรอกไอ้ประชาธิปไตยอะไรเนี่ย... ผมอยากได้ "ธรรมาธิปไตย" ครับ...
- Limmy, halfmoon, นายตัวเกร็ง and 12 others like this
#13
Posted 10 November 2011 - 14:04
อืม... เท่าที่ผมจำได้ตอนเรียนประถม... ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า "ประชาธิปไตย" จะปรากฏคำสองคำตามขึ้นมาครับ
"สิทธิ" และ "หน้าที่"
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือเสื้อแดงไม่ทราบ(ขอบเขต)สิทธิของตัวเอง ไปหลงคำยุยงของแกนนำให้ไป "ละเมิดสิทธิผู้อื่น" โดยเข้าใจว่านั่นเป็นการรักษาสิทธิของตัวเอง... ซึ่งมันคนละเรื่องกัน
ขณะเดียวกันคนเสื้อแดง(จริงอยากจะผูก "อีกสี" เข้าไปด้วยเพราะออกทำนอง "คลั่งหน้าที่" ) ก็ไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง เลือกสวมหมวกไม่เหมาะสม อย่างเสื้อแดงเลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่พลเมืองของรัฐไทยใหม่... แล้วละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักรไทย พอมีเรื่องราวก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิดกฎหมาย (ไม่ทำหน้าที่ของพลเมืองราชอาณาจักรไทย)
ดังนั้นลำพังพื้นฐานสองคำของ "ประชาธิปไตย" (สิทธิและหน้าที่) ยังไม่สามารถทำความเข้าใจ ประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม... การอ้าง "เสียงส่วนใหญ่" ก็ไม่ใช่ "ประชาธิปไตย" อย่างที่พยายามกล่าวอ้างกันอยู่แล้วครับ... ออกทำนอง "คณาธิปไตย" พวกกู(มีเยอะ)เป็นใหญ่ หรือมองสูงมาอีกระดับก็อาจจะเรียกกันเป็น "ธนาธิปไตย" กูมีเงินมาก(ซื้อคนได้)ก็เป็นใหญ่... ซึ่งก็ปรากฏว่าในข้อเท็จจริงก็เป็นการเข้าใจผิดอีกนั่นแหละ อย่างที่คุณ halfmoon ยกมาคือคนไม่เลือกเยอะกว่าอยู่ดี...
ส่วนตัวผมไม่อยากได้หรอกไอ้ประชาธิปไตยอะไรเนี่ย... ผมอยากได้ "ธรรมาธิปไตย" ครับ...
กด Like ไปหมดแล้ว ให้ที่นี่แล้วกัน Like 10000++++
#14
Posted 10 November 2011 - 14:11
- ต้นหอม, rabbit-on-the-moon, Gop and 3 others like this
"เสียงข้างมากเพียงหนึ่งวัน ใช้อ้างความชอบธรรม 4 ปี"
#15
Posted 10 November 2011 - 14:45
ฮิตเลอร์เผด็จการอันดับ 1 ของโลกก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการ "เลือกตั้ง" เข้ามา อย่างนี้ ฮิตเลอร์เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า..
- พ่อไอ้ร้อยล็อคอิน, นายตัวเกร็ง, ปกติทำแต่งาน and 3 others like this
#16
Posted 10 November 2011 - 15:42
ผมคิดว่า เสียงส่วนใหญ่15 ล้านเสียง สามารถกำหนดชะตาชีวิตคนไทย 60 ล้านคนให้ชิบหายได้
เมื่อไหร่จะคิดกันได้ซะทีว่าประเทศไม่ได้มีแแค่พวกมัน 15 ล้านคน
#17
Posted 10 November 2011 - 15:46
อืม... เท่าที่ผมจำได้ตอนเรียนประถม... ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า "ประชาธิปไตย" จะปรากฏคำสองคำตามขึ้นมาครับ
"สิทธิ" และ "หน้าที่"
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือเสื้อแดงไม่ทราบ(ขอบเขต)สิทธิของตัวเอง ไปหลงคำยุยงของแกนนำให้ไป "ละเมิดสิทธิผู้อื่น" โดยเข้าใจว่านั่นเป็นการรักษาสิทธิของตัวเอง... ซึ่งมันคนละเรื่องกัน
ขณะเดียวกันคนเสื้อแดง(จริงอยากจะผูก "อีกสี" เข้าไปด้วยเพราะออกทำนอง "คลั่งหน้าที่" ) ก็ไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง เลือกสวมหมวกไม่เหมาะสม อย่างเสื้อแดงเลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่พลเมืองของรัฐไทยใหม่... แล้วละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักรไทย พอมีเรื่องราวก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิดกฎหมาย (ไม่ทำหน้าที่ของพลเมืองราชอาณาจักรไทย)
ดังนั้นลำพังพื้นฐานสองคำของ "ประชาธิปไตย" (สิทธิและหน้าที่) ยังไม่สามารถทำความเข้าใจ ประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม... การอ้าง "เสียงส่วนใหญ่" ก็ไม่ใช่ "ประชาธิปไตย" อย่างที่พยายามกล่าวอ้างกันอยู่แล้วครับ... ออกทำนอง "คณาธิปไตย" พวกกู(มีเยอะ)เป็นใหญ่ หรือมองสูงมาอีกระดับก็อาจจะเรียกกันเป็น "ธนาธิปไตย" กูมีเงินมาก(ซื้อคนได้)ก็เป็นใหญ่... ซึ่งก็ปรากฏว่าในข้อเท็จจริงก็เป็นการเข้าใจผิดอีกนั่นแหละ อย่างที่คุณ halfmoon ยกมาคือคนไม่เลือกเยอะกว่าอยู่ดี...
ส่วนตัวผมไม่อยากได้หรอกไอ้ประชาธิปไตยอะไรเนี่ย... ผมอยากได้ "ธรรมาธิปไตย" ครับ...
พวกเสื้อแดงเกือบทั้งหมดว่า สิทธิและหน้าที่คือสิ่งเดียวกัน และยิ่งหนักกว่านั่นยังเข้าใจว่า สิทธิเสรีภาพ เป็นอันเดียวกันอีก มันมั่วไปตั้งแต่ต้นทั้งหมด
#18
Posted 10 November 2011 - 18:44
#19
Posted 10 November 2011 - 18:57
ถ้าผมกับคนส่วนใหญ่ในประเทศบอกว่าการฆ่าพ่อ...ค้าข้างบ้านคุณคือสิ่งที่เราต้องการ
ถ้าผิดกฏหมาย เราทั้งหมดจะแก้กฏหมาย การฆ่าพ่อ....ค้าข้างบ้านคุณคือสิ่งที่ถูกต้อง
มันคือประชาธิปไตย คุณชอบมั้ย ?
#20
Posted 10 November 2011 - 18:59
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
หมามันเลือกจะกินขี้ ห้ามยังไงมันก็ไม่เชื่อ
กับคนที่มีจิตสำนึกใฝ่ดี แค่เหตุผลที่เหมาะควรก็เข้าใจแล้ว
กับคนที่ใฝ่ต่ำ เหมือนสีซอให้ค ว า ยฟัง
#21
Posted 10 November 2011 - 19:04
ไม่รู้ ความหมายเลยแถ รู้ก็บอกมาอย่ามาอ้อมค้อม
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
หมามันเลือกจะกินขี้ ห้ามยังไงมันก็ไม่เชื่อ
กับคนที่มีจิตสำนึกใฝ่ดี แค่เหตุผลที่เหมาะควรก็เข้าใจแล้ว
กับคนที่ใฝ่ต่ำ เหมือนสีซอให้ค ว า ยฟัง
เนี่ยหรอปัญญาชน
#22
Posted 10 November 2011 - 19:05
ชึ้นอยู่กับว่าผมอยู่ในสถานการไหรด้วยครับใช้เสียงส่วนใหญ่ทำเรื่องเลวๆ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงรึ ?
ถ้าผมกับคนส่วนใหญ่ในประเทศบอกว่าการฆ่าพ่อ...ค้าข้างบ้านคุณคือสิ่งที่เราต้องการ
ถ้าผิดกฏหมาย เราทั้งหมดจะแก้กฏหมาย การฆ่าพ่อ....ค้าข้างบ้านคุณคือสิ่งที่ถูกต้อง
มันคือประชาธิปไตย คุณชอบมั้ย ?
#23
Posted 10 November 2011 - 19:06
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
สอนให้คนรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ....แล้วปัญหาทุกอย่างจะไม่เกิด
มันจะทำให้เราคิดก่อนพูดได้ดีขึ้น เมื่อเชื่อว่าคำพูดที่ออกไปเหล่านั้นคือคำที่เราจะได้ยินเองในอนาคต
และถ้าเราจะทำดีได้มากขึ้น เมื่อเชื่อว่าเราจะได้เจอสิ่งดีๆในอนาคต
แม้ว่าวันนี้เราจะยังไม่เห็นว่ามันดีอย่างไรแต่อย่างน้อยทำให้เราผ่านวันนี้ไปได้อย่างราบรื่น
#24
Posted 10 November 2011 - 19:09
ขอบคุณครับ
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
สอนให้คนรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ....แล้วปัญหาทุกอย่างจะไม่เกิด
#25
Posted 10 November 2011 - 19:28
นับว่ามันเป็นสัตว์ที่ดีเลยหละ ถ้าเทียบกับบางคน
#26
Posted 10 November 2011 - 19:35
ก็เค้าพยายามสอนคุณแต่คุณไม่รับแล้วจะให้เค้าทำอย่างไรครับงั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
#27
Posted 11 November 2011 - 00:32
#28
Posted 11 November 2011 - 02:11
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
ก็เริ่มตรวจสอบตัวเองก่อนว่า ตนเองมี อิสรภาพมั๊ย ตกเป็นทาสใครสิ่งใดหรือไม่ หมายความแบบง่ายๆตามประสาชาวบ้าน ตนเองมีอะไรครอบงำมั๊ย คิดเองได้มั๊ย มีใครหรืออะไรเป็นอิทธิพลเป็นตัวล่อตัวหลอกตัวสั่งตัวบังคับความคิดอ่านของเราหรือไม่ เพราะหากเราไม่มีอิสรภาพ เราไม่มีอำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจด้วยตัวเอง จะอยู่ร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่เคยมีประชาธิปไตยในหมู่ทาส
สอง ตรวจสอบตัวเองว่ามีเสรีภาพหรือไม่ คือมีเสรีในการพูด เขียน แสดงออก สื่อสารได้ด้วยตัวเองหรือไม่ มีใครอะไรสิ่่งใดอธิพลใดมาบังคับมาล่อหลอกให้เราเดินเราพูดเราแสดงออกหรือไม่ เราสามารถแสดงออกโดยเปิดเผยได้โดยปลอดภัยสบายใจหรือไม่ หากไม่แสดงว่าเราไม่มีอำนาจที่จะกระทำการอะไรได้ด้ยตัวเราเอง เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย เพราะเราไม่มีไม่กล้าแสดงออกเป็นส่วนตัว
สาม ตรวจสอบว่าเรามีภราดรภาพหรือไม่ ภราดรภาพหมายถึงความเสมอภาคเท่าเทียมแบ่งปันฉันพี่น้อง เรามีอำนาจที่จะได้รับการจัดสรรแบ่งปันอย่างเท่าเทียมเหมือนเป็นพี่น้องกันหรือไม่ หากไม่มีแสดงว่าเราไม่มีอำนาจ เพราะเรายอมให้คนอื่นเอาเปรียบหรือเพิกเฉย การเสียสละเป็นเพียงภราดรภาพเพียงครึ่งเดียว ภราดรภาพมีความสำคัญมากในสังคมมนุษย์ มันมีมาโดยธรรมชาติและเราต้องมี หากไม่เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แสดงว่าเราไม่มีอำนาจโดยธรรมชาติ เราจะมองเห็นรูปธรรมของภราดรภาพในธรรมชาติทั่วไปได้อย่างไร ก็ดูที่เต้านมมนุษย์สิครับ เต้านมเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของภราดรภาพ ธรรมชาติสร้างการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมฉันพี่น้องไว้ให้มนุษย์แล้ว หากมีลูกแฝดหรือลูกหัวปีท้ายปี และหากธรรมชาติสร้างเต้านมมาให้มนุษย์เพียงเต้าเดียว รับรองพี่น้องฆ่ากันตาย เพราะแย่งอำนาจกัน คืออำนาจในการได้ดื่มกินในปฐมวัยในขณะที่ยังไม่รู้จักการแบ่งปัน มนุษย์เรามีปากคนละปาก หากมีเต้านมสองเต้าก็ต่างคนต่างกินดื่มคนละเต้า ไม่เคยมีใครเอาปากคาบได้ทีละสองเต้า เว้นแต่มักมากโลภมาก คาบเต้าหนึ่งแล้วเอามือกำไว้อีกเต้าหนึ่งไม่ให้ใครมากินดื่มร่วมกัน หมู หมา แมว ก็เหมือนกัน มันออกลูกตกลุกที่ละหลายตัว ธรรมชาติก็สร้างตุ่มนมหัวนมเต้านมมาให้หลายอันหลายเต้า เพื่อแบ่งปันอย่างเท่าเทียมฉันพี่น้อง แน่นอนอาจจะมีเต้าใหญ่เต้าเล็ก ธรรมชาติก็ควบคุมไว้อย่างหนึ่งหากมีมากไปก็ไม่ได้ไม่สมดุล เรื่องภราดรภาพนี่ มันกินขอบเขตกว้างใหญ่มากเป็นชาติเป็นภพ อย่างหากพ่อแม่แบ่งปันไม่เท่ากัน หรือแบ่งแล้วก็ยังหวงอิจฉาแก่งแย่ง พี่น้องกันก็ฆ่ากันตาย บางคนอ้างไปได้ว่า แกมันมารรังแกเอาเปรียบฉันมากี่ชาติกี่ชาติแล้ว เกิดอีกสิบชาติก็อย่าได้เจอกัน นั่นไงครับ มันกินกาลเวลาไปหลายชาติ ดังนั้นหากใครไม่มีภราดรภาพก็คือไม่มีอำนาจ เป็นหมูแมวยังไม่ได้ แล้วจะเป็นมนุษย์ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร
สี่ มิตรภาพ ตรวจสอบว่าคนข้างตัวเราเขาแสดงความเป็นมิตรกับเราหรือไม่ เราเองเป็นมิตรต่อผู้อื่นหรือไม่ หรือเราไม่สามารถเป็นมิตรกับใครได้แสดงว่าเราไม่มีอำนาจในตัวเอง พบเห็นเจอใครก็มีแต่ความขัดแย้งแตกต่าง เดินผ่านบ้านใครก็ขวางก้อนหินใส่หลังคาบ้านเขา ใครเดินผ่านบ้านตัวเองก็ถีบหมาไล่กัดเขา อย่างนี้ไม่สามารถอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้
ห้า สันติภาพ ตรวจว่าเรามีความสันติสงบสุขหรือไม่มีใครโกงใส่ร้ายป้ายสี ยุยงเกลียดชังเราหรือไม่ และเราทำกับคนอื่นอย่างนี้หรือไม่ คบหาใครก็มีแต่ความเดือดร้อน คบหาคนแต่พาลหาเรื่องหาความเดือดร้อนใส่ไฟเผาไหม้บ้านเมืองสังคม อย่างนี้แสดงว่าเราไม่มีอำนาจในตัวเพียงพอที่จะดำรงตนอยู่ได้โดยความสงบสันติ เราและสังคมที่เราอยู่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของสังคมที่เอารัดเอาเปรียบก่อนกวนรุกไล่ เราเองก็ละเมิดผู้อื่นเช่นนั้น อย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ว่าเราจะมีกันกี่คนมากน้อย ก็ต้องมีความสุขสงบสันติในสังคมประชาธิปไตย
เมื่อเราตรวจสอบดูแล้วว่ามีครบถ้วน แสดงว่าเรามีอำนาจในตัวและมีอำนาจในสังคมประชาธิปไตย เราก็แนะนำคนอื่นรอบข้างต่อไปให้เป็นให้มีให้อยู่อย่างเรา หากเราไม่มีไม่เป็นไม่อยู่อย่างนั้น เราก็สอบถามถ่ายทอดและร่วมกันสร้างขึ้นมาจากสังคมเล็กๆออกไปเรื่อยๆ
หากมีแล้วเราก็มาตรวจสอบสิทธิของเรา เรามีสิทธิที่จะมี ได้รับและปกป้องคุ้มครองอำนาจทั้งห้าของเราหรือไม่ หากไม่ เราก็ช่วยกันมาร่างมาสร้างสิทธิของเราในสังคมร่วมกันให้ห่อหุ้มรับรองพิทักษ์ปกป้องอำนาจของเราไว้ เหมือนดั่งเมล็ดแมงลักหรือไข่กบ ที่มีเหยื่อห่อหุ้ม อันนี้แหละคือภาพของสิทธิ คือป้องกันไม่ให้ใครมาละเมิดต่อใครใครไม่ละเมิดต่อเรา เรามีสิทธิที่จะเดินจะพูดจะกระทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ละเมิดสิทธิและอำนาจของผู้อื่น ผู้อื่นก็ไม่สามารถละเมิดต่อสิทธิและอำนาจเราได้ ดังนั้นเราค่อยมาช่วยกันออกแบบสิทธิของเรากำหนดไว้ให้เป็นธรรมนูญแห่งสังคมประชาธิปไตยของเรา เราอยากได้ที่ดินไว้ปลูกกล้วยขาย คนอื่นอยากได้โรงงานถลุงแร่ข้างสวนเรา หากเรากระทำการก่อนหรือมีผู้ร่วมกระทำการอยู่ก่อนแล้ว ผู้อื่นก็ไม่สามารถละเมิดต่อเราและชุมชนท้องถิ่นเราได้ แต่หากเราไม่มีอิสระตกเป็นทาสของเงินจ้างหรืออำนาจบังคับข่มขู่ เราสมยอมและชักชวนให้คนอื่นเห็นแก่เงินมักมากอยากได้ จนไม่มีอิสระที่จะคิดจะค้าน เราสูญสิ้นอำนาจแล้ว เราปกป้องเราไม่ได้ ปกป้องสิทธิเราไม่ได้ ยอมให้คนอื่นมาละเมิดตัวเองและชุมชน นั่นคืดเรากำลังพังทะลายสังคมประชาธิปไตย โดยอ้างว่าประชาธิปไตยกินได้ มันเป็นเพียงความมักได้เห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ยังไม่พัฒนา มีแต่ความอยากได้อยากมี จนตกเป็นทาส ดังนั้นแล้วประชาธิปไตยจะงอกเงยไม่ได้ในชุมชนเหล่าทาส แม้เกสรประชาธิปไตยจะปลิวตามลมไปตกอยู่บนดินท้องถิ่นทาส ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ไม่ได้แม้แต่ต้นหญ้าแห่งภราดรภาพ หากเกิดในบ้านตนก็โยนใส่บ้านอื่น หากอยากได้ก็ไปขุดไปโกยมา รากหญ้าที่ไร้ภราดรภาพไม่สามารถเติบโตได้บนแผ่นดินของชุมชนทาส ตลอดไป ดังนั้นรากหญ้าก็ไม่สามารถทอดป้องแห่งประชาธิปไตยต่อไปและสืบไปตลอดกาล
#29
Posted 11 November 2011 - 02:27
#30
Posted 11 November 2011 - 07:09
ยามนี้ ร้องเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำเน่านองล้นตะหลิ่ง กันดีกว่า
#31
Posted 11 November 2011 - 07:44
ไม่รู้ ความหมายเลยแถ รู้ก็บอกมาอย่ามาอ้อมค้อม
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
หมามันเลือกจะกินขี้ ห้ามยังไงมันก็ไม่เชื่อ
กับคนที่มีจิตสำนึกใฝ่ดี แค่เหตุผลที่เหมาะควรก็เข้าใจแล้ว
กับคนที่ใฝ่ต่ำ เหมือนสีซอให้ค ว า ยฟัง
เนี่ยหรอปัญญาชน
ประชาธิปไตยของคนหรือของควายล่ะ
#32
Posted 11 November 2011 - 08:01
ชึ้นอยู่กับว่าผมอยู่ในสถานการไหรด้วยครับ
ใช้เสียงส่วนใหญ่ทำเรื่องเลวๆ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงรึ ?
ถ้าผมกับคนส่วนใหญ่ในประเทศบอกว่าการฆ่าพ่อ...ค้าข้างบ้านคุณคือสิ่งที่เราต้องการ
ถ้าผิดกฏหมาย เราทั้งหมดจะแก้กฏหมาย การฆ่าพ่อ....ค้าข้างบ้านคุณคือสิ่งที่ถูกต้อง
มันคือประชาธิปไตย คุณชอบมั้ย ?
ถ้าคุณอยู่ฝ่ายได้ประโยชน์นั่นคือ ปชต ที่แท้จริง
ถ้าอยู่ตรงข้ามนั่นไม่ใช่ ปชต
แบบนี้รึเปล่า ?
เหมือนไอ้เหลี่ยนโดนตัดสินคดีที่ดินรัชดาแล้วบอกเป็นผลจากรัฐประหาร 49
ต้องแก้รัฐธรรมนูญ บลาๆๆๆๆ อะไรได้ประโยชนก็จะเอา
อะไรที่ตัวเองเสียประโยชน์ ก็ว่าโดนแกล้ง แล้วก็อ้างแต่เสียงส่วนใหญ่
#33
Posted 11 November 2011 - 14:51
เฮ้อ............อธิบายไป พวกเสียงส่วนนน้อยก็คงไม่มีทางเข้าใจ
ยามนี้ ร้องเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำเน่านองล้นตะหลิ่ง กันดีกว่า
อืมมม คงเป็นอย่างบังว่านั่นแหละ
#34
Posted 11 November 2011 - 15:17
วิเคราะห์คนเสื้อแดง(1)ที่มาและความนิยมเหลี่ยม
ก่อนอื่นต้องทราบโดยพื้นฐานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจำแนกอย่างหยาบๆจะประกอบด้วย
1.แดง แท้รักทักษิณ พวกนี้มีมากสุด เป็นมวลชนพื้นฐาน ที่ชื่นชมแนวทางการทำงานของทักษิณ แม้การร่วมเคลื่อนไหวการเมืองของพวกเขาต้องอาศัยเงินอุดหนุน แต่นั่นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ขาดพลังทางเศรษฐกิจ โดยรวมๆแล้วกล่าวได้ว่าเขาเคลื่อนไหวด้วยใจ
2.แดงเทียมปอกลอกผลประโยชน์ เช่น พวกสามเกลอ
3.แดงเทียมแสวงอำนาจ เช่น พวกทหารเก่า
4.แดงคอมมิวนิสต์ตกยุค วันๆไม่คิดอะไรมากไปกว่าสุมหัวกับทุนสามานย์โค่นล้มเจ้า
กลุ่มที่จะนำมาวิเคราะห์ก็คือกลุ่มมวลชนพื้นฐานแดงแท้รักทักษิณ
ลำดับ ต่อมาที่ต้องทำความเข้าใจคือระยะพัฒนาการของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งหากนับเริ่มตั้งแต่แผนพัฒนาที่หนึ่ง (ยุคผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม) ในสมัยจอมพลสฤษฎิ์ มาจนถึงปัจจุบันร่วมสิบแผน เราสามารถแบ่งช่วงออกได้เป็นสามยุค คือ
1.ยุคการพัฒนาจากบนลงล่าง หรือแบบให้ปลาตามใจผู้ให้(ประมาณปี 2504-2525) รัฐต้องการให้อะไรพัฒนาแบบไหนประชาชต้องยอมตาม ห้ามค้านห้ามเถียง ห้ามมีส่วนร่วม เป็นการพัฒนาจากบนลงล่างอย่างเข้มข้น ซึ่งแม้มีผลดีมากมาย (น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก) แต่ก็สร้างบาดแผลเจ็บปวดไปทั่วแผ่นดิน และแน่นอนหนึ่งในบรรดาผู้ที่รับผลกระทบจากการพัฒนาดังกล่าว คือ มวลชนแดงแท้รักทักษิณ
2.ยุคการพัฒนาจากล่างขึ้นบน (ประมาณปี 2525-2540) หลังจากประเทศย่ำแย่เพราะการพัฒนาแบบที่หนึ่ง ก็เริ่มฟังประชาชนมากขึ้น เริ่มสนใจว่าประชาชนต้องการอะไร
2.1 แบบให้ปลามตามใจผู้รับ จะนำการพัฒนาโดยหน่วยงานรัฐ ที่จะดูว่าชาวบ้านต้องการอะไร เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ส่วนมากก็ยังยิดติดความต้องการของรัฐ จึงมักไม่จริงใจ สร้างการมีส่วนร่วมเทียมๆ ให้ข้อมูลด้านเดียว หลอกให้ประชุมลงชื่อ แล้วทำโครงการเป็นต้น ชาวบ้านก็เจ็บปวดกันอีกรอบ(รวมถึงมวลชนเสื้อแดง)
2.2 แบบให้เบ็ด ไปหาปลาเองตามต้องการ แบบนี้ส่วนมากจะนำโดยเอ็นจีโอ แต่ก็ทำได้ในพื้นที่แคบๆเพราะเอ็นจีโอมีพลังน้อย และมักทำในพื้นที่ ที่มีปัญหาวิกฤติแล้ว
3.ยุคการพัฒนาแนวราบ (ปี 2540-ปัจจุบัน) หรือการพัฒนาแบบสร้างเบ้ดเอง คิดเองว่าจะทำเบ้ดแบบไหน ไปล่าปลาอะไร เป็นการพัฒนาที่เอาความต้องการของประชนเป็นตัวตั้ง ประชาชนออกแบบการพัฒนาเอง รัฐเพียงคอยช่วยหนุน การพัฒนาแบบนี้ได้ผลค่อนข้างมากในชนบทภาคใต้และภาคกลาง ทำให้เกิดกลุ่มประชาชนที่ตื่นตัวเข้มแข็งเป็นจำนวนมาก และประชาชนส่วนนี้เองที่ต่อมาได้มาเป็นพื้นฐานสำคัญของมวลชนพันธมิตร ร่วมกับชนชั้นกลางจากทุกพื้นที่ของประเทศที่เปรียบเหมือนคนสร้างเบ็ดเองอยู่ แล้ว เพราะสร้างสรรค์การทำมาหากินด้วยตัวเองมาจนเข้มแข็ง
แล้วการพัฒนาของทักษิณล่ะ..เป็นแบบไหน?
หาก ดูโดยช่วงเวลาทักษิณอยู่ในช่วงยุคที่สาม แต่เขากลับปฏิเสธกระบวนการพัฒนาของยุคที่สาม ที่จะทำให้ประชาชนและสังคมเข้มแข็งอย่างแท้จริง แต่กลับพาสังคมถอยหลังไปยึดแนวทางการพัฒนายุคที่สอง (2.1) ที่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ นักการเมืองเข้มแข็ง และประชาชนต้องเสพติดการพึ่งพาแบมือขอฝ่ายรัฐ เพียงแต่เขาปรับปรุงวิธีการพัฒนาแบบ 2.1 เดิม ที่ต้องผ่านระบบราชการอันยุ่งยากและไม่จริงใจ ไปเป็นการต่อท่อตรงถึงชุมชน ชาวบ้านที่เจ็บปวดมาตลอดจากผลพวกการพัฒนาแบบยุคที่หนึ่ง จึงเหมือนต้นไม้ใกล้ตายได้รับน้ำ เขาจึงพากันหลงไหลทักษิณนักหนา โดยหารู้ไม่ว่าวิธีการของทักษิณจะจองจำเขาไว้ในความอ่อนแอ และเสพติดการแบมือขอ ต้องพึ่งพาทักษิณตลอดไป นั่นหมายถึงทักษิณจะอยุ่ในอำนาจได้ยาวนาน และก็คือคำตอบด้วยว่า ทำไมทักษิณจึงยอมพาสังคมถอยหลัง ยอมทำลายความเข้มแข็งของประชาชน เพราะมีแต่ประชาชนที่อ่อนแอและเป็นนักแบมือขอเท่านั้น ที่จะทำให้ทักษิณเข้มแข็งอยู่ในอำนาจได้ ทักษิณจึงออกแบบนโยบายสารพัด ที่จะทำให้มีเงินส่งท่อตรงไปยังชุมชนที่แบมือรออยู่ แต่นั่นก็ต้องหลังจากที่ทักษิณและโคตร ได้แบ่งใส่กระเป๋าตัวเองไปหนำใจแล้ว
บรรดา ประชาชนผู้สามารถสร้างเบ็ดเองซึ่งมีอยู่มากในภาคใต้ ภาคกลาง และรวมกับชนชั้นกลางจากทั่วประเทศ จึงไม่อาจทนเห็นทักษิณทำลายชาติเช่นนี้ได้ จึงพากันต่อต้าน แต่บรรดาประชาชนนักเสพติดการแบมือขอ ซึ่งมีอยู่มากในอีกสานและเหนือจึงต้องออกมาต่อสู้ปกป้องนายเงิน
นี่แหละคือที่มาของมวลชนแดงแท้รักเหลี่ยม หากพวกเขาชนะ ประเทศของเราก็จะถอยหลังไปไม่น้อยกว่ายี่สิบปี
- looktery likes this
"น้อมส่งเสด็จสู่พระนิพพาน"
#35
Posted 11 November 2011 - 15:22
http://serithai.net/...php?f=2&t=15478
มาดูกันดีกว่าว่าทำไมเ้สื้อแดงจึงอับจนทางปัญญาและความรู้
1.ความอับจนในความรู้นำเข้า หมายถึงทฤษฎีและองค์ความรู้ต่างๆที่นำมาใช้เป็นสิ่งชี้นำทางปัญญาในหมู่ของตน
เสื้อ แดงไม่ได้ขาดแคลนปัญญาชน แต่โชคร้ายพวกเขาได้ปัญญาชนที่หยุดวิวัฒนการทางปัญญาไปนำขบวน ความรู้ที่เขามีใช้โดยทั่วไปจึงเป็นความรู้ที่หมดอายุใช้งานแล้ว คือไม่มีใครเขาใช้กันแล้วแต่ปัญญาชนเสื้อแดงกลับยังคิดว่าความรู้ของตัวเอง อัพเดทอยู่ ที่สำคัญๆได้แก่
-ทฤษฎีมาร์กซ/เลนิน ซึ่งมีหัวใจสำคัญที่การอธิบายวิวัฒนาการทางสังคมตามแนวคิดวิภาษวิธี ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้ทางสังคมทุกทฤษฎีจะพัฒนามาจากความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ แปลงความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจสังคม สำหรับทฤษฎีมาร์กซนั้น พัฒนามาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยุคเครื่องจักรไอน้ำ และความเข้าใจทางฟิสิกส์แบบนิวตัน ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นความรู้โบราณไปมากแล้ว ทฤษฎีทางสังคมที่งอกมาจากยุคนี้จึงโบราณไปด้วย ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์พัฒนาไปไกล และทฤษฎีทางสังคมใหม่ๆก็พัฒนาตามทิ้งห่างทฤษฎีรุ่นทวดแบบมาร์กซไปนานแล้ว แต่คนเสื้อแดงก็ยังคงกางตำรามาร์กซ์วิเคราะห์สังคมอยู่นั่นเอง พวกเขาจึงไม่เคยวิเคราะห์อะไรถูก ไม่เคยเข้าใจสังคม เหตุเพราะใช้ความรู้ที่หมดอายุนั่นเอง
-ทฤษฎีประชาธิปไตย ตรงนี้ผมกล่าวไปพอสมควรแล้วในกระทู้อื่น ในที่นี้จึงขอกล่าวแบบเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแบบเสื้อเหลืองไปด้วย การเมืองในแนวคิดของเสื้อแดงนั้นเป็นการเมืองแบบเก่าคือเป็น "การเมืองของมวลชน" ขณะที่เสื้อเหลืองนั้นเป็น "การเมืองของสาธารณะ" ปัญหาของปัญญาชนแดงคือถูกสิงสู่ด้วยแนวคิดลัทธินิยมต่อสิ่งที่ตัวเองยึดถือ เช่น เมื่อมองประชาธิปไตยพวกนี้ก็จะมองแบบลัทธินิยม ประชาธิปไตยของเขาจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ และเป็นสิ่งสถิตไร้วิวัฒนาการณ์ เพราะเขาเชื่อว่ามันสมบูรณ์แล้ว
ต่างกับเสื้อเหลืองที่มองว่า ประชาธิปไตยก็แค่ระบอบการปกครองแบบหนึ่ง และก่อนที่จะมีประชาธิปไตย สังคมหนึ่งๆก็มีระบอบการปกครองมาแล้วหลายแบบ ตามความเหมาะสมของลักษณะสังคมและยุคสมัย และประชาธิปไตยก็ย่อมไม่ใช่ระบอบการปกครองสุดท้ายของมนุษย์ และแม้แต่ในช่วงของประชาธิปไตยเองก็มีวิวัฒนาการของมัน ไม่ใช่พอหลุดออกมาจากท้องแม่ก็กลายเป็นตัวเต็มวัยที่ไม่ต้องมีพัฒนาการอะไร อีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยของเสื้อแดงจึงล้าหลัง หรือเป็นแนวคิดที่หมดอายุแล้วเช่นกัน แต่พวกเขานำมาแห่แหนเชิดชูในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างน่าขบขัน
-ทฤษฎี ชนชั้น อันนี้ก็สำคัญมาก และผมขอบอกว่าไม่ใช่แต่เสื้อแดงหรอกที่ยึดติดกับทฤษฎีนี้ เสื้อเหลืองก็อาการหนักในเรื่องนี้ไม่น้อย และทฤษฎีนี้ืถือเป็นทฤษฎีรากฐานที่ไม่ว่าค่ายคอมมิวนิสต์หรือค่าย ประชาธิปไตยต่างก็ใช้เวลาจะวินิจฉัยประชาชนในสังคม โดยจะจำแนกประชาชนออกเป็นชั้นๆอย่างกับขนมชั้น
การมองประชาชนแบบชน ชั้นนั้น ในปัจจุบันถือว่าเชยมากๆ ทฤษฎีนี้จึงเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่หมดอายุใช้งาน ยังใช้ได้บ้างแต่ก็เฉพาะในกรณียกเว้น แต่ไม่ควรใช้บ่อยเป็นการทั่วไป เพราะเป็นการมองสังคมที่บิดเบนไปจากความจริง ผู้คนในสังคมทุกวันแยกตัวเป็นกลุ่มที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่แยกเป็นชั้นๆ การมองสังคมผ่านแว่นชนชั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการไม่เข้าใจสังคม
โดย สรุปก็คือเสื้อแดงเป็นโรคขาดแคลนความรู้นำเข้า คนเก่งๆของพวกเขาจึงเป็นแค่นักท่องจำตำราหมดอายุ จึงมีความหวังอยู่ว่าเขาจะสังเคราะห์ความรู้ขึ้นใช้เองได้ แต่.....................เฮ้อ..บทวิเคราะห์นี้ต้องยาวอีกตามเคย
2.ความอับจนที่สร้างความรู้ใช้เองก็ไม่ได้
ก่อนอื่นเรามาดูกระบวนการสร้างความรู้กันก่อน ว่าความรู้ทั้งหลายเขาสร้างกันอย่างไร มันมีสูตรอย่างนี้ คือ
Data-Information-Knowledge-Wisdom
Data คือ ข้อมูลดิบ เรื่องเรื่องราวปรากฎการณ์ต่างๆที่ยังไม่ได้กรั่นกรอง
Information คือ ชุดข้อมูล คือการนำ Data มากรั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง จัดระเบียบข้อมูลเพื่อให้พอเข้าใจภาพรวม
knowledge คืิอ การนำ Information มาวิเคราะห์วิจัยจนเกิดเป็นความรู้ใหม่
Wisdom คือการนำ Knowledge ไปใช้ไปผ่านการปฏิบัติจนตกผลึกเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งเป็นปัญญาภายในตน
เท่า ที่ผมประเมิน ผมพบว่ามวลชนพื้นฐานของเสื้อแดงนั้นมีความสามารถรับข้อมูลแค่ระดับ Data แถมเป็น Data แค่ส่วนแค่เสี้ยว แต่ดันคิดว่าตนมี Knowledge เลยพากันหลงผิดขนานใหญ่ จะหวังพึ่งแกนนำให้แก้โง่ก็ไม่ได้ เพราะแกนนำมัวงมโข่งอยู่กับ Knowledge ที่หมดอายุใช้งาน ดังกล่าวแล้ว
สำหรับ เสื้อเหลืองนั้นผมพบว่ามวนชนพื้นฐานสามารถรับข้อมูลระดับ Information เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนหนึ่งรับถึงระดับ Knowledge และบางส่วนก็รับได้แค่ Data เหมือนกัน ส่วนแกนนำนั้นจะอยู่ในระดับ Wisdom เป็นหลัก จึงมีจุดแข็งเชิงคุณภาพเป็นอย่างมาก
จากสภาพที่เป็นเช่นนี้เสื้อแดงจึงสร้างความรู้ขึ้นใช้เองไม่ได้ เพราะมัวเมาอยู่กับ Data ครึ่งเสี้ยวนั่นเอง
3.ความไร้ปัญญาเพราะไม่สามารถสนทนาแบบผู้มีอารยธรรม
หา ความรู้ก็ไม่ได้ สร้างเองก็ไม่เป็น เหลือความหวังเดียวคือจะได้จากการสนทนากับผู้อื่น เสื้อแดงก็ทำไม่ได้ทำไม่เป็นอีก เพราะการสนทนาของเขาคือ ประชด-แดกดัน-ด่า-สำรากสารพัดสัตว์ ด้วยอาการคลุ้มคลั่ง-เกลียดชัง-รุนแรง การพูดคุยสำหรับเสื้อแดงคือถกเถียง ตอบโต้เอาชนะ พวกเขาไม่รู้จักการสนทนาแบบที่อารยชนเขาคุยกัน หรือที่เรียกว่า Dialogue คือการเกิดหัวใจสนทนาอย่างสุภาพนอบน้อม ยึดมั่นอยู่กับสัจธรรมและความเป็นจริง ปลดปล่อยตัวตนออกจากการครอบงำแบบลัทธินิยม
เสื้อแดงอยากเปลี่ยนสังคม อยากเปลี่ยนสถาบันกษัตริย์ ด้วยการบูชาความเท็จ และด่าพ่อล่อแม่ ด้วย***แห่งอาการดังนี้พวกเขาจึงตกอยู่ในภพภูมิที่ไม่มีวันได้สนทนากับนัก ปราชย์ ได้แต่สนทนากันเอง พูดเอง ฟังเอง เออเองกันอยู่ในหลุม หมดทางรับปัญญาจากผู้อื่นไปอีกทางหนึ่ีง
นี่แหละจึงเป็นที่มาของความอับจนทางปัญญาและความรู้ของเสื้อแดง.........เอวัง
"น้อมส่งเสด็จสู่พระนิพพาน"
#36
Posted 11 November 2011 - 15:25
bird wrote:ขออนุญาติ WM และ คุณอิทรายุทธ รวบรวมลิงค์กระทู้ วิเคราะห์มวลชนเสื้อแดง
ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น เพื่อความสะดวกต่อการติดตามบทวิเคราะห์ ในเวอร์ชั่นต่อ ๆ ไป
1.บทวิเคราะห์คนเสื้อแดง(1) : ที่มาและความนิยมเหลี่ยม
viewtopic.php?f=2&t=14900
2.บทวิเคราะห์คนเสื้อแดง(2) : ความเกลียชัง บ้าคลั่ง และรุนแรง
viewtopic.php?f=2&t=15066
3.บทวิเคราะห์คนเสื้อแดง(3) : กลุ่มพลังที่เป็นแค่ถั่วงอกทางการเมือง
viewtopic.php?f=2&t=15105
4.บทวิเคราะห์พิเศษ : แผนฆ่ามวลชนตนเองรีเทิร์น
viewtopic.php?f=2&t=15170
5.วิเคราะห์คนเสื้อแดง(4) : ไร้เดียงสา ล้าหลัง คลั่งทุน
viewtopic.php?f=2&t=15280
6.วิเคราะห์คนเสื้อแดง(5) : ทำไมเกลียดเจ้า โค่นเจ้า ล้มเจ้า
viewtopic.php?f=2&t=15377
7.วิเคราะห์คนเสื้อแดง(6) : จำนวน และสภาพจิตอันต่ำต้อย
viewtopic.php?f=2&t=15433
8.วิเคราะห์คนเสื้อแดง(7) : ความอับจนทางปัญญาและความรู้
viewtopic.php?f=2&t=15478
"น้อมส่งเสด็จสู่พระนิพพาน"
#37
Posted 11 November 2011 - 15:37
จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 35,203,107 คน
75.03 %
15 ล้าน มันส่วนใหญ่ยังไงครับ ผมเองไม่เข้าใจ
ผมรู้แต่ว่ามติ ส.ส. เลือกยิ่งลักษณ์ เป็นนายก จะดีจะโง่ก็ว่ากันไป ก็เลือกกันแล้ว
แต่ข้องใจ ที่ 15 ล้านเสียงบอกให้คนส่วนน้อย อีก 20 กว่าล้านเสียงหุบปากนี่มันยังไง
#38
Posted 11 November 2011 - 15:42
#39
Posted 11 November 2011 - 16:03
เอา ประเทศไทย มีประชากรณ์ ประมาณ 60 - 70 ล้านคน มีคนที่มีสิทย์เลือกตั้ง 40 กว่าล้านคน แบ่งเป็นเสื้อแดงหรือหางแดงหรือควายแดง หรืออื่นๆอีกมากมาย มี 15 ล้านเสียงท่านคิดเห็นอย่างไรกับ คำว่า "เสียงส่วนใหญ่ จากลมหายใจที่เน่าเหม็น" จากการที่พวกเสื้อแดง นปช.พรรคเพื่อไทยอ้างอยู่เสมอและตลอดว่าตัวเองคือเสียงส่วนใหญ่ และมากำหนดลมหัวใจของผู้อื่นด้วยความเน่าเหม็นของซากทุนนิยม ทั้งที่ความจริงแค่ 15 ล้านเสียง มันน้อยกว่าผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ใน 15 ล้านเสียง แท้จริงแล้วพวกนี้คือเสียงส่วนน้อย และพวกนี้กลับมาอ้างมากำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองโดยไม่คิดว่าโลกนี้มีพวกเราอยู่ พวกเราที่ไม่ได้เลือกพวกมัน เป็นส่วนมาก แต่เป็นส่วนมากที่ประชาธิปไตยสีแดงมองไม่เห็น
แล้วเสียงที่หรือ ก็ประมาณ 35 ล้านเสียง เลือก พรรคแมลงสาบ 9 ล้าน หรือ 26 ล้านเสียง แล้วเสียง จขกท อยู่ส่วนไหนของกลุ่มที่ยกขึ่นมาครับ
อยู่กลุ่ม 26ล้านเสียง หรือ 9 ล้านเสียงหรือ 15 ล้านเสียง ของชัดๆนะครับท่าน จขกท
#40
Posted 11 November 2011 - 16:07
ผิดวุ้ย เลขผิด แก้ไข แก้ไข หางแดง 15 ล้าน แมลงสาบ 9 หรือ 10 เสียง หรือเสียงส่วนกลาง ประมาณ 15 ล้านเสียงเป็นเสียงพลังเงียบ แล้ว จขกท อยู่ตรงไหนครับมันจะได้ชัดเจนเอา ประเทศไทย มีประชากรณ์ ประมาณ 60 - 70 ล้านคน มีคนที่มีสิทย์เลือกตั้ง 40 กว่าล้านคน แบ่งเป็นเสื้อแดงหรือหางแดงหรือควายแดง หรืออื่นๆอีกมากมาย มี 15 ล้านเสียง
ท่านคิดเห็นอย่างไรกับ คำว่า "เสียงส่วนใหญ่ จากลมหายใจที่เน่าเหม็น" จากการที่พวกเสื้อแดง นปช.พรรคเพื่อไทยอ้างอยู่เสมอและตลอดว่าตัวเองคือเสียงส่วนใหญ่ และมากำหนดลมหัวใจของผู้อื่นด้วยความเน่าเหม็นของซากทุนนิยม ทั้งที่ความจริงแค่ 15 ล้านเสียง มันน้อยกว่าผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ใน 15 ล้านเสียง แท้จริงแล้วพวกนี้คือเสียงส่วนน้อย และพวกนี้กลับมาอ้างมากำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองโดยไม่คิดว่าโลกนี้มีพวกเราอยู่ พวกเราที่ไม่ได้เลือกพวกมัน เป็นส่วนมาก แต่เป็นส่วนมากที่ประชาธิปไตยสีแดงมองไม่เห็น
แล้วเสียงที่หรือ ก็ประมาณ 35 ล้านเสียง เลือก พรรคแมลงสาบ 9 ล้าน หรือ 26 ล้านเสียง แล้วเสียง จขกท อยู่ส่วนไหนของกลุ่มที่ยกขึ่นมาครับ
อยู่กลุ่ม 26ล้านเสียง หรือ 9 ล้านเสียงหรือ 15 ล้านเสียง ของชัดๆนะครับท่าน จขกท
#41
Posted 11 November 2011 - 16:14
ตั้งแต่เรียนมา ก็เลือกประธานนักเรียน ก็ใช้เสียงข้างมาก
เลือกตั้ง อบต.
เลือกตั้ง สจ.
เลือกตั้ง สส. ก็ใช้เสียงข้างมากทั้งหมด
คืออธิบายแล้วมันเยอะ เข้าใจยาก เลยเข้าใจว่าเสียงข้างมากไว้ก่อนครับ..
ก็เหมือนหลักกฏหมายนั้นแหละครับ ชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่รู้หรอกว่าใช้คำผิดนิดเดียว ความหมายมันต่างกันชัดเจน
เพราะบางครั้ง ผมก็ยังงงเหมือนกันครับ สรุปสุดท้ายมันคืออะไร
#42
Posted 11 November 2011 - 16:19
เมื่อหัวหน้าห้องเป็นผู้นำ เขาจะต้องรับฟังเพื่อนๆในห้องทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่ไม่เลือกเขา...
ถ้าเขาไม่รับ เขาเรียก เผด็จการ ครับ
- Tetsuko likes this
╱/(っ◕ ‿‿◕)っ Hello, I'm a Kyubey /人◕ ‿‿ ◕人\
╱/(っ◕ ‿‿◕)っ Please Make a contract with me and become a Magical girl! /人◕ ‿‿ <人\
ข้าพเจ้าขอสนับสนุนท่านผู้นำที่น่ารักที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!!! Heil Lertih Adolf!! Heil Lertih Adolf!! Heil Lertih Adolf!!
#43
Posted 11 November 2011 - 17:24
งั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
ก็เริ่มตรวจสอบตัวเองก่อนว่า ตนเองมี อิสรภาพมั๊ย ตกเป็นทาสใครสิ่งใดหรือไม่ หมายความแบบง่ายๆตามประสาชาวบ้าน ตนเองมีอะไรครอบงำมั๊ย คิดเองได้มั๊ย มีใครหรืออะไรเป็นอิทธิพลเป็นตัวล่อตัวหลอกตัวสั่งตัวบังคับความคิดอ่านของเราหรือไม่ เพราะหากเราไม่มีอิสรภาพ เราไม่มีอำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจด้วยตัวเอง จะอยู่ร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่เคยมีประชาธิปไตยในหมู่ทาส
สอง ตรวจสอบตัวเองว่ามีเสรีภาพหรือไม่ คือมีเสรีในการพูด เขียน แสดงออก สื่อสารได้ด้วยตัวเองหรือไม่ มีใครอะไรสิ่่งใดอธิพลใดมาบังคับมาล่อหลอกให้เราเดินเราพูดเราแสดงออกหรือไม่ เราสามารถแสดงออกโดยเปิดเผยได้โดยปลอดภัยสบายใจหรือไม่ หากไม่แสดงว่าเราไม่มีอำนาจที่จะกระทำการอะไรได้ด้ยตัวเราเอง เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย เพราะเราไม่มีไม่กล้าแสดงออกเป็นส่วนตัว
สาม ตรวจสอบว่าเรามีภราดรภาพหรือไม่ ภราดรภาพหมายถึงความเสมอภาคเท่าเทียมแบ่งปันฉันพี่น้อง เรามีอำนาจที่จะได้รับการจัดสรรแบ่งปันอย่างเท่าเทียมเหมือนเป็นพี่น้องกันหรือไม่ หากไม่มีแสดงว่าเราไม่มีอำนาจ เพราะเรายอมให้คนอื่นเอาเปรียบหรือเพิกเฉย การเสียสละเป็นเพียงภราดรภาพเพียงครึ่งเดียว ภราดรภาพมีความสำคัญมากในสังคมมนุษย์ มันมีมาโดยธรรมชาติและเราต้องมี หากไม่เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แสดงว่าเราไม่มีอำนาจโดยธรรมชาติ เราจะมองเห็นรูปธรรมของภราดรภาพในธรรมชาติทั่วไปได้อย่างไร ก็ดูที่เต้านมมนุษย์สิครับ เต้านมเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของภราดรภาพ ธรรมชาติสร้างการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมฉันพี่น้องไว้ให้มนุษย์แล้ว หากมีลูกแฝดหรือลูกหัวปีท้ายปี และหากธรรมชาติสร้างเต้านมมาให้มนุษย์เพียงเต้าเดียว รับรองพี่น้องฆ่ากันตาย เพราะแย่งอำนาจกัน คืออำนาจในการได้ดื่มกินในปฐมวัยในขณะที่ยังไม่รู้จักการแบ่งปัน มนุษย์เรามีปากคนละปาก หากมีเต้านมสองเต้าก็ต่างคนต่างกินดื่มคนละเต้า ไม่เคยมีใครเอาปากคาบได้ทีละสองเต้า เว้นแต่มักมากโลภมาก คาบเต้าหนึ่งแล้วเอามือกำไว้อีกเต้าหนึ่งไม่ให้ใครมากินดื่มร่วมกัน หมู หมา แมว ก็เหมือนกัน มันออกลูกตกลุกที่ละหลายตัว ธรรมชาติก็สร้างตุ่มนมหัวนมเต้านมมาให้หลายอันหลายเต้า เพื่อแบ่งปันอย่างเท่าเทียมฉันพี่น้อง แน่นอนอาจจะมีเต้าใหญ่เต้าเล็ก ธรรมชาติก็ควบคุมไว้อย่างหนึ่งหากมีมากไปก็ไม่ได้ไม่สมดุล เรื่องภราดรภาพนี่ มันกินขอบเขตกว้างใหญ่มากเป็นชาติเป็นภพ อย่างหากพ่อแม่แบ่งปันไม่เท่ากัน หรือแบ่งแล้วก็ยังหวงอิจฉาแก่งแย่ง พี่น้องกันก็ฆ่ากันตาย บางคนอ้างไปได้ว่า แกมันมารรังแกเอาเปรียบฉันมากี่ชาติกี่ชาติแล้ว เกิดอีกสิบชาติก็อย่าได้เจอกัน นั่นไงครับ มันกินกาลเวลาไปหลายชาติ ดังนั้นหากใครไม่มีภราดรภาพก็คือไม่มีอำนาจ เป็นหมูแมวยังไม่ได้ แล้วจะเป็นมนุษย์ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร
สี่ มิตรภาพ ตรวจสอบว่าคนข้างตัวเราเขาแสดงความเป็นมิตรกับเราหรือไม่ เราเองเป็นมิตรต่อผู้อื่นหรือไม่ หรือเราไม่สามารถเป็นมิตรกับใครได้แสดงว่าเราไม่มีอำนาจในตัวเอง พบเห็นเจอใครก็มีแต่ความขัดแย้งแตกต่าง เดินผ่านบ้านใครก็ขวางก้อนหินใส่หลังคาบ้านเขา ใครเดินผ่านบ้านตัวเองก็ถีบหมาไล่กัดเขา อย่างนี้ไม่สามารถอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้
ห้า สันติภาพ ตรวจว่าเรามีความสันติสงบสุขหรือไม่มีใครโกงใส่ร้ายป้ายสี ยุยงเกลียดชังเราหรือไม่ และเราทำกับคนอื่นอย่างนี้หรือไม่ คบหาใครก็มีแต่ความเดือดร้อน คบหาคนแต่พาลหาเรื่องหาความเดือดร้อนใส่ไฟเผาไหม้บ้านเมืองสังคม อย่างนี้แสดงว่าเราไม่มีอำนาจในตัวเพียงพอที่จะดำรงตนอยู่ได้โดยความสงบสันติ เราและสังคมที่เราอยู่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของสังคมที่เอารัดเอาเปรียบก่อนกวนรุกไล่ เราเองก็ละเมิดผู้อื่นเช่นนั้น อย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ว่าเราจะมีกันกี่คนมากน้อย ก็ต้องมีความสุขสงบสันติในสังคมประชาธิปไตย
เมื่อเราตรวจสอบดูแล้วว่ามีครบถ้วน แสดงว่าเรามีอำนาจในตัวและมีอำนาจในสังคมประชาธิปไตย เราก็แนะนำคนอื่นรอบข้างต่อไปให้เป็นให้มีให้อยู่อย่างเรา หากเราไม่มีไม่เป็นไม่อยู่อย่างนั้น เราก็สอบถามถ่ายทอดและร่วมกันสร้างขึ้นมาจากสังคมเล็กๆออกไปเรื่อยๆ
หากมีแล้วเราก็มาตรวจสอบสิทธิของเรา เรามีสิทธิที่จะมี ได้รับและปกป้องคุ้มครองอำนาจทั้งห้าของเราหรือไม่ หากไม่ เราก็ช่วยกันมาร่างมาสร้างสิทธิของเราในสังคมร่วมกันให้ห่อหุ้มรับรองพิทักษ์ปกป้องอำนาจของเราไว้ เหมือนดั่งเมล็ดแมงลักหรือไข่กบ ที่มีเหยื่อห่อหุ้ม อันนี้แหละคือภาพของสิทธิ คือป้องกันไม่ให้ใครมาละเมิดต่อใครใครไม่ละเมิดต่อเรา เรามีสิทธิที่จะเดินจะพูดจะกระทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ละเมิดสิทธิและอำนาจของผู้อื่น ผู้อื่นก็ไม่สามารถละเมิดต่อสิทธิและอำนาจเราได้ ดังนั้นเราค่อยมาช่วยกันออกแบบสิทธิของเรากำหนดไว้ให้เป็นธรรมนูญแห่งสังคมประชาธิปไตยของเรา เราอยากได้ที่ดินไว้ปลูกกล้วยขาย คนอื่นอยากได้โรงงานถลุงแร่ข้างสวนเรา หากเรากระทำการก่อนหรือมีผู้ร่วมกระทำการอยู่ก่อนแล้ว ผู้อื่นก็ไม่สามารถละเมิดต่อเราและชุมชนท้องถิ่นเราได้ แต่หากเราไม่มีอิสระตกเป็นทาสของเงินจ้างหรืออำนาจบังคับข่มขู่ เราสมยอมและชักชวนให้คนอื่นเห็นแก่เงินมักมากอยากได้ จนไม่มีอิสระที่จะคิดจะค้าน เราสูญสิ้นอำนาจแล้ว เราปกป้องเราไม่ได้ ปกป้องสิทธิเราไม่ได้ ยอมให้คนอื่นมาละเมิดตัวเองและชุมชน นั่นคืดเรากำลังพังทะลายสังคมประชาธิปไตย โดยอ้างว่าประชาธิปไตยกินได้ มันเป็นเพียงความมักได้เห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ยังไม่พัฒนา มีแต่ความอยากได้อยากมี จนตกเป็นทาส ดังนั้นแล้วประชาธิปไตยจะงอกเงยไม่ได้ในชุมชนเหล่าทาส แม้เกสรประชาธิปไตยจะปลิวตามลมไปตกอยู่บนดินท้องถิ่นทาส ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ไม่ได้แม้แต่ต้นหญ้าแห่งภราดรภาพ หากเกิดในบ้านตนก็โยนใส่บ้านอื่น หากอยากได้ก็ไปขุดไปโกยมา รากหญ้าที่ไร้ภราดรภาพไม่สามารถเติบโตได้บนแผ่นดินของชุมชนทาส ตลอดไป ดังนั้นรากหญ้าก็ไม่สามารถทอดป้องแห่งประชาธิปไตยต่อไปและสืบไปตลอดกาล
เกิน 3 บรรทัด....ควายมันไม่อ่านหรอกครับ
ประชาธิปไตยแบบแดง: 1. ไม่ใช่แดง เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ 2. เสียงส่วนใหญ่ คือเสียงถูกต้อง 3. กฎพวกพ้องต้องเหนือกฎหมาย 4. เบื้องสูงมีไว้เหยียบย่ำ 5. ใครทำก็ผิด แต่แดงต้องไม่ผิด 6. คิดร้ายต่อทักษิณย่อมชั่ว 7. มั่วบิดเบือนหลอกพวกเดียวกัน 8. ปั้นน้ำเป็นตัวแล้วแถ
#44
Posted 11 November 2011 - 17:44
เอา ประเทศไทย มีประชากรณ์ ประมาณ 60 - 70 ล้านคน มีคนที่มีสิทย์เลือกตั้ง 40 กว่าล้านคน แบ่งเป็นเสื้อแดงหรือหางแดงหรือควายแดง หรืออื่นๆอีกมากมาย มี 15 ล้านเสียง แล้วเสียงที่หรือ ก็ประมาณ 35 ล้านเสียง เลือก พรรคแมลงสาบ 9 ล้าน หรือ 26 ล้านเสียง แล้วเสียง จขกท อยู่ส่วนไหนของกลุ่มที่ยกขึ่นมาครับ อยู่กลุ่ม 26ล้านเสียง หรือ 9 ล้านเสียงหรือ 15 ล้านเสียง ของชัดๆนะครับท่าน จขกทท่านคิดเห็นอย่างไรกับ คำว่า "เสียงส่วนใหญ่ จากลมหายใจที่เน่าเหม็น" จากการที่พวกเสื้อแดง นปช.พรรคเพื่อไทยอ้างอยู่เสมอและตลอดว่าตัวเองคือเสียงส่วนใหญ่ และมากำหนดลมหัวใจของผู้อื่นด้วยความเน่าเหม็นของซากทุนนิยม ทั้งที่ความจริงแค่ 15 ล้านเสียง มันน้อยกว่าผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ใน 15 ล้านเสียง แท้จริงแล้วพวกนี้คือเสียงส่วนน้อย และพวกนี้กลับมาอ้างมากำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองโดยไม่คิดว่าโลกนี้มีพวกเราอยู่ พวกเราที่ไม่ได้เลือกพวกมัน เป็นส่วนมาก แต่เป็นส่วนมากที่ประชาธิปไตยสีแดงมองไม่เห็น
หากลงในรายละเอียดแยกกลุ่มหลายกลุ่ม ผมอยู่ในกลุ่ม 9 ล้านเสียง แต่หากแยกเพียงสองกลุ่มตามสถานะทางการเมือง ผมไม่ได้อยุ่ในกลุ่ม 15 ล้านเสียง ถือว่าอยู่ในกลุ่ม 35 ล้านเสียง เพียงแต่ว่าคุณจะรับและนับรวมผมหรือไม่ หากไม่ก็แล้วแต่ผมไม่สน
- Ladieskaka likes this
#45
Posted 11 November 2011 - 17:45
เกิน 3 บรรทัด....ควายมันไม่อ่านหรอกครับ
ก็เริ่มตรวจสอบตัวเองก่อนว่า ตนเองมี อิสรภาพมั๊ย ตกเป็นทาสใครสิ่งใดหรือไม่ หมายความแบบง่ายๆตามประสาชาวบ้าน ตนเองมีอะไรครอบงำมั๊ย คิดเองได้มั๊ย มีใครหรืออะไรเป็นอิทธิพลเป็นตัวล่อตัวหลอกตัวสั่งตัวบังคับความคิดอ่านของเราหรือไม่ เพราะหากเราไม่มีอิสรภาพ เราไม่มีอำนาจ คนที่ไม่มีอำนาจด้วยตัวเอง จะอยู่ร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่เคยมีประชาธิปไตยในหมู่ทาส สอง ตรวจสอบตัวเองว่ามีเสรีภาพหรือไม่ คือมีเสรีในการพูด เขียน แสดงออก สื่อสารได้ด้วยตัวเองหรือไม่ มีใครอะไรสิ่่งใดอธิพลใดมาบังคับมาล่อหลอกให้เราเดินเราพูดเราแสดงออกหรือไม่ เราสามารถแสดงออกโดยเปิดเผยได้โดยปลอดภัยสบายใจหรือไม่ หากไม่แสดงว่าเราไม่มีอำนาจที่จะกระทำการอะไรได้ด้ยตัวเราเอง เราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย เพราะเราไม่มีไม่กล้าแสดงออกเป็นส่วนตัว สาม ตรวจสอบว่าเรามีภราดรภาพหรือไม่ ภราดรภาพหมายถึงความเสมอภาคเท่าเทียมแบ่งปันฉันพี่น้อง เรามีอำนาจที่จะได้รับการจัดสรรแบ่งปันอย่างเท่าเทียมเหมือนเป็นพี่น้องกันหรือไม่ หากไม่มีแสดงว่าเราไม่มีอำนาจ เพราะเรายอมให้คนอื่นเอาเปรียบหรือเพิกเฉย การเสียสละเป็นเพียงภราดรภาพเพียงครึ่งเดียว ภราดรภาพมีความสำคัญมากในสังคมมนุษย์ มันมีมาโดยธรรมชาติและเราต้องมี หากไม่เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แสดงว่าเราไม่มีอำนาจโดยธรรมชาติ เราจะมองเห็นรูปธรรมของภราดรภาพในธรรมชาติทั่วไปได้อย่างไร ก็ดูที่เต้านมมนุษย์สิครับ เต้านมเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของภราดรภาพ ธรรมชาติสร้างการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมฉันพี่น้องไว้ให้มนุษย์แล้ว หากมีลูกแฝดหรือลูกหัวปีท้ายปี และหากธรรมชาติสร้างเต้านมมาให้มนุษย์เพียงเต้าเดียว รับรองพี่น้องฆ่ากันตาย เพราะแย่งอำนาจกัน คืออำนาจในการได้ดื่มกินในปฐมวัยในขณะที่ยังไม่รู้จักการแบ่งปัน มนุษย์เรามีปากคนละปาก หากมีเต้านมสองเต้าก็ต่างคนต่างกินดื่มคนละเต้า ไม่เคยมีใครเอาปากคาบได้ทีละสองเต้า เว้นแต่มักมากโลภมาก คาบเต้าหนึ่งแล้วเอามือกำไว้อีกเต้าหนึ่งไม่ให้ใครมากินดื่มร่วมกัน หมู หมา แมว ก็เหมือนกัน มันออกลูกตกลุกที่ละหลายตัว ธรรมชาติก็สร้างตุ่มนมหัวนมเต้านมมาให้หลายอันหลายเต้า เพื่อแบ่งปันอย่างเท่าเทียมฉันพี่น้อง แน่นอนอาจจะมีเต้าใหญ่เต้าเล็ก ธรรมชาติก็ควบคุมไว้อย่างหนึ่งหากมีมากไปก็ไม่ได้ไม่สมดุล เรื่องภราดรภาพนี่ มันกินขอบเขตกว้างใหญ่มากเป็นชาติเป็นภพ อย่างหากพ่อแม่แบ่งปันไม่เท่ากัน หรือแบ่งแล้วก็ยังหวงอิจฉาแก่งแย่ง พี่น้องกันก็ฆ่ากันตาย บางคนอ้างไปได้ว่า แกมันมารรังแกเอาเปรียบฉันมากี่ชาติกี่ชาติแล้ว เกิดอีกสิบชาติก็อย่าได้เจอกัน นั่นไงครับ มันกินกาลเวลาไปหลายชาติ ดังนั้นหากใครไม่มีภราดรภาพก็คือไม่มีอำนาจ เป็นหมูแมวยังไม่ได้ แล้วจะเป็นมนุษย์ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร สี่ มิตรภาพ ตรวจสอบว่าคนข้างตัวเราเขาแสดงความเป็นมิตรกับเราหรือไม่ เราเองเป็นมิตรต่อผู้อื่นหรือไม่ หรือเราไม่สามารถเป็นมิตรกับใครได้แสดงว่าเราไม่มีอำนาจในตัวเอง พบเห็นเจอใครก็มีแต่ความขัดแย้งแตกต่าง เดินผ่านบ้านใครก็ขวางก้อนหินใส่หลังคาบ้านเขา ใครเดินผ่านบ้านตัวเองก็ถีบหมาไล่กัดเขา อย่างนี้ไม่สามารถอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้ ห้า สันติภาพ ตรวจว่าเรามีความสันติสงบสุขหรือไม่มีใครโกงใส่ร้ายป้ายสี ยุยงเกลียดชังเราหรือไม่ และเราทำกับคนอื่นอย่างนี้หรือไม่ คบหาใครก็มีแต่ความเดือดร้อน คบหาคนแต่พาลหาเรื่องหาความเดือดร้อนใส่ไฟเผาไหม้บ้านเมืองสังคม อย่างนี้แสดงว่าเราไม่มีอำนาจในตัวเพียงพอที่จะดำรงตนอยู่ได้โดยความสงบสันติ เราและสังคมที่เราอยู่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของสังคมที่เอารัดเอาเปรียบก่อนกวนรุกไล่ เราเองก็ละเมิดผู้อื่นเช่นนั้น อย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ไม่ว่าเราจะมีกันกี่คนมากน้อย ก็ต้องมีความสุขสงบสันติในสังคมประชาธิปไตย เมื่อเราตรวจสอบดูแล้วว่ามีครบถ้วน แสดงว่าเรามีอำนาจในตัวและมีอำนาจในสังคมประชาธิปไตย เราก็แนะนำคนอื่นรอบข้างต่อไปให้เป็นให้มีให้อยู่อย่างเรา หากเราไม่มีไม่เป็นไม่อยู่อย่างนั้น เราก็สอบถามถ่ายทอดและร่วมกันสร้างขึ้นมาจากสังคมเล็กๆออกไปเรื่อยๆ หากมีแล้วเราก็มาตรวจสอบสิทธิของเรา เรามีสิทธิที่จะมี ได้รับและปกป้องคุ้มครองอำนาจทั้งห้าของเราหรือไม่ หากไม่ เราก็ช่วยกันมาร่างมาสร้างสิทธิของเราในสังคมร่วมกันให้ห่อหุ้มรับรองพิทักษ์ปกป้องอำนาจของเราไว้ เหมือนดั่งเมล็ดแมงลักหรือไข่กบ ที่มีเหยื่อห่อหุ้ม อันนี้แหละคือภาพของสิทธิ คือป้องกันไม่ให้ใครมาละเมิดต่อใครใครไม่ละเมิดต่อเรา เรามีสิทธิที่จะเดินจะพูดจะกระทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ละเมิดสิทธิและอำนาจของผู้อื่น ผู้อื่นก็ไม่สามารถละเมิดต่อสิทธิและอำนาจเราได้ ดังนั้นเราค่อยมาช่วยกันออกแบบสิทธิของเรากำหนดไว้ให้เป็นธรรมนูญแห่งสังคมประชาธิปไตยของเรา เราอยากได้ที่ดินไว้ปลูกกล้วยขาย คนอื่นอยากได้โรงงานถลุงแร่ข้างสวนเรา หากเรากระทำการก่อนหรือมีผู้ร่วมกระทำการอยู่ก่อนแล้ว ผู้อื่นก็ไม่สามารถละเมิดต่อเราและชุมชนท้องถิ่นเราได้ แต่หากเราไม่มีอิสระตกเป็นทาสของเงินจ้างหรืออำนาจบังคับข่มขู่ เราสมยอมและชักชวนให้คนอื่นเห็นแก่เงินมักมากอยากได้ จนไม่มีอิสระที่จะคิดจะค้าน เราสูญสิ้นอำนาจแล้ว เราปกป้องเราไม่ได้ ปกป้องสิทธิเราไม่ได้ ยอมให้คนอื่นมาละเมิดตัวเองและชุมชน นั่นคืดเรากำลังพังทะลายสังคมประชาธิปไตย โดยอ้างว่าประชาธิปไตยกินได้ มันเป็นเพียงความมักได้เห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ยังไม่พัฒนา มีแต่ความอยากได้อยากมี จนตกเป็นทาส ดังนั้นแล้วประชาธิปไตยจะงอกเงยไม่ได้ในชุมชนเหล่าทาส แม้เกสรประชาธิปไตยจะปลิวตามลมไปตกอยู่บนดินท้องถิ่นทาส ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ไม่ได้แม้แต่ต้นหญ้าแห่งภราดรภาพ หากเกิดในบ้านตนก็โยนใส่บ้านอื่น หากอยากได้ก็ไปขุดไปโกยมา รากหญ้าที่ไร้ภราดรภาพไม่สามารถเติบโตได้บนแผ่นดินของชุมชนทาส ตลอดไป ดังนั้นรากหญ้าก็ไม่สามารถทอดป้องแห่งประชาธิปไตยต่อไปและสืบไปตลอดกาลงั้นพวกคุณจะมีวิธีที่จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร
เอิ๊กกกก ลืมไป
#46
Posted 11 November 2011 - 19:17
และเมื่อมีสสจำนวนมาก (เท่าไหร่ไม่รู้ขึ้เกียจหา) ย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กมเมืองเราในการจัดตั้งรัฐบาล
หน้าที่ของภาคประชาชนอย่างเรา ๆ คือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และหน่วยงานอิสระมากกว่าว่าทำงานเพื่อประเทศชาติแค่ไหน
และโกงน้อยแค่ไหน
เพราะหากเขาทำประโยชน์น้อยแก่ประเทศชาติ และโกงมาก เราคงต้องสู้เพื่อลูกเพื่อหลานเราครับ
#47
Posted 11 November 2011 - 19:51
#48
Posted 11 November 2011 - 19:57
ผู้รู้ทั้งหลายหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตคือะไรบอกผมหน่อย ผมจะได้เอาไปบอกอาจารณ์ได้
เขียนก็ยังผิด จะมาถามเขาทำไม ไปหัดเขียนหัดอ่านให้มันคล่องก่อนเถอะ ไปปปป...
#49
Posted 11 November 2011 - 20:08
อือ เขียนผิดแล้วเป็นไร แมลงสาบนีีมันชอบกัดเล็กกัดน้อย จิงจิง
ผู้รู้ทั้งหลายหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตคือะไรบอกผมหน่อย ผมจะได้เอาไปบอกอาจารณ์ได้
เขียนก็ยังผิด จะมาถามเขาทำไม ไปหัดเขียนหัดอ่านให้มันคล่องก่อนเถอะ ไปปปป...
#50
Posted 11 November 2011 - 20:25
ผู้รู้ทั้งหลายหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตคือะไรบอกผมหน่อย ผมจะได้เอาไปบอกอาจารณ์ได้
คงบอกไม่ได้หรอก พวกหลงทางมืดมัวตาบอด บ้าไบ้ บอกอะไรก็ไม่รู้ไม่เห็น อ่าน อธิปัตย์ 5 ข้างล่างหรือยัง
ท่าน"halfmoon" ครับ พวกฟายแดง เขามองเห็นแต่การ "สร้างภาพ" ครับ
อธิปัตย์ 5 อะไรเนี่ย มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนเกินกว่าที่สมองไม่มีรอยหยักของพวกเขาจะรับรู้ได้ครับ
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users










