สำหรับผม ประชาธิปไตยคือ สิทธิ และ หน้าที่ของประชาชน ภายใต้กรอบอำนาจของกฎหมายที่ตราให้ทุกคนอยู่ภายในกฎเดียวกันครับ
ถ้าพูดถึงอำนาจในประชาธิปไตยที่มัน 3 ส่วนคือ บริหาร(พวก คณะรมต,สส), นิติบัญญัติ และตุลาการ 3 อำนาจนี้จะแยกจากกัน ถ่วงดุลกัน ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยแน่ๆที่เอา พวกอำนาจ สส(ที่มาจากการเลือกประชาชน) แล้วพวกนี้มาอ้างหรือมาแทรกแซงอำนาจตุลาการ
อธิปัตย์ 5 ก็เป็นแก่นสารเนื้อหาสาระหลักในอำนาจที่เราสถาปนาขึ้นมาทั้งสามอำนาจ คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ทั้งสามอำนาจนี้ต้องมี อิสระ เสรี ภราดร มิตร และสันติ ด้วย เช่น อำนาจนิติบัญญัติ จะออกกฎหมายมาโดยที่ขาดอิสรภาะ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ สันติภาพก็ไม่ได้ และเนื้อหาการบังคับใช้นั้นทำให้ประชาชนหรือสังคมขาดอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ สันติภาพ ก็ไม่ได้เช่นกัน ในทำนองเดียวกันกฎหมายที่บัญญัตินั้นต้องไม่ไปทำให้อำนาจบริหาร และตุลาการ ขาดอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพด้วย
อำนาจบริหารก็ต้องมี อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพด้วยเช่นกัน เช่นว่ารัฐจะจัดสรรงบประมาณ หรือจะกระทำการใดๆในการบริหารหรือบริบาลต่างๆ หากทำให้คนในสังคมหรือสิ่งต่างๆในประเทศไทย รัฐไทย ราชอาณาจักรไทย ขาดอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพก็ไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน การบริหารจัดการของอำนาจบริหาร ต้องไม่ทำให้อำนาจนิติบัญญัติ และตุลาการต้องสูญเสีย อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพด้วย
อำนาจตุลาการก็เช่นกัน ต้องมีอธิปัตย์ 5 เหมือนกัน และจะทำให้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติสูญเสียอธิปัตย์ 5 ก็ไม่ได้ เช่นเดียวกันในขบวการยุติธรรมหรือการพิพากษา บังคับตามกฎหมายต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางคือตำรวจ อัยการ ไปถึงศาลพิพากษาต่างๆ จะทำให้ประชาชนขาด อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพไม่ได้ แม้แต่คำพิพากษานั้นได้สิ้นสุดเด็ดขาดไปแล้วก็ตาม เว้นแต่คำพิพากษานั้นได้มีขึ้นโดยชอบด้วยประการทั้งปวง จึงถือเป็นสิ้นสุด บุคคลต้องคำพิพากษานั้น จึงถูกเด็ดขาดจาก อิสรภาพ และเสรีภาพเพียงเท่านั้น แต่ภราดรภาพ มิตรภาพ และสันติภาพ ยังคนอยู่ในตัวและจิตวิญญาณของมนุษย์ต่อไป












