ผู้ซึ่งปัดสวะทุกอย่าง เริ่มมาตั้งแต่เรื่องน้ำท่วม ของบริจาค
ที่ล่าสุด ปัดสวะไปจนถึง การพระราชทานอภัยโทษ
โดยอ้างเอา "พระราชอำนาจ" มาบังหน้า บอกว่าการอภัยโทษ เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ
ไม่สมควรวิพากษ์จารณ์
พอดี เป็นสรรหาคำด่าไม่เก่ง แต่บอกได้คำเดียวว่า
เป็นการกระทำที่ "เลว" มาก
ถ้าอ่านตามรัฐธรรมนูญ ทุกอย่าง ก็เขียนเป็น "พระราชอำนาจ" ทั้งสิ้น
เช่น การยุบสภา การตราพระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา การประกาศสงคราม
ทรงเป็นผู้เรียกประชุม เปิดประชุม ปิดประชุมสภา ฯลฯ
ถ้าเอาตามมาตรฐานมั่วๆ ของคณะรัฐมนตรีไร้หัว ที่นำแสดงโดยเป็ดเหลิม
แปลว่า ที่กล่าวทั้งหมดข้างต้น เราไม่สามารถวิจารณ์ได้เลยหรือ?
เพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็น "พระราชอำนาจ"
ประเด็นสำคัญของเรื่อง มันอยู่ที่คำว่า "ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"
ผมเชื่อว่า มีคนไทยจำนวนน้อยมาก ที่เข้าใจว่า ทำไมจึงต้องมี "ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"
ก่อนที่ผมจะศึกษาเรื่องการเมือง ก็เข้าใจแค่ว่า คงเหมือนการจ่าหัว ว่าทรงมีพระบรมราชโองการถึงคนนั้น คนนี้
ซึ่ง ถ้าจะว่าถูกก็ถูก แต่ว่า ถูกแค่ครึ่งเดียว
ถ้าพูดกันแบบไม่อ้อมค้อม ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เราก็ได้เชิญในหลวง ไปประทับยังตำแหน่งใหม่
ที่ถ้าเปรียบเทียบตำแหน่งทางทหารก็คล้ายกับตำแหน่ง "ผู้บัญชาการทหารสูงสุด"
และพระองค์ก็มิต้องทรงรับผิดชอบในการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ยุ่งเหยิงนี้อีกตั้งแต่บัดนั้น
(หากต้องการอ่านความเป็นมาทั้งหมด สามารถอ่านได้ที่ http://www.kpi.ac.th...%B8%B2%E0%B8%A3
แต่ผมจะขอยกมาเฉพาะส่วนที่สำคัญเท่านั้น)
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จะต้องอ่านรัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งที่สำคัญมากและจะขาดเสียไม่ได้เลย
ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี 50 ถูกระบุไว้ในมาตรา 195
มาตรา ๑๙๕
บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับ ราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ในรัฐธรรมนูญนี้
บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหรือถือเสมือนหนึ่งว่าได้ทรงลงพระปรมาภิไธย แล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน
สรุปก็คือ การตรากฎหมาย หรือพระบรมราชโองการใดๆ จะต้องมีรัฐมนตรี "ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"
ถ้าไม่มีรัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนอง ก็จะไม่มีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ
แล้วถามว่า ทำไมถึงต้องมี "ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"
ประกาศใช้กฎหมายกันด้วนๆ ดื้อๆ ไม่ได้หรือ?
เหตุผลมีหลายประการครับ แต่ประเด็นสำคัญหลัก
คือ เพราะผู้ที่ลงรับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ
ไม่เพียงแต่ในการปฏิบัติ แต่รวมไปถึงการอธิบายความถูกต้องเหมาะสมชอบธรรมด้วย
ซึ่งแปลว่า หากผู้ที่รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นต้นคิดในการถวายคำแนะนำ
โดยที่ก็ไม่มีกฎหมายระบุบังคับว่าจะต้องถวายคำแนะนำหรือไม่ หรือแบบไหนอย่างไร
ผู้นั้น ก็จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการอธิบายความถูกต้องเหมาะสมด้วยตนเองไม่ได้
ไม่ใช่มาอ้างว่า พรก. พรฎ. ออกโดย "พระราชอำนาจ" แล้วก็จบกัน
ตัวอย่างหนึ่งที่คงคุ้นชินกัน ก็เช่น การปรับคณะรัฐมนตรี ก็ระบุไว้ว่าเป็น "พระราชอำนาจ"
คือพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และให้ออกเป็นพระบรมราชโองการ
แต่ ผู้ที่ถวายคำแนะนำและ "ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" คือนายกรัฐมนตรี
และไม่มีกฎหมายบังคับว่า จะต้องเอาคนนั้นคนนี้ มาเป็นรัฐมนตรี
ดังนั้น นายกฯ ก็คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการอธิบายความถูกต้องเหมาะสม
ว่าทำไมคนนั้นคนนี้จึงได้เป็นรัฐมนตรี
ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะได้รับแต่งตั้งโดยพระบรมราชโองการก็ตาม
การที่คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะทูลเกล้าฯ เพื่อทรงตรา พรฎ อภัยโทษ ก็ใช้ตรรกะชุดเดียวกัน
คือไม่มีกฎหมายข้อไหน บังคับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องถวายคำแนะนำเพื่อตรา พรฎ อภัยโทษ
ดังนั้น ไม่ว่า พรฎ นี้ จะอยู่ในขั้นตอนร่าง หรือหลังจากทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วก็ตาม
"ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
และในเมื่อตนเองเป็นคนร่างเอง และถวายคำแนะนำเอง
ก็อย่าอ้างว่าเป็นพระราชอำนาจ เพราะนั่นเป็นการปัดสวะใส่เบื้องสูง
สุดท้าย คงต้องรำลึกความหลัง ยืมวาทะคุณชวน มาเตือนสติคณะรัฐมนตรีชุดนี้อีกครั้งหนึ่ง...
"ผมไม่มีเวทีเล่นการเมืองไม่เป็นไร แต่คนที่มีอำนาจแล้วใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่ง ระวังจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่"












