420 คือ จำนวนทหารที่ครบกำหนดปลดประจำการในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดสมัครใจอยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมต่ออีก 1 เดือน จนได้รับเสียงยกย่องชื่นชมจากผู้คนในสังคมถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อ ชาติ
พวกเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 20 ต้นๆ เป็นพลทหารชั้นผู้น้อย แต่วีรกรรมที่ได้ก่อไว้ในยามวิกฤตครั้งนี้ ด้วยการลงแรงลงใจช่วยเหลือชาวบ้านผู้เดือดร้อนแสนสาหัสในพื้นที่ประสบภัย อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาของคนไทยทั้งประเทศ
“เกิดมาเป็นลูกผู้ชายทั้งที ต้องศึกษาเล่าเรียน บวชพระ และต้องผ่านการเป็นทหาร ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นชายไทยแท้ๆ” เอกรักษ์ ประคองวงษ์ ทหารปลดประจำการ สังกัด ปตอ.2 นปอ. บอกเสียงเข้ม

ชายคนนี้ไม่ร่ำไม่รวย ฐานะพออยู่พอกิน แต่ใช้ความขยันขันแข็งเรียนควบคู่กับทำงานไปด้วย จนสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีจากคณะสังคมศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร หลังจากบวชเรียนนาน 1 เดือน จึงตัดสินใจสมัครเป็นทหารเกณฑ์
“ผมตั้งใจสมัครเลย อยากรู้ว่าชีวิตทหารเป็นยังไง อยากฝึกร่างกายให้แข็งแรง ฝึกเรื่องวินัย ฝึกหนักอยู่ 2 เดือน ทั้งจับปืนซ้อมรบ เรียนทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับพื้นฐานการเป็นทหาร แล้วค่อยขึ้นกองร้อย ทำงานด้านเอกสาร สลับกับใช้แรงงานทั่วไป ลงพื้นที่ไปพัฒนาชุมชน เหนื่อยช่วงแรกๆ แต่อยู่ไปไม่นานก็ชิน ชีวิตมีรสชาติไปอีกแบบ”
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ส่งผลให้ชีวิตทหารเกณฑ์ธรรมดาๆ เปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง เมื่อประเทศไทยประสบภัยพิบัติอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมทะลักเข้ากรุง ถนนหนทาง อาคารบ้านเรือน พังพินาศ ประชาชนนับล้านเดือดร้อน บ้านเมืองตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“น้ำท่วมใหญ่รอบนี้ พวกเราเพื่อนทหารพูดกันเล่นๆ ว่า นี่เราได้รบด้วยนะเว้ย เราได้เป็นทหารในช่วงสงครามพอดี เพียงแต่ว่านี่คือสงครามน้ำ ข้าศึกคือน้ำ ไม่มีอาวุธ มีแค่สองมือ สองเท้า หนึ่งใจ ต่อสู้กับภารกิจสารพัด ไล่ตั้งแต่แบกถุงทราย แบกท่อนไม้วางแนวคันกั้นน้ำ อพยพผู้คน ช่วยคนแก่ อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ขนข้าวของ ส่งข้าวส่งน้ำให้ผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้าน
ลุยน้ำทำงานหนักกลางแดดทั้งวัน เหนื่อยยิ่งกว่าฝึก แต่ได้ซึมซับประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้นกว่า ได้เห็นชีวิตจริงๆ ที่ยิ่งกว่าชีวิต ผมไม่ได้หวังว่าสิ่งที่พวกเราทำจะได้บุญ ได้เกียรติยศ ชื่อเสียง อะไร มันคือภาระหน้าที่ของทหาร นั่นคือช่วยเหลือประชาชน ผมอยากช่วยพี่น้องผู้ประสบภัยให้คลายความทุกข์ คลายโศกเศร้า สบายใจขึ้นบ้าง พาพวกเขาผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้วครับ”
ณัฐภัทร ชูสกุล อดีตทหารเกณฑ์ 1 ใน 420 วีรบุรุษในสงครามน้ำเช่นเดียวกัน บอกว่า สิ่งที่ได้จากการเป็นทหารคือร่างกายแข็งแรงบึกบึนขึ้น หัวใจกว้างใหญ่ขึ้น เพราะได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

“ก่อนเป็นทหาร ผมเป็นช่างตัดผม เวลาว่างก็ไปเป็นอาสาสมัครกู้ภัย ทำงานช่วยประชาชนอยู่แล้วครับ แต่ช่วง 2-3 เดือน ที่ไปช่วยชาวบ้านน้ำท่วมในพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มันทำให้เราได้เห็นความเดือดร้อน ความยากลำบากของผู้คนได้หลากหลายมิติกว่า เจอทั้งเรื่องน่าหดหู่ เจอเรื่องที่ประทับใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตคนเราสวยงาม ก็คือตอนที่ได้เห็นคนไทยช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน ผมเป็นทหารอยู่ในพื้นที่ พบเจอมาหมดทั้งเรื่องดีและไม่ดี ขอแค่เราเลือกมองแต่ด้านดีงาม ชีวิตเราจะมีความสุขขึ้นเยอะ แค่เขาบอกขอบคุณเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้เรา ยิ้มให้เรา อาการเหนื่อย อาการท้อมันหายเป็นปลิดทิ้งเลยนะครับ” พลทหารรายนี้หัวเราะสดชื่น
ขณะที่ ศุภฤกษ์ ชินอาจ อดีตทหารประจำการ สังกัด ปตอ.2 นปอ. กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจเหมือนกับทหารทุกคน ทันทีที่ได้ทราบข่าวว่าประชาชนโหวตให้ทหารเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานที่อยู่เคียงข้างช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง

“ผมเชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมนี้ ประชาชนบางกลุ่มที่เกลียดทหาร มองทหารแย่ในช่วงม็อบปีที่แล้ว น่าจะมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อทหาร มองพวกเราในแง่ดีขึ้น ส่วนประชาชนที่ให้ความไว้วางใจทหาร เชื่อใจพวกเราอยู่แล้ว น่าจะรักทหารมากขึ้นไปอีก
พวกเราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นฮีโร่ เจ๋ง เท่ อะไรแบบนั้นเลย เราแค่ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างสุดความสามารถ วันที่จะปลดประจำการ แล้วมีผู้บังคับบัญชามาถามความสมัครใจว่าใครจะอยู่ช่วยต่อบ้าง ทหารทุกคนแทบไม่ต้องคิด มองตากันก็รู้ว่าเราต้องอยู่ช่วยบ้านเมืองต่อไป เพราะยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ยังต้องการความช่วยเหลือ” เขาบอกอย่างหนักแน่น
ด้าน หาญณรงค์ ศรีวงษ์ หนุ่มศรีสะเกษ ทหารปลดประจำการ สังกัด ปตอ.2 นปอ. บอกว่า บทเรียนจากสมรภูมิน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า การเป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คิด
“ประกาศนียบัตรที่พวกเราทหารเกณฑ์ปลดประจำการทั้ง 420 นาย ได้รับจากท่าน ผบ.ทบ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แทนคำขอบคุณจากกองทัพและประเทศชาติ เป็นเพียงแค่กระดาษใบหนึ่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับประสบการณ์ชีวิตการเป็นทหารของผมครั้งนี้ ไม่มีอะไรจะมีคุณค่าเท่ากับเราได้ทำความดี ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก สิ่งเล็กๆ ที่พวกเราได้ทำ อาจเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ประสบภัยที่กำลังสิ้นหวังก็ได้”
วันนี้ สงครามน้ำจบแล้ว เหล่าทหารกล้าทั้ง 420 นาย ปลดประจำการจากกองทัพ แยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ แต่เชื่อว่าวีรกรรมครั้งนี้ที่พวกเขาได้ก่อไว้ จะอยู่ในความทรงจำของประชาชนต่อไปไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน
http://goo.gl/SGVou
ขอบคุณครับ














