นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย แถลงข่าวที่รัฐสภาโดยนำเอกสารมาประกอบทั้งหมด 4 ชิ้น คือ เอกสารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช.ในเรื่องการขยายเวลาการก่อสร้างให้กับ บ.พีซีซีฯ สัญญาว่าจ้างการก่อสร้าง มติครม. 7 ส.ค.55 และ หลักเกณฑ์การขยายเวลาของกระทรวงการคลัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาการก่อสร้างโรงพักทั่วประเทศ 396 แห่ง ไม่เสร็จว่า ที่ผ่านมาได้เคยถาม ร.ต.อ.เฉลิม แล้วแต่ไม่เคยได้รับคำตอบนอกจากคำสาบาน หากเรื่องนี้ตนทำผิดตนขอลาออกและไปกระโดดน้ำตายที่สะพานพุธ โดยยืนยันว่าการออกมาแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการทำเพื่อประเทศชาติ พร้อมกับนำโปสเตอร์ประจาน “โครงการโรงพัก 396 แห่ง ทั่วประเทศ 5,848 ล้านบาท อย่าปล่อยให้ “คอร์รัปชั่น”ลอยนวล ติดทั่วกรุงเทพ พร้อมคัทเอาท์ขนาดใหญ่ด้วย โดยจะติดจนกว่าจะหาคนผิดมาลงโทษได้ ซึ่งอาจทำให้มีคนกล่าวหาว่าตนไม่มีมารยาทแต่ตนไม่โกงเงินแผ่นดิน
หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ยังกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบโดยเรียงลำดับถึงการขยายเวลาสามครั้งว่า ในครั้งที่สามนั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลังได้มีหนังสือเสนอให้ความช่วยเหลือผู้ก่อสร้างในพื้นที่ภาคใต้อันเกิดจากปัญหาอุทกภัยโดย จากนั้นครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดย สตช.ก็ได้อนุมัติให้ขยายเวลา 60 วันตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่ที่น่าสนใจคือมีการตัดหลักเกณฑ์ที่เสนอโดยกระทรวงการคลังออกไป 4 ข้อ คือ 4.5-4.9 ทำให้การขยายเวลาดังกล่าวไม่เป็นไปตามมติ ครม.เพราะมีการตัดส่วนที่เป็นโทษเอาเฉพาะที่เป็นคุณกับผู้รับเหมามาใช้ เช่น ข้อ 4.7 กำหนดให้คณะกรรมการว่าด้วยพัสดุเป็นผู้ตีความ กลับตัดออกเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบ และ 4.6 กำหนดว่าหากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญาและไม่เคยเข้ามาทำงานในสถานที่ก่อสร้างดังกล่าว ก็ตัดออก เพื่อเอื้อประโยชน์ในการขยายเวลาก่อสร้างให้กับบริษัทพีซีซีฯ
“ที่สำคัญคือการขยายเวลาเกิดขึ้นในยุค พล.ต.อ.อดุลย์ เป็น ผบ.ตร.แล้ว การดำเนินการเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับมารยาท แต่เป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย เพราะมีการตัดสาระสำคัญ ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.แต่กลับไปขยายเวลาให้กับผู้รับเหมาทั้งที่ไม่สามารถก่อสร้างได้แล้วเสร็จและยังไม่ยกเลิกสัญญาด้วย อีกทั้งยังมีการอนุมัติขยายเวลาให้กับ บ.พีซีซี โดยเลือกพิจารณาเฉพาะหลักเกณฑ์ที่เป็นคุณกับผู้รับเหมา ถือเป็นการทำประโยชน์กับผู้รับเหมาไม่ใช่ประเทศชาติ เพราะแทนที่จะบอกเลิกสัญญาเพราะบริษัทไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จตามสัญญา ทั้งที่หัวหน้าส่วนราชการสามารถทำได้แต่กลับไม่ทำ ทำให้รัฐเสียหายไม่ได้รับเงินค่าปรับที่ควรได้ันละ 5.8 ล้านบาทนาน 60 วันในสมัยที่พล.ต.อ.อดุลย์ เป็น ผบ.ตร.” นายชูวิทย์ กล่าว
นายชูวิทย์ ยังกล่าวถึงป้ายประจานการก่อสร้างโรงพักทั่วประเทศไม่เสร็จว่า ใครจะว่าอย่างไรตนไม่สนใจเพราะใช้เงินของตัวเองเผาเล่น จะติดป้ายบนทางด่วนป้ายละสี่แสน เพราะตนสนเรื่องโกง เนื่องจาก สตช.ตัดสาระสำคัฐออก ไม่ทำตามมติครม.ในการขยายเวลาการก่อสร้างให้กับบริษัทพีซีซีฯ โดยยืนยันว่าการติดป้ายดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้คุณให้โทษผู้สมัครรายใดที่กำลังอยู่ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เพราะเป็นคนละประเด็นกัน ที่ตนทำเนื่องจากต้องการให้ความรู้ประชาชนว่ามีคนชั่วคอร์รัปชั่นโครงการก่อสร้างโรงพักทั่วประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ พร้อมกับตำหนิ นายธาริตเพ็งดิษฐ์อธิบดีดีเอสไอ ที่เปิดแถลงข่าววันอาทิตย์คู่กับผู้สมัครเบอร์ 9 รับประกันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทำให้นายธาริตไม่มีความน่าเชื่อถืออีกแล้ว มีการปกป้องบุคคลหลายคนจนหาคนผิดไม่เจอ เพราะธาริตการันตีว่าถูกหมด รวมทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ด้วย จึงอยากให้สื่อติดตามประเด็นให้ถูกต้องอย่าหลงประเด็น เพราะการขยายสัญญาในยุค พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นการดำเนินการที่มิชอบมีความผิดจงใจช่วยผู้รับเหมา
ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เคยออกมายืนยันว่าเรื่องการขยายเวลาการก่อสร้างไม่เคยมีการพิจารณาใน ครม.นั้น นายชูวิทย์ กล่าวว่า ใครเชื่อ ร.ต.อ.เฉลิมก็ออกลูกเป็นลิง เพราะตนมีเอกสารที่เป็นมติ ครม.ชัดเจนจะบอกว่า ครม.ไม่เคยพิจารณาได้อย่างพร้อม ทั้งนี้ยืนยันว่าการก่อสร้างที่ไม่เสร็จนั้นไม่ได้เป็นปัญหาที่มีการสัญญาแบบรวมที่ส่วนกลางแทนการประกวดราคารายภาคตามที่ดีเอสไอระบุ แต่เป็นปัญหาจากการบริหารที่ชุ่ยใช้ไ่ม่ได้ ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งตนเห็นว่านายธาริต แกล้งหลงประเด็น เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น เพราะความผิดในเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาแต่อยู่ที่การบริหารสัญญา โดยนายธาริตปฏิบัติหน้าที่แบบเลือกที่รักมักที่ชัง แบ่งพรรคแบ่งพวกทำให้ไม่ดำเนินการกับผู้กระทำความผิด และยืนยันว่า พล.ต.อ.อดุลย์ ต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งหากใครเห็นว่าสิ่งที่ตนแถลงข่าวไม่ถูกต้องจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีก็ได้ หากตนแพ้คดียินดีลาออก เพราะมีความมั่นใจในเอกสารและยังมีภาคสอง ภาคสาม ภาคสี่ที่จะเปิดเผยต่อไปอีก
สำหรับการขยายสัญญาสามครั้งนั้นมีขั้นตอนดังนี้คือ ครั้งแรกเกิดขึ้นในยุคพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี เป็นผบ.ตร.โดยมีการลงนามขยายเวลาในวันที่ 23 ส.ค.54 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยขยายเวลาการก่อสร้างจากเดิมเริ่ม 25 มี.ค.54-17 มิ.ย.55 ขยายเพิ่ม 30 วันจาก 17 มิ.ย.55-17 ก.ค.55 ครั้งที่สองขยายเวลาให้ในวันที่ 25 พ.ค.55 ยุคที่พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ เป็น ผบ.ตร. โดยขยายให้อีก 160 วันคือตั้งแต่ 17 ก.ค.55-13 ม.ค.56 จากนั้นมีการขยายเวลาครั้งสุดท้ายวันที่ 7 พ.ย.55 ในยุคที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น ผบ.ตร. โดยขยายเวลาอีก 60 วัน จากวันที่ 13 ม.ค.56-14 มี.ค.56













