ต่อหน้าสื่อ และ/หรือ เหล่าไพร่แดง ที่ได้ถูกกะเกณฑ์กันไปให้กำลังใจ...
หารู้ไม่ว่า...มีคนอีกจำนวนไม่น้อย ต่างรู้สึก ท้อแท้ สิ้นหวัง-เซ็งเป็ด ทุกครั้ง
ที่ได้ยินเธอพูดประโยคที่ว่า "จะขออยู่เป็นนายกต่อไป และอาจอยู่ไปจนครบถึง 8 ปี"
อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งล่ะ ที่งดฟังข่าวและ/หรือ รายการวิทยุ โทรทัศน์ ที่มีเสียงหรือมีหน้าตา
ของเธอออกมา เจื้อยแจ้วจำนรรจา ...
สาเหตุหลักๆอย่างหนึ่งก็คือ การได้รู้ว่า...
"สิ่งที่เธอพูด ไม่ได้ออกจากมันสมอง หรือความคิดของเธอเอง"
แถม สิ่งที่เธอทำยังไม่ได้เป็นไปเพื่อ
"ผลประโยชน์และความสุขของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม"
บทความนี้ โดนใจและช่วยสะท้อนความรู้สึกของผมได้ดีทีเดียว...
"ยิ่งลักษณ์"จะไป หรือประเทศไทยจะเปลี่ยน?! (เส้นใต้บรรทัด)
ทุกครั้งที่ "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯ นกแก้ว และ "ดาวดับ" ประกาศว่าไม่ท้อ จะขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป ใครอีกหลายคนก็ใจหายวาบ อยากตะโกนออกไปให้ก้องโลกว่า "แต่ฉันโคตรท้อเลย ได้ยินมั้ย"
ทั้งนี้ก็เพราะ 4 เดือนเศษ ของการเป็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่อาจเป็นที่พึ่งหวังใดๆ ของสังคมได้เลย โดยเฉพาะที่พึ่งทาง สติปัญญาและสามัญสำนึก เธอมักอ้างข้างๆ คูๆ ว่า "หนูไม่รู้" ไปซะแทบจะทุกเรื่อง
อะไร "แถ" ได้...เป็นแถ
อะไร "แหล" ได้...เป็นแหล
ยิ่งลักษณ์กับพรรคพวก มัวเมากับโครงการประชานิยมเพื่อคนกลุ่มเล็กๆ เช่น บ้านหลังแรก รถคันแรก บัตรเครดิตพลังงาน การจัดหาจัดซื้อแท็บเลตพีซีเพื่อเด็ก ป.1 ซึ่งเป็นแค่กิจกรรม สร้างความนิยม หาได้สร้างความยั่งยืนในชีวิตของคนส่วนใหญ่ ของประเทศไม่
ในขณะที่ปัญหาใหญ่ๆ อย่างปัญหาอุทกภัย รัฐบาล ยิ่งลักษณ์กลับไม่ทุ่มเทใส่ใจที่จะแก้อย่างจริงจังเลย ขาดความรู้ ขาดความเห็นใจ วุ่นวายอยู่กับการติดชื่อพ่นชื่อบนถุง หรือบนข้าวของบริจาค และส่อว่าจะทุจริตงบประมาณจำนวนไม่น้อยในการนำเงินส่วนรวมของชาติไปใช้
และเห็นได้ชัดว่า พวกเขามุ่งมั่น เอาจริงเอาจังในการหาทางช่วยทักษิณ มากกว่าการบริหารจัดการเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนเหล่านั้นพึ่งตนเองได้ อันเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและดีงาม
ตัวอย่างของการทุ่มเทเพื่อสมัครพรรคพวก หรือคนในครอบครัว สามารถเห็นได้จากเหตุการณ์โดยลำดับอย่างสังเขปต่อไปนี้ คือ
วันที่ 7 ส.ค. หลังเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน มีการคืนภาษีให้ นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ชินวัตร จำนวน 5,675 ล้านบาท
วันที่ 11 ส.ค. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ เจรจากับทูตญี่ปุ่นขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เป็นกรณีพิเศษ
วันที่ 30 ส.ค. คณะรัฐมนตรีมีมติตั้งแกนนำเสื้อแดงดำรง ตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง เพื่อตอบแทนที่ชุมนุม ขับไล่รัฐบาลเดิม
วันที่ 7 ก.ย. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองกรณีที่มีบุคคลทูลเกล้าฯพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
วันที่ 26 ก.ย. อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฎีกาคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และพวกในคดีหุ้นชินคอร์ป
วันที่ 19 ต.ค. แต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็น ผบ.ตร.
วันที่ 26 ต.ค. มีการออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้แก่ทักษิณ เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ผิดระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ
แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขนาดไหน ยิ่งลักษณ์ ก็ใช้วิธี "ตีหน้าซื่อ" ซึ่งไม่รู้ว่าหน้าซื่อๆ ที่ตี บัดนี้ปะพอกทับกันจนหนาขนาดไหนแล้ว
กระนั้นก็ตาม เราต้องเห็นให้ตรงกันเสียทีว่า ทักษิณใช้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯนอมินีตัวที่ 3 ต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยที่หุ่น 2 ตัวแรกนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรทักษิณเลย เขาจึงตัดสินใจส่ง "ตัวโคลน" ของเขาลงสู่สนาม เพื่อง่ายต่อการควบคุมสั่งการ ไม่ให้ "เสียเวลา-เสียโอกาส" อีก
และยิ่งลักษณ์ก็ทำได้ดีสำหรับทักษิณ คือ ไม่มีปฏิกิริยาต้านหรือตีตนออกห่างจากทางที่ทักษิณขีดไว้เลย เพียงแต่มาเกิดอุบัติเหตุที่มีปัญหา "อุทกภัย" ครั้งใหญ่เกิดขึ้น ระหว่าง ที่คนของเขา มัวแต่เพลินสานสัมพันธ์อยู่กับเขมร และหาทางแก้กฎหมายลบโทษความผิดให้แก่ตัวเขาอยู่ จนลืมดูระดับน้ำในเขื่อน ปริมาณน้ำฝน การคาดการณ์ปริมาณน้ำ ฯลฯ ซึ่งมีหน่วยงานประจำทำไว้และรายงานให้ทราบ
แม้มีภาวะน้ำท่วมหนักในหลายจังหวัด ยิ่งลักษณ์และบรรดาคณะรัฐมนตรีที่เป็น "กะทิน้ำสาม" ก็หาได้มีปัญญาพอ ที่จะ "เฉลียว" ไม่ว่า ปัญหาใหญ่มากกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศ
เมื่อหางแถวที่อยู่ติดกับข้อมูลและปัญหา ไม่มีปัญญาพอ ที่จะล่วงรู้ ก็ไม่เกิดการรายงานหรือเตือนภัยขึ้นไป หัวแถว หรือนายใหญ่ จึงได้แต่ตั้งอกตั้งใจหาทางพ้นผิดให้แก่ตัวเอง
กระทั่งน้ำโจมตีพระนครศรีอยุธยาและหลุดมาถึงปทุมธานีนั่นล่ะ พวกเขาจึงลุกขึ้นแก้ปัญหาอย่างคนไม่รู้เหนือรู้ใต้ไปวันๆ พร้อมๆ กับการห่วงปัญหาทางการเมืองมากกว่าจะเห็นปัญหาที่แท้จริงของประเทศชาติ ประชาชน
ความที่ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ "มีปัญญา" แบบฉับพลัน เราต่างก็รู้และประจักษ์กันทั่ว ว่าเธอคือ "นางกางโพย"
ดังนั้น ดีที่สุดคือ ต้องถอยยิ่งลักษณ์ออกจากปัญหา จึงได้ มีการตั้ง ศปภ. และนำ "เหยื่อ" อย่าง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่มากินเบ็ดของพรรคเพื่อไทย เพียงเพราะครั้งหนึ่ง ทักษิณกับลูกพรรคเคยให้การสนับสนุน ด้วยการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แข่งกับ นายอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่เป็นคนต่างพรรค มาเป็นประธาน ศปภ. ซึ่งขาดทั้งปัญญาและบารมีที่จะแก้ปัญหาและควบคุมคน จน ศปภ. กลายเป็นที่ขบขันแกมขมขื่นของสังคม และพล.ต.อ.ประชา ก็หมดสภาพ เมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และแกตอบอะไรตามโพยบ้าง ตามที่เสียงกระซิบของ "กุมารทองคะนองศึก" บ้าง
กระนั้นก็เถอะ แม้จะถอยยิ่งลักษณ์ออกไปทัน ทว่าการออกเยี่ยมประชาชนช่วงน้ำท่วมแบบ "เอาหน้า" และการพูดจาแบบ "ผิดๆ โง่ๆ" ของยิ่งลักษณ์ ก็ทำให้ยิ่งลักษณ์กลายเป็น ตัวตลกของสังคมชนิดเกิดมุขล้อเลียนได้เป็นรายวัน ความล้มเหลว ของการบริหารจัดการน้ำกับ "ความกลวง" ทางสติปัญญาของยิ่งลักษณ์ที่คนรู้สึก ทำให้อายุของรัฐบาลยิ่งลักษณ์สั้นลง พูดง่ายๆ ว่า เสื่อมเพราะความโง่และความไม่เอาไหน ทำให้เกิดสภาพกดดันว่า นับจากนี้ พวกเขาจะผิดพลาดและโง่เขลาอีกไม่ได้
ผมจึงเชื่อว่า ปี 2555 คือเดิมพันสุดท้ายของทักษิณกับน้องสาว ว่าจะกู้โอกาสได้กลับมา "เป็นใหญ่ในแผ่นดิน" หรือจะ "ถูกเหยียบจมธรณี" เพราะความไม่ได้เรื่องและสาละวนอยู่กับคนของตัวเอง
ผมเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ล้มลงไป ประเทศไทย ก็อาจจะถูกเปลี่ยน แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ามีคนจ้องที่จะล้มรัฐบาล หากแต่ความไม่ได้เรื่องของรัฐบาลต่างหาก ที่จะล้มล้างตัวมันเอง
ดังนั้น ในเดือนมกราคมนี้ ผมเชื่อว่าจะมีประเด็นสำคัญที่นำ "ไฟ" มาใส่แผ่นดินได้ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การโยกหนี้กองทุนฟื้นฟูและอื่นๆ ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แบกรับ การยกเลิก หรือแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และปัญหาเศรษฐกิจที่ทรุดเซ ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะ "เอาไม่อยู่"
จึงต้องระมัดระวังและจับตาดูจังหวะการก้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ภายใต้อิทธิพลของทักษิณ ซึ่งจะเป็นจังหวะที่รีบเร่งและชิงไหวชิงพริบมาก ให้ดีๆ นะครับ
เมื่อเหลือเวลาอีกไม่มาก เพราะยิ่งลักษณ์มีแต่ความล้มเหลว มากกว่าความสำเร็จปฏิบัติการเพื่อเข้าถึงการลบความผิดให้ทักษิณ แก้โครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศ ยิ่งต้องเปิดเกมรุก
ผมเชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะตีสองหน้า เล่นการเมืองสองขา โดยให้ยิ่งลักษณ์เล่นบท "อีสาวหน้าซื่อ" ต่อไป และให้เฉลิมเล่นบทรักชาติ รักเจ้า ดั่งปรากฏในการออกมาขมีขมันจะจัดการกับเว็บหมิ่น แต่อีกด้าน คนเหล่านี้ก็ขยิบตาให้นักวิชาการ เช่น กลุ่มนิติเรด หรือประชาชนในเขตอิทธิพลของตัวออกมาเคลื่อนไหว เพื่อจะแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อจะแก้ พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อจะออกกฎหมายปรองดอง ฯลฯ อันจะนำมาสู่การเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
โดยคาดหวังสองทาง หนึ่ง-หากไม่ต้านก็ดี ก็สำเร็จ กับ สอง-หากต้านก็สู้กัน
อย่าลืมว่า เวลานี้นักวิชาการกลุ่มนิติเรด ซึ่งไม่เคยวิจารณ์ความเลวทรามของระบอบทักษิณ และตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทำลายหลักการประชาธิปไตยอย่างหนัก ได้ออกมาเดินหน้าปลุกสังคมขึ้นมาเผชิญหน้ากันแล้ว ว่าด้วยเรื่อง มาตรา 112
ธิดา ถาวรเศรษฐ์ เดินหน้าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ขอประกันคนเสื้อแดง ย้ายคุก และผลักดันกฎหมายขณะที่อีกพวกหนึ่ง คือ คณะกรรมการชุด ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ก็มีปฏิบัติการในทำนอง โยกหนี้ แต่งบัญชี หาทางกู้เงิน ไปทำเมกะโปรเจกท์ โดยอาศัยความสูญเสียและความตื่นกลัวของคน ในเหตุอุทกภัยเป็นตัวกรุยทาง ที่จะผันงบประมาณไปไว้ในมือ โดย เลือกชนิดของงบประมาณ ที่ไม่ต้องให้ใครมาตรวจทานหรือตรวจสอบ
หลายจังหวัดเริ่มประกาศพื้นที่หมู่บ้านสีแดง เว็บจาบจ้วงถูกเฉลิมกับคณะจัดการก็จริง แต่เป็นการปิดกั้นการเผยแพร่และการเข้าถึง มากกว่ามุ่งเอาตัวคนทำมาลงโทษ เพราะเกรงจะเกิดภาวะ "ลูบหน้าปะจมูก"
สภาพการณ์แบบนี้ มีหรือ ที่ปีนี้ ประเทศไทยจะไม่ลุกเป็นไฟอีก ในเมื่อ มีการเปิดเกมรุกเต็มที่ โดยเฉพาะการรุกชนิดที่เรียกว่า "ล้อมเจ้า" เพื่อ "ล้มเจ้า" ขณะที่คนไทยรักเจ้าก็มีอารมณ์ที่รุนแรง พร้อมตอบโต้
พวกเขามากับไฟ ตายกับน้ำ จึงคิดจะกลับมาทำให้แผ่นดินเกิด "ไฟ" ให้ตัวเองรอดอีกสักครั้งอย่างนั้นหรือ?
ผมเองก็ตอบไม่ได้ เพียงแต่ชี้ประเด็นให้ช่วยกันจับตา หรือไม่ก็ต้องอาศัยคำทำนายของหมอดูคนนี้ครับ
"หมอนิด" กิจจา ทวีกุลกิจ หมอดูที่โด่งดังด้านการดู ดวงทางการเมือง กางตำราดูดวงนายกฯนกแก้ว พร้อมๆ กับ ชี้ชัดแบบไม่เกรงใจใครว่า ดวงของนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นธาตุไฟ เหมือนกับ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย ส่วนดิถีของปี 2555 เป็นธาตุน้ำ ทำให้ธาตุไฟของทั้งสองคนจะถูกธาตุน้ำเล่นงาน
โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ.2555 เป็นต้นไป ดวงจะตกมาก ซึ่งช่วงที่อันตรายที่สุดคือ จาก ก.พ. ถึง พ.ค. 2555 ดวงตกถึงขั้นอาจจะอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่ได้ คือน่าจะไม่เกิน พ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ถ้า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลาออกก่อนที่จะมีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือแก้ไข มาตรา 112 ซึ่งเป็นเหตุทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟก็จะเป็นการดี
ส่วนเหตุการณ์จะรุนแรงหรือไม่นั้น หมอนิดบอกว่า ขึ้นอยู่กับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะยอมเป็น "แพะบูชายัญ" ให้ พ.ต.ท.ทักษิณต่อไป อย่างถวายหัวเลยหรือไม่ ถ้าใช่ รัฐนาวาก็ต้องถึงคราอับปาง ทั้งนี้ เกณฑ์ชะตาในปีหน้าอยู่ที่ผู้นำประเทศจะเลือกก่อกรรมดีหรือกรรมชั่ว
นอกจากนั้น หมอนิดยังระบุด้วยว่า เกณฑ์ชะตาของนักการเมืองหลายคนในซีกรัฐบาลก็ไม่ดี หลายคนถึงขั้นจะไม่มี แผ่นดินอยู่ ไม่ตายก็ได้กินข้าวฟรี ต้องขุดรูอยู่กันเยอะ เหล่าบริวารคนสำคัญๆ ถ้าไม่ตายก็ติดคุก คือ ถ้าเกิดเหตุรุนแรงขึ้นมางวดนี้ จะต้องมีการขุดรากถอนโคนกัน "นักการเมืองที่ชอบผายลมทางปาก" จะเผ่นก่อนเพื่อน ถึงจะชอบทำตัวเป็นนายกฯ แต่ถึงเวลาจะเผ่นก่อนใครเลย จะถึงขั้นหนีออกนอกประเทศ
ไม่รู้ยังไง หูผมแว่วยินแต่เสียงคนที่พูดว่า "ขอให้จริง"
จิตกร บุษบา
http://www.naewna.co...s.asp?ID=294797
Edited by Suraphan07, 9 มกราคม พ.ศ. 2555 - 14:11.











