เริ่มจริงๆต้องพูดถึงการเปิดเสรีภาคการเงินปี2535 ที่ทำให้คนไทยแห่ไปกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศ ซึ่งมาจากนโยบายรัฐบาล
ปี 2535 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงินผ่าน BIBF (Bangkok International Bank Facility)
โดยหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ธุรกรรม BIBF เปรียบเสมือน "พ่อค้าคนกลาง"
นำเงินจากประเทศร่ำรวยไปปล่อยกู้ให้ประเทศยากจน แล้วกินค่าหัวคิวแบบที่สิงคโปร์หรือฮ่องกงทำอยู่
รัฐบาลส่งเสริม สนับสนุน ให้สิทธิพิเศษต่างๆ จนธนาคารแห่กับเปิดแผนกธุรกรรม BIBF กันพรึ่บพรั่บ
แต่เหตุการณ์ผิดจากที่คาดการณ์ไว้แทนที่ BIBF จะนำเงินกู้จากต่างประเทศไปปล่อยต่อให้ประเทศอื่น
BIBF กลับนำเงินกู้จากต่างประเทศมาปล่อยกู้ภายในประเทศซะงั้น อีกทั้งดอกเบี้ยต่างประเทศก็ถูกกว่า
ประกอบกับค่าเงินบาทที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์ (25 บาท / ดอลลาร์) ผสมโรงกับคำแนะนำของธนาคาร
ผู้กู้ก็เลยไม่คิดถึงความเสี่ยงในกรณีค่าเงินอ่อนตัวขึ้นมา แห่กันไปกู้เงินระยะสั้นจากต่างประเทศยกใหญ่
"Hot Money" ไหลบ่าเข้าท่วมประเทศเพราะคนไทยมือเติบ กู้ยืมเงินจากต่างประเทศอย่างไม่ยั้งมือ
แถมยังกู้เงินมาใช้ในกิจการที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์ เช่น กู้เงินมาเก็งกำไร ใช้ปั่นราคาหุ้น ใช้ปั่นราคาที่ดิน
เมื่อคนเราบางคนรวยขึ้น บางคนจมไม่ลง ใช้ได้แต่สินค้าแบรนด์เนมหรูๆ รถป้ายแดงวิ่งเกลื่อนทั่วเมือง
ตัวเลขการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น บัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึง 8% ของ GDP
จนกระทั่งปี 2539 ปริมาณการส่งออกติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เป็นสัญญาณเตือนภัยแรกๆ
ต่างประเทศเริ่มไม่แน่ใจว่า เราจะหารายได้จากการส่งออกเพื่อคืนเงินกู้ได้หรือไม่ จึงพากันหยุดปล่อยกู้
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มชักดาบเงินกู้ เพราะขยายธุรกิจไปใหญ่โตเกินพื้นฐาน จนโครงการขายไม่ออก
ธนาคารกับไฟแนนซ์พลอยมีหนี้เสียไปด้วย พอที่ไหนออกข่าวว่ามีปัญหา ผู้คนก็จะแห่กันไปถอนเงินฝา
ฝีมาแตกเกิดวิฤติต้มยำกุ้ง เมื่อโซรอสมาทุบค่าเงิน และทนง ลำใยตัดสินใจสู้!!!
รุ่งสางของวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นฝันร้ายของใครหลายคน และถือเป็นฝันร้ายของภูมิภาคเอเชียก็ว่าได้ เพราะทันทีที่รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี และนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเพียง 11 วัน ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ก็นำประเทศเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และกลายเป็นวิกฤตเอเชีย รู้จักกันดีในนาม ต้มยำกุ้ง Crisis
โดยในวันแรกที่ประกาศลอยตัว ค่าเงินบาทขยับลงจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 32 บาท และลงไปอ่อนค่าสุดถึง 56 บาท เมื่อต้นเดือนมกราคม 2541 และทำให้ดัชนีหลักทรัพย์ดิ่งลงไปเหลือเพียง 207 จุด เท่านั้น
เหตุผลหลัก ที่ไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงิน เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในกระเป๋าของแบงก์ชาติ หดหายไปจำนวนมาก จาก 4 หมื่นล้านเหรียญ เหลือเพียง 800 ล้านเหรียญเท่านั้น หลังถูกจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินโจมตีค่าเงินบาท ระลอกแล้ว ระลอกเล่า ขณะที่หนี้ต่างประเทศก็สูงถึง 130% ของจีดีพี และในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น ดังนั้น เมื่อประกาศลอยตัว ภาระหนี้ก็พุ่งพรวดขึ้นเท่าตัว หลายบริษัทต้องปลดพนักงาน และหลายแห่งต้องปิดกิจการ
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้ไทย ต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 จำนวน 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินจำนวนนี้ มาแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และนั้นทำให้หลายคนถึงกับบอกว่า ไทยสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจไปแล้ว
IMF ได้เรียกร้องให้ไทย จัดการภาคการเงินภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด ให้ปิดบริษัทการเงินที่มีปัญหา ให้แก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้สะดวกขึ้น และให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยกำหนดให้แปรรูปการบินไทยและบางจากฯภายในปี 2541
การดำเนินนโยบายดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจไทย และคนไทย ยิ่งแย่ลงไปอีก จนทัพนักธุรกิจชั้นนำและบรรดาชนชั้นกลางอดรนทนไม่ไหว รวมตัวกันประท้วงบนถนนสีลม เป็นที่รู้จักกันดี ในนามม็อบสีลม กดดันให้บิ๊กจิ๋วลาออก ซึ่งก็ทำสำเร็จ ทำให้พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 แต่ความรับผิดชอบทั้งหมดกับตกอยู่ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายเฉียดแสนล้านบาท
http://www.moneychannel.co.th/
วิกฤติต้มยำกุ้ง คือ วิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งเริ่มต้นจากประเทศไทย ในปี 1997 เป็นฝันร้ายแห่งสหัสวรรษใหม่ เพราะขอบเขตความรุนแรงของมัน ส่งผลกระเทือนไปทั่วโลก
สาเหตุวิกฤติต้มยำกุ้ง มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งเกี่ยวพันกัน คือ
1. ดอลล่าร์สหรัฐ ประเทศเอเชียผูกพันค่าเงินของตนกับดอลลาร์สหรัฐ สภาพที่ดูเหมือนมั่นคงของเงินสกุลดอลลาร์ กระตุ้นให้ธนาคารและธุรกิจในเอเชียชะล่าใจ กู้เงินเป็นดอลลาร์ และแลกเป็นเงินสกุลตนโดยไม่ได้ซื้อประกันความเสี่ยง (จากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน)
2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากนั้นธนาคารก็เอาเงินนั้นไปให้กู้ยืมต่อ หรือลงทุนในโครงการต่างๆ ในประเทศของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การทำเช่นนี้ เป็นการหากำไรที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยง ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลท้องถิ่นกับดอลลาร์ยังคงที่อยู่
3. หยวนจีน แต่ความผันผวนของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ เป็นผลโดยตรงจากนโยบายการเงินของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดย จีนคงค่าเงินหยวนไว้ในระดับต่ำ ในปี 1996 แม้สหรัฐจะพยายามทุกวิถีทางที่จะบีบบังคับให้จีนลอยตัวค่าเงินหยวน หรือปรับค่าเงินหยวนให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของดอลล่าร์ในตลาดโลก แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เป็นผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไต่ระดับสูงขึ้นเป็น 200% ภายในเวลาเพียง 6 เดือน
ปัจจัยทั้งสาม ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศ ที่ค้าเป็นดอลล่าร์สหรัฐติดลบมากขึ้นตามลำดับ แต่การขาดดุลการค้าเหล่านี้ ก็ถูกชดเชยด้วยการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้ผู้บริหารประเทศปล่อยปละละเลยการสร้างวินัยทางการเงิน และสร้างภาพลวงตาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีเสถียรภาพ เพื่อให้ภาคเอกชนหลงระเริงกับการกู้มาลงทุนและขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
จากปัจจัยทั้งสามตัว เห็นชัดแล้วว่า ความแตกต่างระหว่างดุลการค้ากับดุลเงินทุน ไม่สามารถจะยืนยงต่อไปได้ และจะต้องล่มสลายภายใน 12 เดือน ดังนั้น โซรอสจึงทำสัญญาขายเงินบาทและเงินริงกิตของมาเลเซีย แบบล่วงหน้า ทั้งๆที่ยังไม่มีเงินทั้ง 2 สกุลอยู่ในมือ (SELL SHORT) ตั้งแต่ต้นปี 1997 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ โดยสัญญาจะส่งมอบเงินบาทและเงินริงกิตมาเลเซีย มีอายุล่วงหน้าตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี
วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นไปตามการคาดการณ์ของโซรอส 2 กรกฎาคม 1997 รัฐบาลไทยประกาศเลิกนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบคงที่ เปลี่ยนมาเป็นนโยบายให้ค่าเงินบาทลอยตัว การยอมประกาศลอยตัวค่าเงินอย่างไม่มีข้อจำกัด เนื่องจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย "ไร้ความสามารถในการชำระหนี้" อันเกิดจากการปกป้องค่าเงินเมื่อหลายเดือนก่อน (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "หมดหน้าตัก")
โซรอสย้ำว่า วิกฤติต้มยำกุ้งจะไม่รุนแรง หากธนาคารกลางของประเทศต่างๆในเอเซีย ไม่มีพฤติกรรมถ่วงเวลา พยายามพยุงค่าเงินของตนเนิ่นนานเกินไป และในระหว่างนั้น ธนาคารระหว่างประเทศก็ยังคงปล่อยกู้อยู่ ทั้งๆ ที่พวกเขารู้สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปดีอยู่แล้ว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพฤติกรรมในการถ่วงเวลา (ที่ควรจะลดค่าเงิน) ของธนาคารกลางในเอเชีย ช่วยทำให้วิกฤติมีความรุนแรงยิ่งขึ้น จากประเทศไทยมันขยายตัวอย่างรวดเร็วไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และประเทศอื่นๆ
วิกฤติต้มยำกุ้งจึงเป็นวิกฤติของระบบทุนนิยมโลก ที่มีเหตุปัจจัยจากภายในระบบการเงินของโลก นั่นคือ
ตลาดการเงินของโลก มีความไม่มั่นคงโดยพื้นฐาน ความเชื่อของระบบทุนนิยมโลกที่ว่าตลาดการเงินจะเคลื่อนไหวไปสู่จุดสมดุล เหมือนกับการแกว่งของลูกตุ้มนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดพลาด
ตลาดการเงินของโลกในปัจจุบัน อยู่นอกเหนือการควบคุมของธนาคารกลาง และองค์กรระหว่างประเทศที่มีอยู่
การที่กองทุนรวม (QUANTUM FUNDS) ขายล่วงหน้า (SELL SHORT) เงินบาทในเดือนมกราคม 1997 ก็เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า เงินบาทมีค่าแข็งเกินไป ถ้าหากธนาคารกลางของไทยตอบสนองคำเตือนนี้ พวกเขาก็น่าจะปรับตัวได้เร็วกว่านี้ และได้รับความเจ็บปวดน้อยกว่านี้
แต่ที่เกิดขึ้นคือ ผู้ดูแลทางการเงินของไทยต่อต้าน คิดเอาเองว่า ตนเองมีศักยภาพที่จะต่อต้านการล่มสลายของระบบการเงินอันง่อนแง่นนี้ได้ ถึงกับเปิดแชมเปญฉลองในวันที่ 14 พฤษภาคม 1997 ดังนั้น เมื่อถึงจุดแตกหักจึงเกิดผลเสียหายที่ใหญ่โต.
http://www.learners....gs/posts/399647
เข้าเรื่องครับ จากที่ได้ดูทีวีไทย นายธีระชัย อ้างว่าที่ต้องโอนหนี้ไปให้ธนาคารรับผิดชอบเพราะหนี้เกิดจากไปโอบอุ้มภาคการเงิน จึงไม่เป็นธรรมที่เอาภาษีจากคนทั้งประเทศไปใช้หนี้
แต่วิกฤติต้มย้ำกุ้ง สาเหตุสำคัญมาจากการตัดสินใจของนักการเมือง และประชาชนที่เลือกนักการเมืองเข้ามาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ?
ธนาคารอยู่ๆมันเจ๊งเองหรือ ถ้าไม่ใช้นักการเมืองตัดสินใจผิดพลาดตั้งแต่ปี 35 -40 ธนาคารมันคงไม่เจ๊งมั้ง จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งเพราะความโลภของภาคเอกชน แต่ผมว่ารัฐมีส่วนผิดอยู่มากนะครับ (รวมทั้งข่าวรั่วตอนลดค่าเงินก็สะท้อนถึงความคอรัปชั่นในวงการเมือง)
และสุดท้ายที่ไม่เป็นธรรมสุดๆคือ คนที่ใช้บริการภาคธนาคารคือคนที่เสียภาษีมากที่สุดอยู่แล้ว และพอธนาคารมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เขาก็ไปเก็บเงินต่อกับลูกค้า
นั่นเท่ากับว่าประชาชนและภาคเอกชน ที่เสียภาษีก้อนใหญ่สุดให้รัฐ ต้องมาแบกรับภาระเพิ่มเพื่อใช้หนี้1.2ล้านล้านบาท
สรุปว่า ชนชั้นกลางเสียเงินใช้หนี้ 2 เด้ง!!!! ในขณะที่คนชนบทได้เสพประชานิยมมากขึ้นจากรัฐกู้เงินได้มากขึ้น -*-
Edited by ดราม่า, 13 January 2012 - 10:22.











