ก็ดีนะ อีกหน่อยหลังจากปูอยู่ไปครบแปดปีสองสมัย คาดว่าประเทศนี้จะไม่เหลือคนชั้นกลางให้รีดภาษีอีกเลย
#51
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 14:42
ก็ดีนะ อีกหน่อยหลังจากปูอยู่ไปครบแปดปีสองสมัย คาดว่าประเทศนี้จะไม่เหลือคนชั้นกลางให้รีดภาษีอีกเลย
มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล
#52
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 14:52
การพูดคุยถกเถียงเรื่องเนื้อหาความเหมาะสม ในการโยนหนี้ให้แบ็งค์ชาตินั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง...
แต่ สาเหตุ และ วัตถุประสงค์หลัก มันไม่ใช่การแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟู(ซึ่งนับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะ)....
แต่ เป็นความพยายามเล่นกลโยกบัญชีและซุกหนี้ เพื่อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่ำลง
และเปิดที่ว่างในการกู้หนี้เพิ่ม...ไอ้รัฐบาลเอาแต่โยนขี้...ดีแต่กู้...เก่งแต่ผลาญ
มันกำลังสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกมโหฬาร โอกาสมีมากเท่ากับหนี้กองทุนฟื้นฟูที่จะโยนไปให้แบ็งค์ชาตินั่นแหละ
- Bookmarks likes this
#53
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 14:55
เห็นด้วยครับ แค่หาข้อแก้ตัวในการกู้หนี้เพิ่มจากกฎหมายกำหนดเท่าันั้นประเด็นที่พูดคุยกันมันเลยเนื้อหา และ สาเหตุจริง ๆ ของนโยบายซุกหนี้แล้ว...
การพูดคุยถกเถียงเรื่องเนื้อหาความเหมาะสม ในการโยนหนี้ให้แบ็งค์ชาตินั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง...
แต่ สาเหตุ และ วัตถุประสงค์หลัก มันไม่ใช่การแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟู(ซึ่งนับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะ)....
แต่ เป็นความพยายามเล่นกลโยกบัญชีและซุกหนี้ เพื่อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่ำลง
และเปิดที่ว่างในการกู้หนี้เพิ่ม...ไอ้รัฐบาลเอาแต่โยนขี้...ดีแต่กู้...เก่งแต่ผลาญ
มันกำลังสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกมโหฬาร โอกาสมีมากเท่ากับหนี้กองทุนฟื้นฟูที่จะโยนไปให้แบ็งค์ชาตินั่นแหละ
![]()
#54
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 15:03
เดี๋ยวจะหาว่า ผมไปกล่าวหาเขาเลือนลอย ..
อ่านดูประวัติการทำงานสิ หมอนี่ ทำงานเกี่ยวข้องกับทักษิณ ทุกสมัย วิกฤติต้มยำกุ้ง และ เมื่อ ตอนทักษิณ มีอำนาจ ก็ทำงานในสาย ผลประโยชน์ส่วนตน ของทักษิณ ในแหล่งเงินทุนของประเทศตลอดมา ..
การทำงาน
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง
ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554
ที่มา ........ http://th.wikipedia...._ภูวนาถนรานุบาล
.. เห็นได้ชัด ประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำให้ได้มา ซึ่งผู้นำที่เก่ง และ ฉลาด ..
ที่นำความอยู่ดี กินดี มาให้ประชาชนได้ แล้วคุณยังจะอ้างประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ทำไม
#55
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 15:04
เห็นด้วยครับ แค่หาข้อแก้ตัวในการกู้หนี้เพิ่มจากกฎหมายกำหนดเท่าันั้น
ประเด็นที่พูดคุยกันมันเลยเนื้อหา และ สาเหตุจริง ๆ ของนโยบายซุกหนี้แล้ว...
การพูดคุยถกเถียงเรื่องเนื้อหาความเหมาะสม ในการโยนหนี้ให้แบ็งค์ชาตินั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง...
แต่ สาเหตุ และ วัตถุประสงค์หลัก มันไม่ใช่การแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟู(ซึ่งนับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะ)....
แต่ เป็นความพยายามเล่นกลโยกบัญชีและซุกหนี้ เพื่อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่ำลง
และเปิดที่ว่างในการกู้หนี้เพิ่ม...ไอ้รัฐบาลเอาแต่โยนขี้...ดีแต่กู้...เก่งแต่ผลาญ
มันกำลังสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกมโหฬาร โอกาสมีมากเท่ากับหนี้กองทุนฟื้นฟูที่จะโยนไปให้แบ็งค์ชาตินั่นแหละ
![]()
ผมมองว่า เรื่องกู้ รัฐบาลนี้ต้องการกู้อยู่แล้ว เพราะโครงการเยอะเหลือเกิน
แต่ปัญหาคือ รัฐบาลนี้ ไม่มีปัญญาหาเงินมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้มากพอ
เลยต้องการโยกหนี้กองทุนฟื้นฟู จะได้ประหยัด งบไป 60000 หมื่นล้าน
แล้วเอาเงินส่วนนี้ไปจ่ายดอกเบี้ย เงินกู้ใหม่ที่รัฐบาลนี้กู้มามากกว่า
#56
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 15:07
ธีระชัย ๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวจะหาว่า ผมไปกล่าวหาเขาเลือนลอย ..
อ่านดูประวัติการทำงานสิ หมอนี่ ทำงานเกี่ยวข้องกับทักษิณ ทุกสมัย วิกฤติต้มยำกุ้ง และ เมื่อ ตอนทักษิณ มีอำนาจ ก็ทำงานในสาย ผลประโยชน์ส่วนตน ของทักษิณ ในแหล่งเงินทุนของประเทศตลอดมา ..
การทำงาน
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง
ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554
ที่มา ........ http://th.wikipedia....%B8%B2%E0%B8%A5
โห...นั่งอยู่ตอนเค้าสั่งปิดสถาบันการเงินด้วย..แล้วยังมาพูดโยนขี้ให้เค้าอีกเนี่ยน๊ะ
ไม่หน้าด้านเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้จริง ๆ ...
- overtherainbow, นักเรียนตลอดชีพ and Alone like this
#57
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 15:17
เห็นด้วยครับ แค่หาข้อแก้ตัวในการกู้หนี้เพิ่มจากกฎหมายกำหนดเท่าันั้น
ประเด็นที่พูดคุยกันมันเลยเนื้อหา และ สาเหตุจริง ๆ ของนโยบายซุกหนี้แล้ว...
การพูดคุยถกเถียงเรื่องเนื้อหาความเหมาะสม ในการโยนหนี้ให้แบ็งค์ชาตินั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง...
แต่ สาเหตุ และ วัตถุประสงค์หลัก มันไม่ใช่การแก้ไขหนี้กองทุนฟื้นฟู(ซึ่งนับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะ)....
แต่ เป็นความพยายามเล่นกลโยกบัญชีและซุกหนี้ เพื่อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่ำลง
และเปิดที่ว่างในการกู้หนี้เพิ่ม...ไอ้รัฐบาลเอาแต่โยนขี้...ดีแต่กู้...เก่งแต่ผลาญ
มันกำลังสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกมโหฬาร โอกาสมีมากเท่ากับหนี้กองทุนฟื้นฟูที่จะโยนไปให้แบ็งค์ชาตินั่นแหละ
![]()
ผมมองว่า เรื่องกู้ รัฐบาลนี้ต้องการกู้อยู่แล้ว เพราะโครงการเยอะเหลือเกิน
แต่ปัญหาคือ รัฐบาลนี้ ไม่มีปัญญาหาเงินมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้มากพอ
เลยต้องการโยกหนี้กองทุนฟื้นฟู จะได้ประหยัด งบไป 60000 หมื่นล้าน
แล้วเอาเงินส่วนนี้ไปจ่ายดอกเบี้ย เงินกู้ใหม่ที่รัฐบาลนี้กู้มามากกว่า
นั่นแหละครับเหตุผลที่เค้าอ้างในตอนแรก..
ตอนนี้ สัดส่วนหนี้ ต่อ GDP อยู่ที่ 40 % ต้น ๆ
แต่ความจริง เงินหกหมื่นล้านต่อปี ไม่ได้อยู่ในสายตารัฐบาลนี้หรอก..
เอาที่เห็น ๆ 3.5 แสนล้าน นั่นก็จะต้องเพิ่มเข้าไปอีก 10 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว(ตอนนี้ GDP อยู่ที่ 2.4 ล้าน ล้าน..(อาจผิดจากนี้แต่ไม่มาก)
นั่นเฉพาะที่อ้างว่ามาบูรณาการเรื่องน้ำท่วม...
แต่ที่คุย ๆ กัน เรื่องการทำตามนโยบายที่โม้เอาไว้...จะต้องเพิ่มหนี้ อีก อย่างน้อย อีก 6 แสนกว่าล้าน
(ความจริงบางข่าวช่วงแรกบอก 9 แสน ถึง 1 ล้าน ๆ ด้วยซ้ำ)..
นั่นต้องเพิ่มอีก 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มไปถึง 75-80 %
มันทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินที่กำหนดไว้ในกฏหมาย
#58
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 15:49
ที่มาของนโยบายเปิดเสรีทางการเงินเป็นยังไงครับ
แล้วไม่มีใครทัดทานบ้างเลยเหรอครับ มีคนบอกว่าที่จริง นักวิชาการการเงินก็คัดค้าน แต่ต้านกระแสการเมืองไม่ไหว
ผมว่านโยบายนี้แหละต้นตอของต้มยำกุ้ง หรือใครมีความเห็นอื่น
#59
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 15:53
ธีระชัย ๆๆๆๆๆ
เดี๋ยวจะหาว่า ผมไปกล่าวหาเขาเลือนลอย ..
อ่านดูประวัติการทำงานสิ หมอนี่ ทำงานเกี่ยวข้องกับทักษิณ ทุกสมัย วิกฤติต้มยำกุ้ง และ เมื่อ ตอนทักษิณ มีอำนาจ ก็ทำงานในสาย ผลประโยชน์ส่วนตน ของทักษิณ ในแหล่งเงินทุนของประเทศตลอดมา ..
การทำงาน
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง
ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554
ที่มา ........ http://th.wikipedia....%B8%B2%E0%B8%A5
โห...นั่งอยู่ตอนเค้าสั่งปิดสถาบันการเงินด้วย..แล้วยังมาพูดโยนขี้ให้เค้าอีกเนี่ยน๊ะ
ไม่หน้าด้านเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้จริง ๆ ...
![]()
สุดยอดจริงๆธีระชัย เมื่อเช้านั่งดูทีวีไทย ธีระชัยบอกไม่เป็นธรรมที่รัฐจะเข้าไปอุ้มหนี้ แต่หนี้นั่นตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด....
#60
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 16:11
ผมอยากถามผู้รู้มานานแล้วครับ
ที่มาของนโยบายเปิดเสรีทางการเงินเป็นยังไงครับ
แล้วไม่มีใครทัดทานบ้างเลยเหรอครับ มีคนบอกว่าที่จริง นักวิชาการการเงินก็คัดค้าน แต่ต้านกระแสการเมืองไม่ไหว
ผมว่านโยบายนี้แหละต้นตอของต้มยำกุ้ง หรือใครมีความเห็นอื่น
ผมงูปลาๆ นะครับ ... เอาแบบคร่าวๆ ...
การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องใช้เงินครับ ...ซึ่ง เงินที่มีอยู่ในประเทศ ไม่เพียงพอต่อการจะพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศให้อยู่ดีกินดีได้ โดยทั่วถึง ......จึงจำเป็นต้องอาศัย เงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งที่นี้เราจะชวนนักลงทุน เอาเงินเข้ามา ลงทุนในบ้านเรามากๆได้อย่างไร ซึ่ง ก็คือ การเปิดเสรีทางการเงิน โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงมีแนวทางไว้ด้วย ครับ ......
เดี๋ยวลอง ท่านอื่น ที่รู้ลึกมา ต่อนะครับ ...
.. เห็นได้ชัด ประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำให้ได้มา ซึ่งผู้นำที่เก่ง และ ฉลาด ..
ที่นำความอยู่ดี กินดี มาให้ประชาชนได้ แล้วคุณยังจะอ้างประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ทำไม
#61
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 16:22
มีการอธิบายว่า ที่ demand ของการต้องการใช้เงินในประเทศช่วงนั้นสูงนั้น เป็นเพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ด้วย มีการซื้อต่อกันหลายๆทอดเพื่อเอาไว้ขายต่อ(เก็งกำไร) จนทำให้ราคาสูงเกินจริง
ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินเงินฝาก-กู้ในประเทศได้พุ่งขึ้นสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคมาก(เกือบๆ 10 ต่อ 1) เพื่อระดมเงินลงทุนภายในประเทศแต่ก็ยังไม่พอ ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินในขณะนั้นเกิดหัวใส ได้ไปกู้เงินต่างประเทศมาปล่อยกู้ เอาแค่ส่วนต่างดอกเบี้ยก็กำไรไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
พอฟองสบู่อสังหาแตกโพละ กลายเป็นหนี้เน่า (พวกที่มาซื้อจากการเก็งกำไรรอบหลังๆ - ราคาแพงเกินจริงมากๆ) เลยเป็นเรื่อง
.
.
.
จับใจความจากที่ฟังมานะครับ
#62
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 16:36
พอดีผมได้ฟังรายการ podcast ของ hotspod.net เรื่อง crisis ต้มยำกุ้ง
มีการอธิบายว่า ที่ demand ของการต้องการใช้เงินในประเทศช่วงนั้นสูงนั้น เป็นเพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ด้วย มีการซื้อต่อกันหลายๆทอดเพื่อเอาไว้ขายต่อ(เก็งกำไร) จนทำให้ราคาสูงเกินจริง
ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินเงินฝาก-กู้ในประเทศได้พุ่งขึ้นสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคมาก(เกือบๆ 10 ต่อ 1) เพื่อระดมเงินลงทุนภายในประเทศแต่ก็ยังไม่พอ ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินในขณะนั้นเกิดหัวใส ได้ไปกู้เงินต่างประเทศมาปล่อยกู้ เอาแค่ส่วนต่างดอกเบี้ยก็กำไรไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
พอฟองสบู่อสังหาแตกโพละ กลายเป็นหนี้เน่า (พวกที่มาซื้อจากการเก็งกำไรรอบหลังๆ - ราคาแพงเกินจริงมากๆ) เลยเป็นเรื่อง
.
.
.
จับใจความจากที่ฟังมานะครับ
ท่านเอ๋ย ... ตอนช่วงนั้น ดอกเบี้ยฝาก 15-16% ... ดอกกู้ 20%อัพ ... หุ้น 1600-1700 จุด .... ราคาที่ดิน ปั่นกันสนุกมือ อสังหา เฟ้อจนไม่รู้จะเฟ้อยังไง .. สถาบันการเงิน กู้เงินจากเมืองนอก มาปล่อยกู้ในเมืองไทย .... แต่กรณี เปิดเสรีการเงิน มันก่อนหน้านั้น หลายปี ครับ โทษใครไม่ได้ เพราะเราอยากเจริญ จึงเปิดแบบไร้การควบคุม ...
วิกฤติ ต้มยำกุ้ง เป็นผล จากความไม่ระมัดระวัง ของเราเอง มากกว่า ส่วนตัว โทษ เรื่อง เปิดเสรีนี้ ไม่น่าจะถูก เพราะใครไม่อยากเจ๊ง ต้องค่อยทำ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างระมัด ระวัง ...... บ้านผม เงินหายไปกับหุ้น ไปหลายอยู่ .... ครอบครัวเพื่อน กู้เงินมา ขยายโรงงาน ตื่นมา หนี้เพิ่ม เท่าตัว แบบไม่รู้ รู้ตัว จบไม่สวย ครับ ....แต่ผมจำขึ้นใจ ว่าเป็นยุคของ ลุงจิ๋ว อัลไซเมอร์ ครับ ...
.. เห็นได้ชัด ประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำให้ได้มา ซึ่งผู้นำที่เก่ง และ ฉลาด ..
ที่นำความอยู่ดี กินดี มาให้ประชาชนได้ แล้วคุณยังจะอ้างประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ทำไม
#63
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 16:55
แต่ผมไม่ทันตอนเปิดเสรีการเงิน ต้นคิดอาจจะดีก็ได้ แต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
.
.
.
หรือ แผนชั่วของใครบางคน (conspiracy theory) <<< ผมดูหนังมากไป 5555
#64
ตอบ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 - 17:26
ผมแนะนำใ้ห้อ่านเวปนี้ครับ เกี่ยวกับ bibf ล้วนๆ ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ทำไมเราถึงเดินไปสู่ยุคต้มยำกุ้ง และ นโยบาย bibf คืออะไรครับ ผมก็จำได้ว่าเป็นลุงจิ๋ว
แต่ผมไม่ทันตอนเปิดเสรีการเงิน ต้นคิดอาจจะดีก็ได้ แต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
.
.
.
หรือ แผนชั่วของใครบางคน (conspiracy theory) <<< ผมดูหนังมากไป 5555
มี 4 ตอน ลองอ่านดูครับ
http://www.oknation....7/07/01/entry-2
#65
ตอบ 14 มกราคม พ.ศ. 2555 - 12:02
บางทีก็เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ กับผู้ที่ไม่ใช่พรรคพวกของตนเอง พยายามจัง ที่จะสนับสนุนให้ลดทอนสิทธิ ที่สมควรได้ของชนชั้นกลาง เพื่อโอบอุ้มรากหญ้า พยายามจังที่จะบีบบังคับคนในชนชั้นอื่นให้ ยอมโง่ ยอมเจ็บ ยอมเสียสละตามตนเอง เพื่อประโยชน์สุขจอมปลอมของคนรากหญ้า และก็ไม่ตระหนักถึงเลย ในความเดือดร้อนของผู้อื่น ที่บังเอิญเขาไม่ได้เกิดมาเป็นรากหญ้า ชนชั้นที่ตนเองรัก
Edited by annykun, 14 มกราคม พ.ศ. 2555 - 12:04.
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ชนะสงคราม คือ ความแข็งแกร่ง และ อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
คุณธรรมที่พร้ำสอน ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นรองลงมา ส่วน ประชาธิปไตยน่ะรึ เอาเข้าจริงๆ สำคัญอันใด??
#66
ตอบ 14 มกราคม พ.ศ. 2555 - 12:20
และหวังว่ารัฐบาลจะใช้แบงค์รัฐบีบ แบงค์เอกชนไม่ให้ผลักภาระใช้หนี้ให้ประชาชนแต่ก็ต้องดูว่า แบงค์รัฐและเอกชนจะฮั้วกันหรือเปล่า?
พ.ร.ก.ฉบับนี้จะทำให้กระทรวงการคลังและ ธปท.วางแผนชำระหนี้ร่วมกันให้หนี้สินจบลงภายใน 25 ปีได้ แต่การจ่ายคืนหนี้โดยเร็วนี้ อาจส่งผลเสียทำให้ ธปท.ต้องเรียกเก็บเงินนำส่งในอัตราที่สูง สร้างภาระให้กับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์มากขึ้น
แนวคิด รมว.คลัง และรัฐบาลฟังดูง่ายๆ แต่คงยากสำหรับผู้ปฏิบัติงานอย่าง ธปท.
เพราะถึง พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่โอนหนี้และภาระดอกเบี้ยมาให้ ธปท.ดูแลโดยตรง แต่ก็ชัดเจนว่า ภาระหนี้ก้อนโตนี้ตกอยู่ในความรับผิดชอบของ ธปท.อยู่ดี แม้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.จะพยายามชี้แจงและขอความเห็นใจต่อสังคมมาตลอดว่า ธปท.ไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจเก็บภาษีหรือสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ การโอนภาระหนี้มาให้ ธปท.อาจเป็นการบังคับให้ ธปท.พิมพ์เงินมาใช้หนี้ อาจสร้างปัญหาเงินเฟ้อสูงทำให้ราคาสินค้าแพงซ้ำเติมคนจนอีก
แต่ท้ายที่สุด ธปท.ก็ไม่สามารถปฏิเสธภาระความรับผิดชอบได้
เพราะหนี้ก้อนหนี้ถึงจะเป็นนโยบายรัฐบาลที่ให้สั่งอุ้มธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ล้มในอดีตแต่ ธปท.ก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน เพราะเป็นผู้กำกับดูแลฐานะธนาคารพาณิชย์ไม่ให้มีปัญหา แต่กำกับไปกำกับมาเจ๊งยับไม่เป็นท่าถึง 56 ไฟแนนซ์
แต่จาก 3 แนวทางตามโจทย์ที่คลังให้มายังน่าสงสัยว่า ธปท.จะมีเงินมาจ่ายหนี้ก้อนโตได้หรือไม่
เพราะดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ดูเหมือน ธปท.ไม่มีขีดความสามารถในการจ่ายหนี้เอาเสียเลย เพราะหนี้เดิมวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ที่กฎหมายเดิมในปี 2545 กำหนดให้ ธปท.รับภาระเงินต้นและคลังรับภาระดอกเบี้ยนั้น
กระทรวงการคลังต้องรับภาระจ่ายดอกเบี้ยทุกปี ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท รวมแล้วกว่า 6.7 แสนล้านบาท แต่ ธปท.แทบจะไม่ได้จ่ายเงินต้น
ถ้าพิจารณาจากยอดหนี้สุทธิ 1.4 ล้านล้านบาท ยังเหลือหนี้คงค้างถึง 1.14 ล้านล้านบาทลดลงไปเพียง 2.6 แสนล้านบาทเท่านั้น เพราะตลอดช่วง 45 ปีมานี้ ธปท.ประสบภาวะขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีกำไรนำส่ง
แถมงบดุลของ ธปท.ในปัจจุบันยังมีภาระขาดทุนสะสมเพิ่มถึง 4 แสนล้านบาท
ฉะนั้น แนวทางจากเครื่องมือแหล่งที่ 1 ตามที่รัฐบาลคาดหวังให้นำกำไร 90% มาชำระหนี้จึงน่าจะเกิดเป็นจริงได้ยากมากในระยะเวลาอันใกล้
เพราะในปี 2555 นี้ปัจจัยในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น แนวโน้มค่าเงินบาทยังผันผวนสูง ธปท.จึงน่าจะต้องทำหน้าที่แทรกแซงค่าเงินบาทอีกมากโข
กำไรและขาดทุนจึง 50/50
ขณะที่ เครื่องมือที่ 2 การบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน ก็สร้างกำไรไม่ได้เต็มที่มากนัก เนื่องจากมีข้อจำกัดในการลงทุน เช่น ให้ลงทุนได้เฉพาะพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีความน่าเชื่อถือระดับ AAA ซึ่งประเทศที่เครดิตความน่าเชื่อถือสูง มักจ่ายดอกเบี้ยต่ำ
ครั้นจะนำเงินทุนสำรองไปลงทุนในช่องทางอื่นๆ ก็ทำได้ไม่มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมามีความเสี่ยงสูง ความหวังจะได้เม็ดเงินมาชำระหนี้ก้อนโตจากช่องทางนี้ก็ไม่แน่นอนอีกเช่นกัน
เครื่องมือสุดท้าย ที่ให้ ธปท.เก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเพิ่มเติมได้ไม่เกินเพดานที่ พ.ร.ก.กำหนดไว้ 1% จากปัจจุบันที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากเก็บอยู่ 0.4% จึงน่าจะเป็นช่องทางที่ได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด
เพราะถ้าคิดจากฐานเงินฝากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 7 ล้านล้านบาท หากเก็บ 0.4% ก็จะได้เงินประมาณปีละ 2.8 หมื่นล้านบาท
และถ้าขยายมาเก็บจากตั๋วเงินฝาก หรือ บี/อี ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านบาทด้วย ก็จะได้เงินอีกปีละประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท
รวมสะระตะแล้ว ธปท.ก็จะได้เงินประมาณปีละ 3.6-3.7 หมื่นล้านบาทไปจ่ายหนี้
แต่หากพิจารณาตัวเลขต่างๆ แล้วช่องทางการหาเงินของ ธปท.ที่มีอยู่ก็ไม่พอต่อการชำระหนี้ดอกเบี้ยในแต่ละปีที่ต้องมีภาระจ่ายประมาณปีละ 4.5 หมื่นล้านบาทด้วยซ้ำไป
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ธปท.ต้องเก็บเงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจาก 0.4% แม้จะเก็บไม่เต็มเพดาน 1% ก็ตาม เพื่อให้มีแหล่งรายได้หลักที่เพียงพอในการนำไปจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในแต่ละปี
ถ้า ธปท.เก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าคงไม่มีธนาคารพาณิชย์รายใดยอมเฉือนกำไรของตัวเองนำส่ง ธปท.เพื่อมาใช้หนี้โดยตรงแน่นอน แต่ธนาคารพาณิชย์จะเลือกผลักภาระที่เพิ่มขึ้นมาให้ประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงิน
แน่นอนว่าถึงตอนนั้น ไม่ว่า ผู้กู้ ผู้ฝากเงิน ผู้ใช้บริการผ่านตู้เอทีเอ็ม ก็ต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อดูแลไม่ให้กำไรของธนาคารลดลง ไม่ให้กระทบราคาหุ้น และศักยภาพในการทำกำไรของธนาคาร
สุดท้าย ภาระการชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่รัฐบาลโยนความรับผิดชอบจะต้องตกมาอยู่กับประชาชน ผู้ซึ่งไม่มีส่วนก่อภาระหนี้เหล่านี้เลย
ที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้าเงินที่ ธปท.จะได้มาตามแนวทางที่ พ.ร.ก.กำหนดยังไม่พอ ก็มีความเสี่ยงที่ ธปท.จำเป็นต้องหาช่องทางนำเงินจากบัญชีผลประโยชน์ประจำปีหรือบัญชีทุนสำรองพิเศษที่เป็นดอกผลของการบริหารทุนสำรอง ซึ่งตามเจตนารมณ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และคณะลูกศิษย์ต้องการให้เก็บเป็นทุนของชาติตลอดไป อาจจะต้องถูกหาทางนำเอาออกมาใช้ชำระหนี้ก่อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เพราะถ้า ธปท.รับผิดชอบจ่ายหนี้ไม่ได้ ธปท.ในฐานะธนาคารกลางของประเทศอาจจะถูกต่างชาติหมดความเชื่อถือได้
เมื่อนั้นภัยจะมาถึงคนไทย
http://www.posttoday...ะอยู่ที่ประชาชน
#67
ตอบ 14 มกราคม พ.ศ. 2555 - 13:01
ไม่ว่าจะเป็นการค่ำประกันราคาสินค้าเกษตร ปล่อยตามกลไกตลาด ก็คงปิดถนนประท้วง
คนส่วนใหญ่ที่เสียภาษี คือร้อยละ 20 ของประชากร 68 ล้านคน โดยคนเหล่านี้ มีรายได้เกินกว่าที่กฏหมายกำหนด ก็คือมากกว่า 150,000 บาทต่อปี
ผู้ใช้ 0 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้
สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 0 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน










