เรื่องเล่าวันเด็กเมื่อวานนี้ผมอยู่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับพยาบาลคนหนึ่ง เป็นเด็กศรีสะเกษ มาทำงานอยู่ได้ 7ปีแล้ว แม่เสียชีวิต พ่อเป็นชาวนา แต่ตอนนี้อายุมากเกินไปที่จะทำงาน ตัวเองมาอยู่ตรงนี้ได้เพราะได้ทุนเรียนที่ม.ขอนแก่น และเป็นนักเรียนรุ่นแรกๆที่ได้มีโอกาสกู้ยืมเงินมาเรียนจากกองทุนกู้ยืมการศึกษา(กยศ.) ที่จัดตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ในยุคนั้น
เธอเล่าให้ฟังว่าโควต้าทุนให้เด็กยากจนที่ม.ขอนแก่น มีอยู่โควต้าเดียว ค่าสมัคร 100บาท แต่เธอมีเงินค่าสมัครไม่พอที่จะสอบเผื่อไว้ที่อื่นด้วย และโดยเฉพาะม.ขอนแก่นก็เป็นที่เดียวที่ส่งข้อสอบมาให้สอบที่รร.เธอเอง ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ก็โชคดีที่สอบที่เดียวและสอบได้เลย
ปัจจุบันเธอเงินเดือนๆละ30,000หมื่นบาท ที่พักโรงพยาบาลจัดให้ และยังคืนหนี้กยศ.อยู่ทุกเดือน
เธอบอกผมว่าเด็กบ้านนอกเก่งๆมีเยอะ แต่พอไม่มีโอกาสก็ 'ถูกภัยการเมืองพาไป' ผมเห็นเป็นสำนวนที่แปลกจากเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง จึงถามว่าแปลว่าอะไร เธอบอกว่าที่บ้านทุกคนก็จะว่าไปตามผู้นำท้องถิ่น ไม่คิดเองและคิดเองไม่ได้เพราะระบบอุปถรรมเป็นระบบที่ยังต้องพึ่งพา ที่บ้านจัดงานเล็กงานน้อย ได้น้ำแข็งมาลังหนึ่งก็พอใจแล้ว แต่พออย่างเธอได้ออกมาเรียนออกมาทำงาน ก็ถึงจะคิดเองได้
ตอนท้ายเธอบอกผมว่าเล่าเรื่องนี้ให้ผู้คนฟังมาเยอะแล้ว แต่วันนี้ดีใจที่ได้เล่าให้ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีฟัง ผมรีบบอกว่าไม่ได้เป็นเสนาบดีแล้ว แต่ก็ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องของเธอ และเป็นเรื่องของเด็กบ้านนอกชาวอีสานที่ยากจนคนหนึ่ง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองในขณะที่เพื่อนๆต่างเตือนถึงงานพยาบาลว่าเป็นงานหนักมากงานหนึ่ง ต้องคอยเอาใจคน (เมื่อวานนี้เธอเข้าเวร 16ชั่วโมง และเอาใจผมอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง)
และก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่าการศึกษา โดยเฉพาะในสายวิชาชีพ และการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสร้างโอกาสให้กับคน เป็นกุญแจสู่การแก้ปัญหาของสังคมเราทั้งหมดเลยจริงๆ
วันที่คนไทยฝ่ายดีชนะ ก็คือวันที่การศึกษาเท่าเทียม และประชาชนปลดแอกจากระบบระบบอุปถัมภ์
แนะนำระบบอุปถัมภ์เล็กน้อยจากต้นตำรับครับ
“เจิมศักดิ์” ปอกเปลือกระบบอุปถัมภ์ยุค “แม้ว” เหตุเสียงไม่รับ รธน.อีสานพุ่ง
เจิมศักดิ์” วิเคราะห์เหตุคนอีสานเทคะแนนไม่รับร่าง รธน.ชี้เป็นผลพวงระบบอุปถัมภ์ที่ทักษิณซื้อไว้ช่วง 4-5 ปี สามารถสั่งการให้ชาวบ้านลงคะแนนตามต้องการได้ ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจยาก ง่ายต่อการบิดเบือนของฝ่ายจ้องล้ม
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและประชามติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์ในรายการเกาะติดวันลงประชามติทางเอเอสทีวี ถึงตัวเลขผู้ลงคะแนนเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่สูงมากในภาคอีสาน ว่า ไม่ใช่ว่าผู้ที่ลงคะแนนดังกล่าวเป็นผู้ที่คลั่งไคล้ในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย แต่อย่างใด หากแต่เป็นผลมาจากระบบอุปถัมภ์ ซึ่งที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ และไทยรักไทย ได้ใช้อำนาจเงิน อำนาจรัฐ ตลอดจนเงินงบประมาณในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สอดแทรกเข้าไปในระบบอุปถัมภ์ ซึ่งฝังอยู่ในภาคอีสานมานาน เพราะภาครัฐไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้
เขากล่าวต่อว่า วิธีการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และไทยรักไทย เลือกใช้ คือ การเลือกคนที่ได้รับความนิยมจากชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยการทำสำรวจหรือโพลก่อนการเลือกตั้ง เมื่อเห็นว่าใครได้รับความนิยมสูงก็คว้าตัวมาเข้าพรรค และเลือกสนับสนุนคนๆ นั้นให้ลงเลือกตั้ง ไม่ใช่การเลือกคนที่มีนโยบายสอดคล้องกับพรรคแต่อย่างใด ยิ่งหากมีคู่แข่งที่สูสีมากจะมีการสนับสนุนอย่างไม่อั้น และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแล้วสู้คู่แข่งไม่ได้ เขาก็จะทิ้ง อาจจะรักษาหน้าไว้หน่อยด้วยการให้อยู่ในบัญชี 2 หรือ 3 เพื่อเก็บคะแนนเสียงที่ยังพอมีอยู่ไว้ในพรรค
นายเจิมศักดิ์ ชี้ให้เห็นต่อว่า ด้วยระบบเช่นนี้ จึงสามารถวิเคราะห์คะแนนในภาคอีสานในขณะนี้ได้ว่า ผู้ที่เป็นหัวคะแนนที่มีความสัมพันธ์กับ ส.ส.คาดหวังกับพรรคการเมืองอย่างไร ในขณะที่ต้องยอมรับว่าตัวรัฐธรรมนูญเองก็อ่านยาก และง่ายต่อการนำไปบิดเบือน เช่น มีการบิดเบือนว่าหากรับรัฐธรรมนูญแล้วบัตรทองจะถูกยึดบ้าง ส.ส. ส.ว.จะไม่สามารถใช้สิทธิประกันตัวได้ หรือแม้แต่บิดเบือนว่าเจ้าหน้าที่สามารถค้นบ้านได้โดยไม่มีหมายศาล
“ชาวบ้านก็จะคิดว่าแล้วต่อไปใครจะช่วยเขา เมื่อผู้อุปถัมภ์บอกอย่างไรก็ต้องเชื่อ เขาจับจุดนี้ได้ และนำไปบิดเบือน ในขณะที่ชาวบ้านเองก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจเนื้อหารัฐธรรมนูญได้ง่ายๆ”
นายเจิมศักดิ์ เห็นว่า ไม่ควรไปกล่าวว่าคนอีสาน เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเข้าไปดูแลให้ประชาชนหลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นระบบที่คุมคน และใช้วิธีการขอความช่วยเหลือกัน ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างกันกับนักวิชาการเข้าใจว่า ส.ส.อีสาน มาเข้าพรรคไทยรักไทย เพราะชอบนโยบาย
Edited by ดราม่า, 14 มกราคม พ.ศ. 2555 - 13:45.













