"แซม ยุรนันท์" เผยเคล็ดลับ "หล่อเนี้ยบ" นอกจากเป็นดารา-นักการเมืองแล้ว เขายังเรียนแพทย์ด้วย
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพของ "แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี" ในวันนี้ ยังจำกันได้ในฐานะนักแสดงชื่อดัง พระเอก หล่อ มาดเท่
หลังขับเคี่ยวในวงการบันเทิงมานานกว่า 30 ปี
แต่ในวงการเมืองแล้ว อาจจะคิดว่า "แซม" ยังด้อยประสบการณ์
"แซม" มักจะเจอคำถามที่ว่า เป็นพระเอกแล้วทำอะไรได้บ้าง?
เช่นเดียวกับกับภาพที่ออกสู่สายตาสังคม บทบาทพระเอกของเขายังโดดเด่นกว่างานทางการเมืองเสมอ
"แซม" ผันตัวเองจากวงการมาทำธุรกิจ ก่อนจะเข้าสู่ถนนการเมือง ตามรอยคุณพ่อ
ทำให้งานทางการเมือง เป็นสิ่งที่ท้าทายเขามาโดยตลอด และพยายามพิสูจน์ตัวเองให้สังคมได้เห็นว่า เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น
"แซม" ให้สัมภาษณ์ "มติชนออนไลน์" ถึงจุดเปลี่ยนจากวงการบันเทิงมาสู่วงการการเมืองว่า เรื่องนี้ถือเป็นข้อดีข้อด้อยก็ว่าได้ ข้อดีก็คือ คนเปิดประตูหรืออ้าแขนต้อนรับเราง่าย เพราะรู้ว่ามาดี มีแฟนอยู่ในวงการบันเทิงพอสมควร แต่ข้อเสียคือ พระเจ้าให้มาแล้ว เรื่องหน้าตาดี เสียงดี แต่คนคิดว่าคงมีแค่นั้น เพราะฉะนั้น ข้อเสียตรงนี้ ทำให้เราต้องพิสูจน์มากกว่าคนอื่น
ปัญหาก็คือว่า ตอนที่ลงผู้ว่าฯ กทม. เมื่อครั้งที่ผ่านมานั้น ผมมีเวลาแค่ 40 วัน และ 20 วัน เสียเวลากับการตอบคำถามว่า เป็นดาราแล้วจะทำอะไรได้ แต่คำถามนั้นก็กลับมาใน 20 วันที่เหลือ คือคะแนนเพิ่มขึ้นมาจากการตอบคำถามเหล่านี้ เรารู้ เพราะเราเข้าใจมัน แล้วที่ทำได้เพราะเราเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติ แต่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ ถ้าทุกคนยอมรับตั้งแต่แรก ผมก็สามารถทำอะไรได้เยอะกว่านี้
ที่ต้องตอบคำถามนั้น "แซม" บอกว่า ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไปนะ แม้กระทั่งคนในพรรคเองก็มองว่า แซมคือพระเอก แต่ถ้าใครเคยทำงานด้วยกัน ทุกคนก็จะรู้ว่า พระเอกคนนี้ทำงานได้แบบนั้น แบบนี้ และเข้าใจว่า อ๋อ... ที่เป็นพระเอกมา 30 ปีได้ ไม่ใช่เพราะหล่อกว่าคนอื่น ไม่ใช่เพราะเก่ง หรือนิสัยดีกว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะความเข้าใจ แล้วผสมกลมกลืนทุกเรื่องอย่างพอเหมาะ เพราะการเป็นพระเอกไม่ง่าย แต่การรักษาความเป็นพระเอกไว้นั้นมันกลับยากกว่า ฉะนั้น การเป็นพระเอกมา 30 ปี แล้วยังอยู่ในใจได้ จึงกลายเป็นงานที่พิสูจน์ให้เห็นมากกว่าสิ่งที่พูดออกไป
"ต้องใช้เวลาพิสูจน์เยอะมาก อย่างวันนี้มีเวลาให้ 1 ปี อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า คนที่มีหน้าตาดี ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้แล้ว" แซม ย้ำ
ถามว่าชอบการเมืองอยู่แล้วหรือไม่? ต้องบอกว่าโตมากับการเมือง เพราะมีคุณพ่อเป็นอดีตรัฐมนตรี พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 หรือหนึ่งในคณะผู้ก่อการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ฝ่ายพลเรือน และทุกวันนี้ผมก็เป็นญาติเพียงคนเดียวของบุคคลที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใน วันนั้น โตมากับการเมือง เพราะช่วยคุณพ่อหาเสียงมาตั้งแต่เด็กๆ
ตอนที่เรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก็เป็นโรงเรียนแรกๆ ที่เปิดให้เลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียน ดีใจที่โรงเรียนมีการหาเสียงเหมือนผู้ใหญ่ มาจากตรงนั้นด้วย แต่พอโตมาก็ไปโลดแล่น อาจจะไปขัดใจคุณพ่อ เพราะพ่ออาจจะวางไว้ว่าชีวิตลูกจะต้องมีแบบนี้ อย่าไปสะดุดกับเรื่องที่หลงระเริง และตอนนั้นก็เข้าใจผิดกันนิดเดียว เพราะเราจี๊ดกับคำว่าอย่าไปหลงระเริง เนื่องจากการทำงานในวงการทำไมต้องหลงระเริง เราก็อยากทำแค่นี้เอง สุดท้ายเถียงกันยาว ตอนนั้นพ่อก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความคิดเรื่องนี้ ไปวงการบันเทิงไม่ได้ แต่เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เรียน เราเองก็หัวรุนแรงเหมือนพ่อ ถ้าพ่อสั่งแล้วมีเหตุผลก็ยอมทำ แต่เมื่อไม่มีเหตุผลก็ไม่ทำ ทุกวันนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ แล้ววันหนึ่งก็ตัดสินใจมาทำบันเทิง
ผมตั้งคำถามกับคุณพ่อว่า ถ้าพ่อคิดด้วยเหตุผลแบบนี้ แล้วพ่อไปแต่งงานกับแม่ผมซึ่งเป็นนางสาวไทยทำไม ถ้าไม่ชอบบันเทิง
ด้วยความไม่เข้าใจตั้งแต่วันนั้น ผมออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 17 ปี แล้วไม่กลับเข้าบ้านอีกเลย และวันหนึ่งไม่เห็นต้องหยุดเรียนหนังสือ ผมได้ปริญญาโทตั้งหลายใบ ได้ปริญญาเอก ไปเรียนทางด้านการแพทย์เหมือนคุณย่า กลับมาเปิดคลินิก กลับมาเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ทั้งปริญญาตรี โท และเอก ก่อนจะกลับมาเป็นนักการเมือง เพียงแต่หนทางมันอ้อมไปไกลหน่อยเท่านั้นเอง เพียงแค่ความไม่เข้าใจเล็กๆ น้อยๆ
หลายคนมองว่า "แซม" แต่งตัวเนี้ยบ จริงหรือไม่
ไม่ได้เนี้ยบเลยนะ แต่งง่ายๆ แต่อยู่ที่กาลเทศะ ให้เกียรติสถานที่ แต่ถ้าเป็นที่อื่นก็ง่ายๆ ยีน เสื้อยืด
ชอบแต่งตัวสำอาง อย่างนั้นหรือเปล่า?
นั่นถูกมอง ถ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่เลยนะ เป็นภาพที่เห็นในทีวี เมื่อเป็นพระเอกร้อยล้าน ในบทพระเอกยังหล่ออีก จะให้ทำอย่างไร (หัวเราะ) ก็ต้องทำตามนั้น แต่ชีวิตจริงง่ายๆ แต่เรื่องสุขภาพอาจจะใช่ เพราะจบดอกเตอร์จากอเมริกันบอร์ด เมื่อเราดูดี ทำให้ตัวเองแข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ดูดี
พูดถึง "ป้าจุ๊-จุรี โอศิริ"
แซม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ไปเผาศพงานป้าจุ๊มา เพราะเล่นเรื่องแรกๆ ก็เจอป้าจุ๊ ทำให้คิดถึงวันเก่าๆ และทุกครั้งที่หวนกลับเข้าสู่วงการบันเทิงเรามีความสุข ต้องบอกว่าเราอยู่วงการบันเทิงมาค่อนชีวิต มีความผูกพัน เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง ป้าจุ๊ก็เหมือนแม่ เพราะสมัยก่อนวงการบันเทิงเหมือนพี่กับน้อง ใครมีงานอะไรก็ไปหาสู่กัน มีความสุข
เมื่อเราไปอยู่ในวงการอื่น เราก็รำลึกถึงวันเก่าๆ นั่นคือตัวตนของเรา ผมก็ยอมรับว่า วันนี้ที่ผมเป็นแซม ยุรนันท์ได้ เพราะผมมาจากวงการบันเทิง แม้จะเป็นนักการเมืองในวันนี้ได้ คะแนนส่วนหนึ่งมาจากคนในวงการบันเทิง เพราะโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองมีไม่มากนัก คนจำนวนน้อยที่จะรู้จักว่าผมจะทำอะไรในวงการการเมือง มีผู้ใหญ่บางคนเท่านั้น ที่เลือกใช้และเข้าใจผม หนึ่งในนั้นก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะตั้งผมเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยตำแหน่ง
หลายคนก็มองว่า ผมเป็นนักการเมืองใหม่ ให้ผมเป็นที่ปรึกษาในเรื่องอะไร ท่านก็เลือกใช้ในสิ่งที่ผมถนัด และหนึ่งในนั้นก็คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยเพราะผู้ใหญ่ที่ใช้ผมในทางการเมือง ทุกคนจะรู้ว่าผมถนัดในเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าเอาความเป็นพระเอกมาทำงานการเมืองเท่านั้น ขณะเดียวกัน ภาพนักแสดงมันเด่นชัด ก็เลยลืมไปว่าผมทำอย่างอื่นได้อีกหลายเรื่อง
อย่างไปเรียนทางด้านการแพทย์ ทุกคนแทบจะเป็นแพทย์หมด ก็ถูกดูถูกว่าจะเรียนได้อย่างไร เมื่อสอบได้ก็เรียน จนสอบผ่านอเมริกันบอร์ด เรียนเหมือนแพทย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างหนึ่ง มีปริญญาโทใบนั้นเหมือนหมอ เพราะเขาไม่สนว่าเป็นแพทย์มาก่อนหรือไม่ เพราะตอนที่ผมเรียนก็ต้องอ่านหนังสือหนัก และเป็นที่นินทาว่าจะสอบอเมริกันบอร์ดได้อย่างไร มาสอบได้ยังไง ผมก็ทนแรงกดดันได้ ก่อนจะผ่านมาได้ มองว่าทุกอย่างต้องใช้เวลาพิสูจน์ โดนถามมาโดยตลอดว่า เป็นพระเอกแล้วทำอะไรได้บ้าง ผมเจออยู่เสมอ
อยากกลับเข้าสู่วงการบันเทิงอยู่หรือไม่?
กลับไปอยู่นะ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หลังจากหยุดไปนาน 5 ปี ช่วงนั้นก็คือ มีปฏิวัติ เราก็มีเวลา ค่ายอื่นๆ ยังคิดถึงเรา ติดต่อมาหลายเรื่อง ผมเลือกเล่นไปเรื่องหนึ่งของค่ายเอ็กแซ็กท์ กับแหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช โดยมีคุณศรัณยู วงษ์กระจ่าง เป็นผู้กำกับ ผมยังทำงานด้วยกันได้ตามปกติ เพื่อนก็คือเพื่อน แค่ความคิดแตกต่างกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกลียดกัน
ธุรกิจ "วิลล่า เมดิก้า" เป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อเทียบกับต้นสังกัดที่เยอรมนี
ในฐานะประธานบริหาร ปีแรกที่มาเปิดไม่คิดอะไรมาก ตั้งเป้าปีละ 60 ล้านบาท ปีที่ 2 ก็ไป 120 ล้านบาท ปีนี้เราตั้งเป้าไว้ 200 ล้านบาท ก็ถือเป็นการพิสูจน์ให้คุณหมอ เพื่อนร่วมงานให้เห็นว่า กว่าจะทำงานได้ เป็นที่ยอมรับ นอกจากจะเรียนรู้มาแล้ว ผมยังทำให้มันเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ จาก 60 ล้านบาทกระโดดมาเป็น 200 ล้าน
วิลล่า เมดิก้า เป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำด้านเซลล์บำบัด แพทย์ทางเลือก เป็นธุรกิจที่ทำเพื่อคนที่สิ้นหวัง บางคนเกิดวิกฤตความศรัทธาในทางการแพทย์ บางเรื่องไปหาแพทย์แล้วเอาผลการตรวจไปหาที่อื่นๆ เริ่มกลัวว่ามันจะถูกหรือไม่ โรคที่เป็นใช่หรือไม่ รักษาแล้วสุดท้ายตายหรือรักษาแล้วหาย เราเสมือนเป็นที่ให้เหตุผล หรือให้ทางเลือกมากขึ้น
เมื่อถามว่านักการเมืองไปเยอะขึ้นและจะขยายกิจการที่ภูเก็ตนั้น เพราะวิลล่า วิลล่า เมดิก้า เป็นเซ็นเตอร์ในเอเชีย เพราะมีที่เยอรมนีเป็นหลักอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้ไปเปิดที่ไหนอีก จนกระทั่งมองว่า เอเชียคือตลาดสำคัญในอนาคต โตกว่าอเมริกาและยุโรป เขาเลยมองที่ตลาดเอเชียแล้วเลือกที่เมืองไทย เพราะเราเองไม่ใช่ดูแลแค่คนไทย แต่เปิดเพื่อภูมิภาคเอเชีย แต่คนไทยโชคดีที่ได้สัมผัส
ผมเป็นคนชอบอะไรใหม่ๆ รุกจริง ทำจริง อย่ามองผมแค่นี้ เช่นเดียวกับการไปวัด ไปนอนวัด ไปปฏิบัติธรรม ก็ไม่มีใครเชื่อว่าผมทำได้ เป็นพระเอกแล้วทำได้เหรอ ทุกคนมองข้ามว่าผมไปวัด สวดมนต์ ตื่นแต่เช้า นั่งวิปัสสนา นอนที่วัด ทุกคนก็ไม่เชื่อ
อย่างก็ตาม ในการเมืองผมมองว่าอยู่ที่จังหวะ จะเห็นช่วงหนึ่งที่ผมหายไปเลย เพราะผมเห็นความขัดแย้งที่หาทางจบไม่ได้ ผมรู้สึกว่าการเมืองไม่ใช่คำตอบ การแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด หรือการเมืองไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ผมมีความฝันอีกหลายอย่าง แต่ผมขออนุญาตหยุดในช่วงที่หาคำตอบไม่เจอ ตอนนี้กลับมาพิสูจน์อีกครั้งว่า มันจะดีขึ้นหรือไม่
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328267797&grpid=&catid=09&subcatid=0905
มีใครที่หล่อและเพรียกพร้อมแบบนี้ในรังแมงสาบบ้างไหม?






















