เค้าบอกว่าคนไทยสืบเชื้อสายมาจากมาเลเซียอ่ะครับพี่น้อง
#51
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 19:33
#52
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 19:35
ถ้าเอาตั้งแต่ประชากรมนุษย์อพยพกระจายออกจากแอฟริกานี่มันต้องผ่านสุวรรณภูมิก่อนที่จะลงไปมลายูแล้วข้ามไปออสเตรเลีย
เค้าสันนิษฐานว่าโฮโมอีเร็คตัส บรรพบุรุษของมนุษย์ที่แยกจากลิง กลุ่มแรกเกิดขึ้นที่แอฟฟริกา แล้วก็เดินทางออกจากแอฟริกาเมื่อหลายล้านปีก่อนเป็นสองระลอกนี่ครับ
แล้วโฮโมอีเร็คตัสนี่แหละที่พัฒนาต่อๆมาเป็นโฮโมเซเปียนส์อีกที เพราะงั้นการที่มนุษย์แชร์ DNA กันก็ไม่แปลก เพราะร่วมบรรพบุรุษเดียวกันแต่แรก
แต่แยกสายพันธุ์ออกไปเป็นสายพันธุ์ย่อยๆทีหลัง
ส่วนเรื่องของมนุษย์ในสุวรรณภูมินั้น แม้แต่แถวภาคใต้เองก็มีหลายสายพันธ์มากครับ สังเกตุจากเค้าโครงหน้าตาก็ได้ ถ้าเป็นพวกสายมาเลย์ ก็น่าจะเป็นพวกที่ขึ้นมาจากแถบอินโดนีเซีย มีพวกนิกรอยด์ เซมัง ซาไก มีพวกขอมที่น่าจะลงไปสมัยที่อาณาจักรตามพรลิงก์เชื่อมโยงอยู่กับอาณาจักรละโว้ มีพวกไทยที่ลงไปจากเมืองเพชร หลังจากอาณาจักรศรีวิชัยล่ม มีพวกอินเดียที่มาจากพวกพราหมณ์จากอินเดียที่ตั้งอาณาจักร พวกจีนนั้นน่าจะเข้าไปทีหลัง ช่วงที่ฝรั้่งเข้ามาทำเหมืองแร่ แล้วก็นำแรงงานชาวจีนเข้ามา เรียกว่าหลากหลายพอๆกับแถวลุ่มเจ้าพระยาภาคกลาง แต่แถวภาคกลางตอนหลังมีพวกจีนแต้จิ๋วมากระจุกตัวอยู่เยอะ เพราะพวกจีนถนัดอยู่ในเมืองทำการค้า มีกลุ่มคนอยู่ในชั้นกลางเยอะ เลยดูเหมือนคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนจีน แต่จริงๆแล้วรวมๆกันแล้วคนเชื้อสายจีนในประเทศไทยน่าจะมีแค่ประมาณ 15-20 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
อันที่จริงพวกจีนเข้ามาอยู่ในมาลายูตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงแล้วครับพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นจีนเชื้อเจ้าหรือค่อนข้างมีสกุลรุนชาติ เข้ามาอยู่ในมาลายูโดยการติดตามราชนิกูลจีนที่ฮ่องเต้จีนพระราชทานมาให้แต่งกับเจ้าในมาลายู โดยถือเอาว่าเป็นการขยายอิทธิพลและเส้นทางการค้า และก็ยังสืบสายสกุลมาจนถึงปัจจุบัน พวกนี้ค่อนข้างถือตัว และอนุรักษ์ขนบประเพณีจีนใว้อย่างเข้มแข็ง ต่างจากจีนแบบเสื่อผืนหมอนใบที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นในไทย พวกนี้วัฒนธรรมจะไม่ค่อยเข้มแข็งและถูกกลืนเป็นคนไทยไปอย่างง่ายดาย
ถ้าเอาช่วงก่อนประวัติศาสตร์(ยุคหินเก่า-ยุคหินใหม่ ยังไม่มีตัวอักษรใว้ถ่ายทอดเทคโนโลยี) อันนั้นถูกต้องครับ
แต่ถ้าโฟกัสหลังมีตัวอักษรใช้แล้ว (มีการแบ่งหมวดหมู่ชาติพันธ์แล้ว) ก็ตามที่ผมบอกครับ
มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล
#53
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 20:15
ไหน ๆ ก็ยกเรื่อง gene pool แล้วเอาต่อสักหน่อย มนุษย์แต่ละคนมีอัลลีลได้ 2 อัลลีลต่อหนึ่งยีน ถ้ามนุษย์เริ่มแรกมีแค่ 2 คน เท่ากับว่าจะมีอัลลีลแตกต่างกันแค่ 4 อีลลีลต่อยีนเท่านั้น แต่ที่พบในปัจจุบันกลับมีมากกว่านั้น ยังไม่นับกรณีที่รุ่นถัดมามีโอกาสสูญเสียอัลลีลไปครึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าหากมนุษย์เริ่มต้นเพียงแค่ 2 คน ก็ไม่สามารถบรรจุอัลลีลทุกอัลลีลที่มีในมนุษย์ปัจจุบันทั้งหมดเข้าไปใน 2 คนนั้นได้ ต้องใช้จำนวนประชากรที่มากกว่า 2 คนขึ้นไป แถมบางอัลลีลถ้าย้อนกลับไปต้นกำเนิดดันไปใช้ร่วมกับพวกเอปชนิดอื่นซะได้
ผมสงสัยว่าคุณ Solidus เข้าใจคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ผมบอกนะครับ ผมไม่ได้บอกว่ามนุษย์เคยเหลือประชากรแค่สองคน แต่ว่าทุกคนนั้นมีบรรพบุรุษทางแม่ร่วมกันเท่านั้นครับ ส่วนทางพ่อก็เช่นกัน เราก็มีบรรพบุรุษร่วมกัน แต่ไม่ได้เป็นสามีกับบรรพบุรุษทางแม่ คือ Eve กับ Adam ไม่ได้อยู่คนละยุคกัน
ตามที่เค้าว่านี้นะครับ เค้าเลยบอกว่านี่คือหลักฐานสนับสนุนเรื่องการอพยพ เพราะมันเป็นการสนับสนุนว่ามนุษย์เราเคยมีประชากรไม่ใหญ่นัก ถึงได้มี DNA ร่วมกันได้ ถ้ามนุษย์วิวัฒนาการแยกกันหลายๆที่ โอกาสที่มีบรรพบุรุษร่วมกันจะยากครับ
อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องลองไปคุ้ยตำราอ่านซะหน่อยแล้ว น่าสนใจจริงๆ เพราะเรื่องนี้ต้องว่ากันที่ technical term กันเลย ไม่เช่นนั้นคงไม่เข้าใจแน่
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#54
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 20:31
บรรพบุรุษทางแม่ไม่ได้มีแค่คนเดียวครับ แต่เป็นกลุ่มประชากร เช่นกันบรรพบุรุษทางพ่อก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มประชากร บรรพบุรุษร่วมที่ว่าก็ไม่เคยมีแค่คนหรือ 2 คน แต่เป็นกลุ่มประชากรที่ขนาดใหญ่เพียงพอที่จะมีความหลากหลายพันธุกรรมส่งต่อถึงปัจจุบันได้ไหน ๆ ก็ยกเรื่อง gene pool แล้วเอาต่อสักหน่อย มนุษย์แต่ละคนมีอัลลีลได้ 2 อัลลีลต่อหนึ่งยีน ถ้ามนุษย์เริ่มแรกมีแค่ 2 คน เท่ากับว่าจะมีอัลลีลแตกต่างกันแค่ 4 อีลลีลต่อยีนเท่านั้น แต่ที่พบในปัจจุบันกลับมีมากกว่านั้น ยังไม่นับกรณีที่รุ่นถัดมามีโอกาสสูญเสียอัลลีลไปครึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าหากมนุษย์เริ่มต้นเพียงแค่ 2 คน ก็ไม่สามารถบรรจุอัลลีลทุกอัลลีลที่มีในมนุษย์ปัจจุบันทั้งหมดเข้าไปใน 2 คนนั้นได้ ต้องใช้จำนวนประชากรที่มากกว่า 2 คนขึ้นไป แถมบางอัลลีลถ้าย้อนกลับไปต้นกำเนิดดันไปใช้ร่วมกับพวกเอปชนิดอื่นซะได้
ผมสงสัยว่าคุณ Solidus เข้าใจคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ผมบอกนะครับ ผมไม่ได้บอกว่ามนุษย์เคยเหลือประชากรแค่สองคน แต่ว่าทุกคนนั้นมีบรรพบุรุษทางแม่ร่วมกันเท่านั้นครับ ส่วนทางพ่อก็เช่นกัน เราก็มีบรรพบุรุษร่วมกัน แต่ไม่ได้เป็นสามีกับบรรพบุรุษทางแม่ คือ Eve กับ Adam ไม่ได้อยู่คนละยุคกัน
ตามที่เค้าว่านี้นะครับ เค้าเลยบอกว่านี่คือหลักฐานสนับสนุนเรื่องการอพยพ เพราะมันเป็นการสนับสนุนว่ามนุษย์เราเคยมีประชากรไม่ใหญ่นัก ถึงได้มี DNA ร่วมกันได้ ถ้ามนุษย์วิวัฒนาการแยกกันหลายๆที่ โอกาสที่มีบรรพบุรุษร่วมกันจะยากครับ
อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องลองไปคุ้ยตำราอ่านซะหน่อยแล้ว น่าสนใจจริงๆ เพราะเรื่องนี้ต้องว่ากันที่ technical term กันเลย ไม่เช่นนั้นคงไม่เข้าใจแน่
ตอนแรกคุณบอกว่าเป็น individual ทำไมตอนนี้มาเป็น population แล้วล่ะครับ
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#55
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 20:54
มันน่าจะเป็นการกล่าวถึง คนมาเลย์ เชื้อสายไทย
ที่อยู่ที่นั่นอะครับ
น่าจะมีการพูดถึงสิทธิแล้วความยุติธรรมของคนไทยที่
อยู่ในมาเลย์ อะครับ
Edited by เพลิงสีนิล, 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 20:57.
[color=#0000ff;][font="Tahoma, sans-serif;"]เราจะรู้.....รสชาติของความสุข[/color][font="Tahoma, sans-serif;"]ก็ต่อเมื่อ เราผ่านความทุกข์มาก่อน[/font][/font]
#56
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:12
เหมือนนโยบายจีนที่ต้องการเอาไต้หวันกลับมา
Edited by phoosana, 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:13.
#57
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:21
ชาวจีนบ่นเรื่องนโยบายภูมิบุตรกระมังครับ เหมือนว่าชาวมาเลย์เชื้อสายไทยบางทีได้สิทธินี่เช่นเดียวกับชาวมลายูไม่รู้แปลไม่ออก แต่คำว่า 1 มาเลย์ ฟังแล้วตะหงิดๆ
เหมือนนโยบายจีนที่ต้องการเอาไต้หวันกลับมา
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#58
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:25
ประเด็นการขอมีสถานภาพเป็นภูมิบุตร หรือบุมีปุตราถือว่าสำคัญที่สุด ตามรัฐธรรมนูญของมาเลเซียถือว่า บุคคลที่สืบเชื้อสายเป็นชาวมลายูหรือสืบเชื้อสายเป็นชาวซาบาห์หรือชาวซาราวักใน มาเลเซียเท่านั้นที่เป็นบุมีปุตรา นอกจากนั้นจะไม่ใช่บุมีปุตรา ฉะนั้น จะมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นบุมีปุตราเพียงสองกลุ่มเท่านั้นคือ กลุ่มชาติพันธุ์มลายูและกลุ่มชาติพันธุ์กาดาซันจากรัฐซาราวักและซาบาห์ ส่วนลูกหลานที่เป็นบุมีปตราก็จะต้องมีบิดาหรือมารดาที่สืบเชื้อสายมลายูหรือ ชาวซาบาห์หรือซาราวักเท่านั้น ผู้ที่ถือสิทธิเป็นบุมีปุตราจะถือว่าเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง จะมีสิทธิพิเศษมากมายนับว่าเหนือกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในมาเลเซีย ทุกกลุ่มชาติพันธุ์จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้สถานภาพบุมีปุตรา อย่างไรก็ตาม จากการต่อสู้ทางสายกลางของชาวพุทธเชื้อสายไทยนั้น นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะว่าชาวพุทธเชื้อสายไทยถึงแม้ว่า ไม่มีสถานภาพเป็นบุมีปุตรา แต่สิทธิต่างๆ หมายถึง สิทธิด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคม จะเหมือนกับบุมีปุตราที่เป็นชาวมลายูทุกประการ ปัจจุบันนี้ชาวพุทธเชื้อสายไทยจึงมีสถานภาพพิเศษซึ่งถือว่าเป็นสถานภาพที่ สูงกว่าชาวจีนและชาวอินเดียในมาเลเซีย
การขอแก้ไขให้มีการระบุชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยในแบบฟอร์มการขอเข้า มหาวิทยาลัยของรัฐ ประเด็นนี้ก็ถือว่าสำคัญ เพราะว่าหากไม่มีการระบุกลุ่มชาติพันธุ์ที่ชัดเจน จะทำให้ลูกหลานชาวพุทธเชื้อสายไทยหมดสิทธิในการเข้าศึกษาต่อในสถาบันของรัฐ เพราะการเข้าสถาบันการศึกษาของรัฐในมาเลเซียนั้นมีการจัดการเข้าศึกษาตาม ระบบ PR ซึ่งเป็นอัตราส่วนตามจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์
การขอมีสิทธิเป็นสมาชิกของพรรคอัมโนประเด็นนี้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าประเทศมาเลเซียนั้น พรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรคของชาวมลายูเป็นพรรคการเมืองที่ผูกขาดในการบริหารปกครองประเทศ ผู้ที่เป็นสมาชิกของพรรคอัมโนจะได้รับผลประโยชน์และสิทธิต่างๆ มากกว่าพรรคอื่นๆ สำหรับชาวพุทธเชื้อสายไทยนั้น นับตั้งแต่มีการต่อสู้การเรียกร้องสิทธิทางการเมือง คุณเจริญ อินทร์ชาติ คุณซิวชุน เอมอัมไพ ซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติล้วนแต่เป็นสมาชิกของพรรคอัมโนทั้งสิ้น
ที่แตกต่างกันในการดำเนินนโยบายที่มีต่อชนกลุ่มน้อยชาวพุทธเชื้อสายไทย นั้น จะเห็นว่ารัฐบาลมาเลเซียตอบสนองด้วยการให้มีการจัดตั้งองค์กรกลุ่มชาติพันธ์ ชาวพุทธเชื้อสายไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเกิดสมาคมสยามมาเลเซียและสมาคมไทยกลันตันที่ทำการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ ผลประโยชน์ของกลุ่มชาติพันธ์ รัฐบาลมาเลเซียมีการให้คำมั่นแก่ชาวพุทธเชื้อสายไทยถึงการสงวนสิทธิใน ตำแหน่งสภานิติบัญญัติไว้สำหรับชาวพุทธเชื้อสายไทยหนึ่งที่นั่งตามประชากร จำนวนประมาณ 60,000 คน และผู้ที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติคนแรกที่เป็นชาวพุทธเชื้อสายไทยในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) ก็คือ ประธานของสมาคมสยามมาเลเซีย ชื่อว่าคุณเจริญ อินทร์ชาติ ปัจจุบันนี้ ผู้ที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติต่อจากคุณเจริญ อินทร์ชาติ โดยเริ่มจากปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) คือ คุณซิวชุน เอมอัมไพ จนท่านเป็นสุภาพสตรีชาวพุทธเชื้อสายไทย ซึ่งในอดีตท่านเคยเป็นรองประธานของสมาคมสยามมาเลเซียและที่ปรึกษาของ มุขมนตรีแห่งรัฐปะลิสนั้นเอง
- Eyey likes this
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#59
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:25
บรรพบุรุษทางแม่ไม่ได้มีแค่คนเดียวครับ แต่เป็นกลุ่มประชากร เช่นกันบรรพบุรุษทางพ่อก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มประชากร บรรพบุรุษร่วมที่ว่าก็ไม่เคยมีแค่คนหรือ 2 คน แต่เป็นกลุ่มประชากรที่ขนาดใหญ่เพียงพอที่จะมีความหลากหลายพันธุกรรมส่งต่อถึงปัจจุบันได้ ตอนแรกคุณบอกว่าเป็น individual ทำไมตอนนี้มาเป็น population แล้วล่ะครับ
ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณเข้าใจสิ่งที่ผมเขียนคลาดเคลื่อนทุกที
มันเป็น individual คนละ generation กันครับ คุณลองอ่านที่ผมเขียนต้นเรื่องหน่อยได้มั้ยครับ ความรู้คุณเยอะกว่าผม คุณก็ลองบอกหน่อยได้มั้ยว่าทำไมใน link ถึงเขียนอย่างนี้
individual ครับ
population ครับ ไม่ใช่ individual
ผมอึ้งกับเรื่องนี้มากเหมือนกัน ตอนแรกนึกว่าขำๆ ปรากฏว่าเรามี Adam กับ Eve จริงๆครับ !! เราทุกคนบนโลกมี DNA ของบรรพบุรุษหญิงและชายสองคนร่วมกัน แต่ที่น่าแปลกคือ ทั้งสองคนนั้นไม่ได้เกิดยุคเดียวกัน อ่านแล้วก็งงเหมือนกัน ใครเรี่ยนทาง biology อธิบายให้ได้มั้ยครับ http://en.wikipedia....tochondrial_Eve http://en.wikipedia....hromosomal_Adamเคยดูสารคดี มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้สืบเชื้อสายของคนที่อพยพจากแอฟริกาเมื่อแสนปีก่อน จากกลุ่มคนเล็กๆแค่ร้อยกว่าคน
In the field of human genetics, Mitochondrial Eve refers to the matrilineal most recent common ancestor (MRCA) of modern humans. In other words, she was the woman from whom all living humans today descend, on their mother's side, and through the mothers of those mothers and so on, back until all lines converge on one person.
In human genetics, Y-chromosomal Adam (Y-MRCA) is the most recent common ancestor (MRCA) from whom all living people are descended patrilineally (tracing back only along the paternal lines of their family tree).
เห็นที่เน้นมั้ยครับ มันเป็นเอกพจน์
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#60
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:44
คุณคงต้องถามคนเขียนเองล่ะครับว่าทำไมถึงเขียนเช่นนั้น และอีกอย่าง population สามารถใช้รูปเอกพจน์ได้ไม่ใช่หรือครับ
บรรพบุรุษทางแม่ไม่ได้มีแค่คนเดียวครับ แต่เป็นกลุ่มประชากร เช่นกันบรรพบุรุษทางพ่อก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มประชากร บรรพบุรุษร่วมที่ว่าก็ไม่เคยมีแค่คนหรือ 2 คน แต่เป็นกลุ่มประชากรที่ขนาดใหญ่เพียงพอที่จะมีความหลากหลายพันธุกรรมส่งต่อถึงปัจจุบันได้ ตอนแรกคุณบอกว่าเป็น individual ทำไมตอนนี้มาเป็น population แล้วล่ะครับ
ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณเข้าใจสิ่งที่ผมเขียนคลาดเคลื่อนทุกที
มันเป็น individual คนละ generation กันครับ คุณลองอ่านที่ผมเขียนต้นเรื่องหน่อยได้มั้ยครับ ความรู้คุณเยอะกว่าผม คุณก็ลองบอกหน่อยได้มั้ยว่าทำไมใน link ถึงเขียนอย่างนี้individual ครับ
population ครับ ไม่ใช่ individual
ผมอึ้งกับเรื่องนี้มากเหมือนกัน ตอนแรกนึกว่าขำๆ ปรากฏว่าเรามี Adam กับ Eve จริงๆครับ !! เราทุกคนบนโลกมี DNA ของบรรพบุรุษหญิงและชายสองคนร่วมกัน แต่ที่น่าแปลกคือ ทั้งสองคนนั้นไม่ได้เกิดยุคเดียวกัน อ่านแล้วก็งงเหมือนกัน ใครเรี่ยนทาง biology อธิบายให้ได้มั้ยครับ http://en.wikipedia....tochondrial_Eve http://en.wikipedia....hromosomal_Adamเคยดูสารคดี มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้สืบเชื้อสายของคนที่อพยพจากแอฟริกาเมื่อแสนปีก่อน จากกลุ่มคนเล็กๆแค่ร้อยกว่าคน
In the field of human genetics, Mitochondrial Eve refers to the matrilineal most recent common ancestor (MRCA) of modern humans. In other words, she was the woman from whom all living humans today descend, on their mother's side, and through the mothers of those mothers and so on, back until all lines converge on one person.
In human genetics, Y-chromosomal Adam (Y-MRCA) is the most recent common ancestor (MRCA) from whom all living people are descended patrilineally (tracing back only along the paternal lines of their family tree).
เห็นที่เน้นมั้ยครับ มันเป็นเอกพจน์
ถ้าบอกว่า individual คนละ generation นั่นเป็นระดับ population แล้วครับ
ถ้าคุณยืนยันว่ามันเป็นเอกพจน์คงต้องหาคำอธิบายแล้วล่ะครับว่า Eve ที่ว่าบรรจุ allele กว่า 200 alleles ลงใน locus เดียวกันได้อย่างไร
แล้วอีกอย่าง wiki นี่ใช้อ้างอิงได้แค่เบื้องต้นเท่านั้นแหละครับ
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#61
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:00
คุณคงต้องถามคนเขียนเองล่ะครับว่าทำไมถึงเขียนเช่นนั้น และอีกอย่าง population สามารถใช้รูปเอกพจน์ได้ไม่ใช่หรือครับ ถ้าบอกว่า individual คนละ generation นั่นเป็นระดับ population แล้วครับ ถ้าคุณยืนยันว่ามันเป็นเอกพจน์คงต้องหาคำอธิบายแล้วล่ะครับว่า Eve ที่ว่าบรรจุ allele กว่า 200 alleles ลงใน locus เดียวกันได้อย่างไร แล้วอีกอย่าง wiki นี่ใช้อ้างอิงได้แค่เบื้องต้นเท่านั้นแหละครับ
คุณคิดว่า she was เนี่ย มันสื่อถึง population หรือครับ??
คุณคิดว่าบทความนี้เขี่ยนเล่นๆหรือครับ?? แล้ว Reference พวกนี้ล่ะครับ
- ^ Pedro Soares et al 2009, Correcting for Purifying Selection: An Improved Human Mitochondrial Molecular Clock. and its Supplemental Data. The American Journal of Human Genetics, Volume 84, Issue 6, 740-759, 04 June 2009
- ^ Soares P, Ermini L, Thomson N, et al. (June 2009). "Correcting for purifying selection: an improved human mitochondrial molecular clock". Am. J. Hum. Genet. 84 (6): 740–59. doi:10.1016/j.ajhg.2009.05.001. PMC 2694979. PMID 19500773.. University of Leeds - New ‘molecular clock’ aids dating of human migration history
- ^ 'Your Genetic Journey' - The Genographic Project
- ^ Endicott, P; Ho, SY; Metspalu, M; Stringer, C (September 2009), "Evaluating the mitochondrial timescale of human evolution", Trends Ecol. Evol. (Amst.) 24 (9): 515–21, doi:10.1016/j.tree.2009.04.006, PMID 19682765
- ^ Giles, Richard E; H Blanc, H M Cann, and D C Wallace (1980), "Maternal inheritance of human mitochondrial DNA", PNAS 77 (11): 6715–6719, doi:10.1073/pnas.77.11.6715, PMC 350359, PMID 6256757
- ^ Birky, C. William (2008), "Uniparental inheritance of organelle genes", Current Biology 18 (16): R692–R695, doi:10.1016/j.cub.2008.06.049, PMID 18727899
- ^ Soares, P; Ermini, L; Thomson, N; Mormina, M; Rito, T; Röhl, A; Salas, A; Oppenheimer, S et al. (June 2009), "Correcting for purifying selection: an improved human mitochondrial molecular clock", American Journal of Human Genetics 84 (6): 740–59, doi:10.1016/j.ajhg.2009.05.001, PMC 2694979, PMID 19500773
- ^ Gibbons, A (January 1998), "Calibrating the Mitochondrial Clock", Science 279 (5347): 28–29, doi:10.1126/science.279.5347.28, PMID 9441404
- ^ There are sites in mtDNA (such as: 16129, 16223, 16311, 16362) that evolve more rapidly, have been noted to change within intragenerational timeframes - Excoffier & Yang (1999).
- ^ a b Takahata, N (January 1993), "Allelic genealogy and human evolution", Mol. Biol. Evol. 10 (1): 2–22, PMID 8450756""
- ^ Dawkins, Richard (2004), The ancestor's tale: a pilgrimage to the dawn of evolution, Boston: Houghton Mifflin, ISBN 0-618-00583-8
- ^ Mitochondrial Eve and Y-chromosomal Adam The Genetic Genealogist
- ^ a b Rohde, DL; Olson, S; Chang, JT (September 2004), "Modelling the recent common ancestry of all living humans", Nature 431 (7008): 562–6, doi:10.1038/nature02842, PMID 15457259
- ^ Tishkoff et al. (2007); also see Behar et al. (2008) for example.
- ^ (2011 [last update]). "Jordan: 'Mitochondrial Eve'". weber.ucsd.edu. Retrieved 7 January 2012.
- ^ Oppenheimer, Stephen (2004), The Real Eve: Modern Man's Journey Out of Africa, New York: Carroll & Graf, ISBN 0-7867-1334-8
- ^ Bryan Sykes (2002). The Seven Daughters of Eve: The Science That Reveals Our Genetic Ancestry. W. W. Norton & Company. ISBN 978-0-393-32314-6.
- ^ Richard Dawkins (1995). River out of eden: a Darwinian view of life. Basic Books. ISBN 978-0-465-06990-3. Retrieved 5 December 2011.
- ^ Stephen Oppenheimer (2003). The Real Eve: Modern Man's Journey Out of Africa. New York: Basic Books. ISBN 0786711922. Retrieved 5 December 2011.
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#62
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:04
น่าจะสืบเชื้อสายจากเขมรมากกว่าครับ
ไม่เชื่อดูมันกราบพ่อมันดิ
หลักฐานนี้น่าเชื่อกว่า...
555
#63
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:04
ชาวจีนบ่นเรื่องนโยบายภูมิบุตรกระมังครับ เหมือนว่าชาวมาเลย์เชื้อสายไทยบางทีได้สิทธินี่เช่นเดียวกับชาวมลายู
ไม่รู้แปลไม่ออก แต่คำว่า 1 มาเลย์ ฟังแล้วตะหงิดๆ
เหมือนนโยบายจีนที่ต้องการเอาไต้หวันกลับมา
เหมือนที่ผมเคยเกริ่นใว้ครับ ชาวจีนส่วนใหญ่ในมาเลย์เซียกับชาวจีนส่วนใหญ่ในเมืองไทย จะมีสถานภาพต่างกัน ชาวจีนในมาเลย์ไม่บังคับให้ลูกหลานพูดภาษาบาฮาร์ซา แต่กลับบังคับให้ลูกหลานเรียนอ่านเขียนพูดภาษาจีน มีโรงเรียนประถม มัธยมจีน จนถึงวิทยาลัยแยกต่างหากจากคนมาลายู
แต่ของไทยด้วยนโยบายผสานเชื้อชาติสมัยอาจารย์ป๋วย โรงเรียนจีนหลายแห่งไม่ได้รับการสนับสนุนจนต้องเลิกกิจการไป เด็กจีนในไทยจึงถูกสอนให้พูดอ่านเขียนภาษาไทยไปโดยปริยาย ทุกวันนี้ไม่มีลูกหลานจีนในไทยซักคนที่พูดอ่านเขียนภาษาจีนได้ ถ้าไม่ได้เรียนภาษาจีนที่โรงเรียน
มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล
#64
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:05
ที่เขาใช้อ้างอิงมา ก็ต้องไปเช็คถึงความน่าเชื่อถืออีกครับ อ่านคร่าวเอาความรู้แบบคร่าวๆ (คร่าวๆมากๆ) ได้ครับ
แต่ถ้าจะอ้างอิง หรือหาเอกสารอ้างอิงที่ลงในวารสารทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ หรือจากสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงครับ (ใช้กูเกิลค้นดีๆ ก็เจอครับ)
"Hoot": When I go home people'll ask me, "Hey Hoot, why do you do it man? What, you some kinda war junkie?" You know what I'll say? I won't say a goddamn word. Why? They won't understand. They won't understand why we do it. They won't understand that it's about the men next to you, and that's it. That's all it is.
Quote from Black Hawk Down
#65
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:15
คุณคงต้องถามคนเขียนเองล่ะครับว่าทำไมถึงเขียนเช่นนั้น และอีกอย่าง population สามารถใช้รูปเอกพจน์ได้ไม่ใช่หรือครับ ถ้าบอกว่า individual คนละ generation นั่นเป็นระดับ population แล้วครับ ถ้าคุณยืนยันว่ามันเป็นเอกพจน์คงต้องหาคำอธิบายแล้วล่ะครับว่า Eve ที่ว่าบรรจุ allele กว่า 200 alleles ลงใน locus เดียวกันได้อย่างไร แล้วอีกอย่าง wiki นี่ใช้อ้างอิงได้แค่เบื้องต้นเท่านั้นแหละครับ
คุณคิดว่า she was เนี่ย มันสื่อถึง population หรือครับ??
คุณคิดว่าบทความนี้เขี่ยนเล่นๆหรือครับ?? แล้ว Reference พวกนี้ล่ะครับคุณคิดว่าบทความมันไม่น่าเชื่อถือหรือครับ แล้วทำไมมันถึงได้มี Reference เยอะขนาดนี้ เดี๋ยวผมจะลองถามเพื่อนอีกทีก็แล้วกัน ผมมองว่ามีเอกสารอ้างอิงขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องเขียนเล่นๆแล้วครับ
- ^ Pedro Soares et al 2009, Correcting for Purifying Selection: An Improved Human Mitochondrial Molecular Clock. and its Supplemental Data. The American Journal of Human Genetics, Volume 84, Issue 6, 740-759, 04 June 2009
- ^ Soares P, Ermini L, Thomson N, et al. (June 2009). "Correcting for purifying selection: an improved human mitochondrial molecular clock". Am. J. Hum. Genet. 84 (6): 740–59. doi:10.1016/j.ajhg.2009.05.001. PMC 2694979. PMID 19500773.. University of Leeds - New ‘molecular clock’ aids dating of human migration history
- ^ 'Your Genetic Journey' - The Genographic Project
- ^ Endicott, P; Ho, SY; Metspalu, M; Stringer, C (September 2009), "Evaluating the mitochondrial timescale of human evolution", Trends Ecol. Evol. (Amst.) 24 (9): 515–21, doi:10.1016/j.tree.2009.04.006, PMID 19682765
- ^ Giles, Richard E; H Blanc, H M Cann, and D C Wallace (1980), "Maternal inheritance of human mitochondrial DNA", PNAS 77 (11): 6715–6719, doi:10.1073/pnas.77.11.6715, PMC 350359, PMID 6256757
- ^ Birky, C. William (2008), "Uniparental inheritance of organelle genes", Current Biology 18 (16): R692–R695, doi:10.1016/j.cub.2008.06.049, PMID 18727899
- ^ Soares, P; Ermini, L; Thomson, N; Mormina, M; Rito, T; Röhl, A; Salas, A; Oppenheimer, S et al. (June 2009), "Correcting for purifying selection: an improved human mitochondrial molecular clock", American Journal of Human Genetics 84 (6): 740–59, doi:10.1016/j.ajhg.2009.05.001, PMC 2694979, PMID 19500773
- ^ Gibbons, A (January 1998), "Calibrating the Mitochondrial Clock", Science 279 (5347): 28–29, doi:10.1126/science.279.5347.28, PMID 9441404
- ^ There are sites in mtDNA (such as: 16129, 16223, 16311, 16362) that evolve more rapidly, have been noted to change within intragenerational timeframes - Excoffier & Yang (1999).
- ^ a b Takahata, N (January 1993), "Allelic genealogy and human evolution", Mol. Biol. Evol. 10 (1): 2–22, PMID 8450756""
- ^ Dawkins, Richard (2004), The ancestor's tale: a pilgrimage to the dawn of evolution, Boston: Houghton Mifflin, ISBN 0-618-00583-8
- ^ Mitochondrial Eve and Y-chromosomal Adam The Genetic Genealogist
- ^ a b Rohde, DL; Olson, S; Chang, JT (September 2004), "Modelling the recent common ancestry of all living humans", Nature 431 (7008): 562–6, doi:10.1038/nature02842, PMID 15457259
- ^ Tishkoff et al. (2007); also see Behar et al. (2008) for example.
- ^ (2011 [last update]). "Jordan: 'Mitochondrial Eve'". weber.ucsd.edu. Retrieved 7 January 2012.
- ^ Oppenheimer, Stephen (2004), The Real Eve: Modern Man's Journey Out of Africa, New York: Carroll & Graf, ISBN 0-7867-1334-8
- ^ Bryan Sykes (2002). The Seven Daughters of Eve: The Science That Reveals Our Genetic Ancestry. W. W. Norton & Company. ISBN 978-0-393-32314-6.
- ^ Richard Dawkins (1995). River out of eden: a Darwinian view of life. Basic Books. ISBN 978-0-465-06990-3. Retrieved 5 December 2011.
- ^ Stephen Oppenheimer (2003). The Real Eve: Modern Man's Journey Out of Africa. New York: Basic Books. ISBN 0786711922. Retrieved 5 December 2011.
คุณอ่านเนื้อหาใน ref รึยังล่ะครับ เอางานวิจัยนี่แหละ
คุณอยากให้เป็นเอกพจน์ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ แต่ช่วยอธิบายด้วยว่า Eve บรรจุ allele กว่า 200 alleles ลงใน locus เดียวกันได้อย่างไร
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#66
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:30
เอาภาพนี้นี่แหละ ลองบอกหน่อยสิว่า
1. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดเป็น mtMRCA จริง ๆ ไม่ได้เป็นแบบแถวที่สองที่มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน
2. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดที่เป็น mtMRCA เพียงคนเดียว ไม่มีมีพี่น้องหรือญาติในหลายพันปี (ดู mutation rate ใน ref ที่ยกมาเอาตามสะดวกเลยครับ) ที่มี mtDNA เหมือนกัน
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#67
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:44
ขอแทรกนิดนึงครับทางวิชาการไม่นับ wiki เป็นแหล่งอ้่างอิงต่อให้มีแหล่งอ้างอิงเยอะก็ตาม เพราะใครก็ไปเขียนไปแก้ข้อความได้ครับ
ที่เขาใช้อ้างอิงมา ก็ต้องไปเช็คถึงความน่าเชื่อถืออีกครับ อ่านคร่าวเอาความรู้แบบคร่าวๆ (คร่าวๆมากๆ) ได้ครับ
แต่ถ้าจะอ้างอิง หรือหาเอกสารอ้างอิงที่ลงในวารสารทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ หรือจากสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงครับ (ใช้กูเกิลค้นดีๆ ก็เจอครับ)
ผมจะสังเกตจาก notification และ reference ที่อยู่ข้างในครับ ใน google ก็เจอ แต่การเขียนใน wiki มันค่อนข้างสมดุลครับ คือไม่ยาวเกินไป และไม่ง่ายจนเกินไป
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#68
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:44
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#69
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:46
ชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่าเนี่ย
อย่าเจือกมาแก้อีกล่ะ
#70
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:47
1. จากทางใต้ของจีน
2. บริเวณเดิมในประเทศไทย
3. ทางมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย
แต่ละทฤษฎีก็มีหลักฐานสนับสนุนต่างๆ กันไป
ในตอนนี้ผมจะขอกล่าวถึงจากทางมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเพียงอย่างเดียวนะครับ
ทฤษฎีนี้เริ่มมาจาก นพ.ประเวศ วะสี ครับ เพราะท่านเป็นแพทย์เฉพาะทางระบบเลือดเป็นคนแรกๆ ของประเทศไทย
ท่านก็สงสัยว่าคนไทยมาจากไหนเหมือนกัน
ท่านได้เก็บตัวอย่างเลือดจากคนไข้หลายๆ ส่วนในประเทศ แล้วมาตรวจ DNA แล้วนำมาเทียบกับตัวอย่าง DNA จากคนประเทศอื่นๆพบว่า
ลักษณะของตัวอย่างของ DNA ของคนไทย คล้ายกับคนมาเลเซียและคนอินโดนีเซียมากที่สุด
ท่านจึงตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นมาครับ
ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่สนับสนุนทฤษฎีนี้นั้นยอมรับว่าค่อนข้างน้อยครับ
จะเห็นที่เคยอ่านเจอก็มี ตำนานการก่อตั้งเมืองปัตตานี และ ตำนานการก่อตั้งเมืองไทรบุรี
ทั้ง 2 ตำนานจะกล่าวถึง เมื่อเริ่มสร้างเมืองไทรบุรี ผู้เป็นบิดามีลูก 3 คน
คนโตให้ไปสร้างเมืองสยาม คนกลางครองไทรบุรี คนเล็กน้องสาวไปสร้างเมืองปัตตานี
#71
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:50
ผมเข้าใจครับ เห็นคุณสองคนถกกัน อ่านเพลินดีครับ เพียงแต่พอคุณ GOP อ้างถึง wiki ปุ๊บน้ำหนักความน่าเชื่อถือลดลงไปในระดับหนึ่งครับ ส่วนหนึ่งก็ตามที่ผมได้เขียนไป อีกส่วนหนึ่งคืองานวิจัยที่ดีเยี่ยมจริงๆ อาจจะไม่ได้โดนนำมาใช้อ้างอิงในเรื่องนี้ใน wiki ก็อาจจะมีครับ แต่ถกกันแบบนี้ ผมว่าอ่านเพลินกว่ากระทู้ที่พวกนั้นมาพ่นแล้วก็หนีไปครับ
ขอแทรกนิดนึงครับทางวิชาการไม่นับ wiki เป็นแหล่งอ้่างอิงต่อให้มีแหล่งอ้างอิงเยอะก็ตาม เพราะใครก็ไปเขียนไปแก้ข้อความได้ครับ
ที่เขาใช้อ้างอิงมา ก็ต้องไปเช็คถึงความน่าเชื่อถืออีกครับ อ่านคร่าวเอาความรู้แบบคร่าวๆ (คร่าวๆมากๆ) ได้ครับ
แต่ถ้าจะอ้างอิง หรือหาเอกสารอ้างอิงที่ลงในวารสารทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ หรือจากสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงครับ (ใช้กูเกิลค้นดีๆ ก็เจอครับ)
ผมจะสังเกตจาก notification และ reference ที่อยู่ข้างในครับ ใน google ก็เจอ แต่การเขียนใน wiki มันค่อนข้างสมดุลครับ คือไม่ยาวเกินไป และไม่ง่ายจนเกินไป
"Hoot": When I go home people'll ask me, "Hey Hoot, why do you do it man? What, you some kinda war junkie?" You know what I'll say? I won't say a goddamn word. Why? They won't understand. They won't understand why we do it. They won't understand that it's about the men next to you, and that's it. That's all it is.
Quote from Black Hawk Down
#72
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 22:52
ถ้ายอมรับเรื่อง mitochondrial DNA ใช้หาบรรพบุรุษร่วม อย่าลืมว่ามันสามารถหาบรรพบุรุษร่วมได้ไกลกว่านั้น แค่เบาะ ๆ ก็อีพของมนุษย์ปัจจุบันดันเป็นพี่น้องกับนีอัลเดอทัล
เรื่องเรามีอีฟเป็นนีแอนเดอร์ธัล ผมไม่ค่อยสงสัยนะครับ จากหลักฐานพบว่า โฮโมซาเปี้ยนกับนีแอนเดอร์ธัล มีช่วงเวลาคาบเกี่ยวในการอาศัยอยู่แต่ไม่ร่วมกัน เป็นไปได้ที่จะมีผู้หญิงโฮโมซาเปี้ยนโดนนีแอนเดอร์ธัลฉุดไปข่มขืน แล้วอาจตั้งครรภ์ผสมสายพันธ์นีแอนเดอร์ธัลเข้ากับโฮโมซาเปี้ยน ก่อนที่นีแอนเดอร์ธัลจะสูญพันธ์ไป
มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล
#73
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:02
อีฟเป็นนีแอนเดอร์ธัลนั่นแค่เบาะ ๆ นะครับ ถ้าคุ้ยเรื่อง mtDNA ไปต่อจะเจอว่าอีฟเป็นพี่น้องกับชิมแปนซี คุ้ยไปอีกก็เป็นพี่น้องกับกอริลล่า ...
ถ้ายอมรับเรื่อง mitochondrial DNA ใช้หาบรรพบุรุษร่วม อย่าลืมว่ามันสามารถหาบรรพบุรุษร่วมได้ไกลกว่านั้น แค่เบาะ ๆ ก็อีพของมนุษย์ปัจจุบันดันเป็นพี่น้องกับนีอัลเดอทัล
เรื่องเรามีอีฟเป็นนีแอนเดอร์ธัล ผมไม่ค่อยสงสัยนะครับ จากหลักฐานพบว่า โฮโมซาเปี้ยนกับนีแอนเดอร์ธัล มีช่วงเวลาคาบเกี่ยวในการอาศัยอยู่แต่ไม่ร่วมกัน เป็นไปได้ที่จะมีผู้หญิงโฮโมซาเปี้ยนโดนนีแอนเดอร์ธัลฉุดไปข่มขืน แล้วอาจตั้งครรภ์ผสมสายพันธ์นีแอนเดอร์ธัลเข้ากับโฮโมซาเปี้ยน ก่อนที่นีแอนเดอร์ธัลจะสูญพันธ์ไป
Edited by Solidus, 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:02.
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#74
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:09
ไม่ลองเรื่องมนุษย์เกาะคารึครับเรื่องทฤษฎีว่าคนไทยมาจากที่ไหนมันมีหลายทฤษฎีครับ
1. จากทางใต้ของจีน
2. บริเวณเดิมในประเทศไทย
3. ทางมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย
แต่ละทฤษฎีก็มีหลักฐานสนับสนุนต่างๆ กันไป
ในตอนนี้ผมจะขอกล่าวถึงจากทางมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเพียงอย่างเดียวนะครับ
ทฤษฎีนี้เริ่มมาจาก นพ.ประเวศ วะสี ครับ เพราะท่านเป็นแพทย์เฉพาะทางระบบเลือดเป็นคนแรกๆ ของประเทศไทย
ท่านก็สงสัยว่าคนไทยมาจากไหนเหมือนกัน
ท่านได้เก็บตัวอย่างเลือดจากคนไข้หลายๆ ส่วนในประเทศ แล้วมาตรวจ DNA แล้วนำมาเทียบกับตัวอย่าง DNA จากคนประเทศอื่นๆพบว่า
ลักษณะของตัวอย่างของ DNA ของคนไทย คล้ายกับคนมาเลเซียและคนอินโดนีเซียมากที่สุด
ท่านจึงตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นมาครับ
ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่สนับสนุนทฤษฎีนี้นั้นยอมรับว่าค่อนข้างน้อยครับ
จะเห็นที่เคยอ่านเจอก็มี ตำนานการก่อตั้งเมืองปัตตานี และ ตำนานการก่อตั้งเมืองไทรบุรี
ทั้ง 2 ตำนานจะกล่าวถึง เมื่อเริ่มสร้างเมืองไทรบุรี ผู้เป็นบิดามีลูก 3 คน
คนโตให้ไปสร้างเมืองสยาม คนกลางครองไทรบุรี คนเล็กน้องสาวไปสร้างเมืองปัตตานี
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#75
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:26
อีฟเป็นนีแอนเดอร์ธัลนั่นแค่เบาะ ๆ นะครับ ถ้าคุ้ยเรื่อง mtDNA ไปต่อจะเจอว่าอีฟเป็นพี่น้องกับชิมแปนซี คุ้ยไปอีกก็เป็นพี่น้องกับกอริลล่า ...
ถ้ายอมรับเรื่อง mitochondrial DNA ใช้หาบรรพบุรุษร่วม อย่าลืมว่ามันสามารถหาบรรพบุรุษร่วมได้ไกลกว่านั้น แค่เบาะ ๆ ก็อีพของมนุษย์ปัจจุบันดันเป็นพี่น้องกับนีอัลเดอทัล
เรื่องเรามีอีฟเป็นนีแอนเดอร์ธัล ผมไม่ค่อยสงสัยนะครับ จากหลักฐานพบว่า โฮโมซาเปี้ยนกับนีแอนเดอร์ธัล มีช่วงเวลาคาบเกี่ยวในการอาศัยอยู่แต่ไม่ร่วมกัน เป็นไปได้ที่จะมีผู้หญิงโฮโมซาเปี้ยนโดนนีแอนเดอร์ธัลฉุดไปข่มขืน แล้วอาจตั้งครรภ์ผสมสายพันธ์นีแอนเดอร์ธัลเข้ากับโฮโมซาเปี้ยน ก่อนที่นีแอนเดอร์ธัลจะสูญพันธ์ไป
หึ หึ รู้แล้วว่าไอ้ตู่หน้าเหมือนใคร

#76
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:30
ไม่ลองเรื่องมนุษย์เกาะคารึครับ
เรื่องทฤษฎีว่าคนไทยมาจากที่ไหนมันมีหลายทฤษฎีครับ
1. จากทางใต้ของจีน
2. บริเวณเดิมในประเทศไทย
3. ทางมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย
แต่ละทฤษฎีก็มีหลักฐานสนับสนุนต่างๆ กันไป
ในตอนนี้ผมจะขอกล่าวถึงจากทางมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเพียงอย่างเดียวนะครับ
ทฤษฎีนี้เริ่มมาจาก นพ.ประเวศ วะสี ครับ เพราะท่านเป็นแพทย์เฉพาะทางระบบเลือดเป็นคนแรกๆ ของประเทศไทย
ท่านก็สงสัยว่าคนไทยมาจากไหนเหมือนกัน
ท่านได้เก็บตัวอย่างเลือดจากคนไข้หลายๆ ส่วนในประเทศ แล้วมาตรวจ DNA แล้วนำมาเทียบกับตัวอย่าง DNA จากคนประเทศอื่นๆพบว่า
ลักษณะของตัวอย่างของ DNA ของคนไทย คล้ายกับคนมาเลเซียและคนอินโดนีเซียมากที่สุด
ท่านจึงตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นมาครับ
ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่สนับสนุนทฤษฎีนี้นั้นยอมรับว่าค่อนข้างน้อยครับ
จะเห็นที่เคยอ่านเจอก็มี ตำนานการก่อตั้งเมืองปัตตานี และ ตำนานการก่อตั้งเมืองไทรบุรี
ทั้ง 2 ตำนานจะกล่าวถึง เมื่อเริ่มสร้างเมืองไทรบุรี ผู้เป็นบิดามีลูก 3 คน
คนโตให้ไปสร้างเมืองสยาม คนกลางครองไทรบุรี คนเล็กน้องสาวไปสร้างเมืองปัตตานี
มนุษย์เกาะคาเป็นโฮโมอิเร็คตัสครับ ซึ่งไม่ใช่โฮโมซาเปียนแบบคนในปัจจุบันครับ
คือในยุค 5 แสนปี - 1 ล้านปีก่อนนั้น มีพวกสกุลโฮโมอยู่เยอะนะครับ มีอยู่หลายชื่อด้วย
ทั้งโฮโมอิเร็คตัส โฮโมนีแอนเดอธัล โฮโมซาเปียน แต่ว่าที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้มีแต่โฮโมซาเปียนเท่านั้นนะครับ
#77
ตอบ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:50
เอาภาพนี้นี่แหละ ลองบอกหน่อยสิว่า 1. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดเป็น mtMRCA จริง ๆ ไม่ได้เป็นแบบแถวที่สองที่มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน 2. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดที่เป็น mtMRCA เพียงคนเดียว ไม่มีมีพี่น้องหรือญาติในหลายพันปี (ดู mutation rate ใน ref ที่ยกมาเอาตามสะดวกเลยครับ) ที่มี mtDNA เหมือนกัน
ผมอธิบายในแบบที่ผมเข้าใจนะครับ ความหมายของรูปมันแค่บอกว่า ในประชากรกลุ่มหนึ่ง มีความเป็นไปได้ ที่พันธุกรรมทางแม่ของคนคนหนึ่งจะ dominate และแพร่กระจายไปสู่ทุกคนในรุ่นถัดไป อย่างในรุ่นแรก ผู้หญิงสีน้ำเงินให้ทายาทผู้หญิงมากที่สุดคือสองคน ส่วนทายาทที่เป็นผู้หญิงสีแดง ชมพู เขียว นั้นมีแค่อย่างละคน(ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ปรากฏว่าการให้ทายาทของสีอื่นนั้น ไม่เอื้อไปทางเป็นผู้หญิง(ความจริงจากรูป สีน้ำเงินนั้นให้ทายาทได้มากที่สุด) เมื่อถึงรุ่นที่สาม ผู้หญิงสีแดงก็สูญพันธุ์ รุ่นที่สี่ ผู้หญิงสีเขียวก็สูญพันธุ์ และรุ่นที่ห้าก็เหลือแต่ผู้หญิงสีน้ำเงิน ทำให้ทุกรุ่นต่อจากนี้ ก็จะได้พันธุกรรมทางแม่มาจากสีน้ำเงินเท่านั้น
ผมยอมรับว่าแผนภาพมันดูเหมือน วางพล็อตเอาไว้แล้ว แต่ในธรรมชาติก็มักมีเหตุการณ์ที่ลักษณะบางอย่างนั้นอยู่รอด หรือให้ทายาทได้ดีเป็นพิเศษอยู่แล้ว น่าสนในเหมือนกันว่าการ simulate เหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ จะนำไปสู่การ dominate ทั้ง population อยู่เสมอๆหรือเปล่า??
ที่พอเข้าใจตอนนี้นะครับ ดูเหมือนเจ้า mutation rate นี่แหละครับ ที่เค้าใช้คำนวณว่า mtMRCA นั้นย้อนไปกี่ปี แสดงว่าต้องมีลักษณะบางอย่างใน mtDNA นั้น share กันอยู่ เค้าถึงได้มั่นใจว่ามี mtMRCA เพียงคนเดียว
ส่วนคำถามข้อแรก ผมตอบแบบกำปั้นทุบดินนะครับ ก็เพราะทั้งสามคนในรุ่นที่สองมีแม่คนเดียวกันไงครับ ส่วนรุ่นแรกนั้น ไม่มีใครที่มีแม่คนเดียวกันเลย อย่าลืมว่านี่มันแค่ตัวอย่างการ generate ประชากรเท่านั้นนะครับ
ส่วนข้อสอง ตรงนี้ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ ก็น่าจะเกิดกับอีกกลุ่มย่อยได้เหมือนกัน ผมก็สงสัยเหมือนกันครับ ว่าทำไมในทุก page ที่หาอ่านอยู่ เค้าพูดเหมือนกับว่ามันง่ายมาก คือย้อนแม่ของแม่ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอบรรพบุรุษร่วมกัน ตรงนี้ผมคงต้องทำความเข้าใจอีกเยอะครับ
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#78
ตอบ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 00:18
http://www.talkorigi...ms/mitoeve.html
หนังสือที่อ้างอิงคือ Daniel C. Dennett, Darwin's Dangerous Idea, Simon and Schuster, 1995
The proof for the existence of a Mitochondrial Eve is as follows (based on an argument by Daniel Dennett in the above mentioned book).
Consider all the humans alive today on Earth. Put them into a set S.
Next, consider the set of all those women who were the mothers of the people in the set S. Call this set S'. A few observations about this new set S'. It consists of only women (while set S consists of both men and women)---this is because we chose to follow only the mother-of relationship in going from set S to set S'. Also note that not every member of set S' needs to be in set S---set S consists of all people living today, while some of the mothers of living people could have died, they would be in set S' but not in set S. Third, the size of set S' is never larger than the size of set S. Why? This is because of the simple fact that each of us has only one mother. It is however overwhelmingly more likely that the size of set S' is much smaller than that of set S---this is because each woman usually has more than one child.
Repeat the process of following the mother-of relationship with set S' to generate a new set S''. This set will consist of only women, and will be no larger (and very likely smaller) than set S'.
Continue this process. There will come a point when the set will consist of smaller and smaller number of women, until we finally come to a single woman who is related to all members in our original set via the transitive-closure of the mother-of relation. There is nothing special about her. Had we chosen to follow the father-of relation, we would have hit the Y-chromosome Adam (more on him later). Had we chosen to follow combinations of mother-of and father-of relations, we would have hit some other of our common ancestors. The only reason why the mother-of relationship seems special is because we can track it using the evidence of mitochondrial DNA.
Thus there must exist a single woman whose is the matrilineal most-recent common ancestor of every in set S.
A few others points to keep in mind. One might say that if each woman has only a single daughter (and however many sons), the size of the sets will be the same as we extrapolate backwards. But also note that this backwards mathematical extrapolation is an extrapolation into the past. This process cannot be continued indefinitely because the age of the Earth, life on Earth, and the human species is finite (this argument comes from Dawkins).
Also important to keep in mind is that while the final set S'* has only one member (the Mitochondrial Eve), she was by no means the only living woman on Earth during her lifetime. Many other women lived with her, but they either did not leave descendents or did not leave descendents via the matrilineal line, who are still alive today.
หลักการก็อย่างที่ผมบอกแหละครับ ย้อนแม่ของแม่ของทุกคนไปเรื่อยๆ จำนวนคนที่เป็นบรรพบุรุษทางแม่ก็จะน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่คนเดียว แต่ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นคือผู้หญิงคนเดียวในโลก ทำไมพออ่านอย่างนี้แล้วมันง่ายจัง และวิธีการคิดแบบเดียวกันนี้ก็ใช้กับพ่อได้ด้วย และมันก็ไม่จำเป็นว่าบรรพบุรุษทางพ่อจะต้องเป็นคนรุ่นเดียวกับบรรพบุรุษทางแม่ และไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ชายคนเดียวในโลกตอนนั้นด้วย
ชัยโย เข้าใจหมดแล้วครับ
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#79
ตอบ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 00:46
แล้วแม่ของรุ่นแรกมี mtDNA เหมือนกับผู้หญิงรุ่นแรกรึเปล่าล่ะครับ ถ้าคุณบอกว่าเป็นแค่ตัวอย่างการ generate ประชากรมันก็ไม่ใช่ระดับ individual แล้วล่ะครับ
เอาภาพนี้นี่แหละ ลองบอกหน่อยสิว่า 1. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดเป็น mtMRCA จริง ๆ ไม่ได้เป็นแบบแถวที่สองที่มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน 2. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดที่เป็น mtMRCA เพียงคนเดียว ไม่มีมีพี่น้องหรือญาติในหลายพันปี (ดู mutation rate ใน ref ที่ยกมาเอาตามสะดวกเลยครับ) ที่มี mtDNA เหมือนกัน
ผมอธิบายในแบบที่ผมเข้าใจนะครับ ความหมายของรูปมันแค่บอกว่า ในประชากรกลุ่มหนึ่ง มีความเป็นไปได้ ที่พันธุกรรมทางแม่ของคนคนหนึ่งจะ dominate และแพร่กระจายไปสู่ทุกคนในรุ่นถัดไป อย่างในรุ่นแรก ผู้หญิงสีน้ำเงินให้ทายาทผู้หญิงมากที่สุดคือสองคน ส่วนทายาทที่เป็นผู้หญิงสีแดง ชมพู เขียว นั้นมีแค่อย่างละคน(ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ปรากฏว่าการให้ทายาทของสีอื่นนั้น ไม่เอื้อไปทางเป็นผู้หญิง(ความจริงจากรูป สีน้ำเงินนั้นให้ทายาทได้มากที่สุด) เมื่อถึงรุ่นที่สาม ผู้หญิงสีแดงก็สูญพันธุ์ รุ่นที่สี่ ผู้หญิงสีเขียวก็สูญพันธุ์ และรุ่นที่ห้าก็เหลือแต่ผู้หญิงสีน้ำเงิน ทำให้ทุกรุ่นต่อจากนี้ ก็จะได้พันธุกรรมทางแม่มาจากสีน้ำเงินเท่านั้น
ผมยอมรับว่าแผนภาพมันดูเหมือน วางพล็อตเอาไว้แล้ว แต่ในธรรมชาติก็มักมีเหตุการณ์ที่ลักษณะบางอย่างนั้นอยู่รอด หรือให้ทายาทได้ดีเป็นพิเศษอยู่แล้ว น่าสนในเหมือนกันว่าการ simulate เหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ จะนำไปสู่การ dominate ทั้ง population อยู่เสมอๆหรือเปล่า??
ที่พอเข้าใจตอนนี้นะครับ ดูเหมือนเจ้า mutation rate นี่แหละครับ ที่เค้าใช้คำนวณว่า mtMRCA นั้นย้อนไปกี่ปี แสดงว่าต้องมีลักษณะบางอย่างใน mtDNA นั้น share กันอยู่ เค้าถึงได้มั่นใจว่ามี mtMRCA เพียงคนเดียว
ส่วนคำถามข้อแรก ผมตอบแบบกำปั้นทุบดินนะครับ ก็เพราะทั้งสามคนในรุ่นที่สองมีแม่คนเดียวกันไงครับ ส่วนรุ่นแรกนั้น ไม่มีใครที่มีแม่คนเดียวกันเลย อย่าลืมว่านี่มันแค่ตัวอย่างการ generate ประชากรเท่านั้นนะครับ
ส่วนข้อสอง ตรงนี้ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ ก็น่าจะเกิดกับอีกกลุ่มย่อยได้เหมือนกัน ผมก็สงสัยเหมือนกันครับ ว่าทำไมในทุก page ที่หาอ่านอยู่ เค้าพูดเหมือนกับว่ามันง่ายมาก คือย้อนแม่ของแม่ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอบรรพบุรุษร่วมกัน ตรงนี้ผมคงต้องทำความเข้าใจอีกเยอะครับ
ถ้าผมเอา 2 ภาพมาต่อกันล่ะ
แบบนี้ยังเรียกว่ามั่นใจว่ามีคนเดียวกันอีกหรือครับ กลายเป็นว่าที่มีคนเดียวกับกลายเป็นสองคนที่มีแม่คนเดียวกัน แถมใช้ mutation rate ของ mtDNA แยกไม่ได้ด้วยเนื่องจากระยะเวลาน้อยเกินไปที่จะเกิดการกลายพันธุ์ ขนาดต่อให้ใช้ 6 รุ่นเลยก็ได้ มันก็ยังไม่ถึง mutation rate อยู่ดี ซึ่งจะไปต่อคำตอบคำถามข้อสองทันที และเรื่องที่ใช้วิธีนี้แล้วเจอบรรพบุรุษร่วมกันกลายเป็นว่าบรรพบุรุษของอีฟก็เป็นบรรพบุรุษของนีแอนเดอธัลไปด้วย เท่านั้นยังไม่พอถ้าไล่ย้อนไปอีกกลายเป็นมีบรรพบุรุษร่วมกับชิมแปนซี เรื่อง mtMRCA จึงไม่ได้หยุดแค่ผู้หญิงสีน้ำเงินแค่รูปเดียว
[color=#ff0000;]สำหรับผมคงเลิกเล่นบอร์ดนี้ไว้เพียงเท่านี้ ถ้าไอดีนี้ยังมีบุคคลอื่นที่ใครบางคนคิดว่าเป็นตัวจริงอยู่จริง เขาก็เข้ามาใช้บอร์ดนี้ต่อเองแต่ไม่ใช่ผมแน่นอน[/color]
ลาก่อน สวัสดีครับ 17 มกราคม 2556
#80
ตอบ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 00:52
แล้วแม่ของรุ่นแรกมี mtDNA เหมือนกับผู้หญิงรุ่นแรกรึเปล่าล่ะครับ ถ้าคุณบอกว่าเป็นแค่ตัวอย่างการ generate ประชากรมันก็ไม่ใช่ระดับ individual แล้วล่ะครับ
เอาภาพนี้นี่แหละ ลองบอกหน่อยสิว่า 1. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดเป็น mtMRCA จริง ๆ ไม่ได้เป็นแบบแถวที่สองที่มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน 2. มีอะไรที่บอกว่าผู้หญิงสีน้ำเงินแถวบนสุดที่เป็น mtMRCA เพียงคนเดียว ไม่มีมีพี่น้องหรือญาติในหลายพันปี (ดู mutation rate ใน ref ที่ยกมาเอาตามสะดวกเลยครับ) ที่มี mtDNA เหมือนกัน
ผมอธิบายในแบบที่ผมเข้าใจนะครับ ความหมายของรูปมันแค่บอกว่า ในประชากรกลุ่มหนึ่ง มีความเป็นไปได้ ที่พันธุกรรมทางแม่ของคนคนหนึ่งจะ dominate และแพร่กระจายไปสู่ทุกคนในรุ่นถัดไป อย่างในรุ่นแรก ผู้หญิงสีน้ำเงินให้ทายาทผู้หญิงมากที่สุดคือสองคน ส่วนทายาทที่เป็นผู้หญิงสีแดง ชมพู เขียว นั้นมีแค่อย่างละคน(ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) ปรากฏว่าการให้ทายาทของสีอื่นนั้น ไม่เอื้อไปทางเป็นผู้หญิง(ความจริงจากรูป สีน้ำเงินนั้นให้ทายาทได้มากที่สุด) เมื่อถึงรุ่นที่สาม ผู้หญิงสีแดงก็สูญพันธุ์ รุ่นที่สี่ ผู้หญิงสีเขียวก็สูญพันธุ์ และรุ่นที่ห้าก็เหลือแต่ผู้หญิงสีน้ำเงิน ทำให้ทุกรุ่นต่อจากนี้ ก็จะได้พันธุกรรมทางแม่มาจากสีน้ำเงินเท่านั้น
ผมยอมรับว่าแผนภาพมันดูเหมือน วางพล็อตเอาไว้แล้ว แต่ในธรรมชาติก็มักมีเหตุการณ์ที่ลักษณะบางอย่างนั้นอยู่รอด หรือให้ทายาทได้ดีเป็นพิเศษอยู่แล้ว น่าสนในเหมือนกันว่าการ simulate เหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ จะนำไปสู่การ dominate ทั้ง population อยู่เสมอๆหรือเปล่า??
ที่พอเข้าใจตอนนี้นะครับ ดูเหมือนเจ้า mutation rate นี่แหละครับ ที่เค้าใช้คำนวณว่า mtMRCA นั้นย้อนไปกี่ปี แสดงว่าต้องมีลักษณะบางอย่างใน mtDNA นั้น share กันอยู่ เค้าถึงได้มั่นใจว่ามี mtMRCA เพียงคนเดียว
ส่วนคำถามข้อแรก ผมตอบแบบกำปั้นทุบดินนะครับ ก็เพราะทั้งสามคนในรุ่นที่สองมีแม่คนเดียวกันไงครับ ส่วนรุ่นแรกนั้น ไม่มีใครที่มีแม่คนเดียวกันเลย อย่าลืมว่านี่มันแค่ตัวอย่างการ generate ประชากรเท่านั้นนะครับ
ส่วนข้อสอง ตรงนี้ผมก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ ก็น่าจะเกิดกับอีกกลุ่มย่อยได้เหมือนกัน ผมก็สงสัยเหมือนกันครับ ว่าทำไมในทุก page ที่หาอ่านอยู่ เค้าพูดเหมือนกับว่ามันง่ายมาก คือย้อนแม่ของแม่ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอบรรพบุรุษร่วมกัน ตรงนี้ผมคงต้องทำความเข้าใจอีกเยอะครับ
ถ้าผมเอา 2 ภาพมาต่อกันล่ะ
แบบนี้ยังเรียกว่ามั่นใจว่ามีคนเดียวกันอีกหรือครับ กลายเป็นว่าที่มีคนเดียวกับกลายเป็นสองคนที่มีแม่คนเดียวกัน แถมใช้ mutation rate ของ mtDNA แยกไม่ได้ด้วยเนื่องจากระยะเวลาน้อยเกินไปที่จะเกิดการกลายพันธุ์ ขนาดต่อให้ใช้ 6 รุ่นเลยก็ได้ มันก็ยังไม่ถึง mutation rate อยู่ดี ซึ่งจะไปต่อคำตอบคำถามข้อสองทันที และเรื่องที่ใช้วิธีนี้แล้วเจอบรรพบุรุษร่วมกันกลายเป็นว่าบรรพบุรุษของอีฟก็เป็นบรรพบุรุษของนีแอนเดอธัลไปด้วย เท่านั้นยังไม่พอถ้าไล่ย้อนไปอีกกลายเป็นมีบรรพบุรุษร่วมกับชิมแปนซี เรื่อง mtMRCA จึงไม่ได้หยุดแค่ผู้หญิงสีน้ำเงินแค่รูปเดียว
ลองอ่านอันล่าสุดของผมนะครับ ผมเคลียร์แล้วครับ
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#81
ตอบ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 10:17
#82
ตอบ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:23
คือ มนุษย์ปักกิ่ง กับ มนุษย์ชวา
โครงสร้างของมนุษย์ชวานั้นมีข้อสรุปแล้วว่า เป็นกลุ่มเดียวกับชาวเลในหมู่เกาะต่างๆ
ตั้งแต่ภาคใต้ของไทย ไปอินโดนีเซีย ไปจนถึงอะบอรอจินในออสเตรเลีย
ส่วนคนที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียปัจจุบัน ซึ่งก็คือมลายู แบบเดียวกับมาเลเซียและภาคใต้ไทย
นั้นค่อนข้างแน่นอนว่าอพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับมนุษย์ชวา
ที่มาเลเซียนั้นมีการค้นพบกระดูกของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในถ้ำริมทะเลฝั่งอันดามัน
ซึ่งก็น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับมนุษย์ชวา นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่เขาอ้างว่าเป็นต้นตระกูลของคนไทย
แต่ก็ผิดอีกนั่นแหละ
เพราะตามหลักการมนุษย์น่าจะมีแนวโน้วอพยพไปสู่พื้นที่ที่อบอุ่นกว่า
การที่มีชนเผ่าไทในยูนนาน จึงน่าจะสรุปได้ว่าอย่างน้อยคนไท-ลาว น่าจะอพยพลงมาจากจีนตอนใต้
ส่วนคนมลายูนั้นผมเดาว่าอพยพมาจากอินเดียใต้ ก่อนจะตั้งอาณาจักรลังกาสุกะที่ปัตตานี
แล้วจึงขยายไปเป็นศรีวิชัยตลอดคาบสมุทรไปจนถึงเกาะสุมาตรา
ต่อมาจึงแตกออกเป็นหลายรัฐ มีรัฐที่ทรงอำนาจที่สุดคือมัชปาหิตบนเกาะชวา
เมื่ออินเดียถูกกองทัพมุสลิมเผ่าอารยันรุกราน ตั้งเป็นราชวงศ์โมกุลปกครอง
หลังจากนั้นไม่นาน ชาวมลายูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เปลี่ยนไปนับถืออิสลามทั้งหมด
อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ ในอดีตนั้นคนส่วนใหญ่เดินทางโดยอาศัยเรือ
เพราะคงไม่มีใครอยากฝ่าดงลุยป่าที่เต็มไปด้วยโรคภัย ก่อนที่จะมีการคิดค้นเพนนิซิลลิน
นั่นทำให้ตามหลักฐานแล้ว อาณาจักรในคาบสมุทรตอนใต้รวมไปถึงชวา
มีการติดต่ออย่างใกล้ชิด รวมถึงทำสงคราม กับขอมและจามปาที่เวียดนามใต้ มากกว่าในแผ่นดินใหญ่
(หมายถึง มอญ พม่า สยาม) ทั้งที่อยู่ใกล้กันมากกว่า
ต่อมาอาณาจักรที่รุ่งเรืองสุดขีดอย่างจามปาก็ถูกเวียดรุกราน แล้วอยู่ๆก็หายไปจากประวัติศาสตร์
เหลือคนอยู่แค่ไม่กี่หมื่นคนอาศัยอยู่ทางใต้ของกัมพูชา และนับถือศาสนาอิสลาม
ป.ล. ผมขอสงสัยเพิ่มเติมว่าคนที่เคยอยู่ในภาคอีสานของไทยตั้งแต่สมัยบ้านเชียง
ป่านนี้ต้องอพยพไปไกลมากๆแล้ว
Edited by aunaun, 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 23:25.
#83
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 06:39
แต่ผมเป็นจีนฮกเกี้ยนแท้ พ่อแม่สืบเชื่อสายจากอาก๋งอาม่า จากจีนแผ่นดินใหญ่
จะบอกว่า มาจากมลายู ก้อคงไม่ใช่ การสืบสานวัฒนธรรมก้ออย่างหนึ่ง
เชื่อชาติสัญชาติ ก้อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ก้อมีคนพยายามแยกกลุ่มชนชั้น
ที่สำคัญคือพยายามแยกศาสนา เห็นมีการทำนายว่าปลายปี 2012-2014
มีสงครามศาสนาขึ้นแน่ แต่จะลุกลามไปใหญ่โตมั่ย
น่าสงสัยมาก เพราะเห็นพยายามโยงเชื้อชาติกัน ขอให้ใช้จิตวิเคราะห์ให้ดี
#84
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 08:55
ป.ล. ผมขอสงสัยเพิ่มเติมว่าคนที่เคยอยู่ในภาคอีสานของไทยตั้งแต่สมัยบ้านเชียง
ป่านนี้ต้องอพยพไปไกลมากๆแล้ว
ผมสงสัยไปใกลถึงขนาดว่า ต้นสายของพวกอารยันตามลุ่มน้ำสินธุก่อนจะอพยพเข้าสู่เมโสโปเตเมีย ก็คือชาวบ้านเชียงที่อพยพสืบสายไปนี่เอง เพราะดูคาบเวลาแล้ว อารยธรรมบ้านเชียงเกิดก่อนที่พวกอารยันจะขยายอิทธิพลลงใต้เข้าสู่ดินแดนเมโสโปเตเมีย
มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล
#85
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 10:10
คนมลายูมันก็มีอยู่ทั่วภูมิภาคนี้ละครับ
อินโด มาเล ไทย ฟิลิปปินส์
เรื่องชาติพันธ์เขาไม่เอามาพูดกันแล้วครับในยุคนี้
เผ่าพันธุ์ผสมกันจนไม่รู้กี่เสี้ยวกันแล้ว
ทั้งไทย จีน มลายู ขอม ลาว มอญ ญวน รามัน ยุโรป
ผมชอบนางแบบคนหนึ่ง เธอเกิดที่ Anaheim, California,
และมีเชื้อสาย Chinese, Hawaiian, German, and Irish ancestry จึงสวยถูกใจ......ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ลองถามลูกชาย-ลูกสาวนักโทษหนีคุกซิ......
เวลานี้บิดาถือสัญชาติมอนเตเนโกร
เธอมีเชื้อชาติไทย ผสมเชื้อชาติอะไรบ้าง.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เคียงข้างลุงกำนัน ปฏิรูปการเมืองไทย กำจัดระบอบทักษิณ ขับไล่มวลหมู่ขี้ข้า วันที่ 26 พฤษภาคม 2557...
#86
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 10:53
มนุษย์ในปัจจุบันทุกเชื้อชาติทุกภาษา
สืบเชื้อสายมาจาก สองคนนี้ จบ
อยากให้เมืองไทย เป็นเหมือนเดิม
#87
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 11:44
ป.ล. ผมขอสงสัยเพิ่มเติมว่าคนที่เคยอยู่ในภาคอีสานของไทยตั้งแต่สมัยบ้านเชียง
ป่านนี้ต้องอพยพไปไกลมากๆแล้ว
ผมสงสัยไปใกลถึงขนาดว่า ต้นสายของพวกอารยันตามลุ่มน้ำสินธุก่อนจะอพยพเข้าสู่เมโสโปเตเมีย ก็คือชาวบ้านเชียงที่อพยพสืบสายไปนี่เอง เพราะดูคาบเวลาแล้ว อารยธรรมบ้านเชียงเกิดก่อนที่พวกอารยันจะขยายอิทธิพลลงใต้เข้าสู่ดินแดนเมโสโปเตเมีย
มันไม่ได้เก่าขนาดนั้นนี่ครับคุณเช
The first datings of the artifacts using the thermoluminescence technique resulted in a range from 4420 BCE to 3400 BC, which would have made the site the earliest Bronze Age culture in the world. However, with the 1974/75 excavation, sufficient material became available for radiocarbon dating, which resulted in more recent dates—the earliest grave was about 2100 BC, the latest about 200 AD. Bronze making began circa 2000 BC, as evidenced by crucibles and bronze fragments. Bronze objects include bracelets, rings, anklets, wires and rods, spearheads, axes and adzes, hooks, blades, and little bells.
http://en.wikipedia....wiki/Ban_Chiang
หลักฐานไม่เคยโกหก (Gilbert Grissom C.S.I.)<p>Beneath this mask there is more than flesh. Beneath this mask there is an idea, Mr. Creedy, and ideas are bulletproof.
#88
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:42
บ้านผมใส่ชุดยาย่าบ่าบา ประจำจังหวัดภูเก็ต(ภูเก็จ) ชุดนี้สืบทอดจากจีนมลายู
แต่ผมเป็นจีนฮกเกี้ยนแท้ พ่อแม่สืบเชื่อสายจากอาก๋งอาม่า จากจีนแผ่นดินใหญ่
จะบอกว่า มาจากมลายู ก้อคงไม่ใช่ การสืบสานวัฒนธรรมก้ออย่างหนึ่ง
เชื่อชาติสัญชาติ ก้อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ก้อมีคนพยายามแยกกลุ่มชนชั้น
ที่สำคัญคือพยายามแยกศาสนา เห็นมีการทำนายว่าปลายปี 2012-2014
มีสงครามศาสนาขึ้นแน่ แต่จะลุกลามไปใหญ่โตมั่ย
น่าสงสัยมาก เพราะเห็นพยายามโยงเชื้อชาติกัน ขอให้ใช้จิตวิเคราะห์ให้ดี
จีนมลายู เป็นศัพท์ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นทีหลังนะครับ เหมือนไทยอีสาน
จีนบ้าบ๋าในคาบสมุทรมลายูจริงๆก็คือจีนฮกเกี้ยนอพยพนั่นแหละครับ
คนจีนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อพยพลงมาหลังสงครามฝิ่นที่จีน
บวกกับการเติบโตของการทำเหมืองแร่ดีบุกอย่างก้าวกระโดด
ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเช่นเดียวกับจีน
ทำให้อังกฤษส่งเสริมให้คนจีนอพยพลงมาเป็นแรงงานในภูมิภาคนี้
ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีการทำเหมืองแพร่เข้ามาถึงภูเก็ตระนอง
คนจีนฮกเกี้ยนก็อพยพตามขึ้นมาลงหลักปักฐานในสยาม
คนจีนหลายคนที่ร่ำรวยขึ้นมาจากเหมืองแร่ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองหัวเมืองใต้หลายเมือง
#89
ตอบ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 - 21:46
บ้านผมใส่ชุดยาย่าบ่าบา ประจำจังหวัดภูเก็ต(ภูเก็จ) ชุดนี้สืบทอดจากจีนมลายู
แต่ผมเป็นจีนฮกเกี้ยนแท้ พ่อแม่สืบเชื่อสายจากอาก๋งอาม่า จากจีนแผ่นดินใหญ่
จะบอกว่า มาจากมลายู ก้อคงไม่ใช่ การสืบสานวัฒนธรรมก้ออย่างหนึ่ง
เชื่อชาติสัญชาติ ก้อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ก้อมีคนพยายามแยกกลุ่มชนชั้น
ที่สำคัญคือพยายามแยกศาสนา เห็นมีการทำนายว่าปลายปี 2012-2014
มีสงครามศาสนาขึ้นแน่ แต่จะลุกลามไปใหญ่โตมั่ย
น่าสงสัยมาก เพราะเห็นพยายามโยงเชื้อชาติกัน ขอให้ใช้จิตวิเคราะห์ให้ดี
จีนมลายู เป็นศัพท์ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นทีหลังนะครับ เหมือนไทยอีสาน
จีนบ้าบ๋าในคาบสมุทรมลายูจริงๆก็คือจีนฮกเกี้ยนอพยพนั่นแหละครับ
คนจีนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อพยพลงมาหลังสงครามฝิ่นที่จีน
บวกกับการเติบโตของการทำเหมืองแร่ดีบุกอย่างก้าวกระโดด
ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเช่นเดียวกับจีน
ทำให้อังกฤษส่งเสริมให้คนจีนอพยพลงมาเป็นแรงงานในภูมิภาคนี้
ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีการทำเหมืองแพร่เข้ามาถึงภูเก็ตระนอง
คนจีนฮกเกี้ยนก็อพยพตามขึ้นมาลงหลักปักฐานในสยาม
คนจีนหลายคนที่ร่ำรวยขึ้นมาจากเหมืองแร่ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองหัวเมืองใต้หลายเมือง
ท่าน คอ ซู เจี้ยง ก็อยู่ในกลุ่มนี้ครับ
มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล
ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้
สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน










