ธาตุแท้รัฐบาลทุนสามานย์ (สารส้ม)
นายกิ ตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา "Global Tax Trends and Their Impact on Thailand" บอกว่า รัฐบาลปัจจุบันได้ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23%
ส่วน ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ชุดที่ผ่านมานั้น แม้ว่าจะมีส่วนดีในการจัดเก็บรายได้ แต่ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ไม่นำกลับมาเพื่อเสนอสภาพิจารณากฎหมายดังกล่าว พูดง่ายๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตีร่างกฎหมายภาษีที่ดินให้ตกไป!
1) ไม่นานก่อนหน้านี้... นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว "Korn Chatikavanij" บอกว่า
"วันนี้(26ก.พ.) ผมขับรถอยู่ข้างๆ รถไฟฟ้า จึงนั่งคิดอยู่ว่าเวลารัฐใช้เงินภาษีสร้างรถไฟฟ้า ราคาที่ดินตลอดเส้นทางก็จะสูงขึ้น ปัญหาคือเงินภาษีนั้นมาจากทุกคน แต่เจ้าของที่ดินมีอยู่ไม่กี่คน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ควรต้องมีภาษีที่ดินครับ"
"รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มกระดานภาษีนี้ ไม่ทราบเพราะมีพรรคพวกเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือเปล่า แต่ที่แน่นอน ภาษีนี้จะสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนส่วนใหญ่ครับ"
"แล้วสำหรับท่านที่มักจะถนัดย้อนกลับทำนองว่า 'แล้วทำไมเอ็งไม่ทำตอนเป็นรัฐบาล' ผมขอบอกว่าเราทำเสร็จแล้วจนเรื่องอยู่ที่สภาฯ แต่รัฐบาลนี้มาตีตกไป - เอาว่าถ้าเราเห็นตรงกันก็มาช่วยกันบอกรัฐบาลดีกว่าครับ"
2) หากมีการจัดเก็บภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ จะมีส่วนช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำในบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี

ดร.สมชัย จิตสุชน นักวิชาการสถาบัน TDRI เคยเขียนบทความเรื่อง "สร้างเมืองไทยให้น่าอยู่ด้วยการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างระบบสวัสดิการ" ตีพิมพ์ในหนังสือ "สร้างเมืองไทยให้น่าอยู่ใน 999 วัน เล่ม 4" ใจความสำคัญบางตอน ระบุว่า
"...ภาษีทรัพย์สิน
ภาษีที่เก็บบนฐานทรัพย์สินของไทยมีน้อยประเภท และเก็บแบบ 'ไม่เต็มใจ'
เช่น ถ้าเป็นเจ้าของรถต้องจ่ายค่าต่อทะเบียนรถไม่มากนัก ถ้าเป็นเจ้าของบ้านก็เสียภาษีโรงเรือนเฉพาะเมื่อมีการใช้ประโยชน์ในเชิง พาณิชย์ ถ้ามีที่ดินก็เสียเฉพาะภาษีที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งเก็บต่ำมาก ถ้ามีหุ้นก็ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น เป็นต้น
มีความพยายามในการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บภาษีจากการถือครองที่ดิน ที่อยู่อาศัย อาคารเพื่อการพาณิชย์ต่างๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.... ที่ตกค้างมาหลายยุคหลายรัฐบาล จนแล้วจนรอดก็คลอดไม่สำเร็จ รัฐบาลมีอันเป็นไปก่อนทุกที
รัฐบาลนี้ (รัฐบาลอภิสิทธิ์) ในตอนแรกก็ทำขึงขังว่าจะผลักดันร่าง พ.ร.บ. ให้ออกใช้ได้ทัน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สำเร็จ
ได้มีการประมาณการว่า หาก พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้และมีการจัดเก็บอย่างเต็มที่และทั่วถึง รัฐบาลจะได้รับภาษีเพิ่มประมาณ 1 แสนล้านบาท ดังนั้น ภาษีนี้นอกจากจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนรวยย่อมจ่ายสูงกว่าคนจนแล้ว ยังมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ภาครัฐด้วย"
3) รัฐบาลที่อวดอ้างว่าตนเองทำเพื่อคนจน และอาศัยวาทกรรมไพร่-อำมาตย์ขึ้นมาปลุกระดมทางการเมือง-โจมตีคู่แข่งทางการ เมืองของตน-ขอคะแนนเสียงเลือกตั้ง
อ้างว่า จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคม
มาวันนี้ ช่วยลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทธุรกิจต่างๆ ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็คือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรต่อปีมหาศาล (ยิ่งกำไรมาก ยิ่งได้รับผลประโยชน์มาก)
แต่กลับปล่อยให้กฎหมายภาษีที่ดินฯ อันจะเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำ เก็บภาษีจากคนรวย คนมีทรัพย์สินมากๆ เพื่อนำมาเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศชาติ
ถือเป็นการประจานความตอแหลของนักการเมืองยุคนี้ได้อย่างสุดที่จะบรรยาย!
วันที่ 16/3/2012
แนวหน้า
Edited by PHOENiiX, 19 มีนาคม พ.ศ. 2555 - 14:59.