ผมยังไม่เคยเห็นประเทศไหน ระบอบไหน แก้ปัญหา "ความเหลื่อมล้ำ" ได้
โดยพื้นฐานทุกอย่างตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่แรก
และโดยพื้นฐานการประพฤติปฎิบัติ บางครั้งยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น
และบางครั้งสังคมเราก็ใช้ความเหลื่อมล้ำนั้นเองเพื่อการดำรงอยู่ของสังคม
บางคนได้ประโยชน์ในบางเรื่อง ก็ยังต้องเสียประโยชน์ในบางเรื่อง
ผมว่ามันไม่มีหรอกครับ ไอ้สังคมแบน แบน ที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำเลยหนะ
แต่ช่องว่างที่ห่างกันเกินไป เกินจะยอมรับได้ ถ้าแคบลงกว่านี้ก็จะดี
ผมว่าสามารถทำให้แคบลงได้ด้วยจริยธรรมของคนในสังคม
ที่ว่ามาทั้งหมด แค่จะบอกว่า "ความเหลื่อมล้ำ เป็นแค่เครื่องมือเรียกเสื้อแดง"
"เสื้อแดง" จะเกิดจะดับขึ้นกับคุณทักษิณเป็นส่วนใหญ่
คุณทักษิณ ที่เป็นความเหลื่อมล้ำตัวพ่อนั่นแหละ..
ส่วนตัวผมเชื่อว่าถ้าจะเเก้ให้ตรงจุดกันจริงๆเเล้วก็คือ
อย่าให้นักธุรกกิจทุกระดับมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาครัฐเเละผู้บริหารประเทศในทุกsectorเป็นเรื่องที่พูดได้ง่ายๆ เเต่ทำได้โคตะระยากเลย-elaugh เพราะไอ้พวกเพื่อนๆผม ที่พ่อเเม่มันมีธุรกิจใหญ่ๆ โรงงานใหญ่ๆ มันก็ลงเส้นทางการเมืองกันทั้งนั้น(เเน่นอนว่าเพื่อconnection)
เพราะมันบอกถ้ามันไม่เข้า คู่เเข่งมันก็เข้า เเถมยังมาด่าว่าผมขวางโลกอีก lolzzเอากะมันดิ

(บางคนว่า ก็ให้หน่วยงานอิสระเเละฝ่ายค้านเค้าตรวจสอบกรณี conflict of interest ก็ละกัน ก็okล่ะส่วนหนึ่ง)
เอาละในเมื่อห้ามพวกมันไม่ได้ เเละผมก็ไม่เอาด้วย ผมว่าก็หันกลับมาทำให้คนรากหญ้ามีอำนาจต่อรองสูงๆ ไม่ต้องไปพึ่งพวกนายทุน น่าจะเป็นทางออกที่ดีอีกทาง
ทำไงละ...ก็ต้องทำให้พวกเค้าอยู่ด้วยตนเองให้ได้ก่อน ไอ้ จำนำ หรือ ประกันราคา มันเป็นเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุเนี่ยเพราะต้นทุนมันสูง ทั้งปุ๋ยเคมี ยาค่าเเมลงเคมี อาหารสัตว์ ยาปฏิชีวนะ เเละ อีกมามายที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ผลผลิตไม่ได้กำไรเท่าที่ควร ลูกหลานก็ต้องหนีเข้ากรุงเทพมาขายเเรงงาน จากเกษตกร ก็ต้องกลายมาเป็น กรรมกร (นี่ยังไม่รวมเรื่องที่ภาครัฐไม่มีระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพอีกนะครับ)
ไอ้ที่รวยขึ้น ก็มีเเต่พ่อค้าคนกลาง กับพวก ค้าปุ๋ย ค้าอาหารสัตว์ เเละที่ปลายทางยังต้องมาซื้อข้าวซื้อไก่ย่างห้าดาวของเค้ามากินอีก เเบบโดนฟันสองต่อ สมกับ"ทฦษฎีสองสูง" ของท่านเจ้าสัวCPจิงๆ LOLzzz
(ขอนอกเรื่องไปกัดไอ้"ทิดสดือสองสูง"นี่นิดเถอะ คือไอ้การที่ขึ้นค่าเเรงสูงๆ จนinflation rate ขึ้นสูงข้าวของเเพง ค่าเงินมันก็เล็กลงซื้อของก็ได้น้อยอยู่ดี เเต่ที่เเน่ๆคนที่เค้าไม่ได้อยู่ในระบบเเรงงานคนที่ถูกlay off คนเเก่ที่กินบำนาญเนี่ยต้องรับภาระกับราคาข้าวของที่เเพงขึ้นไปเต็มๆ มีเเต่เจ้าสัวที่รวยเอารวยเอา ถามว่าทำได้ไหมมันก็ได้ เเต่ผมไม่ปลื้ม)
คือผมเชื่อว่าเราต้องนำระบบเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ก่อน ให้ชาวนาชาวสวนอยู่ได้ มีทุกอย่างครบวงจร ทั้งปลา ผักหญ้า เป็ดไก่ ไข่ ก๊าซชีวมวลสำหรับหุงต้ม เเละอื่นๆ เลิกใช้สารเคมี ที่มีเเต่ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นทุกปีเพราะดินจะเสื่อมลงเรื่อยๆกลายเป็นoverheadที่สูงขึ้นๆ ข้อต่อมา ทุกชุมชนที่ทำนาต้องมีโรงสีชุมชนไว้รองรับส่วนที่ต้องกินเอง ลูกเรียนหนังสือฟรี ไม่ต้องมีรายจ่ายมากมาย เเล้วชุมชนที่มีผลผลิตการเกษตรเหมือนกันก็ต้องรวมตัวกัน
เพิ่มอำนาจในการต่อรองกับโรงสีเเละพ่อค้าคนกลาง คือถ้าไม่มาซื้อในราคาที่กลุ่มเกษตกรต้องการ ก็ยังไม่ต้องขาย เพราะที่บ้านมีกิน คือมีสายป่านยาวพอจะดึงเกมต่อราคา เมื่อไม่จน ไม่มีหนี้ เริ่มมีเงินเก็บ ลูกเริ่มมีการศึกษา เริ่มรู้ชัดเจนขึ้นว่ากลุ่มของตนต้องการสิ่งใดเป็นรูปธรรมจากรัฐ ในที่สุดก็เริ่มรู้จักเลือกคนเข้าสภา ไม่ต้องไปเเบมือขอตัง รอส่วนบุญจากรัฐบาลไหนๆ ไม่ต้องรอจะเอาเเต่วีรบุรุษวีรสตรีขี่ม้าขาว ภาครัฐก็จะได้เพิ่มงบใน sector การเกษตร รวมทั้ง ช่วยให้ภาคธุรกิจเข้ามาเชื่อมต่อกับภาคเกษตเเบบไม่ monopolize
ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ ทั้งคนเเละรายได้ก็จะไม่มากระจุกตัวอยู่เเต่กรุงเทพหรือเมืองใหญ่เเต่จะกระจายออกสู่ภูมิภาคต่างๆ