การ เมืองไทยช่วงนี้คงไม่มีประเด็นใดร้อนแรงไปกว่า การเตรียมตัวนับถอยหลังคืนสู่อิสรภาพของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 หลังทั้งหมดถูกจองจำทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิกรรมการบริหาร พรรค โดยที่ทั้งหมดจะพ้นโทษในวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 นี้
1 ในสมาชิกที่ถูกจับตามองว่าจะกลับมามีบทบาทสำคัญโลดแล่นในวงการเมืองอีกครั้ง หนีไม่พ้นย่อมมีชื่อของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา "แมว 9 ชีวิต" ของวงการรวมอยู่ด้วย
ที่วันนี้แม้ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเดินไป ทางใดหลังพ้นวิบากกรรม แต่กลับมาเที่ยวนี้เจ้าตัวขอรวมพลังก๊วน 111 เดินหน้าสร้างความปรองดองลดความขัดแย้งภายในชาติให้จงได้
"5 ปีที่ผ่านมาการเมืองของเราแย่มาก หลายคนมาถามว่าจะให้ลูกๆ เล่นการเมืองไหม ผมบอกว่าผมคงไม่เป็นพ่อใจร้ายที่ปล่อยให้ลูกไปเล่นการเมืองในบรรยากาศแบบนี้ เพราะมันแย่จริงๆ คนไทยก็หดหู่ต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เราทุกคนก็ต้องมาช่วยกัน ตอนนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงและท้าทายความสามารถสมาชิกบ้านเลขที่ 111 มากที่สุดคือเรื่องของการสร้างความปรองดองและการฟื้นความเชื่อมั่นของ ประเทศ"
"รองลงไปก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ของแพง เชื่อว่าหากรัฐบาลได้คนบ้านเลขที่ 111 มาเสริมทีม ภาพรวมของรัฐบาลอะไรต่างๆ ก็น่าจะดีขึ้น เพราะคน 111 เป็นพวกมากประสบการณ์ เหมือนทหารที่ผ่านมาหลายสงคราม มีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้นำ หลายคนเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรีหลายสมัย นอกจากจะมาช่วยรัฐบาลแล้วยังจะมาช่วยสร้างบรรยากาศความปรองดองได้ด้วย"
สุ วัจน์เผยความตั้งใจหลังคัมแบ๊กการเมือง ที่เขาเชื่อมั่นว่าแม้วันนี้ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมหลังผ่านวิกฤตินอง เลือดมามากมาย แต่หนทางที่ต่างพรรค ต่างสี ต่างกลุ่ม จะหันหน้ามาพูดคุยเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างไทยให้กลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม ยังไม่ปิดประตูตายซะทีเดียว
"คิดว่ายังมีโอกาส พื้นฐานการเมืองบ้านเรา บางทีทะเลาะกันด่ากันแทบเป็นแทบตายเดี๋ยวก็มาจับมือกันเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้น การเมืองมันมีอยู่จุดๆ หนึ่งที่มันลงตัวได้ง่ายๆ เพียงแต่ตอนนี้ความรู้สึกมันยังงอนๆ ยังไม่เข้าใจกันอยู่ ถ้าเกิดมีอะไรคลิกความรู้สึกได้ ทุกอย่างก็เรียบร้อย ถามว่ามีโอกาสไหมมีและคิดว่ายังไม่หมดหวัง เชื่อการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง นักการเมืองต้องมาพูดคุยกัน แต่วันนี้เราขาดบรรยากาศการพูดคุยทางการเมือง" สุวัจน์ชี้ช่องสานสามัคคี
พร้อม รำลึกไอเดียห้องสหประชาชาติของอดีตนายกฯ จอมซิ่งอย่าง "น้าชาติ" พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เนรมิตห้องรับรองบริเวณชั้น 2 ของสภาทำเป็นวอร์รูม กินข้าวจิบไวน์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสารพัดปัญหาของบ้านเมือง กับบรรดา ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลรวมถึง ส.ว. โดยไม่มีการแบ่งข้างแบ่งพวกถือทิฐิเหมือนสมัยนี้
"คิดว่าหนทาง ปรองดองวันนี้มีทางเดียวคือหันหน้ามาพูดคุยเจรจา คิดว่าวันนี้ยังไม่ค่อยมีมุมนี้เท่าไหร่ เรามีมุมที่เป็นทางการอย่างเดียววันนี้ ถ้าเป็นทางการทูตวันนี้ก็เรียกว่ามีเป็นทางการอย่างเดียว ท่าน พล.อ.ชาติชายเคยบอกผมอยู่เสมอว่าการเจรจามันต้องมีทั้งบนโต๊ะใต้โต๊ะ มีทั้งหน้าฉากและหลังฉาก แต่หลายเรื่องที่เราทำเรื่องการปรองดองวันนี้เป็นบทบาทในเชิงภาพลักษณ์เป็น ส่วนใหญ่ เป็นทางการไปหมด มันต้องมีการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ หารือถึงปัญหาแบบเพื่อนกันบ้าง"
"โมเดลของการปรองดอง โอเคเรื่องอุดมการณ์เรื่องของหลักการจะเป็นยังไงก็ว่ากันไป อาจจะเริ่มด้วยการเชิญตัวแทนของแต่ละกลุ่มมาคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยเอาประเทศชาติเป็นหลัก อย่าเอาตัวเราเป็นหลัก อย่าเอาใจเราเป็นหลัก อย่าเอาหลักของเราเป็นหลัก คือทุกคนที่ขัดแย้งกันอาจไม่มีใครได้เอ เพราะทุกคนอาจได้ซีหมดหลังการเจรจา แต่มีคนเดียวที่ได้เอคือประเทศไทย อย่างนี้ปัญหามันก็จบ" สุวัจน์เผยหนทางสร้างถนนสายปรองดองที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตัดถึงจะเสร็จ
ก่อนสวมวิญญาณหมอดูจับยามสามตาอนาคตเพื่อนร่วมรุ่น 111
เขา เชื่อว่ากลุ่ม 111 เกินครึ่งน่าจะยังหลงใหลกับกลิ่นอายทางการเมืองและจะยูเทิร์นมาอยู่ในวังวน เดิมแน่นอน แต่งานนี้จะถูกเทียบเชิญขึ้นเกี้ยวร่วมรัฐนาวา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กี่คนอันนี้ต้องไปลุ้นพลังภายในของแต่ละคนกันเอาเอง
"เชื่อ ว่าเกินครึ่งน่าที่จะกลับเข้าสู่การเมือง คือกลับเข้ามาใช้ชีวิตทางการเมืองเหมือนเดิม ที่เหลือนอกนั้นก็อาจจะไปทำธุรกิจ บางคนอาจไปอยู่กับลูกกับครอบครัว แต่เท่าที่พูดคุยกันเกินครึ่งจะกลับมา แต่ที่บอกว่าเกินครึ่งกลับมาก็ไม่ใช่ว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีทั้งหมดนะ (หัวเราะ) เพียงแต่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงการเมืองเหมือนเดิม" สุวัจน์ฟันธง
5 ปี แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของใครหลายคน แต่สำหรับคน "พวกมาก+มากพวก" อย่างสุวัจน์เขายังคงวนเวียนทำงานไม่หยุด ทั้งในแวดวงสังคมและกีฬา รวมถึงการโผล่หน้ามาคอมเมนต์ประเด็นสำคัญๆ ทางการเมืองบ้างเป็นครั้งคราว
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการทำหน้าที่ผู้ นำครอบครัวที่ดี สามีที่น่ารัก และเจ้านายที่แสนดีของเจ้าตูบ 3 ตัว ที่มีทั้งเจ้าเก่าหน้าเดิมอย่าง ชุชูกับแจ็กกี้ และนมข้นสี่ขาสมาชิกใหม่ของบ้าน ที่วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป 5 ปี ของการถูกแช่แข็งทางการเมืองแม้จะโหดร้ายเหลือเกินแต่ก็มีมุมบวกให้กับตัว เองไม่น้อย
"5 ปีที่ผ่านมาก็สบายๆ ดี ส่วนตัวผมถือว่าเบาโล่ง ทำให้เรามีเวลามาทบทวนสถานการณ์อะไรต่างๆ เวลาที่เราเป็นผู้เล่นเราอยู่ในสนามก็จะมองสนามอย่างหนึ่ง เวลาที่เราไม่ได้เป็นผู้เล่นและถูกบังคับให้เป็นคนดูเราก็จะเห็นมุมต่างๆ ในสนามอีกอย่างหนึ่ง จะว่าดีไหมมันก็ได้เห็นอีกมุมของการเมือง ได้หยุด ได้ชาร์ตไฟใหม่ เห็นอะไรใหม่ๆ เห็นวิธีคิดใหม่ เอ๊ะ วันนั้นเราไม่น่าคิดอย่างนั้นเลยน่าคิดแบบนี้มากกว่า มันก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด" สุวัจน์ย้อนอดีตช่วงเวลาถูกจองจำ
แต่กระนั้นก็ยังขออุบไต๋แบ่งรับแบ่งสู้ร่วมหัวจมท้าย "ครม.ปู 3"
แม้ จะมีข่าวออกมาตลอดว่าถูก พ.ต.ท.ทักษิณทาบทามให้มาเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ และอาจควบ รมต.พลังงานที่ถนัดหรือ รมว.อุตสาหกรรมที่เป็นโควต้าปัจจุบันของพรรค พร้อมออปชั่น "นายกฯ สำรอง" หากน้องสาวยิ่งลักษณ์เกิดอุบัติเหตุหรือเจอเรื่องไม่คาดฝันทางการเมืองจน หลุดจากตำแหน่ง รัฐบาลเพื่อไทยก็ยังมีอะไหล่สุวัจน์ที่พร้อมเสียบเพื่อชาติได้ทันท่วงที
"ต้อง คิดดูว่ายังเหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้หรือเปล่า ใจก็ยังผูกพันภาระหน้าที่ทางการเมืองที่เราทำมาในอดีต คิดว่าเราก็มีประสบการณ์ที่ยังเป็นประโยชน์อยู่ ส่วนเรื่องตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ได้ตกลงว่าจะเอายังไง ในใจก็คิดว่าต้องดูความเหมาะสมของตัวเองว่าอยู่ในจุดไหนที่ดีที่สุดกับปัญหา การเมืองในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งทางการเมือง อาจจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่เป็นก็ได้ อาจเป็นรัฐมนตรีหรือไม่เป็นก็ได้ แต่ขอให้ไปอยู่ที่สามารถใช้ศักยภาพความเป็นตัวตนของเรานำไปสู่การแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น ผมจะเลือกจุดนั้น" สุวัจน์แจงจุดยืนอนาคตตัวเอง
พร้อม การันตีการกลับมาของ 111 จะไม่ทำให้เกิด "ศึกสายเลือด" ขึ้นในพรรคเพื่อไทย แม้วันนี้จะมีข่าวฝุ่นตลบการช่วงชิงอำนาจ 3 เส้า ของกลุ่ม "เพื่อไทย-นปช.-111" ที่ฟัดกันอุตลุดในการช่วงชิงตำแหน่ง รมต. แต่สุดท้ายสุวัจน์ก็เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะคุยกันได้รู้เรื่อง
"เชื่อ ว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะพรรคเพื่อไทยได้เสียงเกินครึ่งมีเสถียรภาพด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปพึ่ง เสียงของพรรคอื่น นั้นจึงเป็นจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ ฉะนั้น การปรับ ครม. ของรัฐบาลเพื่อไทยคงไม่ทำให้รัฐบาลกระเพื่อมและนำไปสู่ความแตกแยก อีกอย่างศักยภาพของพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าเขามีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงพอสมควร เพราะฉะนั้น การเข้ามาของ 111 ไม่น่าจะทำให้พรรคเกิดความแตกแยกหรือเกิดความวุ่นวายขึ้น"
สุวัจน์วิเคราะห์
ณ วันนี้แม้นายกฯ ปูและรัฐบาลเพื่อไทยจะประสบวิกฤติ " ข้าวยาก-หมากแพง" ที่หลายคนกังวลไม่รู้จะเอาตัวรอดได้หรือไม่
แต่ สุวัจน์กลับมองข้ามช็อตและเห็นว่าปัญหาปากท้องแม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะน็อกรัฐบาลได้ หากแต่รัฐบาลก็ไม่อาจละเลยมองข้ามความเดือดร้อนของชาวบ้าน ส่วนระยะยาวคนวงในอย่างเขายังเชื่อมั่นในฝีไม้ลายมือของยิ่งลักษณ์ ว่า "มีของดี" และ "เอาอยู่" บวกกับความเขี้ยวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ว่าปัญหาจะหนักหนาสาหัสเพียงใดก็จะเอาตัวรอดไปได้
แถมยังหยอดคำหวานทิ้งทวนว่ายิ่งลักษณ์จะเป็นสตรีคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯ หญิงที่อยู่ครบเทอมได้แบบสบายๆ
แต่มีข้อแม้ว่ารัฐบาลต้องไม่ไปทำอะไรที่ขัดหูขัดตาขัดความรู้สึกประชาชนเหมือนในอดีตอีก
"ผม เชื่อว่าท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกฯ หญิงครบเทอม โดยดูจาก 1. บรรยากาศการเมือง นอกสภาก็ลดความรุนแรงลงบางไปแล้ว ซึ่งโดยปกติบรรยากาศนอกสภาจะเป็นสิ่งกดดันรัฐบาลมาตลอด แต่วันนี้รัฐบาลสามารถลดความกดดันนอกสภาได้แล้ว"
"2. เสถียรภาพรัฐบาลมีความมั่นคง เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็มีเสียงเกินครึ่งโดยไม่ต้องไปแคร์พรรคใด"
"3. รัฐบาลยังมีพรรคร่วมเป็นตัวเติมเต็มหรือเป็นส่วนสนับสนุนการทำงานอีก"
"4. วันนี้คิดว่าคงไม่มีใครอยากไปเลือกตั้งตอนนี้ เพราะเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาไม่นาน ประเทศก็เพิ่งผ่านวิกฤติน้ำท่วม เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้นดี เพราะฉะนั้น ตอนนี้คงยังไม่มีใครคิดอยากไปเลือกตั้ง"
"5. ภาวะผู้นำของนายกฯ ซึ่งมีความได้เปรียบตรงที่เป็นนายกฯ สุภาพสตรี มันเป็นบรรยากาศสังคมไทย ที่เราให้เกียรติผู้หญิงกัน แถมท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นคนนุ่มนวลเป็นคนอ่อนหวานเป็นคนมีท่าทีอ่อนโยนทางการเมืองตลอดเวลา ตรงนี้มันก็ทำให้ลดความตึงเครียดทางการเมืองลงได้มาก"
- ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด
- → ดูประวัติผู้ใช้: กระทู้: แลงดอน
Community Stats
- กลุ่มผู้ใช้ Members
- จำนวนกระทู้และความเห็น 8
- Profile Views 1,270
- Member Title น้องใหม่
- อายุ ไม่ระบุ
- วันเกิด ไม่ระบุ
-
Gender
ไม่ระบุ
0
Neutral
เครื่องมือสมาชิก
Friends
แลงดอน hasn't added any friends yet.
ผู้เยี่ยมชมล่าสุด
Topics I've Started
งานแรก "111" หลังสู่อิสรภาพ "สุวัจน์" ชู "ปรองดอง+ฟื้นชาติ" ปัด...
26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 - 13:57
นายกฯยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที...
26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 - 13:53
กรณีปลาบู่ชนเขื่อน กับ เศรษฐกิจ "ฟื้นตัว" ใต้ธง "ยิ่งลักษณ์"
26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 - 13:30
แล้ววาทกรรม "แพงทั้งแผ่นดิน" อันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ค่อยๆ แผ่วเสียง โรยราลง กระทั่งเป็นไปได้ว่าจะยุติบทบาท
มิใช่เพราะปรากฏการณ์ "ปลาบู่ชนเขื่อน"
หากแต่เป็นเพราะการประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งภาคเอกชนอย่าง นายชาตรี โสภณพนิช บอสใหญ่จากแบงก์กรุงเทพ และภาครัฐอย่าง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ว่า เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
"ราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาต่อเศรษฐกิจเนื่องจากค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นแต่รายได้ของประชาชนก็เพิ่มขึ้นด้วย ถือว่าเป็นการปรับที่มีการสมดุลกัน"
เป็นบทสรุปสั้นกระชับจาก นายชาตรี โสภณพนิช
เมื่อประสานเข้ากับบทสรุปจากที่ประชุมในการจัดทำรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ทำให้การไล่จี้จากพรรคประชาธิปัตย์ต้องคลายมนต์ขลัง
เหมือนอาการนะจังงัง เงียบสนิท ไม่ว่าจะมาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะมาจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นลูกคู่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่อง
นะจังงังในความขลังของธนาคารแห่งประเทศไทย
ในความเห็นของ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ขณะนี้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยชัดเจนทั้ง 4 ด้าน ทั้งด้านการผลิต การใช้จ่าย การลงทุนและการส่งออก
โดยด้านการอุปโภคบริโภคและการลงทุน ตัวเลขล่าสุดขยายตัวสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดอุทกภัย ขณะที่การส่งออกและการผลิตกำลังฟื้นตัว ทำให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกและเชื่อว่าน่าจะยังขยายตัวได้ดีในระยะต่อไป
สอดรับกับ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท.
การประเมินภาพเศรษฐกิจล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปยังขยายตัวได้ดีกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ เชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะขยายตัวได้ในระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการคือ ประมาณร้อยละ 6
ยิ่งกว่านั้น สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังระบุเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2555 ขยายตัวอย่างอ่อนๆ แค่ร้อยละ 0.3
นี่ย่อมส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งไปยังประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย
นี่ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรอย่างเช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องเงียบเสียงลง
ยิ่งกว่าอาการของ "ปลาบู่ชนเขื่อน" หลายเท่า
ถึงแม้ว่าในความเห็นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 จะถือว่า
เป็น "ภาพลวงตา"
แต่ภาพลวงตานี้ก็ได้รับการยืนยันจากบอสใหญ่แบงก์กรุงเทพ ได้รับการยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ยิ่งกว่านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เกิดการขยับตัว
เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2555 ว่าจะขยายตัวติดลบร้อยละ 1.7 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ขยายตัวร้อยละ 0.3
"จึงจำเป็นต้องมีการประเมินประมาณการใหม่"
ถามว่าที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพราะอะไร เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปกระนั้นหรือ
หรือเพราะว่า 1 รากฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วขณะเดียวกัน 1 เพราะนโยบายกระตุ้นและการริเริ่มเพื่อสร้างความมั่นใจ
เป็นความมั่นใจภายในห้วงเวลา 9 เดือน
ความสำเร็จจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 1 เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องโชคช่วย
ยากเหลือเกินที่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมรับ ยากเหลือเกินที่นักวิชาการเสื้อเหลืองจะยอมรับ ยากเหลือเกินที่หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมจะยอมรับด้วยความเต็มใจ
เต็มใจว่าเป็นฝีมือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี
มิใช่เพราะปรากฏการณ์ "ปลาบู่ชนเขื่อน"
หากแต่เป็นเพราะการประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งภาคเอกชนอย่าง นายชาตรี โสภณพนิช บอสใหญ่จากแบงก์กรุงเทพ และภาครัฐอย่าง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ว่า เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
"ราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงนี้ไม่ได้มีปัญหาต่อเศรษฐกิจเนื่องจากค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นแต่รายได้ของประชาชนก็เพิ่มขึ้นด้วย ถือว่าเป็นการปรับที่มีการสมดุลกัน"
เป็นบทสรุปสั้นกระชับจาก นายชาตรี โสภณพนิช
เมื่อประสานเข้ากับบทสรุปจากที่ประชุมในการจัดทำรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ทำให้การไล่จี้จากพรรคประชาธิปัตย์ต้องคลายมนต์ขลัง
เหมือนอาการนะจังงัง เงียบสนิท ไม่ว่าจะมาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะมาจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นลูกคู่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่อง
นะจังงังในความขลังของธนาคารแห่งประเทศไทย
ในความเห็นของ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ขณะนี้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยชัดเจนทั้ง 4 ด้าน ทั้งด้านการผลิต การใช้จ่าย การลงทุนและการส่งออก
โดยด้านการอุปโภคบริโภคและการลงทุน ตัวเลขล่าสุดขยายตัวสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดอุทกภัย ขณะที่การส่งออกและการผลิตกำลังฟื้นตัว ทำให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกและเชื่อว่าน่าจะยังขยายตัวได้ดีในระยะต่อไป
สอดรับกับ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท.
การประเมินภาพเศรษฐกิจล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปยังขยายตัวได้ดีกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้ เชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะขยายตัวได้ในระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการคือ ประมาณร้อยละ 6
ยิ่งกว่านั้น สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังระบุเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2555 ขยายตัวอย่างอ่อนๆ แค่ร้อยละ 0.3
นี่ย่อมส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งไปยังประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย
นี่ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรอย่างเช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องเงียบเสียงลง
ยิ่งกว่าอาการของ "ปลาบู่ชนเขื่อน" หลายเท่า
ถึงแม้ว่าในความเห็นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่างอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 จะถือว่า
เป็น "ภาพลวงตา"
แต่ภาพลวงตานี้ก็ได้รับการยืนยันจากบอสใหญ่แบงก์กรุงเทพ ได้รับการยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ยิ่งกว่านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เกิดการขยับตัว
เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2555 ว่าจะขยายตัวติดลบร้อยละ 1.7 เมื่อสำนักงานคณะกรรมการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ขยายตัวร้อยละ 0.3
"จึงจำเป็นต้องมีการประเมินประมาณการใหม่"
ถามว่าที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพราะอะไร เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปกระนั้นหรือ
หรือเพราะว่า 1 รากฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วขณะเดียวกัน 1 เพราะนโยบายกระตุ้นและการริเริ่มเพื่อสร้างความมั่นใจ
เป็นความมั่นใจภายในห้วงเวลา 9 เดือน
ความสำเร็จจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 1 เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องโชคช่วย
ยากเหลือเกินที่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมรับ ยากเหลือเกินที่นักวิชาการเสื้อเหลืองจะยอมรับ ยากเหลือเกินที่หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมจะยอมรับด้วยความเต็มใจ
เต็มใจว่าเป็นฝีมือของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี
"ยิ่งลักษณ์" ยัน "บิ๊งบัง" ยื่น กม.ปรองดองเข้าสภาไม่เกี่ยว พท. แนะฟังเส...
26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 - 13:27
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2555
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการปรองดองเตรียมนำพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติเข้าสู่ที่ ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทางพรรคการเมืองไม่ใช่พรรคเพื่อไทย (พท.) วันนี้เรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง พท.ยังไม่มีมติจากพรรค ส่วนรัฐบาลเองต้องเร่งทำภารกิจบริหารประเทศ แต่อะไรที่จะทำให้เกิดแนวทางปรองดองก็อยากทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า แต่ทั้งนี้ กระบวนการต่างๆ ต้องไปจบที่สภาและฟังเสียงส่วนใหญ่ที่สภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่จะร่วมกันช่วยคิดและตัดสินใจ
เมื่อถามว่า การดัน พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่สภาเป็นการพยายามเร่งช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในเรื่องของการนิรโทษกรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "โฮ้...ต้องไปดูทางเนื้อหามากกว่าเพราะเชื่อว่าทุกคนต้องดูในหลักการ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมทุกคนย่อมเห็นด้วย แต่ถ้าทำเพื่อคนคนเดียวก็คงไม่มีใครที่จะมาร่วมทำงานด้วยอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ ต้องอยู่ที่กลไกของสภาที่จะมาถกเถียงกันและขอให้ช่วยกันให้แน่ใจว่าทุกอย่าง เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ที่สำคัญกระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้นต้องเกิดประโยชน์กับทุกคน และให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า"
เมื่อถามถึง พท.มองการยื่น พ.ร.บ.ปรองดองในครั้งนี้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยในส่วนของ พท. ต้องเรียนว่า เรายังไม่บอกว่ากระบวนการวิธีการคืออะไร แต่เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากเห็นความปรองดอง ความสามัคคีเกิดขึ้น อันนี้คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน ขอให้ทุกกรอบที่ทำงาน ทุกเทคนิค ทุกวิธีการก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดองที่จะเกิดขึ้นในประเทศ แต่จะเป็นวิธีการไหนเรายินดีทั้งนั้น ขอให้วิธีการนั้นเป็นการพูดคุยโดยสงบและโดยทำให้ทุกอย่างก้าวไป ซึ่งจะต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย จะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงจะไม่สำเร็จจะต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกัน
"แน่นอนว่าต่างคนต่างต้องมีความคิดและเราต้องเคารพในความคิดเห็นซึ่ง กันและกัน แต่การที่เป็นความคิดเห็นของแต่ละคนไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สังคมแตกแยก หรือสังคมขัดแย้งกัน แต่เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดที่เราควรจะนำความคิดของทุกคนมาช่วยถกและหาทาง แก้ที่เป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนส่วนใหญ่ยอมรับได้ แต่อาจจะไม่ได้ถูกใจทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าถ้าขอกันว่าให้เสียสละ ยอมรับทำงานร่วมกัน เดินไปข้างหน้าก็เชื่อว่าทุกคนจะให้ แต่ถ้าจะบอกว่าเสียสละให้ใครคนใดคนหนึ่งคงไม่มีทาง แต่จริงๆ แล้วต้องทำเพื่อประเทศ" น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการปรองดองเตรียมนำพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติเข้าสู่ที่ ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทางพรรคการเมืองไม่ใช่พรรคเพื่อไทย (พท.) วันนี้เรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง พท.ยังไม่มีมติจากพรรค ส่วนรัฐบาลเองต้องเร่งทำภารกิจบริหารประเทศ แต่อะไรที่จะทำให้เกิดแนวทางปรองดองก็อยากทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า แต่ทั้งนี้ กระบวนการต่างๆ ต้องไปจบที่สภาและฟังเสียงส่วนใหญ่ที่สภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่จะร่วมกันช่วยคิดและตัดสินใจ
เมื่อถามว่า การดัน พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่สภาเป็นการพยายามเร่งช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในเรื่องของการนิรโทษกรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "โฮ้...ต้องไปดูทางเนื้อหามากกว่าเพราะเชื่อว่าทุกคนต้องดูในหลักการ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมทุกคนย่อมเห็นด้วย แต่ถ้าทำเพื่อคนคนเดียวก็คงไม่มีใครที่จะมาร่วมทำงานด้วยอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ ต้องอยู่ที่กลไกของสภาที่จะมาถกเถียงกันและขอให้ช่วยกันให้แน่ใจว่าทุกอย่าง เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ที่สำคัญกระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้นต้องเกิดประโยชน์กับทุกคน และให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า"
เมื่อถามถึง พท.มองการยื่น พ.ร.บ.ปรองดองในครั้งนี้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยในส่วนของ พท. ต้องเรียนว่า เรายังไม่บอกว่ากระบวนการวิธีการคืออะไร แต่เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากเห็นความปรองดอง ความสามัคคีเกิดขึ้น อันนี้คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน ขอให้ทุกกรอบที่ทำงาน ทุกเทคนิค ทุกวิธีการก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดองที่จะเกิดขึ้นในประเทศ แต่จะเป็นวิธีการไหนเรายินดีทั้งนั้น ขอให้วิธีการนั้นเป็นการพูดคุยโดยสงบและโดยทำให้ทุกอย่างก้าวไป ซึ่งจะต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย จะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงจะไม่สำเร็จจะต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกัน
"แน่นอนว่าต่างคนต่างต้องมีความคิดและเราต้องเคารพในความคิดเห็นซึ่ง กันและกัน แต่การที่เป็นความคิดเห็นของแต่ละคนไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สังคมแตกแยก หรือสังคมขัดแย้งกัน แต่เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดที่เราควรจะนำความคิดของทุกคนมาช่วยถกและหาทาง แก้ที่เป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนส่วนใหญ่ยอมรับได้ แต่อาจจะไม่ได้ถูกใจทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าถ้าขอกันว่าให้เสียสละ ยอมรับทำงานร่วมกัน เดินไปข้างหน้าก็เชื่อว่าทุกคนจะให้ แต่ถ้าจะบอกว่าเสียสละให้ใครคนใดคนหนึ่งคงไม่มีทาง แต่จริงๆ แล้วต้องทำเพื่อประเทศ" น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ
- ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด
- → ดูประวัติผู้ใช้: กระทู้: แลงดอน
- Privacy Policy
- กฎการใช้งานเว็บบอร์ด ·





Find content