Jump to content


mabilar

เป็นสมาชิกตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2552
ออฟไลน์ เข้าใช้งานครั้งล่าสุด: 26 พฤศจิกายน 2555 22:25
-----

Posts I've Made

In Topic: ข้อเท็จจริงคดีหมิ่นของอากง

5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 22:04

เรียงลำดับเหตุการณ์จากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ต่อศาล


1. เบอร์ xxxxx15> เลขานุการนายกฯ อภิสิทธิ์ [ได้รับ SMS 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 9,11,12,22 พ.ค.]

2. เลขาฯ > ตำรวจ [แจ้งความ]

3. ตำรวจ > [ตรวจสอบข้อมูลพบเป็นเบอร์ของ DTAC ไม่จดทะเบียน จึงไม่สามารถตรวจสอบชื่อ
เจ้าของเบอร์ได้ว่าเป็นใคร]

4. ตำรวจ > DTAC [ตรวจสอบพบว่าเบอร์ xxxxx15 ไม่มีการใช้งานตั้งแต่ 23 พ.ค.53]

5. ตำรวจ > DTAC [ขอ log file ของเบอร์ xxxxx15 เพื่อตรวจสอบหาหมายเลขเครื่อง(EMEI) และ
การติดต่อกับบุคคลอื่น ทั้งนี้ ใน log file จะประกอบด้วย
รายการโทรเข้าออก วันที่ เวลา ระยะเวลาการโทร EMEI ที่ตั้งเสาสัญญาณ ฯ ]

6. ตำรวจ > DTAC, AIS, TRUE [แขวน EMEI หมายถึงการนำอีมี่เป้าหมาย ในกรณีนี้คืออีมี่ของ
เครื่องเบอร์ xxxxx15 ไปให้ทุกบริษัทตรวจสอบในระบบของแต่
ละค่ายว่าพบเบอร์อื่นใดที่มี EMEI หรือเลขประจำเครื่องตรงกันหรือไม่]

7. ตำรวจ > TRUE [พบว่ามีอีมี่เป้าหมายที่บริษัททรู คือ หมายเลข xxxxx27]

8. ตำรวจ > TRUE [ขอ log file ของเบอร์ xxxxx27 และพบว่ามีการติดต่อกับเบอร์ต่างๆ โดยมีเบอร์
xxxxx00 โทรเข้าบ่อย และเบอร์ดังกล่าวเป็นเบอร์จดทะเบียน]

9. ตำรวจ > เจ้าของเบอร์ xxxxx00 [เรียกเจ้าของเบอร์ (ซึ่งเป็นลูกสาวนายอำพล) มาสอบถามได้ความว่าเบอร์ xxxxx27 เป็นเบอร์ของอำพล/บิดา]

10. ตำรวจ > อำพล [เจ้าหน้าที่กว่า 10 นายจากหลายหน่วยงาน บุกจับกุมตัวจำเลยที่บ้านเช่าย่านสำโรง พร้อมกองทัพนักข่าว]


อันนี้เป็นเรื่องราวการดำเนินคดีของอากงครับ โดย คุณลำตะคอง

In Topic: ข้อเท็จจริงคดีหมิ่นของอากง

5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 - 22:00

ความคิดเห็นส่วนตัว
ผมเห็นด้วยกับเจ้าของบทความครับ ว่างานนี้ ทนายความของอากงต้องการเอาอากงเป็นเหยื่อเพื่อสังเวยมาตรา112 เพราะผมเคยมีคดีความเหมือนกันครับ ช่วงที่ดวงกำลังตก555 ทั้งถูกฟ้องและฟ้องคนอื่นมั่วไปหมดเลยตอนนั้น แต่เหตุการณ์นั้นก็เลยทำให้ ผมพอจะทราบวิธีการทำงานของทนายครับ

ถ้าทนายมีความจริงใจกับลูกความ ในกรณีที่สู้ไม่ได้แน่นอน เพราะฝ่ายตรงข้ามมีพยาน หลักฐานแน่นหนา เขาจะแนะนำให้ยอมรับผิดไปเลย เพื่อให้ได้รับโทษเบาที่สุด อาจจะมีการต่อรองกับคู่กรณี,อัยการและร้องขอต่อศาลในบางกรณีเพื่อให้ลูกความรับโทษน้อยที่สุด ในกรณีของอากงมันชัดอยู่แล้วเพราะหลักฐานพยานแน่หนา แต่ทนายกลับสู้และสู้แล้วก็แพ้ทุกกระทงจนทำให้อากงต้องติดคุกถึง20ปี

ผมวิเคราะห์ว่า แผนการของทนายก็คือ ต้องการให้อากงสู้คดีและทุกคดีต้องแพ้ให้หมดและต้องแพ้แบบราบคาบด้วยเพื่อให้รับโทษมากที่สุด(20ปีของอากง มาจากหลายกระทงรวมกัน และแพ้ทุกคดีครับ) หลังจากนี้นก็นำ กรณีของอากงมาเป็นประเด็นว่า แค่หมิ่นนิดเดียวแต่ติดคุกตั้ง20ปี แล้วก็เรียกร้องให้แก้ไข มาตรา112 เพราะมันรุนแรงเกินไป ผมขอตังข้อสังเกตุดังนี้ครับ

1 พยาน หลักฐานของอัยการแน่นหนามาก ทางที่ดีจำเลยควรจะยอมรับผิดเพื่อจะได้รับโทษให้เบาที่สุด แบบที่ สุวิชา ท่าค้อและ สุชาติ นาคบางไทรทำ แต่กลับเลือกจะสู้คดีและสู้แบบหัวชนฝาด้วย

2 ปกติเวลาสู้คดีกัน ผู้กล่าวหาต้องแจ้งผู้ถูกกล่าวหาว่า เขาฟ้องด้วยข้อหาอะไร มีเหตุผลใดประกอบรวมถึงหลักฐานสนับสนุนมาให้ทนายของจำเลยทราบ เพื่อให้ฝ่ายจำเลยเตรียมตัวตั้งรับได้ถูกต้อง นั่นหมายความว่า ทนายต้องรู้อยู่แล้วว่า อัยการมีหลักฐานอะไรในมือ แต่กลับเตี๊ยมให้อากงให้การขัดกับหลักฐานของอัยการ จนต้องกลับคำการไปมาหลายครั้ง นอกจากนี้ พยานของฝ่ายจำเลยยังมีแต่ลูกหลานของจำเลย ซึ่งในการว่าความแล้วพยานแบบนี้ ศาลจะให้ความสำคัญน้อยมากอย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้จริงๆ ผมยืนยันได้ แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปชนะครับ
ป.ล. ทนายของอากงคือ อานนท์ นำภา มีฉายาว่า "ทนายดราม่า" แดงเต็มตัวครับ