บ้านร๊าวววววว แส๊นนนนสุขจ๊ายยยยยยย กรู๊วววววววววววววววววววววๆๆๆๆ
โดย หงส์เฒ่าเสาร์ธรรม
on 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 - 17:06
โดย yenmanovic
on 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 - 20:10
โดย Hilton(ปาล์มาลี)
on 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 - 18:07
โดย OSR
on 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 23:27
พระพุทธศาสนา คือการคลำช้างทั้งตัวแล้วบอกว่านี่คือช้างครับ ไม่ใช่คลำหางแล้วบอกช้าง คลำขาแล้วบอกช้าง คลำหูแล้วบอกช้าง เป๋็นต้น
ชอบความเห็นของคุณ @Live ครับ ด้วยความจริงใจ
ผมชอบ พุทธศาสนา เพราะ พุทธเป็นวิทยาศาสตร์ ครับ
การค้นพบ ทฤษฏีควอนตัม ทำให้ พุทธศาสนา กับ วิทยาศาตร์ ใกล้ชิดกัน อย่างเหลือเชื่อ
ยิ่งนับวัน ยิ่งได้รับการตอบรับ จากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก จนแทบจะหมดข้อสงสัยกันแล้ว
จากผลการทดลอง ควอนตัม ยืนยันว่าจักรวาลไม่มี ทวิภาวะ ตรงกับ ที่พุทธศาสนาบอกเราว่า
ที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ไม่ได้มีอยู่จริง เวลา เป็นตัวการ ทำให้เกิด ทวิภาวะ ทวิภาวะ ทำให้เกิด มายา
มายา ทำให้เกิด ความหลง ความหลง ทำให้เกิด อวิชชา >>> วงจรปฎิจสมุทบาท
นักวิทยาศาตร์ งงมาก เหมือนโดนผีหลอก กับสภาพทวิภาวะ ที่มันสลับไปมาระหว่าง คลื่นกับอนุภาค
สรุป ควอนตัม ไม่เข้าใจเรื่อง ทวิภาวะ เลยได้ประโยชน์แค่เอาไปต่อยอด สร้างสิ่งประดิษฐุ์ต่างๆ
ส่วน พุทธศาสนา ไม่งงครับ ทุกอย่างอธิบายได้ อย่างแจ่มแจ้งทะลุปรุโปร่ง เจาจงฟันธงได้เลย
ว่า นาม-รูป นั่นแหละคือ ทวิภาวะ นั่นเอง ใครเข้าใจเรือง นาม-รูป ก็จะเข้าใจควอนตัวได้ไม่ยาก
เมื่อมีนามเป็น ผู้สังเกตุ สิ่งที่ถูกสังเกตุ ก็คือ รูป ผู้สังเกตุคือ คลื่น สิ่งที่ถูกสังเกตุคือ อนุภาค
ถูก-ผิด ยังไง ผมมิบังอาจรับรองตัวเอง แค่แสดงความเห็นอย่างซื่อๆ ไม่ได้จำขี้ปากใครมา
ถ้า จขกท. เห็นว่า ความเห็นผมเป็น มิจฉาทิฐิ ก็ตักเตือนกันได้นะครับ ยินดีรับฟังครับ
โดย wat
on 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 21:32
พระพุทธศาสนา คือการคลำช้างทั้งตัวแล้วบอกว่านี่คือช้างครับ ไม่ใช่คลำหางแล้วบอกช้าง คลำขาแล้วบอกช้าง คลำหูแล้วบอกช้าง เป๋็นต้น
แหะ-แหะ-แหะ ลึกซึ้ง เหลือเกินครับ คุณ @Live ครับ
![]()
ไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจถูกต้องสิ่งที่ คุณ @Live ต้องการที่จะสื่อหรือไม่
หากเข้าใจไม่ผิดคิดว่า ต้องการสื่อถึง บริบท ของ พุทธศาสนา อันได้แก่
พระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์, อุบาสก-อุบาสิกา ทั้ง รูปธรรม-นามธรรม ใช่ไหมครับ?
ตะนิ่นตาญี
ปฏิจจสมุปบาท
จำเขามาครับ
คุณ chaidan กำลัง พูดถึง ทุกข-เวทนา-สังขาร ตะนิ่นตาญี เข้าใจ ถูกไหมครับ?
ตะนิ่นตาญี
ขออนุญาตรวบตอบทีเดียวขอรับ... พุทธะแปลว่ารู้แจ้งขอรับ พระศาสดาตรัสไว้ว่าพระองค์คือพุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นแล้วจากอวิชชาทั้งปวง พุทธศาสนาจึงเป็นศาสตร์ของการรู้แจ้งของโลกนี้และโลกอื่นๆ... ตามคำตรัสสอนชี้ทางของพระศาสดาขอรับ...
... เพราะพระศาสดาได้อุบัติขึ้นมาเพื่อตรัสรู้ใน "อริยสัจ" นั่นคือความจริงสี่ประการ ซึ่งในความจริงสี่ประการนั้นมีเหตุเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ตามเหตุปัจจัยอันเป็นหัวใจของอริยสัจคือ "ปฏิจจสมุปบาท" และ "กฎอิทัปปัจยตา" อันเป็นกระบวนการอธิบายถึงสมุทัย และนิโรธ (เกิดและดับ) มาจากเหตุปัจจัยใด... ซึ่งเป็นสิ่งที่พระศาสดาตรัสรู้และรู้ได้ถึงหนทางที่พระองค์ดำเนินปฏิปทามาจนตรัสรู้ได้ก็คือ "มรรค" นั่นเองขอรับ...
นี่คือพุทธในความยึดมั่นของกระพ๊มวันนี้ขอรับ...
โดย wat
on 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 21:23
คุณ chaidan กำลัง พูดถึง ทุกข-เวทนา-สังขาร ตะนิ่นตาญี เข้าใจ ถูกไหมครับ?
ตะนิ่นตาญี
ฟังเทศน์หลวงพ่อเลยครับ
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง
![]()
พระอาจารย์ผู้ชี้ทางสว่างให้กระพ๊มเลยขอรับ... ดังพระสูตรหนึ่งที่ว่า... "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระองค์ประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปไปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า คนมีตาดีจักได้เห็นรูป ดังนี้… ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพเจ้าว่า เป็นผู้ถึงสรณะ ตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป" ขอรับ...
โดย กีรเต้
on 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 20:52
คุณ chaidan กำลัง พูดถึง ทุกข-เวทนา-สังขาร ตะนิ่นตาญี เข้าใจ ถูกไหมครับ?
ตะนิ่นตาญี
ฟังเทศน์หลวงพ่อเลยครับ
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง
โดย ตะนิ่นตาญี
on 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 20:49
พระพุทธศาสนา คือการคลำช้างทั้งตัวแล้วบอกว่านี่คือช้างครับ ไม่ใช่คลำหางแล้วบอกช้าง คลำขาแล้วบอกช้าง คลำหูแล้วบอกช้าง เป๋็นต้น
แหะ-แหะ-แหะ ลึกซึ้ง เหลือเกินครับ คุณ @Live ครับ
ไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจถูกต้องสิ่งที่ คุณ @Live ต้องการที่จะสื่อหรือไม่
หากเข้าใจไม่ผิดคิดว่า ต้องการสื่อถึง บริบท ของ พุทธศาสนา อันได้แก่
พระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์, อุบาสก-อุบาสิกา ทั้ง รูปธรรม-นามธรรม ใช่ไหมครับ?
ตะนิ่นตาญี
ปฏิจจสมุปบาท
จำเขามาครับ
คุณ chaidan กำลัง พูดถึง ทุกข-เวทนา-สังขาร ตะนิ่นตาญี เข้าใจ ถูกไหมครับ?
ตะนิ่นตาญี
โดย เพื่อนร่วมชาติ
on 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 11:44
แบนสื่ออย่างเดียวก็ได้แค่วิธีการเชิงรับ ไม่พอจะถอนรากลัทธิทักษิณ
คสช. เวลานี้มีข้อมูลดี ๆ สำคัญ ๆ มากมาย ต้องรู้จักเล่นกับสื่อ ใช้วิธีการเชิงรุก ให้ข่าวมากกว่านี้
เช่น
จำนำข้าวเละเทะแค่ไหน เละเทะอย่างไร ใครเกี่ยวข้องบ้าง
อาวุธที่จับได้ ผู้ครอบครองเกี่ยวโยงถึงใคร โยงกับคดีไหน
คนที่ถูกเรียกตัวคนไหนที่เคยก่อปัญหา ก่อปัญหาอย่างไร โยงใยกับนักการเมืองคนไหน โกหกตอแหลไว้อย่างไร
โครงการไหนที่เร่งเดินหน้า เดินหน้าเพราะอะไร จำเป็นอย่างไร
โครงการไหนชะลอ หรือเลิก เพราะมันมีปัญหาอย่างไร เสียหายอย่างไร
โดย คนไทยคนหนึ่ง
on 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 19:00
โดย น้องจุบุจุบุ
on 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 17:07
ผมว่าบ้านเรามีแนวทางหาเงินมากกว่าที่จะมาง้อกับนักลงทุนเพียงอย่างเดียว
เช่นการท่องเที่ยว อาหาร สินค้าเกษตร สนับสนุนให้ถูกจุดจะได้ไม่ต้องไปง้อนักลงทุนมาก
ถ้าอยากจะสนับสนุนนักลงทุนก็ไปปรับทาง boi ให้มันดึงดูดแทนที่จะมานั้งลดกรอบภาษี
แนวคิดแบบที่ว่ามาไม่รู้ว่าเคยเป็นใหญ่ได้โดยจับฉลากรึเปล่า
ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนว่า สนับสนุนคนรวยแล้วมารีดเอากับคนจนชัดๆ
ถ้าเป็นผมนะ จะกลับไปใช้ฐานภาษีแบบเดิม[สูงสุด 37%] คงvat 7% ไปก่อนจนกว่าเศรษฐกิจจะเข้าที่
แล้วจะเพิ่มค่าต่างๆที่หักภาษีได้ตามที่ GOD_satan เขียนไว้ก็น่าสนใจแต่ผมคงต้องจำกัด
ว่าต้องรายได้ไม่เกิน 300000 บาทเท่านั้นเพราะสูงกว่านี้ผมถือว่ารายได้เยอะแล้วน่าจะมีจ่าย
แล้วก็จะหาแหล่งเงินทางอื่นเข้ามาแทน
โดย sorrow
on 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 17:21
แล้วเรื่อง ภาษีนิติบุคคล 20 % ถาวรล่ะครับ คิดเห็นกันยังไงครับ ?
ผมว่าบ้านเรามีแนวทางหาเงินมากกว่าที่จะมาง้อกับนักลงทุนเพียงอย่างเดียว
เช่นการท่องเที่ยว อาหาร สินค้าเกษตร สนับสนุนให้ถูกจุดจะได้ไม่ต้องไปง้อนักลงทุนมาก
ถ้าอยากจะสนับสนุนนักลงทุนก็ไปปรับทาง boi ให้มันดึงดูดแทนที่จะมานั้งลดกรอบภาษี
แนวคิดแบบที่ว่ามาไม่รู้ว่าเคยเป็นใหญ่ได้โดยจับฉลากรึเปล่า
ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนว่า สนับสนุนคนรวยแล้วมารีดเอากับคนจนชัดๆ
ถ้าเป็นผมนะ จะกลับไปใช้ฐานภาษีแบบเดิม[สูงสุด 37%] คงvat 7% ไปก่อนจนกว่าเศรษฐกิจจะเข้าที่
แล้วจะเพิ่มค่าต่างๆที่หักภาษีได้ตามที่ GOD_satan เขียนไว้ก็น่าสนใจแต่ผมคงต้องจำกัด
ว่าต้องรายได้ไม่เกิน 300000 บาทเท่านั้นเพราะสูงกว่านี้ผมถือว่ารายได้เยอะแล้วน่าจะมีจ่าย
แล้วก็จะหาแหล่งเงินทางอื่นเข้ามาแทน
ภาษีนิติบุคคลนี่ก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่งนะครับ ถึงเวลาทำบัญชีจะคิดภาษีจากกำไรก็ตาม
หลายประเทศในอาเซียนเก็บภาษีนิติบุคคลในอัตราต่ำกว่าร้อยละ 30 ที่บ้านเราเก็บกันอยู่เดิม
ต้นทุนรวมๆ ของบริษัทฯ ในประเทศพวกนี้มักจะถูกกว่าของเรา
ผมมองว่าภาษีนิติบุคคลที่ไม่แพงเกินไปนี่จะช่วยให้เราแข่งขันกับธุรกิจแบบเดียวกันจากประเทศอื่นได้ง่ายขึ้น
โดย ramboboy26
on 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 15:51
ตีเหล็กต้องตีตอนนี้หละ ตีตอนร้อน ๆๆๆ
ด้วยระบบภาษีปัจจุบันนั้น ล้าหลัง ขาดความเป็นธรรมกับมนุษย์เงินเดือนอย่างมากคนกินเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้น้อย และต้องเสียภาษีเต็มที่ แต่ผู้ประกอบการหลายรายสามารถเลี่ยงภาษีได้เพราะเงินได้ไม่อยู่ในข่ายต้องหัก ณ ที่จ่าย ทำให้แจ้งเงินได้ไม่ครบ หรือเลี่ยงภาษีได้กรรมจึงตกกับชนชั้นกลางที่ต้องเสียเต็ม ๆ อีกทั้ง ระบบภาษีไม่สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพและเศรษฐกิจในขณะปัจจุบันด้วยเช่น1.หักค่าใช้จ่ายรายปีได้ไม่เกิน 60000 บาทไม่ว่าจะหามาได้เท่าไหร่ กรมสรรพากรให้ใช้ได้เท่านี้และใช้อัตรานี้มาเกิน 20 ปีแล้ว ปัจจุบันควรเพิ่มค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตามรายได้ที่เขาหามาได้ และจำกัดเพดานให้สูงขึ้นเช่น 300,000 บาทต่อปี2.ค่าเลี้ยงดูบุตร ก็เช่นกัน ให้เลี้ยงได้แค่ 17000 บาท/ปีใช้ตัวเลขนี้มา 20 ปีแล้วเช่นกัน เอาปีละ 50000 บาทก็ยังดี3.ค่าเลี้ยงดูบุพพการี ให้ได้แค่ 30000 บาท/ปี ทั้งที่คนอายุมากมีโรคภัยไข้เจ็บตั้งเยอะแยะ เอาปีละ 60000 บาท4.ค่าเลี้ยงดูภรรยา อันนี้ควรปรับเลย อันนี้ตัวกินเงินเลยเอาไปเลยปีละ 100000 กรณีที่ไม่มีรายได้ แต่ถ้ามีรายได้ ไม่ให้เอามาหัก5.ค่าเล่าเรียน รัฐพยายามบอกว่าปัจจุบันการเรียนมันฟรี ถ้ามั่นใจเช่นนั้นอย่าให้มีการหักลดภาษีส่วนนี้เลย แต่ในความเป็นจริง ทุกโรงเรียนหาช่องว่างในการเก็บเงินจากผู้ปกครองเทอมนึงร่วมหมื่นถึงหลานหมื่นรัฐควรเข้าไปจัดการว่าจะเอายังไงกับระบบการศึกษา
ถ้าได้ตามนี้ vat 10% ก็ยอมครับ
Community Forum Software by IP.Board 3.4.6
Licensed to: serithai.net