Jump to content


isa

เป็นสมาชิกตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2551
ออฟไลน์ เข้าใช้งานครั้งล่าสุด: 16 พฤษภาคม 2557 14:07
-----

Posts I've Made

In Topic: ทำไมถึงมีคนสนับสนุนให้ทำแท้ง?

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 - 20:26

สำหรับความเห็นของผม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความเสื่อมและความเพี้ยนของสังคมปัจจุบันครับ

 

ทำไมถึงต้องทำแท้ง ก็เพราะมีท้อง ทำไมถึงมีท้อง ก็เพราะมีเพศสัมพันธ์ และที่ต้องทำแท้งเพราะมีเพศสัมพันธ์โดยที่ยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบชีวิตคนทั้งชีวิต

 

ก็ต้องไปตั้งคำถามใหม่ว่า "เรื่อง Sex กลายเป็นความบันเทิงของคนทั่วไปตั้งแต่เมื่อไหร่?"

 

ผมไม่คิดว่าแต่เดิมที Sex จะถูกใช้เพื่อความบันเทิงสำหรับคนทั่วไปนะ เพราะ Sex เป็นเรื่องที่สัมพันธ์โดยตรงกับการสืบเผ่าพันธ์ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ และเกี่ยวพันกับภาระหน้าที่ต่างๆมากมายของเจ้าตัวและของครอบครัวในการเลี้ยงดูทายาทคนใหม่ที่อาจจะเกิดมา ตลอดจนญาติกลุ่มใหม่ๆที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยผ่านการแต่งงาน และในยุคไม่กี่สิบปีก่อน คนเรายังไม่ค่อยรู้จักการคุมกำเนิด เรียกว่าเสียบเข้าไปเมื่อไหร่ โอกาสท้อง 50/50 ดังนั้นแม้ Sex จะเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ แต่ผมไม่คิดว่าการ Sexual Intercourse จะเป็นความบันเทิงสำหรับคนทั่วไป เว้นแต่คนเจ้าชู้ไร้ความรับผิดชอบ คนไม่มีความคิด และคนที่ฐานะมั่งคั่งพอที่จะ Support เมียหรือทายาทได้ทีละหลายๆคน

 

และเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการนี้จะไม่ถูกละเมิด สังคมถึงต้องสร้างค่านิยม ขนบประเพณีหลายๆอย่างมาช่วยปกป้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาพรหมจรรย์ เพื่อให้แน่ใจว่าทายาทที่กำเนิดมา และตระกูลนั้นต้องเลี้ยงดูรับผิดชอบ จะเป็นทายาทแท้จริง ไม่ใช่กาฝากนอกตระกูลที่จะสร้างความวุ่นวายสับสนในอนาคตทั้งต่อวงศ์ตระกูล ทั้งต่อตัวเด็ก

 

 

การที่สังคมสมัยก่อนไม่ค่อยมีการทำแท้ง เพราะเขาไม่ฝ่าประเพณีกันไงครับ ถ้ามีการฝ่ากันก็คือรักกันจริงแต่พ่อแม่ไม่ยอมรับ ถึงต้องพากันหนี แล้วค่อยอุ้มหลานไปกราบขอขมาพ่อตาแม่ยายทีหลัง อีกอย่าง คนสมัยก่อนเขารู้จักบาปบุญคุณโทษ เขาไม่ทำแท้งกันหรอกครับ ถ้าจะมีทำ ก็อยู่เฉพาะในหมู่ผู้หญิงขายตัวจำนวนน้อยในสังคมเท่านั้น ไม่ใช่ในสังคมปกติ

 

 

เป็นความไร้ความรับผิดชอบของสื่อปัจจุบันหรือเปล่า ที่สร้างภาพให้ Sex กลายเป็นความบันเทิงที่ใครก็ได้สามารถเข้าถึงได้ แม้จะเป็นเด็กวัยรุ่นที่ยังรับผิดชอบตัวเองก็ยังไม่ได้ โดยตัดภาพเรื่องของภาระสังคมที่อาจจะตามมาไปโดยสิ้นเชิง

 

อย่างหนังเรื่อง Hormone ที่เป็นที่ถกเถียงกัน ผมก็ไม่เห็นด้วยกับผู้กำกับนะ แน่นอนว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามี Sex ในเด็กวัยเรียนจริง แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มีนักเรียนมัธยมใจแตกเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อโรงเรียนเท่านั้น ที่มีเพศสัมพันธ์กันในวัยเรียน และปกติทางโรงเรียนหรือครอบครัวก็ควรสามารถที่จะจัดการกับมันแบบ Case by Case ได้ แต่พอพวกสื่อยกมันขึ้นมาอยู่หน้าฉาก  ราวกับมันเป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็ทำกัน มันก็จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคม ซึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กที่เคยอยู่พ้นเส้นมาตรฐานให้ต่ำลงไป ผลก็คือโรงเรียนและครอบครัวต้องรับมือกับปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเพิ่มมากกว่าเดิม และแน่นอนว่าเมื่อมาตรฐานกลางมันต่ำลง พฤติกรรม Bottom line ที่มันเคยเลวร้ายอยู่แล้ว มันก็จะยิ่งตกต่ำเลวร้ายลงกว่าเดิม นั่นแหละคือสิ่งที่เหล่าครูเขากลัวกัน และเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าสังคมไทยคือสังคมเลียนแบบกันแบบไม่ค่อยมีความคิดเท่าไหร่หรอก

 

ดังนั้นการสนับสนุนให้ทำแท้งกันโดยเสรี ก็เท่ากับว่าเราสนับสนุนให้เด็กมี Sex กันโดยไร้ความรับผิดชอบ ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย ซึ่งการมี Sex กันโดยอายุยังน้อย รับผิดชอบตัวเองไม่ได้ แถมไม่ป้องกัน แค่นี้มันก็สะท้อนความไม่รับผิดชอบพออยู่แล้ว และการทำแท้ง มันก็คือการ "ฆ่าคน" ดีๆนี่เอง ดังนั้นคนที่ทำแท้งได้โดยไม่รู้สึกอะไร โดยเฉพาะฝั่งผู้หญิง (เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง) ผมก็ไม่ชัวร์กับมาตรฐานคุณธรรมในจิตใจเท่าไหร่หรอกนะ ลองคิดดูแล้วกันว่าอนาคตที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อชีวิตคนอื่น จะเป็นอย่างไร

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดก็คือ การโยนกลองความผิดพวกนี้ให้ผู้ชาย ผู้ชายที่ให้เกียรติผู้หญิงก็มีอยู่มากมาย แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว คนที่ตัดสินใจมี Sex กับผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบก็คือตัวผู้หญิงเองไม่ใช่หรือ แถมมีข้อมูลสนับสนุนด้วยซ้ำว่า ผู้หญิงจะไม่ค่อยเลือกผู้ชายที่สงวนท่าที แต่จะเปิดใจให้ผู้ชายที่เจ้าชู้มากกว่า เพราะท่าทีชัดเจนกว่า และแน่นอนว่าเรื่องคุยเรื่องเข้าหาผู้หญิงก็จัดเจนกว่าด้วย ดังนั้นถ้าจะป้องกัน คนในอดีตเขาทำถูกแล้วที่ให้ไปป้องกันที่ผู้หญิง เพราะเขารู้ว่าผู้ชายดีๆ มันคิดเยอะอยู่แล้วก่อนจะมีอะไรกับผู้หญิงสักคน แต่ผู้ชายเจ้าชู้ มันมาเพื่อสิ่งนี้อยู่แล้ว เวลาเขาสอน ผู้ชายกับผู้หญิงสมัยก่อนเขาถึงสอนต่างกัน เวลาสอนผู้หญิง เขาจะสอนให้รับผิดชอบ ดูแลตัวเอง แต่สอนผู้ชาย เขาจะสอนให้รับผิดชอบคนอื่น (เว้นในครอบครัวคนจีนบางบ้านที่มองลูกชายเป็นเทพฯนะ)

 

ไม่รู้นะ เวลาที่เห็นครอบครัวที่มีลูกสาว เลี้ยงดูลูกแบบทำใจว่า ก็เลี้ยงเท่าที่จะทำได้ อะไรจะเกิดก็ต้องให้เกิด แล้วค่อยมาปะรอยร้าวกัน แล้วก็รู้สึกหดหู่ว่าสังคมเราทุกวันนี้มันมาถึงจุดนี้ได้ไง  -_-


In Topic: รอยเตอร์ด่าเจ็บ ยิ่งลักษณ์กดปุ่มทำลายตัวเอง และปรากฏการณ์ลูกบอลหิมะ

3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 - 12:06

แต่ในภาพรวมของข่าวนี้ รอยเตอร์ก็ยังติดหล่มตัวเองอยู่เลยนี่ครับ

แหล่งข่าวก็เป็นพวกเสื้อแดงล้วนๆ แล้วก็ยังติดภาพว่าม็อบเป็นพวกชนชั้นกลางมีฐานะในกรุงเทพฯ

 

ผมว่าฝ่ายสื่อสารของกปปส.ต้องทำงานหนักกว่านี้นะ


In Topic: คนขับแท็กซี่ 20,000 คันเสี่ยงโดนยึด-ไร้เงินผ่อน

3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 - 11:45

ราวสองปีก่อนที่ผมจะรำคาญแท็กซี่แดงจนต้องซื้อรถมาขับเอง ผมก็นั่งแท็กซี่ประจำอยู่ทุกวัน

แยกออกเลยว่าแท็กซี่คันไหนประสบความสำเร็จในอาชีพ คนไหนไม่

 

คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ พวกนี้จะพยายามถอยรถเองกันทุกคน

เพราะค่าเช่ากับค่าผ่อนแทบไม่ได้ต่าง แต่ถ้าคุณมีรถของคุณเอง คุณมีสิทธิ์เก็บผู้โดยสารในชั่วโมงเร่งด่วน

ทั้งช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ  ขณะที่พวกเช่าขับกะ จะเก็บได้อย่างมากก็แค่สองช่วง แล้วเขาจะรู้ด้วยว่า

ช่วงไหนจะมีผู้โดยสารแบบไหน อย่างช่วงเช้าจะเป็นพวกนักเรียน พนักงานบริษัท ช่วงสายกับบ่าย เป็นพวกเซลส์

แล้วก็อาจมีพนักงานบริษัทแว้บหนีเข้าห้างมากินข้าวเที่ยง ช่วงเย็นก็พนักงานบริษัทกลับบ้าน ช่วงค่้ำ

เตรียมไปหน้าห้าง หน้าโรงหนัง หรือแหล่งบันเทิง ฯลฯ

 

 

พวกนี้จะรู้ลู่ทางถนนดีมาก แต่งตัวสุภาพ พูดจาสุภาพ และมีนามบัตร และที่สำคัญก็คือจะเป็นสมาชิก

วิทยุแท็กซี่ เพราะทำให้เขาวางแผนเส้นทางรับลูกค้าได้ง่ายขึ้น และเมื่อพูดจาสุภาพ ทำตัวให้น่าไว้วางใจ

ก็จะได้ลูกค้าประจำ โดยเฉพาะบ้านคนชั้นกลางที่มีรถคันหรือสองคัน แต่ไม่มีปัญญาจ้างคนขับรถประจำ

ก็อยากได้แท็กซี่ที่ไว้ใจได้มาขับส่งลูกหลานไปเรียน ตัวเองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเองอยู่แล้ว 

ดังนั้นลูกค้าประจำไม่ได้หายากมากมาย ช่วงเช้าได้ลูกค้าประจำสองสามราย ก็คุ้มค่าแก๊สแล้ว ส่วนที่เหลือก็กำไรล้วนๆ

 

นอกจากนี้เขาก็รับงานลูกค้าประจำออกต่างจังหวัดด้วย อาทิตย์นึงออกครั้งสองครั้งก็เท่ากับได้โบนัสพิเศษ

บางคนถึงกับออกรถคันที่สอง ให้พี่น้องช่วยขับก็มี และบางคน มีเมียอยูต่างจังหวัด มีรายได้มาก็ส่งให้พ่อตาแม่ยาย

ปลูกพืชยืนต้นบ้าง ทำบ่อเลี้ยงปลาบ้าง ไม่ให้อยู่เฉย ผมก็เห็นว่าเขามีความสุขกับงานของเขาดีนะ

เคยเลียบๆเคียงๆถามคนขับคนหนึ่งเรื่องม็อบ เขาหัวเราะแล้วบอกว่า จะม็อบแดงหรือม็อบเหลืองน่ะ ผมไปทั้งสองม็อบแหละ

ผมทำมาหากิน ไม่เข้าข้างใคร มีม้อบแหละดี เรารู้จุดหมายว่าเขาจะไปที่ไหน แล้วขากลับออกมา เราก็ได้คนติดออกมาทุกครั้ง

ฟังแล้ว อืมม์...พี่เค้าเป็นมืออาชีพจริงๆ

 

ในทางตรงกันข้าม แท็กซี่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็อย่างที่เห็นแหละครับ ถนนก็ไม่รู้จ้ก ขนาดปรินท์แผนที่ให้ดุยังต้องลุ้น

มีทัศนคติลบต่ออาชีพ ต่อผุ้โดยสาร บ้าเปิดวิทยุแดงที่มีแต่ยุให้คนฆ่ากัน โก่งราคา จ้องรับแต่ฝรั่ง ใกล้ไม่ไป ไกลไม่ไป ฝนตกไม่ไป

พูดจาหยาบคาย หน้าหม้อจ้องจะล่อผุ้โดยสาร ขี้เกียจ ฝนตั้งเค้านิดหน่อยก็หนีเข้าบ้านไม่รับผู้โดยสาร ไม่มี Service Mind
ฯลฯ พวกนี้เป็นส่วนใหญ่ของแท็กซี่ที่ขับๆกันอยู่ในปัจจุบัน 

 

โดยทั่วไปแท็กซี่ศูนย์จะเจอพวกแบบแรกเยอะ แต่แท็กซี่จรส่วนนใหญ่จะเป็นแบบที่สองครับ  -_-


In Topic: เห็นโปสการ์ดใบนี้แล้วสะดุ้ง ตกลงคนทำต้องการอะไรเนี่ย

13 มกราคม พ.ศ. 2557 - 11:23

243984ae9.jpg

ไม่รู้ว่าอาจารย์คนนี้เคยชายตามองตรามหาวิทยาลัยบ้างหรือเปล่า ว่ามันคือตราธรรมจักร 

รัฐธรรมนุญที่อยู่ในพานก็หมายถึงการปกครอง เมื่อรวมกันก็คือการปกครองโดยมีธรรมกำกับ

 

ในอดีตวิชาปกครองจะถูกเรียกว่าวิชาพระธรรมศาสตร์ ซึ่งรวมเอาทั้งวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์เข้าด้วยกัน

พร้อมทั้งสอนธรรมะของผู้ปกครองไปด้วยพร้อมๆกัน คนที่จบมาจึงเป็นคนเต็มคน มีความรู้ทางโลกและมีความรู้ทางธรรม

สร้างความสุขให้ผู้อยู่ใต้ปกครอง และสร้างความเจริญแก่แผ่นดิน

 

แต่ปัจจุบันแยกรัฐศาสตร์ออกจากนิติศาสตร์ ซ้ำยังแยกธรรมะออกจากการศึกษา

จึงผลิตคนที่มีแต่ข้อมูลจากหนังสือสักว่าจำใส่หัว วิชานิติศาสตร์ก็เอาไว้รับใช้คนรวยที่ทำผิดกฎหมาย

วิชารัฐศาสตร์ก็เอาไปประสานผลประโยชน์กับนักกินเมือง

 

...และคำว่า "และการเมือง" ที่ต่อท้ายก็ไร้ความหมาย เพราะการเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์

ถ้าไม่มีวิชาพระธรรมศาสตร์กำกับ วิชาการเมืองก็เป็นแค่การแย่งชิงผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างต่ำทราม

 

อาจารย์คนนี้ยังมีวาทะ "มหาวิทยาลัยเกิดมาเพื่อฆ่าศาสนา" ไม่รู้บ้างหรือว่าการศึกษาของไทยนั้นมีวัดโอบอุ้มมาแต่อดีต

แม้แต่การศึกษาแผนใหม่ในยุคเริ่มต้นตั้งแต่สมัยร.5 ก็ต้องอาศัยวัดช่วยอุปการะ ไม่ว่าจะอำนวยพื้นที่ก่อสร้าง ช่วยระดมทุนชาวบ้าน 

ช่วยเรื่องครู จนยืนหยัดได้จนป่านนี้ ...พวกนักการเมืองใหญ่ๆในปัจจุบัน คนใหญ่คนโต เคยอาศัยข้าวก้นบาตรก็มากมาย

จนมีรัฐมนตรีศึกษาต่างศาสนาเข้ามาแทรกแซง (ขอปกปิดชื่อ) แยกวัดออกจากโรงเรียน ทั้งวัดทั้งโรงเรียนจึงเสื่อมลง

อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

นั่นคือนักวิชาการเจ๊ก ที่ไม่เคยสัมผัสสังคมไทยจริงๆ อาศัยท่องตำรามาเอ่ยอ้าง สิ่งที่พูดก็ไปอ้างมาจากสังคมตะวันตกล้วนๆ

สมควรจะพิจารณาตัวเองว่าควรจะเป็นครูบาอาจารย์ต่อไปหรือไม่? 


In Topic: รบกวนด้วยครับ แดงตอแหลบอกว่าเป็นฝีมือม๊อบฝ่ายเรา

12 ธันวาคม พ.ศ. 2556 - 14:09

ถ้าเป็นมิจฉาชีพจริง เค้าอุ้มกล่อง CPU ไปทั้งอันแล้วล่ะครับ ใครถอดไปแค่ฮาร์ดดิสก์ก็ถือว่าโง่

เพราะฮาร์ดดิสก์เองมันแค่สามสี่พัน ตัวแพงน่ะคือตัวประมวลผล CPU แถมเอาไปทั้งกล่อง

ได้ทั้งเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ CPU การ์ดจอ ฯลฯ 

 

คอมฯสำนักงานถึงจะสเป็ตกลางๆ แต่มักจะเป็นคอมฯมียี่ห้อ ปล่อยต่ออย่างน้อยก็ได้หมื่นกว่าๆ

แล้วเวลาขโมย ใครบ้างโง่ไปไขควงถอดฮาร์ดดิสก์ทีละเครื่อง แค่เปิดฝา ล้วงฮาร์ดดิสก์ก็กลายนาทีแล้ว

ได้ฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว ต้องถอดหลายๆเครื่องถึงจะคุ้ม ถ้าจะขโมย อาศัยลูกมั่วอุ้มออกมาเครื่องเดียวก็ได้เยอะกว่าอีก

 

หรืออย่างขโมยของในลิ้นชัก คนส่วนใหญ่จะใส่ของมีค่าในลิ้นชักบน แค่ดึงออกมาดู มีหรือไม่มีก็รู้แล้ว

ทำไมจะต้องค้นซะกระจุย ถ้าเป็นบ้านคนว่าไปอย่าง คนอาจจะเอาของมีค่าไปซุกที่โน่นที่นี่ แต่นี่มันออฟฟิศ

 

แล้วถอดฮาร์ดดิสก์ ต้องอุ้มคอมไปอยู่เป็นกระจุกแบบนั้นด้วยเหรอ จะจัดฉากก็ขี้เกียจไปหน่อยมั้ง

คนที่่จะขโมยข้อมูลโดยการถอดฮาร์ดดิสก์ ก็ถอดมันตรงโต๊ะก็ได้ เสร็จแล้วก็สวมกลับเข้าที่

ไม่ต้องขันน็อต แค่นี้ก็ลบรอยพิรุธไปตั้งเยอะ นี่อุ้มไปอุ้มมา ติดรอยนิ้วมือเพิ่มอีกต่างหาก

 

...ไม่ขอด่าเรื่องจัดฉาก เพราะเป็นเรื่องปกติของตำรวจไทย แต่ขอด่าว่าจัดฉากมายาวนาน

ยังมักง่ายและขี้เกียจถึงขนาดนี้เชียวหรือ?  <_<