Jump to content


Photo
- - - - -

คุยกันตามประสา พรบ ปรองดอง


  • Please log in to reply
57 ความเห็นในกระทู้นี้

#51 bird

bird

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,191 posts

ตอบ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 12:12

ฉบับที่ 18

พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายใน
ราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการ
กระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532

มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคง
ของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน
การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532"

มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
( รก.2532/142/4พ/30 สิงหาคม 2532 )

มาตรา 3
บรรดาการกระทำของบุคคลใด ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 หากการกระทำนั้น
เป็นความผิดดังต่อไปนี้

(1) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา
(2) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
(3) ความผิดฐานอื่นที่เป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม (1) หรือ(2)
ทั้งนี้เฉพาะที่มิใช่ความผิดตาม
ประมวล กฎหมายอาญา


ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้า
ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น
ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง

มาตรา 4
การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ
หรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น และผู้ใดจะอ้างพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้ตนพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัยหรือ
ถูกดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัย อันเนื่องจากการ กระทำที่ได้รับนิรโทษกรรมตาม มาตรา 3 มิได้

มาตรา 5
การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ส่วนราชการที่จะเรียกร้อง
ค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ได้รับนิรโทษกรรมตาม มาตรา 3

มาตรา 6
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกสมโภช
สิริราชสมบัติในมหามงคลสมัยที่ทรงปกครองแผ่นดินยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ปรากฏ
ในประวัติศาสตร์ ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ ประกอบกับรัฐบาลมี
นโยบาย และเจตจำนงที่จะผนึกกำลังสร้างสรรค์ความสามัคคีของชนในชาติ สมควรนิรโทษกรรมแก่
ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา และ
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งนอกจาก
การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ ผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน
ระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2531 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแผ่พระมหากรุณาธิคุณ
และให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นได้ร่วมทำคุณประโยชน์และช่วยจรรโลง ประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



พรบ ฉบับนี้เพื่อนิรโทษกรรมฐานความผิดเพิ่มเติมจาก พรบ ฉบับที่ 17 ดังที่นำเสนอไว้ในกระทู้ที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าในมาตราที่ 3 จะกำหนดให้ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษา แต่ พรบ
ก็กำหนดไว้ว่าเฉพาะความผิดฐาน

1) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา
2) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
3) ความผิดฐานอื่นที่เป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม (1) หรือ(2)
ทั้งนี้เฉพาะที่มิใช่ความผิดตาม
ประมวล กฎหมายอาญา


#52 เช never die

เช never die

    มหาอำมาตย์แดง ชั้นที่ 1.(ระดับเดียวกับท่านตู่,ท่านเต้น)

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 11,845 posts

ตอบ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 12:21

ตามเก็บความรู้อย่างเมามันครับ

มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล


#53 bird

bird

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,191 posts

ตอบ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 13:31

ฉบับที่ 19

พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อ
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครอง
แผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 - พ.ศ. 2534"

มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
( รก.2534/79/1พ/3 พฤษภาคม 2534 )


มาตรา 3
บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใด ๆซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ
การปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 และการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง
กับการกระทำดังกล่าว และการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
หรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะรักษา
ความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่ง
ได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือหัวหน้าคณะ
รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น รวมถึงการลงโทษ
และการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าการกระทำ
เพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ
ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้น หรือก่อน หรือ
หลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อ กฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิด
โดยสิ้นเชิง

มาตรา 4
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน
และยกเลิกรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้กระทำเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 23
กุมภาพันธ์พ.ศ. 2534 นั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้กระทำไปด้วยความปรารถนาที่จะ
แก้ไขสถานการณ์ซึ่งเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนเพื่อให้เกิด
ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความเป็นธรรมในการปกครองประเทศ ความสามัคคีของชนในชาติ ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย ความผาสุกของประชาชนชาวไทย และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ทั้งได้กระทำ
ไปโดยมิได้ปรารถนาแสวงหาประโยชน์ ส่วนตนหรือบำเหน็จตอบแทนแต่ประการใด จึงเป็นการสมควรที่
จะให้มีนิรโทษกรรมแก่บรรดาบุคคลซึ่งได้กระทำการเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น จึงสมควรให้มีกฎหมาย
นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศในครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัตินี้ขึ้น



เหตุการณ์ความไม่สงบอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2534 ยังส่งผลต่อเนื่องไปสู่ เหตุการณ์
ความวุ่นวายในปี 2535 ได้สร้างบาดแผลไว้ให้ประชาชนคนไทยอย่างที่สุดอีกครั้ง

ถึงอย่างไรก็ดี สืบเนื่องจากเหตุการณ์ 2534 คณะผู้ก่อการ “ รสช “ มีการประกาศยึดทรัพย์นักการเมือง
ที่มีพฤติการณ์อันส่อแสดงให้เห็นได้ว่ามีทรัพย์สิน ร่ำรวยผิดปรกติ ผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพโดย
สุจริตตามประกาศ รสช ฉบับที่ 26 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534 เรื่องให้อายัดและห้ามจำหน่ายจ่าย
โอนทรัพย์สิน

ซึ่งต่อมาได้มีการตรา พรบ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ รสช ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ ได้ให้สิทธิอุทธรณ์ของผู้ถูกยึดทรัพย์ที่สามารถอุทรธรณ์คำสั่งยึดทรัพย์ไปที่ศาลฎีกาได้
บรรดานักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ก็ได้ใช้สิทธิดังกล่าว และผลการพิจารณาของศาลได้ตัดสินออกมา
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2536 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์ของนักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ว่า

" ประกาศรสช.ฉบับ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ให้มีอำนาจสอบสวน
และสั่งอายัดทรัพย์นักการเมืองนั้น ขัดต่อประเพณีการปกครองของไทยในระบอบประชาธิปไตย
เพราะเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลมาทำการเช่นเดียวกับศาล ทรัพย์สินของนักการเมืองที่ถูกสั่ง
อายัดให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์ที่นักการเมืองได้มาก่อนประกาศรสช. ฉบับ 26 จะมีผลบังคับใช้
การยึดทรัพย์ที่เกิดขึ้นเป็นการออกและใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง จึงขัดธรรมนูญ
การปกครอง พ.ศ.2534 และใช้บังคับมิได้ " ถึอเป็นบทสรุปการยึดทรัพย์นักการเมืองในยุคนั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ บางท่านเริ่มจะมีคำถามถึงหน่วยงาน คตส และ ปปช ในยุคของ คมช ว่ามีอำนาจหน้าที่
ในการตรวจสอบข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในยุคทักษิณหรือไม่ และการยึดทรัพย์เป็นไปภายใต้อำนาจหน้าที่
ในกรอบของกฎหมายหรือไม่ เพราะนั้นจะส่งผลต่อไปยังเนื้อหาสาระที่ปรากฎอยู่ใน พรบ ฉบับเร่งรัดใน
ปัจจุบัน รายละเอียดในส่วนนี้จะนำเสนอให้ทราบในหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกัน

สำหรับสาเหตุ เหตุผลในการกระทำการ ผลกระทบ และรายละเอียดของเหตุการณ์ 2534 ต่อเนื่อง 2535
ติดตามได้จาก

ฐานข้อมูล การเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
http://www.kpi.ac.th..._กับการเมืองไทย

วิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี
http://th.wikipedia....ทศไทย_พ.ศ._2534

เลิอกศึกษา และ วิเคราะห์กันได้ตามวิสัยทัศน์ของแต่ละท่าน

#54 เช never die

เช never die

    มหาอำมาตย์แดง ชั้นที่ 1.(ระดับเดียวกับท่านตู่,ท่านเต้น)

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • 11,845 posts

ตอบ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 14:01

ครับผม

มันผู้ได สนับสนุนการนิรโทษกรรม ไม่ลากคอไอ้ฆาตกรชั่วใจสัตว์ โหดอำมหิต ผู้บงการฆ่าพี่น้องเสื้อแดงของกู 91 ศพ และพี่น้อง กปปส.ของกูอีก 20 ศพ มาลงโทษลงทัณฑ์ตามกบิลเมือง กูขอสาปแช่งให้มันและทุกๆคนที่มันรัก จงประสพกับความวิบัติฉิบหายในชาตินี้ และต่อๆไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะสิ้นกาล


#55 bird

bird

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,191 posts

ตอบ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 14:19

ฉบับที่ 20

พระราชกำหนด นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17
พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2535

มาตรา 1
พระราชกำหนดนี้เรียกว่า "พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกัน
ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2535 - พ.ศ. 2535"

มาตรา 2
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
(รก 2535 / เล่มที่ 109 / ตอนที่ 63/ วันที่ 23 พฤษภาคม 2535 )

มาตรา 3
บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม
2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2535 และได้กระทำในระหว่างวันดังกล่าว ไม่ว่าได้กระทำในฐานะเป็น
ตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือ ผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจาก
ความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีประชาชนชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17
พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์ได้ลุกลามจนมีการกระทำที่เป็น
ความผิดและเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของบุคคล ทั้งยังเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน รวม
ตลอดทั้งมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เมื่อได้คำนึงถึงว่า การกระทำนั้นได้
ริเริ่มจากความปราถนาที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงกระทำได้ ประกอบ
กับเพื่อให้เหตุการณ์สงบโดยรวดเร็ว และเกิดความสามัคคีระหว่างคนในชาติ จึงสมควรให้มี
นิรโทษกรรมแก่บุคคลที่ได้กระทำหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว และโดยที่ในขณะนี้ได้มีการ
จับกุมบุคคลเป็นจำนวนมากมาควบคุมตัวไว้ แม้บางส่วนจะได้มีการปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว แต่อีก
ส่วนหนึ่งต้องถูกควบคุมตัวอยู่ อันยังผลให้เกิดความเคียดแค้นขึ้นในหมู่ประชาชน และจะนำไปสู่
ความไม่พอใจและชุมนุมต่อต้านขึ้นอีกได้ กรณีจำเป็นการฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะ
หลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องปัต
ภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น



พรก ฉบับนี้เป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอันเป็นเป็นผลต่อเนื่องจากการยึดอำนาจในปี
2534 ของคณะ รสช และพลเอกสุจินดา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการต่อต้าน
จากประชาชนเป็นวงกว้าง ด้วยเหตุทีเกรงว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจของคณะผู้ก่อการ รสช
หรือเป็น รัฐบาลทหาร จะสังเกตได้ว่าผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรมจาก พรก ฉบับนี้ล้วนแล้วแต่เป็น
ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมทั้งที่ถูกควบคุมตัว ปล่อยตัวไปแล้ว หรือ ยังไม่ได้ถูกควบคุมตัว
จึงถือว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก พรก ฉบับนี้ คือ ประชาชน อย่างแท้จริง

พรก และ พรบ ที่ประกาศใช้ในราชอาณาจักร นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง 2475
จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 18 พรบ และ 3 พรก ได้นำเสนอครบถ้วนแล้ว เพื่อให้เป็นมาตราฐานใน
การวิเคราะห์ พิจารณา เนื้อหาสาระในร่าง พรบ ที่อยู่ระหว่างการเร่งรัด รวบรัด เข้าสู่ขั้นตอนทาง
รัฐสภา โดยอาศัยรัฐบาลเสียงข้างมาก ว่าแท้จริงแล้ว มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์
สูงสุดจากร่าง พรบ หากผ่านกระบวนการจนประกาศใช้บังคับ

ส่วนในประเด็นที่ว่า ขัดต่อ รธน หรือไม่ คงเป็นได้เพียงการวิเคราะห์โดยภาพรวม ตีความตามตัว
อักษรที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 เท่านั้น

#56 bird

bird

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,191 posts

ตอบ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 16:54

ว่าด้วยเรื่องของ ศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อนที่จะคุยกันตามประสา พรบ ฉบับเร่งรัดขออนุญาตแวะพักเรื่องร้อน ๆ สักเรื่องอันสืบเนื่องจาก
งานกึ่งทศวรรต ความเท็จวันนี้ ตุ๊ดตู่ ได้กล่าวเชิญชวนเหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ ล่ารายชื่อเพื่อยื่น
ถอดถอนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะไม่พอใจที่องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้
ระงับการดำเนินการแก้ไข รธน ไว้ก่อน จนกว่า การวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

ส่งผลให้ ทักษิเนตราไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

กระทั้งต้องกลืนน้ำลายตัวเอง วีดีโอลิงค์กลับมาออดอ้อนปลุกเร้าอารมณ์เหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่
ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่เรื่องนั้น Let it be

ประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ คือ ล่ารายชื่อเพื่อยื่นถอดถอนองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

รัฐธรรมนูญ 2550 / หมวดที่ 8 ศาล / ส่วนที่ 1 บททั่วไป

มาตรา ๒๐๐
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่
กรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย

การแต่งตั้งและการให้ผู้พิพากษาและตุลาการในศาลอื่นนอกจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง และ ศาลทหาร พ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนอำนาจพิพากษาคดีและวิธีพิจารณา
ของศาลดังกล่าว ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลนั้น


นั้นหมายความ ศาลรัฐธรรมนูญจะพ้นจากการตำแหน่งได้ต้องตามไปวิเคราะห์ กฎหมายว่าด้วย
การจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ / หมวดที่ 8 ศาล / ส่วนที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒๐๙
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕
(๕) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๗
(๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

(๗) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณี
ที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ภายใต้บังคับ
มาตรา ๒๑๖


การพ้นวาระตามมาตรา 209 (1) ถึง (3) และ (7) ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณา (4) ถึง (6) มีประเด็น
ที่ต้องพิจารณาต่อไป

ตามมาตรา 209 (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 205 กล่าวคือ

มาตรา ๒๐๕
ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีบริบูรณ์
(๓) เคยเป็นรัฐมนตรี ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ หรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหาร
ในหน่วยราชการที่มีอำนาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี หรือ ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ หรือเคยเป็น
ทนายความที่ประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและ ต่อเนื่องไม่น้อยกว่าสามสิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ

(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗) (๑๓) หรือ (๑๔)
(๕) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร
ท้องถิ่น
(๖) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง ในระยะสามปีก่อนดำรงตำแหน่ง
(๗) ไม่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


มาตรา 209 (5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐๗ กล่าวคือ

มาตรา ๒๐๗ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้อง

(๑) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(๒) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือไม่เป็น
กรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือของหน่วยงานของรัฐ
(๓) ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้
มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด
(๔) ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด

ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกบุคคลหรือวุฒิสภา
ให้ความเห็นชอบบุคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยได้รับความยินยอของบุคคลนั้น ผู้ได้รับเลือกจะเริ่ม
ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อตนได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือแสดงหลักฐานให้เป็น
ที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องกระทำ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้
รับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบ แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด
ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกหรือได้รับความเห็นชอบให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และให้นำบทบัญญัติ
มาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ


มาตรา 209 (6) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง กล่าวคือ

มาตรา ๒๗๔
สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอน
ผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของวุฒิสภา ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการ นับแต่
วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับ
ราชการเป็นเวลาห้าปี

มติของวุฒิสภาตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุ
เดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง


นอกจากนี้ รธน 2550 / หมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ / ส่วนที่ 3 การถอดถอนจากตำแหน่ง

มาตรา ๒๗๐
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุดผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่ง
หน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ
ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่ดิน
(๒) ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

มาตรา ๒๗๑
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา
ผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภา มีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอน
บุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหน่งได้ คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรง
ตำแหน่งดังกล่าวกระทำความผิดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน

สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิ
เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภา
ออกจากตำแหน่งได้

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลตาม
มาตรา ๒๗๐ ออกจากตำแหน่งได้ตามมาตรา ๑๖๔

มาตรา ๑๖๔
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อ
ให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา๒๗๐ ออกจากตำแหน่งได้

คำร้องขอตามวรรคหนึ่งต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำความผิดเป็นข้อ ๆ
ให้ชัดเจน

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเข้าชื่อร้องขอตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามพระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต


อย่ากระนั้นเลยจัดให้เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์พิจารณา

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542
หมวด 5 การถอดถอนจากตำแหน่ง

มาตรา ๕๘
เมื่อปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่
ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่า
จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้

(๑) นายกรัฐมนตรี
(๒) รัฐมนตรี
(๓) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(๔) สมาชิกวุฒิสภา
(๕) ประธานศาลฎีกา
(๖) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
(๗) ประธานศาลปกครองสูงสุด
(๘) อัยการสูงสุด
(๙) กรรมการการเลือกตั้ง
(๑๐) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
(๑๑) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
(๑๒) กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
(๑๓) รองประธานศาลฎีกา
(๑๔) รองประธานศาลปกครองสูงสุด
(๑๕) หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร
(๑๖) รองอัยการสูงสุด
(๑๗) ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

มาตรา ๕๙
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ
สภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อ
ร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๕๘
ออกจากตำแหน่งได้

สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามี
สิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจาก
ตำแหน่งได้

มาตรา ๖๐
กรณีประชาชนร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๕๘ ออกจากตำแหน่งต้องมีผู้ริเริ่ม
รวบรวมรายชื่อจำนวนไม่เกินหนึ่งร้อยคนเพื่อดำเนินการจัดทำคำร้องและรับรองลายมือชื่อของ
ประชาชนที่เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน

ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อและผู้เข้าชื่อต้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อต้องไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภาก่อนเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ
เข้าชื่อร้องขอ

มาตรา ๖๑
การร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๐ ต้องทำเป็นหนังสือระบุชื่อ อายุ
ที่อยู่ หมายเลขประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชนที่
หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่าย สามารถแสดงตนได้ และลงลาย
มือชื่อของผู้ร้องขอ โดยระบุวัน เดือน ปี ที่ลงลายมือชื่อให้ชัดเจน และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหา
ผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๕๘ เป็นข้อๆ อย่างชัดเจนว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทาง
ทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการ
ยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด และต้อง
ระบุพยานหลักฐานหรือเบาะแสตามสมควรและเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวน
ข้อเท็จจริงต่อไปได้ และให้ยื่นคำร้องขอดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับ
แต่วันที่ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา

มาตรา ๖๒
ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๕๘ ออกจากตำแหน่ง
หรือในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา
๖๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๖๓
เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องขอแล้ว ให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาว่า
คำร้องขอถูกต้องและครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และตามมาตรา ๖๑ หรือมาตรา ๖๒
หรือไม่ หากเห็นว่าถูกต้องและครบถ้วนแล้วให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อ
ดำเนินการตามหมวด ๔ การไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว หากเห็นว่าคำร้องขอไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน
ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ผู้ร้องขอหรือผู้ริเริ่มทราบเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

ให้ผู้ร้องขอหรือผู้ริเริ่มดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก
ประธานวุฒิสภา

มาตรา ๖๔
เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน
ผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งมีมูล และได้รายงานไปยังประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๕๖ (๑) แล้ว ให้
ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณามีมติโดยเร็ว

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงานให้นอกสมัยประชุม ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภา
ทราบ เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ
เพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

มาตรา ๖๕
สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนน ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอน
ผู้ใดออกจากตำแหน่งให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ของวุฒิสภา ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่
วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วย
งานของรัฐ หรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี

มติของวุฒิสภาตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคล ดังกล่าวโดยอาศัยเหตุ
เดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่ระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกา แผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง
การเมือง หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แล้วแต่กรณี

เมื่อวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งแล้ว ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ผู้ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว


นำเสนอไว้ให้เหล่าพี่น้องได้ศึกษา จะได้ไม่ต้องเป็นเหยื่อของความโป้ปดมดเท็จของคนช่างจ้อ และได้
แต่หวังว่า จตุพรและคณะจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้น คงไม่ใช่ช่องทางลัด เร่งรีบ
รวบรัด ตัดขั้นตอน ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของนายใหญ่ โดยไม่สนใจว่านั้นจะขัดต่อ รธน หรือไม่

#57 bird

bird

    สมาชิกขั้นสูง

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 4,191 posts

ตอบ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 01:22

ช่องโหว่ พรบ ปรองดอง

ฉบับเร่งรีบ และ รวบรัด

มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “ พระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ....

มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 1 และ มาตรา 2 ไม่มีประเด็นให้ต้องพิจารณา เพราะเป็นมาตรฐานตามแบบ พรบ ที่ประกาศใช้
ในราชอาณาจักรไทย

มาตรา 3
ให้บรรดาการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่
วันที่ 15 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 หากมีการกระทำใดที่เป็นความผิดตามกฎหมาย
ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และความ
รับผิดโดยสิ้นเชิง

วรรคแรก พฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายการชุมนุมทางการเมือง หรือที่เรียกว่านั้นคือการแสดงออกทางการเมือง
เพราะตามประเพณีปฎิบัติ พรบ ที่ประกาศใช้จะระบุความผิดชัดเจนว่าเป็นความผิดฐานใดที่สมควรได้รับการ
นิรโทษกรรม เช่น ความผิดต่อความมั่นคง ความผิดต่อพฤติกรรมอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น

ตั้งข้อสังเกตว่า หากในช่วงเวลาดังกล่าว มีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท อาฆาต
มาดร้ายต่อสถาบันสูงสุด โดยมีทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐาน บุคคลนั้นเข้าข่ายจะได้รับการนิรโทษกรรม
หรือไม่

หรือ เหล่าบรรดาแกนนำที่ขึ้นเวทียั่วยุ ปลุกระดม ดังที่ปรากฏหลักฐานเด่นชัด เข้าข่ายการแสดงออกทาง
การเมืองหรือไม่

หรือ บุคคลที่ตั้งด่านเถื่อนคุกคามสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การทำร้ายทรัพย์สินของบุคคล
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น อาคารเซ็นทรัลเวิล์ด เข้าข่ายเป็นการแสดงออกทางการเมือง หรือไม่

หรือ กลุ่มบุคคลที่ดำเนินการนำเลือดไปเทราดบริเวณทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคการเมือง และที่พัก
อาศัยอันเป็นสิทธิอันพึงมีของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ นั้นก็เข่าข่ายการแสดงออกทางการเมือง และต้องได้
รับนิรโทษกรรมด้วยใช่หรือไม่

หรือ การนำมวลชนบุกทำลายการประชุมระดับชาติ โดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ ก็ถือเป็นการ
แสดงออกทางการเมืองใช่หรือไม่

หรือ การปลุกระดมมวลชนให้ตามไล่ล่าหมายชีวิต ในสถานที่ราชการ ก็เข้าข่ายการแสดงออกทางการเมือง
ใช่หรือไม่

รวมทั้งการยั่วยุให้มีการเผาอาคารสถานที่อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง หรือการ
บุกรุกสถานพยาบาลให้ยามวิกาล ซึ่งในยามศึกสงครามการกระทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าละอาย ก็เข้าข่าย
เป็นการแสดงทางการเมือง

หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมโหดร้าย อำมหิต ทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีทางสู้ อย่างไร้ซึ่งมนุษยธรรม
ถามว่า บุคคลเหล่านี้ก็เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมใช่หรือไม่

และ บุคคลที่กระทำความผิดในฐานทุจริต คอร์รับชั่น ตามประมวลกฎหมาย ปปช ด้วยมติเอกฉันท์ นั้นเข้า
ข่ายต้องได้รับนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่

ใช้มาตรฐานใด ในการกำหนดขอบเขตการชุมนุมและการแสดงออกว่านั้น เป็นการชุมนุมทางการเมือง
เป็นการแสดงออกทางการเมือง

การกระทำตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการกระทำของบุคคล ดังต่อไปนี้

(1) การกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่า
จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามการชุมนุม การกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการ
ต่อต้านรัฐ การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ การประท้วงด้วยวิธีใด ๆ อันเป็นการ
กระทบต่อร่างการหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองหรือ
การแสดงออกทางการเมือง

(1) ผู้ที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ตามข้อความที่ปรากฏ น่าจะได้แก่บรรดาแกนนำที่ทำหน้าที่ปราศัย
ด้วยข้อมูลเท็จ เพื่อปลุกเร้า ยั่วยุให้มวลชนเกิดอารมณ์ร่วม จนเกิดขอบเขต และบุคคลที่กล่าวปราศรัยหมิ่น
ประมาท อาฆาตมาดร้ายสถาบันสูงสุด ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็เป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่เข้าข่ายตาม
ข้อความที่ปรากฎอยู่ ซึ่งแกนนำ และบุคคลที่บังอาจล่วงละเมิด รวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีพฤติกรรมรุนแรง
เกินขอบเขตการแสดงออกทางการเมือง มีจำนวนไม่มาก และมีหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจน
ก็เข้าข่ายต้องได้นิรโทษกรรม

(2) การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันระงับหรือปราบปราม
ในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำ
ดังกล่าว

(2) การกระทำของเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสมควรได้รับนิรโทษกรรม แต่
สำหรับผู้บังคับบัญชา ผู้ออกคำสั่งหากเป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบ ให้กระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ ก็
เข้าข่ายที่จะได้รับนิรโทษกรรมใช่หรือไม่

ในประเด็นนี้ ผู้ออกคำสั่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคงไม่พ้นเหตุการณ์ 7 ตค.51 , เหตุการณ์เมษายน 52
และ เหตการณ์ 19 พค.53 แล้วเหตุใดจึงไม่ค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมได้รับรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้นค่อยนิรโทษกรรม หรือเพราะมีกลุ่มบุคคลใดกลัวว่าความจริงจะปรากฏ

มาตรา 4
เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลให้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตรามาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้ผู้มี
อำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่
เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี
ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษ
อยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

ใน พรบ ที่ประกาศใช้ในราชอาณาจักรไทยมีบาง พรบ ที่กำหนดว่า กรณีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วก็ให้ถือว่า
ผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษา แต่ได้กำหนดต่อไปว่า ทั้งนี้ไม่ส่งผลต่อของกลางที่ริบไว้ หรือ ทรัพย์สินที่ถูก
อายัดให้ตกเป็นของแผ่นดิน หาไม่แล้ว ผลพวงของมาตรานี้จะเป็นเหตุกล่าวอ้างให้ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรม
ขอคืนสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งนั้นจะทำให้
พรบ ฉบับนี้เข้าข่ายเป็น พรบ การเงิน ทันใด

นั่นก็หมายความว่า นายกต้องรับรองก่อนนำเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งจะทำให้การนำ พรบ เข้าสู่วาระ
ที่กำลังดำเนินการอยู่ขัดรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด โทษถึงขั้นยุบพรรค และ อาจส่งผลต่อการยื่น
ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ในประเด็นฐานความผิดผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วจะมากล่าวอ้างว่ารังแกผู้หญิง
ไม่ได้

มาตรา 5
ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้
รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เป็นไปตามประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หรือ
การดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใด อันเป้นผลสืบเนื่องจากการดำเนิน
การหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด
โดยให้นำความในมาตรา 4 มาบังคับใช้โดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคล
ที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป

ประเด็นนี่ น่าจะเกี่ยวข้อง คตส ปปช รวมไปถึง คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อข้อกล่าวหาที่ คตส,
ปปช กล่าวหาคณะบิรหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พรบ ให้ถือว่าไม่มีการกล่าวหา คือ
ถือเป็นโมฆะ เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น แล้วคดีความต่าง ๆ ที่รอการพิสูจน์ตามหลักนิติธรรมจะทำประการใด
ให้ถือว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ใช่หรือไม่

มาตรา 6
เพื่อให้บุคคลได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศซึ่งเป็นการสร้างความปรองดองในสังคม
ให้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง เพราะเหตุมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค
การเมืองเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ถือว่าบุคคลผู้นั้นไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนับแต่วันที่พระราชบัญญัติ
นี้ใช้บังคับ

ประเด็นยกเลิกการเพิกถอนสิทธิ คงไม่มีประเด็นใดให้พิจารณา น่าจะเป็นประเด็นที่ยอมรับได้โดยทั่วไป

าตรา 7
การดำเนินการใด ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ
ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัตินี้
และทำให้ตนได้รับความเสียหาย

ตามประเพณีปฏิบัติ พรบ นิรโทษกรรมมักจะมีข้อกำหนดว่า การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ก่อให้
เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียก ร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นและผู้ใดจะอ้างพระราช
บัญญัตินี้เพื่อให้ตนพ้นจากการถูกลงโทษทางวินัย ทางอาญา หรือ ถูกดำเนินการเพื่อลงโทษทางวินัย ทาง
อาญา อันเนื่องมาจากการกระทำที่ได้รับนิรโทษกรรม มิได้ ซึ่งใน มาตรา 7 ไว้แต่เพียงเปิดช่องให้บุคคลอื่น
ที่ไม่เกี่ยวฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของบุคคลตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

มาตรา 8
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มองมุมใด พรบ ปรองดองฉบับเร่งรีบรวบรัด ก็มีผู้ที่ได้รับประโยชน์เพียงไม่กี่กลุ่ม และผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
คงมิใช่ใครที่ไหน เป็นบุคคลที่รู้จักกันดี ถึงแม้ว่าเหล่าบรรดาท่านผู้ทรงเกียตริจะกล่าวอ้างเช่นใด คงจะแก้ต่าง
ได้ยาก เพราะตัวอักษรไม่โกหก เหมือนลมปากของคนช่างจ้อ ท้ายที่สุดได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการ
วีดีโอลิงค์ครั้งสุดท้ายของครั้งสุดท้าย ที่ธันเดอร์โดม

4.6 หมื่นล้านเป็นเงินที่ผมมีอยู่ก่อนแล้ว...

ประโยคของท่านจะทำให้ท่านหลุดจากตำแหน่งนายก คงเหลือไว้แต่เพียงตำแหน่งนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน
โดยที่ท่านไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะนั้นเป็นคำพูดที่ผูกมัดท่านว่าท่านยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จตั้งแต่ครั้งแรก
ที่ท่านดำรงตำแหน่งนายก.....เราเตือนท่านแล้ว

หมายเหตุ...สำหรับรัฐธรรมนูญ ในแต่ละมาตราที่เกี่ยวข้องและได้กล่าวอ้างไว้ข้างต้นจะสรุปและนำเสนอ
ในครั้งต่อไป

Edited by bird, 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 08:03.


#58 dahlia v2

dahlia v2

    ขาประจำ

  • Members
  • PipPipPip
  • 638 posts

ตอบ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555 - 01:47

ข้อมูลปึ๊กมาก ไปตามหามาได้ยังไงเนี่ย
นี่แหละคือ ข้อแตกต่างระหว่าง คนเสื้่อแดง กับ คนไม่แดง

ผมเป็นแฟนคลับ แคนไท , ริดกุน , เช neverdie , eAT , Moon , tonythebest [/color][color=#0000FF;], -3- , Limmy , amplepoor , ติ๊บไตบูชาเงิน . เด็กปากดี , โจโฉ นายกตลอดกาล , อารยา, ตะนิ่นตาญี , ผึ้งน้อยตุหรัดตุเหร่

พอดีผมลืม password เก่า และ e-mail ที่ใช้สมัครครับก็เลยจำเป็นต้องสมัครใหม่





ผู้ใช้ 1 ท่านกำลังอ่านกระทู้นี้

สมาชิก 0 ท่าน, ผู้เยี่ยมชมทั่วไป 1 ท่าน และไม่เปิดเผยตัวตน 0 ท่าน