ประเด็นที่ ๑ ทำไมหน้าเหลี่ยมผิด ทำไมป้ากระบังไม่ผิด
จากที่คุณ bsnk ยกมา
(1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่กำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี”
วรรคสองบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” (ซึ่งรวมถึง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย) และวรรคสามบัญญัติว่า
“ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง มาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคสอง โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรส ดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ”
ตรงนี้กฎหมายห้ามเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหลี่ยมจึงผิดเต็ม ๆ
แต่ที่ป้ากระบังไม่ผิด เพราะกฎหมายมาตราดังกล่าว ไม่ได้ระบุให้คู่สมรสที่มิได้มีตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีความผิดต่อการประพฤติมิชอบนั้นด้วย
กรณีแรกนี้ ป้ากระบังเลยรอดไป
แล้วการประมูลครั้งนั้น ป้ากระบังทำผิดหรือเปล่า?
ตรงนี้ผมมองว่าไม่ผิด เพราะป้ากระบังได้เข้าสู่การประมูลด้วยขั้นตอนธรรมดาทั่วไป อีกทั้งเมื่อต้นเหตุนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การประมูลดังกล่าวจึงถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลใด ๆ การที่ป้ากระบังเข้าร่วมการประมูล ก็เลยรอดไป เพราะการประมูลนั้นเป็นโมฆะเสียแล้ว
ประเด็นที่ ๒ ผมไม่คิดว่าหน้าเหลี่ยมเป็นนายกที่ดีที่สุดของไทยหรอกครับ แค่เรื่องคุณธรรมจริยธรรมก็สอบตกรูด ในด้านการบริหารงาน เคยมีกระทู้ในบอร์ดเก่าเปรียบเทียบผลงานทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรมและทางสังคม ปรากฎว่าหน้าเหลี่ยมแพ้ทั้งคุณชวน สุรยุทธ์ และอภิสิทธิ์กระจุยกระจาย แทบทุกปัจจัยพิจารณา
แต่ถ้าทางด้านโฆษณาชวนเชื่อเกินราคา ผมเชื่อว่าหน้าเหลี่ยมเก่งสุดจริง
เมื่อ จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ (พ.ต.ท.ทักษิณ) มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่จำเลยที่ ๒ (คุณหญิงพจมาน) ดำเนินกิจการตามมาตรา ๑๐๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อแก้ตัวให้จำเลยที่ ๑ พ้นผิดตามมาตรา ๑๒๒ วรรคสอง เช่นนี้ผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง ๕ ต่อ ๔ ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐๐(๑) ซึ่งต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น”
มันทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ไงครับ ว่า ถ้าภริยาของผู้ดำรงตำแหน่ง ได้กระทำนิติกรรมที่ขัดต่อ กม. ปปช.
และถ้าสามี ไม่แสดงอาการรับทราบ ไม่ลงลายมือชื่อไว้ ( ซึ่งแบบของกฏหมายก็ไม่ได้บังคับให้สามี ต้องเซ็นต์ยินยอมแต่อย่างใด )
สามีผู้ดำรงตำแหน่ง ก็จะไม่มีความผิดอย่างไรเลย ? มันจะเกิดช่องโหว่ให้นักการเมืองสามารถทำได้ต่อๆไปไงครับ ?
แม้สัญญาจะมีผลเป็นโมฆะ แต่จะเกิดก็ต่อเมื่อมีการฟ้องร้องเท่านั้น ใช่ไม๊ครับ ???
แปลว่า ถ้า ปปช คตส จับไม่ได้ ฝ่ายนักการเมืองก็ได้ผลประโยชน์ไป
และถึงจับได้ ก็แค่มีผลเป็นโมฆะ ??? นักการเมืองมีแต่ได้กับเจ๊า เหรอครับ ???
มันฟังแล้วขัดความรู้สึกครับ...
ศาลเค้าตัดสินตามคำฟ้องครับ...
คำฟ้องเค้ายื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดตามมาตรา 100
ถ้าจะเอาผิด พจมาน ต้องไปยื่นใหม่...
เอ่อ ตัดสินตามคำฟ้องแปลว่าฟ้องทักษิณคนเดียวเหรอครับ
ทำไม ถึงใช้คำว่า จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ครับ
นั่นแปลว่าฟ้อง 2 คนครับ
ปล. จบจากการตอบกระทู้นี้ผมขอหยุดเรื่อง ที่ดินรัชดาแต่เพียงเท่านี้นะครับ
นาๆจิตตังครับ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะมาเถียงแทนทักษิณทำไม ? แต่ในคดีนี้ผมแค่รู้สึกว่ามันแปลก
ไม่ได้หมายความว่า ทักษิณไม่ผิดนะครับ เพราะยังมีคดีอื่นๆรออีกเพียบ แต่ผมเพียงแค่ไม่อยากให้เกิด
ค่านิยมใหม่คือ ต่อไป นักการเมืองจะไม่จดทะเบียนสมรสกัน ก็เท่านั้นเองครับ ซึ่ง ค่านิยม มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรทัดฐานของสังคม
ตามหัวข้อของกระทู้ครับ แห่ะๆ










